แสดงธรรมวันมาฆบูชา ณ วัดอ้อน้อย วันที่ ๗ มี.ค.๕๕

7 มี ค 2555    9.10 น. ถอดซีดี ธรรมะวันมาฆบูชา แสดงธรรมโดยองค์

หลวงปู่พุทธะอิสระ
• พระองค์ทรงเห็นว่า พระทั้งหมดรู้ธรรมไม่เท่ากัน แต่บรรลุธรรมเหมือนกัน
• ทรงวางหลักไว้ 3 ข้อ ไม่ทำชั่วนะ ทำดี ทำใจนี้ให้ผ่องแผ้วและผ่องใส
• หลักคิด หลักทำ หลักปฏิบัติ ของพระอริยเจ้า
• พระองค์ทรงเรียกหลักนี้ว่า จรณะ 15
• รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์   รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ
• สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้อันตรการ ดุจราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่
เจริญธรรม เจริญสุขท่านสาธุชนคนดีที่รักทุกท่าน
วันนี้เป็นวันแห่งพระธรรม
วันนี้ เป็นวันอะไร
(วันมาฆบูชา)  เออ
ชาวพุทธเราถือวันสำคัญในพระพุทธศาสนาอยู่ 3 วัน ก็คือ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชาแล้วก็วันอาสาฬหบูชา
วันวิสาขบูชา เค้าถือกันว่า เป็นวันพระพุทธ
วันมาฆบูชา ก็ถือว่า เป็นวันแห่งพระธรรม
วันอาสาฬหบูชา ถือว่า เป็นวันแห่งพระสงฆ์
วันนี้ ถือว่าเป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางรากฐาน หรือ หลักการ หรือ หัวใจสำคัญ
ของพระธรรม หรือ ที่เรียกว่า ย่นย่อพระธรรมทั้ง 84,000 ข้อ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่มหาชนคนปัญญาทรามอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายจะพอเข้าใจ รู้จัก และเข้าถึงได้สามารถปฏิบัติให้ลุผลได้ แล้วก็ไม่ต้องจดจำมาก ทำได้มาก แล้วก็ทำได้จริง
พระองค์ทรงย่อ 84,0000 ข้อให้เหลือ 3 ที่ทรงตรัสเรียกธรรมเหล่านี้ ธรรม 3อย่างนี้ ว่า โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งธรรมทั้ง 3 อย่างนี้ ก็มีโดยหลักศีล มีโดยหลักสมาธิ แล้วก็มีโดยหลักปัญญา
ส่วนที่เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็คือ ทรงแสดงไว้เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนแก่

พระอรหันต์ 1,500 รูป ที่จริงแล้ว พระอรหันต์นี่บวชโดยพระผู้มีพระภาคเจ้า

1,250 ไม่ใช่ 1,500 บวชโดยพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงแสดงการบวชพิเศษ ที่

เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ชาวพุทธเราก็ลือกันนักหนาว่า เป็นเรื่องแห่งความมหัศจรรย์ เพราะพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นผู้

ที่มาโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็เป็นอรหันต์เจ้า เอหิภิกขุอุปสัมปทาที่พระพุทธเจ้าทรงบวช

ก็กล่าวง่ายๆ สั้นว่า
ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้ถึงที่

สุดทุกข์โดยชอบเถิด
ทีนี้ เราก็มานั่งวิจารณ์ วิเคราะห์กันตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาว่า เป็นความมหัศจรรย์ของพระ

อรหันต์ทั้ง 1,250 รูป ที่มาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จริงๆ แล้ว พระเหล่านี้ ก็มา

จากศาสนาพราหมณ์ ก็เป็นพราหมณ์มาเก่าก่อน สัทธิพราหมณ์ เค้าจะมีความคุ้นเคยกับ

นิสัยเดิม พระแม้บวชเข้ามาแล้ว ก็ยังมีความคุ้นเคยในนิสัยเดิม
เพราะอะไร
วันเพ็ญกลางเดือน 3 พวกพราหมณ์ พวกฮินดู เค้าจะเรียกอีกอย่างว่า วันศิวาราตรี เป็น

วันที่ผู้คนทั้งหลาย บริษัท บริวารของครูบาอาจารย์คนใด ก็จะมาพรักพร้อม มาประชุม

พร้อมกัน มาหาครูบาอาจารย์ มากราบไหว้ มาบวงสรวงพระศิวะ มาบูชาพระจันทร์อะไร

อย่างนี้ แล้วก็มาบูชาครูบาอาจารย์
งั้น พระอรหันต์ทั้ง 1,250 รูปนี่ ท่านเป็นพราหมณ์มาเก่า ก่อนจะมาบวชเป็นพระ

ภิษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แล้วช่วงเวลานั้น ก็เป็นบรรยากาศ วันเพ็ญเดือนสาม  ปีใดที่มี

อธิกมาส ก็เลื่อนเป็นกลางเดือนสี่ อย่างปีนี้ เป็นปีอธิกมาส ก็คือ ปีที่มีแปด 2 หน ก็เลื่อน

มาเป็นกลางเดือนสี่
งั้นก็ เมื่อเค้าเป็นพราหมณ์มาเก่า พอถึงเวลา เค้าก็ประชุมกัน หวนคำนึงระลึกถึงพระพุทธเจ้า

หรือครูของเราผู้ประเสริฐเลิศ ผู้สถิตสถาพร อยู่ที่ใดก็จะไปกราบไหว้ ณ. ที่นั้น เลยเป็น

ที่นำมาว่า พระศาสดาทรงเห็นว่า พระอรหันต์เหล่านี้ มีภูมิความรู้ที่จะเป็นครูของโลก เป็น

ครูของแผ่นดิน ก็วางหลักการว่า ท่านทั้งหลาย จงไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา ประกาศ

สัจธรรม ก็ให้มีหลักยึดถือเอาไว้ เพราะว่า แต่ละคนเรียนรู้มาไม่เหมือนกัน อย่างเช่น

ปัญจวัคคีย์ ท่านก็ไม่ได้เรียนอะไรมากไปกว่าอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

แล้วก็มรรคมีองค์ 8 ประการ แล้วต่อมาก็ได้ฟังธรรม 2 หัวข้อใหญ่ ก็คือ อนัตตลัก

ขณสูตร และ อาทิตตปริยายสูตร ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ชฎิลทั้ง 3 พี่น้อง

ท่านทั้ง 5 ก็ตามไปฟังด้วย
พระบางองค์ก็แค่ได้ฟังธรรมว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความ

ดับแห่งธรรมนั้น พระองค์นั้น ก็จะนำเอาธรรมที่ตนเองแสดงหรือฟังมาแล้วบรรลุธรรมนั้น

เอามาเผยแพร่ แต่เรื่องอื่นไม่รู้
จะบอกว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดง 84,000 ข้อ แต่ก็ไม่ได้ทรงแสดง 84,000 ข้อ

แก่คนๆ เดียวฟัง เพราะแต่ละข้อ ก็แสดงแต่ละองค์ๆ แต่ละท่าน แต่ละคน แตกต่างกันไป

ตามหลักจริตและอุปนิสัยและสันดานเดิมของคนๆ นั้น แยกแยะออกได้ถึง 84,000ชนิด
แต่พระองค์ทรงเห็นว่า พระทั้งหมดรู้ธรรมไม่เท่ากัน แต่บรรลุธรรมเหมือนกัน คือ รู้ธรรมไม่เท่ากัน อย่างพระอัสสชิ ท่านก็รู้เพียงแค่เหตุ ธรรมใดเกิดแต่เหตุและการดับเหตุแห่งธรรมนั้น รู้แค่นี้ ใครมาถามท่านว่า ท่านรู้ธรรมอะไรมา ท่านเรียนธรรมะอะไรมา ใครเป็นครูของท่าน ท่านก็บอกว่า ข้าพเจ้ามีครู ก็คือ สมณโคดม พระสมณโคดมสอนธรรมแก่ข้าพเจ้า ก็คือ ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับเหตุแห่งธรรมนั้น
รู้มาแค่นี้ แล้วท่านก็เป็นอรหันต์ พระอัสสชิท่านเป็นอรหันต์
งั้น เค้าจึงมีคำยกย่องพระอรหันต์แต่ละองค์ๆ แตกต่างกัน อย่างเช่น ท่านยกย่องว่า พระ

อานนท์ เป็นพหูสูตร เพราะ พระอานนท์นี่ ท่านรู้ทุกเรื่อง รู้ธรรมะทุกข้อ 84,000 ข้อ

นี่ท่านรู้หมด จำได้หมด เพราะเมื่อพระพุทธเจ้า หลังจากไปแสดงธรรมกับใครๆ แล้ว ก่อน

ที่พระอานนท์ พุทธอุปฐาก หรือ พระอนุชา จะมารับหน้าที่เป็นพระอุปฐากพระพุทธเจ้า

ท่านขอพรพระพุทธเจ้าเอาไว้ว่า ถ้าข้าพระองค์มารับใช้พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเมตตา

คราใดที่ทรงแสดงธรรมแก่นักบวช ชฎิล ฤาษี ชีไพร หรือสมณพราหมณ์ใดๆ แม้แต่พระ

ราชามหากษัตริย์ หรือบุคคลทั่วไป ขอพระองค์ทรงกลับมาแสดงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย
พระพุทธเจ้าก็ทรงให้พรว่า เป็นเช่นนั้น อานนท์
แล้วเมื่อหลังจากพระองค์ไปแสดงธรรมที่ไหน ไม่ว่าจะเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนปานใด พระองค์ก็จะกลับมาแสดงธรรมนั้นแก่พระอานนท์
พระอานนท์เป็นพหูสูตร เพราะเป็นผู้ทรงจำดีมาก แสดงครั้งเดียว ก็จำได้หมด
งั้น พระอานนท์นี่ ถือว่าเป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ได้ เพราะท่านรู้หมด สุตันตปิฎก วินัยปิฎก อภิธรรมปิฎก ท่านจะรอบรู้เข้าใจ โดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎก ท่านจะรู้มาก เข้าใจมาก
แต่พระอรหันต์บางองค์ รู้แค่คำเดียว ประโยคเดียว เรื่องเดียว ก็สำเร็จเป็นอรหันต์
แต่ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ก็จะมีหลักยึด คือ ตอนนั้นยังไม่มีหลักยึด หลังจากที่พระองค์ทรงเห็นข้อ ใช้คำว่า ข้อบกพร่องไม่ได้  เพราะว่า พระอรหันต์ไม่มีคำว่า บกพร่อง คือ ข้อจำกัดของการเรียนรู้ ศึกษาเหตุเพราะพระอริยชน พระอริยเจ้าแต่ละองค์
พระองค์ก็ทรงรวมสรุปว่า เอาล่ะ ใครจะรู้มามากก็ตาม รู้มาน้อยก็ตาม รู้กลางๆ ก็ใช่ แต่ขอให้รู้ทั่วถึงกันว่า ทั้งหมด 84,000 ข้อ มีหลักยึดอยู่แค่ 3 อย่าง
หลักยึด 3 อย่างนี้ คือ
1. ไม่ทำชั่ว เรียกว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง
2. ทำดี เรียกว่า ทำกุศลให้ถึงพร้อม เรียกทำดี กุสะลัสสูปะสัมปะทา
3. ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว และผ่องใส สะจิตตะปะริโยทะปะนัง
เอตัง พุทธานะ สาสะนัง  ธรรม 3 อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
รวมแล้ว ก็คือ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง    กุสะลัสสูปะสัมปะทา
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง   เอตัง พุทธานะ สาสะนัง 
ธรรม 3 อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระที่มาทั้ง 1,250 รูป นี่ รู้แตกต่างกัน แต่พอได้ฟังธรรมนี้ที่เรียกว่า โอวาท หรือโอวาทปาติโมกข์ คือ หลักปฏิบัติ หลักยึด หลักสอน สอนอะไร ยึดถือหลักเคารพบูชาอยู่ 3อย่างนี้ ท่านทั้งหลายก็รู้เท่ากันหมด เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ พระอริยเจ้า
บางองค์มีปฏิสัมภิทาญาณ บางองค์เป็นสุกขวิปัสสโก บางองค์เป็นฉฬภิญโญ
บางองค์ท่านรู้วิชชา 8  วิชชา 3  วิชชา 6
พอได้ฟังนิดเดียว 3 อย่างว่า เป็นผู้ไม่ทำชั่วนะ ทำดี ทำใจนี้ให้ผ่องแผ้วและผ่องใส
ก็ถือว่า เข้าใจทั้ง 84,000 ข้อ
สรุปย่นย่อลงมาเหลือแค่ 3 อย่าง ดังกล่าว แล้วท่านก็นำเอาหลักยึดนี้  หลักคิด หลักวิเคราะห์ หลักเคารพ หลักปฏิบัติ ทั้ง 3 หลักนี้ เอามาเผยแพร่
แล้วถามว่า เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้ศึกษาธรรมะทั้ง 84,000 ข้อไม๊ไม่จำเป็น
คนบางคนเรียนนิดเดียว แต่เพราะสั่งสมอบรมมาเยอะ ศึกษามาสมัยอดีตชาติมาก แค่มารู้อีกนิดหน่อย ก็บรรลุอรหันต์ได้
เดี๋ยวนี้ เค้าบรรลุกันง่าย  อรหันต์ มีเกลื่อนเมือง เยอะแยะมากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่า อรหันต์หรืออรหอย
ที่แน่ๆ อยากบอกท่านที่รักทั้งหลายว่า การเรียนรู้ ศึกษา พระธรรมในวันนี้ พระพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ชัดเจน
วางหลักไว้ชัดเจนอย่างไร
ก็ไม่ทำชั่วนะ ทำดี ทำใจนี้ให้ผ่องแผ้วและผ่องใส
แล้วถามว่า ทำแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร
เอ้า ลองนึกดูซิว่า ถ้าเราไม่เป็นคนชั่ว ไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว ไม่คิดชั่ว เราจะได้ประโยชน์ไม๊
ได้ เราได้ประโยชน์ คนอื่นรอบข้างก็ได้ประโยชน์ สิ่งแวดล้อมก็ได้ประโยชน์ เหมือนกับน้ำที่ไหนมันก็ให้ประโยชน์ แม้แต่อยู่ในตุ่ม พืชพรรณธัญชาติที่อยู่ใกล้ตุ่ม ก็พลอยเย็นสบายไปด้วย
สมัยก่อน เด็กๆ หน้าร้อนอย่างนี้ หลวงปู่จะชอบไปนั่งพิงตุ่มมอญ มันไม่มีห้องแอร์นี่ สมัยก่อน ก่อนนี้ ตุ่มโบราณ เค้าเรียก ตุ่มมอญ ตุ่มมอญก็คือ ตุ่มดินเผา ยิ่งหน้าร้อน ใส่น้ำจะเย็นเหมือนๆกับไปแช่ตู้เย็น แล้วเราก็ชอบไปนั่งเคลียคลออยู่ข้างตุ่ม มันเย็น ตุ่มมันเลี่ยมล่ะเกาะตุ่มจนตุ่มมันเลี่ยม อ้าว มันร้อนไง ไม่รู้จะไปทำยังไง ตากับยายแกก็จะอาบน้ำไก่
วิธีอาบน้ำไก่ รู้ไม๊ ทำไง
เออ แกก็จะเอาน้ำสาด งอตัว สาดไปครึ่งตัว เค้าเรียก อาบน้ำไก่ เสร็จแล้วก็มาปะแป้ง อ้ายเราอาบไม่เป็น เพราะอาบทีไร ก็เปียกทั้งตัว คือ สาดยังไง มันก็เปียกกางเกง เปียกเสื้อ คือแกถอดเสิ้อ เราอาบไม่เป็น ก็ใช้วิธีเกาะตุ่ม
งั้น น้ำเนี่ยมันเย็น อยู่ใกล้ธัญพืชธรรมชาติ ก็ได้ประโยชน์
คนปฏิบัติธรรม ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจนี้ให้ผ่องแผ้ว โดยเฉพาะไม่เป็นคนชั่ว ยังไงๆ ก็เป็นคนเย็น
คนอยู่ใกล้คนไม่ชั่ว มันเย็นสบายๆ เหมือนกับคนเราอยู่ใกล้พระอริยเจ้า อยู่ใกล้พระอรหันต์อยู่ใกล้ผู้ประเสริฐ อยู่ใกล้ผู้สำเร็จ อยู่ใกล้ผู้มีศีลบริสุทธิ์ เราจะรู้สึกปลาบปลื้ม ปิติสุข ร่มเย็นสบาย ผ่อนคลาย
แต่ถ้าอยู่ใกล้โจร เราจะทุรนทุราย ถ้าอยู่ใกล้คนไม่ดีไง อยู่ใกล้คนชั่ว เราจะทุรนทุราย เดี๋ยวนี้มันก็มีโจรในคราบคนดีเยอะแยะมากมาย แกล้งแปลงกายเป็นคนดี แต่ข้างใน กลายเป็นโจรเหมือนกับเอาทองไปปิดกองขี้ไว้ ทำยังไงจะให้มันดูเหลือง สง่าอร่าม แต่พอทองแตก กลิ่นขี้ก็เหม็น อะไรพวกนี้ เดี๋ยวก็เหม็นตามๆ กันมา
งั้น การไม่ทำชั่ว เป็นเรื่องของประโยชน์ของบุคคลทำ และผู้อยู่ใกล้คนทำ
2.  ก็คือ การทำดี ทำดีทำอย่างไร
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ชัดเจนนะ กุสะลัสสูปะสัมปะทา
กุสะลัสสู ก็คือ กุศล
กุศลแปลว่า อะไร
ใครบอก กุศลแปลว่า ความดี เดี๋ยว
กุศลแปลตรงๆ แปลว่า อะไร
แปลว่า ปัญญา คือ ฉลาด
กุศล หรือ กุศโลบาย กุศลวิธี หรือ กุศโลบาย
กุศลคือ วิธีที่ทำด้วยความชาญฉลาด
เพราะฉะนั้น กุสะลัสสูปะสัมปะทา คือ การทำดีด้วยความชาญฉลาด
ถ้าทำดีอย่างโง่ๆ เหมือนชาวนากับงูเห่า
อย่างนี้ ฉลาดไม๊
เออ มันไม่มีปัญญา  เอางูเห่าหนาวๆ มากอดไว้ที่อก
สุดท้าย พอมันหายหนาวปุ๊บ งูเห่าทำไง
ไม่ยกมือไหว้เหรอ
เพราะมันโง่ไง อย่างนี้ เค้าเรียก ทำดีไม๊
ไม่ได้ดี ทำดีไม่ได้ดี เพราะมันทำด้วยความโง่เขลา เบาปัญญา
ถ้าทำดีด้วยความชาญฉลาด ต้องคิด ต้องวิเคราะห์ ต้องใคร่ครวญ ต้องคำนวณ ข้าวเม็ดนี้น้ำหยดนี้ ท่านเอาไปทำประโยชน์ เป็นคุณ เป็นโทษอย่างไร บริจาคไปแล้ว ญาติเค้ารวยเพิ่มขึ้นไม๊ หรือเราจนลง ลูกหลานเราจะรุ่งเรืองเจริญ เงินทองที่ให้ไป เค้าไปสนับสนุนส่งเสริมพระศาสนา ช่วยเหลือเกื้อกูลสิ่งแวดล้อม สังคม แผ่นดิน มากน้อยแค่ไหน อย่างไร
อ้ายอย่างนี้ เค้าเรียกคนรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์
แต่ให้ก็ให้ สักแต่ว่าให้ ช่างแม่มัน จะไปทำอะไร ใช้อะไร ก็ช่างแม่มัน
อ้ายอย่างนี้ เค้าเรียกโง่หรือฉลาด
โง่
ดังๆ หน่อยซิ
โง่
เออ ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักวิเคราะห์ เค้าเรียกว่า ทำบุญด้วยความโง่ ทำบุญโดยไม่ใช้สติปัญญา
อย่างนี้ เค้าเรียกทำดีไม๊
ไม่ดีนะ มันไม่ต่างอะไรกับให้อาหารแก่โจร พอมันมีกำลังวังชา แล้วก็ไปปล้นสดมภ์เขามันไปปล้นสดมภ์เค้า เพราะงั้น คนที่สนับสนุนโจรให้อ้วน แล้วมีกำลังไปปล้นคนอื่นต่อ ไม่ใช่คนมีบุญหรอกนะ ให้ทำให้ตาย บุญก็ไม่ได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงโจรให้อ้วน มันไม่มีปัญญาที่จะไปทำประโยชน์อะไรหรอก นอกจากจะไปปล้นเค้า จะไปทำร้ายทำลายเค้า
อย่างนี้ เค้าเรียก ไม่มี กุสะลัสสูปะสัมปะทา ทำความดีด้วยความโง่เขลา ไม่ฉลาด ไม่ล้ำลึกไม่รู้จักวิเคราะห์ ใคร่ครวญ พินิจพิจารณา
ข้อที่ 3  ทำจิตนี้ให้ผ่องแผ้วและผ่องใส ท่านก็ว่า อาการเอาไว้ ผ่องแผ้ว ผ่องใส มีอะไรบ้าง ให้หลักของอะไร ในหลักสมาบัติ ในหลักของสมถะ เจริญสมถะยานิ
สมถะยานิ มีอะไรบ้าง ก็เป็นผู้ทรงฌานไง เป็นผู้เจริญสมาธิ จนถึงฌาน1  ฌาน2 ฌาน3 และฌาน4 แล้วก็ไปสู่วิชชา  วิชชา ก็คือ ความรอบรู้  ความเข้าใจในอภิญญาสมาบัติ เช่น ...สมาบัติ รู้ภาษาคน ดักใจ  ทายใจคน  แล้วผู้ทรงฌานนี่ จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เป็นอรหันต์ไม๊
ไม่จำเป็น ลูก
ชาวบ้านเป็นผู้ทรงฌานได้ไม๊
ได้ เพราะถือว่า เป็นฌานโลกียะ
ถ้าเป็นวิปัสนาญาณ ไม่ใช่ล่ะ  เป็นพระอริยเจ้าแล้วเป็นผู้เข้าถึงปัญญาหยั่งรู้แจ้ง เข้าใจตามสภาพธรรมที่ปรากฏ งั้น หลัก 3 อย่าง ไม่ทำชั่ว ทำดีด้วยความชาญฉลาด และทำใจนี้ให้ผ่องแผ้ว ผ่องใส เมื่อ2,000 กว่าปีก่อนหน้านั้น ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะแสดงโอวาทปาติโมกข์ ไม่มีใครเข้าใจไม่มีใครรู้จัก รู้แต่ว่า  ชั้นได้ฟังธรรมนี้ ก็สอนธรรมที่ชั้นฟังมา ชั้นปฏิบัติธรรมนี้ได้ผล ชั้นก็แสดงธรรมนี้แก่ท่านทั้งหลาย โดยที่ไม่มีหลักยึดในส่วนที่เป็นส่วนกลาง คือให้มันเสมอภาคกัน ไม่มี ถ้าเกินกว่านั้น ท่านก็จะไม่รู้
แต่หลังจากที่พระองค์ทรงวางหลักการ 3 อย่างนี้ที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์แล้ว พระทั้งสังฆมณฑลก็รู้ทั่วถึงกันหมด ท่านทั้ง 1,250 รูป ก็เอาโอวาทนี้ไปประกาศแก่ศานุศิษย์และบรรดาผู้ศรัทธาของตนที่เป็นชาวบ้านได้เข้าใจว่า ศาสนานี้ ไม่ใช่มีคำต่างคนต่างสอนต่างคนต่างเรียน ต่างคนต่างศึกษา แม้จะมาจากต่างนาๆ ปัญญา นาๆ จิตตัง นาๆ ครอบครัวนาๆ วรรณะ แต่มีหลักอันเสมอกัน คือ ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจนี้ให้ผ่องแผ้ว และผ่องใส หรือศีล สมาธิ แล้วก็ปัญญา มีแค่นี้ที่เรียกว่า สิกขา 3 อย่าง ก็ได้
อะไรเป็นส่วนศีล ก็ไม่ทำชั่ว เค้าเรียกว่า ส่วนศีล
ทำดี เค้าเรียกว่า ส่วนสมาธิ เพราะมันเป็นความตั้งมั่นของจิต
แล้วก็ปัญญา คือ ทำจิตนี้ให้ผ่องแผ้ว และผ่องใส
วันนี้ เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงให้เราท่านทั้งหลายได้เข้าใจ รู้จัก และทรงแสดงความรักและความห่วงใย ใครบอกว่า ความแห่งความรักของพุทธศาสนามีไม๊
มี วันแห่งความรักของพุทธศาสนา คือวันที่ พระพุทธเจ้าทรงวางหลักการในการปฏิบัติอย่างง่ายดาย เพื่อเป็นประโยชน์สุขแก่มหาชนคนและสัตว์ เทวดา พรหม มารทั้งหลาย ให้ได้เข้าใจ รู้จัก ลึกซึ้งถึงธรรมชาติแท้ดั้งเดิมของตน และธรรมชาติแท้ของพระธรรมวินัย ก็ไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรเกินเลยจากความเป็นจริงของชีวิตเลย
ทุกอย่างมันอยู่กับตัวเราแท้ๆ
และพระองค์ก็ทรงวางหลักนี้ด้วยความรักและห่วงใยอาทรอย่างยิ่งต่อสรรพสัตว์และพุทธสาวกของพระองค์ เพียงมุ่งหวังว่า สัตว์เหล่านั้น พุทธสาวกท่านเหล่านั้น จะได้บรรลุถึงธรรมอันประเสริฐนี้ เพื่อจะได้พ้นจากห้วงแห่งวัฏฏะสงสารให้ได้
อย่างนี้ เค้าเรียกว่า เป็นความรักอันบริสุทธิ์ ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีให้

เรา ให้แก่สรรพสัตว์ และสาธุชนทั้งหลาย ให้แก่มหาชน เทพ พรหม มารทั้งปวง และเมื่อ

พระทั้ง 1,250 รูปได้ฟังธรรมนี้แล้ว ก็เป็นที่สะเทือนเลื่อนลั่นต่อแผ่นดิน
อืม นี่ 2-3 วันนี้ ก็มีแผ่นดินไหวทุกวันเลยนะ เมื่อคืนก็ไหว เออ มันไหวที่ไหนก็ไม่รู้
ตั้งแต่วันอาทิตย์กลางคืน วันจันทร์ วันอังคาร ไหวทุกวันเลย ไม่รู้มันไปไหวที่ไหนบ้าง

หรือดาวอังคารมันตรงกับโลก ตรงกับดวงอาทิตย์ ไม่รู้ ถ้าเป็นโบราณ ได้ตั้งเครื่องพลีกรรม

แล้วนะ เป็นโหรสมัยโบราณ ก็ดาวอังคาร เค้าเรียกดาวนักรบ ใครที่เกิดในวันเวลาที่ดาว

อังคารมาตรงกับโลก แสดงว่า ต้องมีนักรบผู้ยิ่งใหญ่มาอุบัติแล้ว
เอ้า เรื่องจริง ไปดูชะตาเกิดของพระนเรศวรมหาราช ชะตาเกิดของพวกนักรบใหญ่ๆ เค้าจะ

เกิดตรงกับดาวอังคารที่ตรงโลกนะ เค้าถือว่า เทพนักรบมาเกิด
เมื่อวานนี้ มีใครเกิดบ้างวะ
มีไม๊
พวกมึงเกิดบ้างหรือเปล่าเมื่อวานนี้
เอ้า เค้าถือว่า เกิดมาโตขึ้นจะเป็นนักรบผู้แกล้วกล้า ยิ่งใหญ่ กอบกู้สถานการณ์ หรือทำลาย

สถานการณ์ ก็ไม่รู้ล่ะ
แต่ที่รู้ๆ ถ้าเกิดดาวนักรบ ถือว่า เป็นคนแกร่ง แข็งแรง มีสติปัญญาที่จะรบพุ่ง มีจิตใจ ถาม

ว่าเกิดกลางวันหรือกลางคืน ถ้าเกิดกลางคืนแล้ว เวลาไหน ถ้าเวลาตกฟากที่เป็นอัปมงคล

ต้องฆ่าทิ้ง โบราณเค้าคิดอย่างนั้นเลยนะ เอ้า เพราะมันเป็นมารไง เป็นมารมาเกิด แต่ถ้าเกิด

เวลาที่เป็นมงคล ต้องเลี้ยงดูอย่างดี เพราะคนๆ นี้จะมาช่วยกอบกู้แผ่นดิน จะเป็นปฏิปักษ์ต่อมาร เห็นเค้าว่า เป็นเรื่องเป็นราว เป็นตุเป็นตะขนาดนั้นเลยล่ะ
เวลาที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชท่านทรงมีพระสูติกาล ก็ช่วงดวงนักรบรุ่งเรือง ดาวนั้นตรงกับโลกพอดี ดาว โลก ตรงกับพระอาทิตย์  3 ดวงมาตรงอยู่ในเส้นเดียวกัน สมเด็จพระนเรศวรก็มีพระสูติกาล แต่ประเทศอื่น กูไม่รู้ กูไม่ได้ไปดูเค้า แล้วท่านก็กอบกู้บ้านเมืองกอบกู้เอกราชของชาติได้
ลองไปดูซิ เมื่อวานนี้ ใครเกิดบ้าง ลองดู เกิดตอนไหน เวลาไหน
เอ ทักษิณมันเกิดหรือยังวะ
ยังเหรอ
ไปยังไง เอาล่ะ รายการอาทิตย์สดใส เดี๋ยวมันจะไม่สดใสขึ้นมา
รวมๆ สรุป ก็คือ วันนี้ เราต้องทำการบูชาใหญ่ด้วยความระลึกถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีต่อเรา ด้วยการปฏิบัติบูชา
ที่จริง ไหนๆ วันเกิดพระธรรม ก็พระธรรมที่สำคัญยิ่งสำหรับพวกที่จะไปเป็นอริยเจ้า ที่ลงชื่อสมัครเป็นอริยเจ้าเค้าไว้นะ จะสำนักไหนๆ ก็แล้วแต่ ให้ได้รู้ว่า หลักการในการเป็นพระอริยเจ้า เค้ามีหลักอะไรบ้าง
หลักทำนะ ไม่ใช่หลักคิด
แล้วถ้าผิดหลักนี้แล้วเนี่ย มันเป็นเจ้าเป็นระยะๆ เออ มันไม่ใช่พระอริยเจ้า มันเป็นเจ้าเป็นระยะๆ
หลักคิด หลักทำ หลักปฏิบัติ ของพระอริยเจ้า ตั้งแต่อะไร
พระโสดาปฏิมรรค พระโสดาปฏิผล
พระสกทาคามีมรรค  พระสกทาคามีผล
พระอนาคามีมรรค  พระอนาคามีผล
พระอรหัตมรรค  พระอรหัตผล
4 คู่ 8 พวก ต้องไม่ทิ้งหลักนี้
ถ้าทิ้งหลักนี้ แสดงว่า เป็นอรหอย หรือไม่ก็เป็นเจ้าเป็นระยะๆ
หลักนี้ ไม่ใช่หลวงปู่เขียนขึ้นเอง เป็นหลักที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนและผู้ปฏิบัติตามนี้เท่านั้นจึงจะเป็น
ถ้าผิดจากนี้ ไม่ได้เป็นอริยเจ้า
แล้วเป็นหลักอะไรบ้าง
พระองค์ทรงเรียกหลักนี้ว่า จรณะ 15
จรณะ หรือ จริยา เราเคยสวดมนต์บท อิติปิโส พาหุง มีคำว่า วิชชา จรณะ สัมปันโน อิติปิโสภควา
สวดใช่ไม๊
เออ นี่แหละ วิชชา และจรณะ เดี๋ยว วิชชาค่อยว่ากัน
เอาจรณะก่อน
จรณะมีทั้งหมด 15 อย่าง
ผู้ที่เป็นอริยเจ้า ต้องมีหลักปฏิบัติ 15 อย่างนี้
1. ศีลสังวร ใครที่ไม่สำรวม ไม่สังวรณ์ระวังในเรื่องศีล แม้นิดเดียว ไม่ได้เป็นอริยเจ้า เพราะพระอริยเจ้า ตั้งแต่พระโสดาถึงอรหันต์ ศีลขาดไม่ได้ พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดา ถึงพระอรหันต์ จะไปเดิน shopping ซื้อหลุยส์ ก็ไม่ได้ เพราะซื้อหลุยส์นี่ศีลขาด shopping นี่ ศีลขาด ถามว่า เพราะว่าอะไร
ในพระวินัย ว่าด้วยข้อ ปาจิตตีย์ ภิกษุยินดีในการจับเงินและจับทอง แลกสิ่งของด้วยเงินและทอง เป็นปาจิตตีย์ ในวินัยนะ นี่ว่าด้วยวินัย ภิกษุผู้ยินดีในการจับเงินจับทอง แลกสิ่งของนั้นด้วยเงินและทอง เป็นปาจิตตีย์ เค้าจึงต้องมีใบปวารณา หรือ สังฆการิก หรือ ผู้รับใช้พระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ เพื่อนำเอาปัจจัย เช่นจะเอาไปซื้อหยูกซื้อยา เดินทาง เค้าจะใช้เด็กให้ไปช่วยซื้อ ช่วยดูแลรักษาหรือว่า ไปช่วยจับจ่าย งั้น ภิกษุยินดีในเงินและทองไม่ได้แลกสิ่งของนั้นกับเงินและทองก็ไม่ได้ หรือแม้ที่สุดยินดีในการเอาของที่ต้องเสียภาษีแล้วผ่านด่านศุลกากรโดยไม่ต้องเสียภาษี เค้าปรับอาบัติตามสิ่งของนั้นว่า มันมีราคากี่มาสกมาสกหนึ่งก็ 5 บาท สมัยก่อนเค้าเทียบเป็นข้าวเปลือกทองคำ 20 เมล็ดข้าวเปลือก 1มาสก แต่เดี๋ยวนี้ เทียบเป็นเงินไทย  1 มาสกก็ 5 บาท หลุยส์นี่มันหลายบาทนะ
ศีลสังวร ประพฤติให้เข้าใจดีชั่วในบาปบุญคุณโทษ ให้บริสุทธิ์ด้วยศีล ให้รู้ว่า ศีลเป็นปกติของตน ตนต้องมีศีลเป็นปกติ รู้ทัน หลุดพ้นจากความโกรธ โลภ หลง หลุดพ้นจากราคะโทสะ และโมหะ จึงจะเรียกว่า มีศีลอันสังวรณ์ ต้องมีปาติโมกข์สังวรณ์ คือ ไม่ทำชั่ว ทำดีทำใจนี้ให้ผ่องแผ้วอยู่เสมอ
พระอริยเจ้าโกรธได้ไม๊ โลภได้ไม๊ อยากได้ไม๊
เห็นสวยเห็นงามได้ไม๊
ชอบใจในสิ่งดีเลิศได้ไม๊
ไม่ได้
พระอริยเจ้าทำไม่ได้
ถ้าทำ ไม่ใช่พระอริยเจ้า
อันนี้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้ ไม่ใช่หลวงปู่
2. สังวรณ์อินทรีย์ เรียกว่า อินทรีย์สังวรณ์
อินทรีย์สังวรณ์และสังวรณ์อินทรีย์เป็นอย่างไร
สำรวมตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ใจรับรู้อารมณ์
เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้าจะมาเต๊ะท่า ทำ ...... ถ่ายรูป .....อย่างนี้ ทำไม่ได้
นี่ อย่างนี้ สำรวมไม๊........
เอ้า กูเห็นมากับตา อย่างนี้สำรวมไม๊
อ้าว แล้วประกาศตัวเอง เป็นพระอริยเจ้า
วันข้างหน้า ถ้าลูกหลานเกิด อู้หู พระอริยเจ้าปัญญาอ่อนอย่างนี้เหรอ
ไม่เป็นหรอก คงไม่เป็น เป็นอรหันต์แล้วปัญญาอ่อน ...........อย่างนี้ ไม่เอากูเป็นโจรดีกว่า
เห็น กูเห็น
อะไรมันจะติดตากู ลูกตากู ไม่มีหรอก
เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้า ในฐานะที่วันนี้เป็นวันแห่งพระธรรม จะได้รู้ว่า อะไรคือ ธรรมอะไรไม่ใช่ธรรม
นี่คือ พระธรรมของพระพุทธเจ้า
สำรวมอินทรีย์ให้รู้ทั่วพร้อมใน 6 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เพลี่ยงพล้ำเสียหาย
แล้วสำคัญที่สุด ใจต้องเหมือนดั่งแผ่นดิน พระอริยเจ้ามีใจอันดั่งแผ่นดิน ไม่โลภ ไม่รับไม่ลำเอียง ไม่รู้สึกชื่นชม ไม่นิยม ไม่ชอบ ไม่มี พระอริยเจ้า แผ่นดิน ใครถุยน้ำลายใส่ จะไม่สะเทือนเลื่อนลั่น ใครเหยียบ ใครย่ำ ก็ไม่รู้สึกใดๆ
นั่นคือ พระอริยเจ้า
ทุกเย็น ขับลีมูซีนกลับบ้านทุกวัน เออ เนี่ยพระอริยเจ้ายินดี
เดี๋ยว แหม มันเยอะมาก มันพูดไม่ออกล่ะนะ
แต่รวมๆ สรุป ก็คือ พระอริยเจ้า ต้องสำรวมระวัง
3. ข้อนี้ น่าห่วง น่าฟัง โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการบริโภคปัจจัย 4  
ปัจจัย 4 มีอะไรบ้าง เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อาหาร พระอริยเจ้าไม่มีปัจจัยที่

5  ที่ 6 ลีมูซีน รถเบนซ์ บ้านหรูๆ หรือไม่ก็ที่ดินหลายแปลง พระอริยเจ้าจะทำเรื่องนี้

ไม่ได้ รู้จักประมาณในการบริโภค ไม่ใช่เอาพุงเป็นประมาณ โภชเนมัตตันญูตุง เอาพุงกู

เป็นประมาณ ไม่ใช่ พระอริยเจ้าต้องรู้จักแยกแยะดีชั่วชัดเจนว่า แค่ไหนพอ ไม่พอ งั้น คำ

ว่า สำรวมโภชเนมัตตันญุตา พระอริยเจ้าไม่ติดในรสอาหาร ไม่ติดในรูป ไม่ติดในกลิ่น ไม่

ติดในเสียง ไม่ติดในสัมผัส
ไม่มีสัมผัสใด รูปใด เสียงใด รสใด ที่มีอำนาจเหนือพระธรรม หลวงปู่เคยเขียนบทโศลก

แสดงธรรมไว้วันแม่ เรื่องพระอภิธรรมว่า รสอะไรที่จัดว่าเลิศเท่ากับรสของอะไร พระธรรม

ไม่มี นอกนั้น ชั่วหมด
เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้าเป็นอย่างนี้โดยสันดาน ต้องถือว่าสันดานเลยนะ
4. ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรของผู้ตื่นอยู่เสมอ คำว่า ตื่นนี่ ไม่ใช่ไม่

หลับ ไม่นอน แต่ตื่นจากกิเลส ไม่ให้กิเลสมาครอบงำ ไม่ให้หลุยส์มาครอบ ไม่ให้ของดีมา

ครอบงำ ไม่อยากเที่ยวนู้นเที่ยวนี่ ไม่มี พระอริยเจ้าต้องรู้จักระมัดระวังพฤติกรรมตัวเอง

มันไม่ใช่ต้องระมัดระวัง มันเป็นโดยสันดาน ถ้าคำว่า ระมัดระวังนี่ ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่อริยเจ้า

แล้ว แสร้งเป็น แต่เป็นโดยสันดาน
ชาคริยานุโยค คือ ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา รู้เท่าทันกิเลสที่จะมาจาก ตาเห็นหูฟัง จมูกได้ ลิ้น

รับ กายถูกต้อง ใจรับรู้อารมณ์ รู้ทันตลอด ไม่เผลอ ไม่ขาดสติ ไม่พลั้งพลาด ไม่ผิด
5. ศรัทธา  เชื่อมั่นในหลักคำสอน ปฏิบัติตน รู้ตน เชื่อมั่นว่า ตนปฏิบัติอยู่ใน

ทางที่ถูกต้องดีงาม มีผลเกิดขึ้นแล้ว เป็นมรรคเป็นผล คือ เชื่อมั่นในมรรคผล ยึดถือในหลัก

ปฏิบัติที่เป็นอริยชน ไม่ทำตนตกต่ำ ไม่ใฝ่ในกามคุณ ไม่สะสมเครื่องแห่งกามคุณ ไม่นำ

มาซึ่งเหตุปัจจัยแห่งกามคุณ กามคุณ มีอะไรบ้าง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
รวมแล้ว พระอริยเจ้าสะสมได้ไม๊
ไม่ได้
ถ้าสะสม ไม่ใช่อริยเจ้า
6. หิริ ความละอายชั่ว ต้องมี
7. โอตัปปะ ความเกรงกลัวบาป พระอริยเจ้า ไม่มีคำว่า ไม่ละอายชั่ว ไม่กลัว

ผลแห่งบาปกรรม เงินทองที่ชาวบ้านเค้าให้มา ถ้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ผิดประเภท ไป

เลี้ยงดูปูเสื่อญาติ ไปซื้อของดีใช้ บำรุงบำเรอตัวเอง เป็นบาป เป็นความชั่วไม๊
เออ กูล่ะถือนักหนาเชียวล่ะ แม่กูถึงต้องนั่งขายน้ำอยู่ทุกวันนี้ไง  เอ้าจริงๆ กูไม่เอาเงินชาว

บ้านไปให้แม่กูกิน เออ ถ้าเค้าไม่ให้เฉพาะลำพังตัวกูนะ ขายน้ำไปเถอะ โยม
ขายน้ำ ยังดีกว่าที่จะเอาเงินชาวบ้านไปกินโดยที่ชาวบ้านเค้าไม่ได้มีเจตนาให้  เพราะนั่นคือ

กรรมอันหนัก ให้กินถ่านแดงๆ เสียดีกว่า พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้นะไม่ใช่หลวงปู่คิดเอา

เองนะ พระพุทธเจ้าบอกว่า สมัยโบราณก่อนที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันจะเกิด มีภิกษุรูป

หนึ่ง ชื่อ กบิลละ เกิดในสมัยพุทธศาสนามหากัสสป คือ สมัยพระพุทธเจ้ามีนามว่า พระ

มหากัสสป บวชเข้ามานี่ โอ้โห เป็นอรหันต์ เป็นอริยเจ้า ประกาศตัวเอง แล้วก็ได้ลาภ

สักการะ เทศน์สอนใคร ใครก็เชื่อถือ มีคนติดมากเพราะพูดเพราะ จ๋า จ้า โยมจ๊ะ โยมจ๋า 

เมื่อคืนเกิดนิมิตรว่า เทวดามาบอกว่า จะต้องทำนั่น ทำนี่ เทวดามาเข้านิมิตร
เออ อรหันต์นี่อาศัยนิมิตรนะ
ที่จริง อรหันต์เค้าไม่ต้องอาศัยนิมิตร
ถ้าเป็นอรหันต์ เทวดาจะไม่กล้ามาแตะอรหันต์ ไม่กล้ามาบอก เพราะอะไร เพราะพระอรหันต์ท่านมีทิพย์โสตะ ทิพย์จักษุ มีสัมผัสทิพย์ แม้แต่อรหันต์ชั้นที่ไม่มีฤทธิ์ เช่น สุกขวิปัสสโกก็มีญาณหยั่งรู้ได้ ไม่ต้องอาศัยเทวดามาบอก
ถ้าอาศัยเทวดามาบอก อรหอย ไม่ใช่อรหันต์ ไปเปิดพระสุตตันตปิฎกดู พระชาดกดู ดูพระวินัย ไม่มีเทวดาตนไหนกล้ามาบอกพระอรหันต์ ยกเว้นจะมาขอบุญจากอรหันต์ มีอยู่แต่ว่าแม้แต่พระอินทร์ยังต้องแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบุญจากพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น อรหันต์ไม่มีนิมิตร ถ้าจะเป็นนิมิตร ก็เห็นว่า สัตว์กำลังจะตกทุกข์ได้ยาก เออนั่นเปรต นั่นอสุรกาย มีโทษภัยจากการทำเวรกรรมเช่นนั้นๆ
เพราะฉะนั้น กบิลละภิกขุก็เหมือนอย่างนี้ไง เอาเงินชาวบ้านมาเสพ เอาเงินชาวบ้านไปเลี้ยงแม่ เลี้ยงน้องสาว เลี้ยงญาติ ร่ำรวย รุ่งเรือง เออ เห็นทำอาชีพนี้จะดี ก็เลยมาบวชทั้งครอบครัว ส่วนพี่ชายเป็นอรหันต์แท้ๆ ท่านบวชแล้วก็เข้าป่า แล้วก็เห็นน้องสาวกับแม่ น้องชายเมาในลาภที่ได้ มาเตือนก็ไม่ฟัง แถมยังขับไล่ ท่านน่ะ โง่ เป็นควายไม่รู้เรื่องอะไร ผมน่ะ รู้มากกว่าท่าน อยู่ป่าไปเถอะ แล้วตัวเอง ก็เสพความสุข เอาเงินชาวบ้านมาทำประโยชน์ถึงวันนี้ก็ยังไม่พ้นจากอเวจีเลย กี่ศาสนาแล้วเนี่ย
อยากรู้ว่ามีจริงไม๊ ก็ลองไปเที่ยวดูสิในอเวจี เดี๋ยวก็รู้
แนะนำอรหอยเค้าลงไปดูที่อเวจี เผื่อเจอเพื่อนเก่า
เพราะฉะนั้น โอตัปปะ ความกลัวบาปที่จะไปแตะต้องลาภสักการะหรือความผิดชั่วหยาบทั้งต่อหน้า ลับหลัง ทำไม่ได้
8. พาหุสัจจะ เห็นอยู่ รู้อยู่ เข้าใจอยู่ ในผลการปฏิบัติ คือ เป็นผู้รู้จริง ทำได้จริงเห็นผลจริง และความจริงอันนั้นเป็นที่พึ่งของตนและคนรอบข้างได้จริง เรียกว่า เป็นพาหุสัจจะ
หลวงปู่จึงมาเขียนบทโศลกบทนี้ไว้เมื่อ 30 กว่าปีก่อนว่า 
รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์   รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ
เพราะสมัยนั้น เค้ามีอรหันต์เกิดเยอะไง
อรหันต์อะไรบ้าง
อรหันต์ยันตระ อรหันต์พุทโธภาวนา อรหันต์นิกร สมัยก่อน อู้หู ต่างคนต่างเป็นอรหันต์ทั้งนั้น เราก็อยู่ในถ้ำ ก็สมเพช เพราะเห็นอัตภาพอรหันต์แล้ว จบไม่สวยทุกองค์ ทุกตัวเลย
แต่ละตัวนี่ จบไม่สวยทั้งนั้นเลย ก็เลยเขียนว่า
รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้   รู้ไม่จริง ถึงพยายามจำ แต่ทำไม่ได้ ก็เกิดโทษ
เขียนไว้เมื่อ 30 ปีก่อน
9. วิริยะ ความพากเพียร พระอริยเจ้า เป็นอริยเจ้าแล้ว ก็ยังไม่วายต้องเพียรต้องรักษาจิตอยู่เนืองๆ งั้น พระอริยเจ้าจะมาสำส่อน กะล่อน ตอแหล กระแดะ ดอกทองตามชาวบ้านเดินขบวนไปไหนเรื่อยเปื่อยไม่ได้ พระอรหันต์จริงๆ น่ะ เค้าเห็นโลกเป็นเหมือนอะไร
เหมือนหลุมขี้  เพราะอะไร
มีคำกล่าวของผู้มีพระภาคเจ้าว่า
เอถ ปัสสถิมัง โลกัง   จิตตัง ราชรถูปมัง ยัตถา พาลา วิสีทันติ  นัตถิ สังโค วิชานตัง
สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้อันตรการ ดุจราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่พระอรหันต์ต้องรู้ไม๊ เป็นพระอรหันต์ต้องรู้ไม๊
เอ้า เมื่อรู้แล้ว จะต้องไม่ข้องอยู่ในราชรถนี้ คือ ต้องไม่ยุ่งอยู่กับโลก ต้องไม่พัวพันอยู่กับเรื่องของโลก ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับกามคุณทั้งหลาย ต้องไม่ใส่ใจต่อเหตุปัจจัยทั้งปวง
เพราะนี่คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า
ใคร ถ้าเรียนนักธรรมเอก ต้องท่องบทนี้ให้ได้ เพราะถ้าท่องไม่ได้ ก็สอบไม่ได้
เผอิญอาตมาท่องได้ ก็เลยสอบได้
เอถ ปัสสถิมัง โลกัง   จิตตัง ราชรถูปมัง ยัตถา พาลา วิสีทันติ  นัตถิ สังโค วิชานตัง
สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้อันตรการ ดุจราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่
เอ้า อ่านหนังสือเอง ไม่ได้ไปเรียนนี่ ลูก เออ สมัย 30 ปีที่แล้ว อ่านหนังสือเอง ไม่ได้ไป

เรียน ก็ต้องพยายาม เออ อ่าน ต้องเรียน ต้องท่องไป แล้วก็เป็นบทที่พิสูจน์คำสอนของ

พระพุทธเจ้าว่า โลกนี้มันตระการ เพราะคนเขลา คนโง่ แต่อ้ายที่รู้จริง เค้าเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ

เป็นเรื่องเน่า เป็นหนอนขี้ เป็นหลุมขี้
คนที่เค้ารู้จริงๆ เค้าจะไม่สนใจเรื่องรูปสวย กลิ่นหอม เสียงเพราะ รสอร่อย หลุยส์ดี ราคา

แพง ไม่มี คนรู้จริง เค้าไม่แตะเรื่องพวกนี้ ถ้ารู้จริงนะ
อ้ายรู้ไม่จริง อัปรีย์ แกล้งรู้เนี่ย มันก็อย่างที่เห็น
นี่ เอ้า จริงๆ แค่ใบเดียวนะ ยังมีอีกเป็นหลายใบ
10. ยังไม่สุดท้าย สติควบคุมตัว ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม นี่แค่จะเป็นอรหันต์นะ นี่

ยังไม่ได้เป็นนะ นี่ คุณสมบัติที่กล่าวมา เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่จะเป็นอรหันต์
ถ้าเป็นแล้ว พวกนี้ สบาย
เค้าบอกว่า จรณะ คือ คุณสมบัติของบุคคลที่จะเป็นพระอริยเจ้า จะเป็น แต่ยังไม่ได้เป็นนะ

แค่จะเป็นเฉยๆ นะ สติควบคุมตัวให้รู้พร้อมทั้ง ทำ พูด คิดในทวารทั้ง 6 จะรู้เรื่องอื่นไม่ได้
ทวารทั้ง 6 มีอะไรบ้าง มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ต้องรู้พร้อมหมด แค่จะเป็นนะ
11. ปัญญา รู้แจ้งชัดในสรรพสิ่งทั้งปวง อย่าให้มายากาลมาหลอกล่อและ

ครอบงำ รู้แจ้งชัดในสรรพสิ่งทั้งปวง ปัญญา แม้แต่แจ้งในอัตภาพของตน แจ่มชัดใน

อัตภาพของตน
12. ต้องได้ปฐมฌาน คนจะเป็นอริยเจ้า อย่างน้อยต้องมีปฐมฌาน ปฐมฌานนี่

มันแยกแยะได้ไม๊ แม้แต่อรหันต์ที่บอกไม่มีฤทธิ์ ก็ต้องมีปฐมฌาน เช่น สุกขวิปัสสโก

เพราะปฐมฌาน เป็นองค์คุณแห่งจิตตานุภาพ เป็นอานุภาพของจิตที่จะตั้งมั่น ไม่หลงอยู่ใน

เครื่องล่อและสิ่งเร้าทั้งหลาย ต้องได้ปฐมฌาน
13. ต้องได้ทุติยฌาน
14. ต้องได้ตติยฌาน
15. ต้องได้จตุตฌาน
เมื่อได้ฌานถึงขั้นจตุตฌานแล้ว ต้องประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 ประการ ได้ฌานสูงสุด

แล้ว ต้องมาศึกษาในมรรคมีองค์ 8 ประการ มีอะไรบ้าง เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ

เลี้ยงชีพชอบ การงานชอบ แล้วก็ความเพียรชอบ ตั้งสติชอบ สมาธิชอบ ได้ฌานแล้วต้องอยู่

ในองค์ชอบทั้ง 8 ประการ จึงจะเป็นอริยเจ้าได้
เอกสารอ้างอิงมาจากพระไตรปิฎก ฉบับปัจจุบัน ไม่ต้องอ่านหน้าเค้าหรอก
ปฏิบัติธรรมดีกว่า แค่นี้ก็หูอื้อแล้ว
ทีนี้ ก็มียังไม่หมด ยังมีหลักอีก 10 ประการ เรียกว่า สังโยชน์  ต้องละให้ได้
เมื่อมีคุณสมบัติแล้ว ต้องละ 10 สิ่ง นี้ให้ได้
สิ่ง 10 นี้ มีอะไรบ้าง เค้าเรียกว่า สังโยชน์ 10 อย่าง
สังโยชน์ แปลว่า เครื่องผูกรัดให้ข้องอยู่ในโลก มีอยู่ 10 อย่าง
1. สักกายทิฏฐิ เห็นว่า ร่างกายนี้เป็นของเรา เป็นตัวเรา มีเราเป็นตัวใหญ่กว่า

สรรพสิ่ง นี่เค้าเรียกว่า เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ถ้าคนที่ปรารถนาเป็นพระอริยเจ้า ถ้าเห็นว่า ตัวกู

ใหญ่กว่าคนอื่น เหมือนกับสมัยก่อน หลวงปู่ไปธุดงค์ที่แถวเชียงดาว ตุ๊เจ้าเสือดาว แกก็เป็น

อรหันต์ แกบวชเป็นอรหันต์ แล้วเหยียบพื้นไม่ได้นะ เหยียบพื้นแล้ว ไฟจะลุก แผ่นดินจะ

สะเทือน งั้นแกก็จะต้องไปผูกกุฏิอยู่บนยอดไม้
ครั้งถึงเวลา ทำไง คนจะกินข้าว ก็ต้องเคาะๆ แล้วให้คนส่งกระบอกไม้ไผ่ กูเห็นคนส่งไปแล้ว

กูก็เลย เออ ไหนลองทำบุญกับอรหันต์หน่อยวะ เออ ทำบุญกับอรหันต์ เค้าส่งข้าวแล้ว เราก็

เลย มา ชั้นส่งเอง โยม ไปเฮอะ เทน้ำออกจากกระบอก แล้วกูก็กรอกน้ำกู แต่ฟองนี่ เยอะ

ไปหน่อย ปาดเอาฟองออก แล้วก็ชักรอกขึ้นไปส่งให้อรหันต์บนยอดไม้ เหยียบพื้นไม่ได้ไง

ไฟจะลุกท่วมแผ่นดิน เหยียบไม่ได้ อรหันต์องค์นี้ ขลังมาก ซักพักเดียว พอกินข้าวเสร็จ

อัดน้ำเข้าไป แหม ด่าแม่เลย ใครวะ เอาเยี่ยวใส่กระบอกมาให้กู อรหันต์แหกปาก ด่าลั่นเลย
อ้าว อรหันต์ไม่พูด ทำไมด่าเสียงดังจังวะ
เอ้า รุ่งขึ้นอีก วันนี้ล่ะ วันนี้ วันมาฆะฯนี่แหละ อรหันต์จะต้องลงมา เพราะเป็นวันพระสำคัญ

ต้องมาแสดงธรรม มาแสดงธรรมหลังถ้ำเชียงดาว ชาวบ้านก็มาประมาณนี้แหละ โอ คน

ชอบอรหันต์มาตั้งแต่อดีต พอได้รู้ว่าอรหันต์ เราก็ไปนั่งฟังธรรม รูปไม่มี สัญญาไม่มี ร่าง

กายนี้ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีร่างกาย โดยเฉพาะหลวงพ่อเนี่ยนะ หลวงพ่อเป็นชาติสุดท้าย

ไม่มีร่างกายแล้ว ร่างกายนี้เป็นสมมุติ ชาติต่อไปจะเป็นเดรัจฉาน หรืออะไร ค่อยว่ากัน แต่

ชาตินี้ ชาติสุดท้ายแล้ว เออ หลวงพ่อไม่มีอะไรแล้ว ตัวตนหลวงพ่อไม่มีแล้ว
อาตมานั่งอยู่ข้างหลัง รำคาญทนไม่ได้ หยิบไม้ฟาดป๊าบ
ตีกูทำไมวะ
อ้าว ไหนบอกว่า เป็นอรหันต์แล้ว ชาตินี้ชาติสุดท้ายแล้วนี่ ไม่มีร่างกายแล้ว มึงบอก ตีกู

ทำไมวะ
อ้าว จบ กูต้องรีบมา ไม่งั้น เดี๋ยวมันยำกู
 เจอมาแล้ว อรหันต์เนี่ย ตรงไหนให้บอก ไมค์คนละตัว มากล้าๆ ไมค์คนละตัวเลย งัดมาคน

ละอักษรเลย เออ ขอให้บอก สู้อรหันต์มาหลายองค์แล้ว คว่ำอรหันต์มาหลายองค์แล้ว
งั้น ขอให้บอก
เอ้า มาดูต่อ
เออ สักกายทิฏฐิ เห็นว่า มีเรา มีของเรา ยึดมั่น ถือมั่น มีตัว มีตน
2. วิจิกิจฉา  มีความสงสัยในคุณพระรัตนตรัย เดี๋ยวนี้ ไม่สงสัยในคุณพระ

รัตนตรัย แม้ที่สุด สงสัยพระพุทธเจ้าขับรถได้ ถ้าสมัยก่อนมีเบนซ์ พระพุทธเจ้าก็คงขับ

เบนซ์ ไม่ต้องเดิน ดูเค้าตอบ
3. สีลัพพตปรามาส  ความถือมั่น ยึดมั่นในศีลพรตของตนว่า วิเศษกว่าคนอื่น
ละ 3 อย่างนี้ได้ ปฏิบัติจรณะ 15 นี้ได้ จึงจะเป็นพระโสดาบัน
ต้องปฏิบัติ 15 ข้อ แล้วจึงจะมาละ 3 อย่างนี้ จึงจะเป็นพระโสดาบัน
4. กามราคะ มีความติดใจในกามคุณ กามคุณมีอะไรบ้าง  รูป รส กลิ่น เสียง

สัมผัส
หลุยส์นี่ มันเป็นอะไร
หลุยส์นี่ เป็นรูปไม๊
เป็นรูปหรือเป็นรส
รูปเหรอ
ลีมูซีน นี่เป็นอะไร
รูป
5. ปฏิฆะ มีความกระทบกระทั่งในใจ
ถ้าสามารถหยุดได้อีก 2 ข้อนี้ จาก โสดาฯ ก็เป็นสกทาคา
6. รูปราคะ มีความติดใจในรูป แม้กระทั่งในองค์ฌาน ต้องละ แม้ในองค์ฌาน

ก็ไม่ได้ รูป วัตถุ และองค์ฌาน ถ้าติดใจ ก็ถือว่า ไม่ใช่ เป็นความชั่วหยาบ ผิดบาป รูปราคะ

มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน ก็เป็นความผิดพลาด ยังไม่ได้เป็นอริยเจ้า เพราะยังละสิ่ง

เหล่านี้ไม่ได้
7. อรูปราคะ แม้ที่สุด ไม่ติดใจในองค์ฌาน ไม่ติดใจในรูป แต่ติดใจในบุญกุศล

ก็ถือว่า ไม่ได้ ต้องละให้ได้ ถ้าละได้ ก็ขยับขึ้นมาเป็นอนาคาฯ
8. มานะ มีความยึดมั่นในตัวกู ของกู มานะ คือ ความถือมั่น
9. อุทธัจจะ  มีความฟุ้งซ่านไปเรื่อย เลอะเทอะ
10. อวิชชา ความไม่รู้ พระอริยเจ้า ไม่มีคำว่า ไม่รู้ ต้องรู้ แล้วก็ต้องรู้ให้จริงด้วย

แม้ที่สุด เรื่องใดที่ไม่รู้ ถ้าเป็นพระอริยเจ้า ก็ต้องเพียรพยายามรู้ เพราะในหลักจรณะ 15

ต้องศึกษา พาหุสัจจะ มีคำว่า พาหุสัจจะ คือ เพียรพยายามศึกษา
เพราะงั้น พระอริยเจ้า ไม่มีคำว่า ไม่รู้ ต้องรู้เพราะมีพาหุสัจจะ
ทั้ง 10 ข้อนี้  ถ้าละได้หมด แล้วปฏิบัติได้ครบ 15 ข้อ
ละ 10 ข้อ ปฏิบัติ 15 ข้อ เป็นพระอรหันต์
ทีนี้ มาดูชนิดของอรหันต์
ปฏิบัติธรรมดีกว่า เดี๋ยวมันจะเข้าเนื้อเกินไป
เอ้า สุดท้าย ๆ
อรหันต์เค้ามี 2 ก็มี  4 ก็มี
2 ก็คือ สมถะยานิ คืออรหันต์ที่สำเร็จได้ด้วยกำลังแห่งฌานสมาบัติ และสมถะ เรียกว่า

สมถะยานิ อรหันต์พวกนี้ จะแสดงฤทธิ์ได้ เช่น อรหันต์เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัต

โต สามพวกนี้แหละ เป็นอรหันต์ที่เกิดจากสมถะยานิ
ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ วิปัสนายานิ คือ อรหันต์ที่ได้จากองค์ปัญญาล้วนๆ มีองค์ฌาน

เบื้องต้นเล็กน้อย เช่นเค้าเรียกว่า สมาธิเล็กๆ น้อยๆ เค้าเรียกว่า ขณิกสมาธิ หรือ ปฐมสมาธิเรียกว่า ปฐมฌานเป็นพื้น แล้วก็เจริญปัญญา อรหันต์พวกนี้ เรียกว่า สุกขวิปัสสโก แสดงฤทธิ์ไม่ได้ แต่มีปัญญามาก ปัญญามากขนาดที่รู้ใครแสดงธรรมอะไร ถามอะไร บอกอะไรตอบได้หมด เพราะฝึกปัญญามาล้วนๆไง ถ้าถามธรรมะข้อนั้น บทนั้น คัมภีร์เล่มใด ตอบได้เกลี้ยงหมด เพราะเป็นอรหันต์สุกขวิปัสสโก
ทีนี้มาดูกันว่า สุกขวิปัสสโก มีอะไรกันบ้าง ไม่มีญาณวิเศษ นอกจากรู้การทำอาสวให้สิ้นอานิสงส์จากการปฏิบัติวิปัสสนา คือ เจริญปัญญาอย่างเดียว
เตวิชโช หรือ เตวิชชะ พวกนี้จะต้องบำเพ็ญสมถะแล้ว ได้วิชชา 3 เรียกว่า
1. ปุเพนิวาสานุสสติติญาณ ระลึกชาติได้
2. จุตูปปาตญาณ รู้การเกิดและอุบัติของสัตว์ อันเกิดจากการเข้าใจในกฏแห่งกรรมอย่างแท้จริง จึงรู้เหตุการณ์ที่จะเป็นไป และ
3. อาสวักขยญาณ รู้การดับกิเลสของตน
นี่คือ อรหันต์เตวิชโช  ได้วิชชา 3 อย่าง
 ระลึกชาติได้
 รู้การเกิด การตาย ของสัตว์ จุตูปปาตญาณ รู้การอุบัติ แล้วก็
อาสวักขยญาณ รู้ว่า ชาติสิ้นแล้ว อาสวเราหมดแล้ว กิเลสเราไม่มีหมักดองอยู่ในสันดานแล้ว
อรหันต์ฉฬภิญโญ  พวกนี้ ต้องได้วิชชา 6 เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์
คนที่ได้ฉฬภิญโญ มีอยู่องค์เดียวที่ได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นเอกัคคตาคือพระอนุทธ เป็นผู้ที่รู้วิชชา 6 ได้อย่างช่ำชอง เชี่ยวชาญ ชำนาญ ใครจะถามอะไร ท่านตอบได้ในที่มุงที่บัง จะมองทะลุลงไปถึงใต้บาดาล ขึ้นไปบนยอดเจดีย์ ท่านรู้หมด เรียกว่าพระอนุรุทธเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ท่านมีตาทิพย์ คือสามารถมองเห็นในโลกทั้ง 3 ได้ ดั่งมองเม็ดมะขามในมือ ท่านเปรียบไว้อย่างนั้นเลย มีโสตทิพย์ คือ หูเป็นทิพย์ แม้พระพรหมคุยกันนะ หูท่านก็ฟังได้
เออ กูฟังไม่ได้หรอก พรมไทปิง คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่อรหันต์
กูไม่ใช่ชาติสุดท้าย กูยังเกิดต่อไปอีกชาติหลายชาติ
มีวิชชาแสดงฤทธิ์ ที่เรียกว่า มโนยิทธิ เสกให้เป็นตัวอะไร เป็นคนๆ ได้  ไปตามเหตุตามปัจจัย แยกจิตออกจากร่าง เข้าร่างนู้น เข้าร่างนี้ หรือไม่ก็แยกจิตออกมาเป็นหลวงปู่ 1หลวงปู่ 2 หลวงปู่ 3 หลวงปู่ 4 หลวงปู่ 5 ถอดร่างอะไรอย่างนี้ เรียกว่า มโนยิทธิ
แล้วก็ทายใจคนได้ เรียกว่า เจโตปริยญาณ รู้จักใจมนุษย์ เค้าคิดอะไร วิเคราะห์อะไรคำนวณอะไร
ถ้าทายใจได้ ก็ต้องไปถามว่า แยกร่างได้ไม๊ ถ้าแยกร่างได้ ก็ต้องถามว่า ตาทิพย์มีไม๊ หูทิพย์มีไม๊
เพราะเดี๋ยวนี้ คนมั่ววิชานะ
อรหอยสมัยนี้ มั่ววิชา อวดอ้างทายใจ แต่แยกร่างไม่ได้
ถ้าอย่างนั้น ไม่ใช่แล้ว นั่นอรหอยแล้ว
กูก็ทายใจได้ มึงว่า กูทายใจได้ไม๊
(ได้)
เออ ไม่รู้จะทายไปทำไม 
ทายใจมันเรื่องจิ๊บๆ มาก เด็กป. 1 ก็ทายได้
เอ้า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติแต่หนหลัง ไม่ใช่ชาติหลังอย่างเดียว ชาติหน้าก็ระลึกได้ ชาติที่สามพันร้อยชาติ ก็ระลึกได้
แต่อรหอยสมัยนี้ เค้าระลึกได้แต่ชาตินิดๆ
ที่จะระลึกได้ ต้องนั่งรถเบนซ์มา ถึงจะระลึกได้ ถ้านั่งรถอีแต๋นมา ไม่อยากระลึก เสียเวลา
อาสวขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวกิเลสหมดสิ้นไป
เอ้า ต่อมา อรหันต์ ประเภทสุดท้าย ปฏิสัมภิทัปปัตโต คือ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา 4 คือ แตกฉานในความรู้ 4 อย่าง ได้แก่
1. อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ความแตกฉานในอรรถ พยัญชนะทั้งปวง คือ เรื่องทั้งหลายที่อยู่ในคัมภีร์ ในตำรา พระอรหันต์ผู้ได้รับเอกัคคตาในเรื่องนี้ คือ พระมหากัจจายนะ เพราะท่านเป็นผู้ช่ำชอง เชี่ยวชาญ ในการแจกธรรม กระจายธรรม สรุปธรรมบรรยายธรรม แต่พระราหุล เป็นผู้ได้รับเอกัคคตาในการศึกษา เพราะเป็นผู้ช่ำชองเชี่ยวชาญในการเรียนรู้ แต่พระมหากัจจายนะ เป็นผู้กระจายธรรม ความแตกฉานในอัตถปฏิสัมปทา
2. ความแตกฉานในนิรุต  คือรู้ทุกภาษา แม้แต่ภาษาเดรัจฉาน รู้ว่า พูดว่าอะไร จิ้งหรีดร้องอย่างนี้ ต้องการอะไร แม้ที่สุด นก ต้ไม้ ใบหญ้า มันมีภาษาของมัน เรียกว่านิรุตสมาบัติ รู้ได้ไม่ใช่เฉพาะภาษามนุษย์ แม้ภาษาเทพ พรหม มาร เดรัจฉาน และสรรพสัตว์ ก็รู้ได้หมด
ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ คือ ตอบปัญหาได้ทุกเรื่อง ทุกเรื่องที่เข้ามา ไม่ว่าจะยากสุดหรือง่ายสุด ก็สามารถจะอธิบาย ขยายความ ย่นย่อ ย่อย่น จะได้หมด
พระอนุรุทธ พระราหุล พระกัจจายานะ จึงได้รับยกย่องว่า เป็นผู้เลิศทางปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ เพราะสามารถกระจาย แยกแยะธรรมะ ตอบปัญหาธรรมะ แม้แต่เรื่องโลก เรื่องคดีความ ตอบได้เกลี้ยง
แต่อาตมาไม่ใช่อรหันต์นะ ไม่ใช่
อานิสงส์จากการปฏิบัติสมถะ แล้วก็เรียน ตรึกตรอง ทรงจำซึ่งพระธรรมวินัยที่พระศาสดาทรงสอนนี่แหละ จะทำให้เป็นผู้มีปัญญาแตกฉาน เป็นอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทัปปัตโต
ทั้งหมดนี่ คือ อรหันต์ 4 จำพวก
ลองไปเทียบดู เดี๋ยวจะ x-rox แจก แล้วลองไปเทียบดูซิว่า อรหันต์เราเหมือนองค์ไหนบ้าง เหมือนประเภทไหนบ้าง อรหันต์ของเราเข้าหลักไหนบ้าง เพื่อจะได้ เวลาท่านนั่ง ก็ฉบับไหนหว่า เพื่อเอามาเทียบได้ เอ ข้อไหนหว่า
เพราะนี่คือ หลัก ถ้าผิดหลักนี้ ไม่ใช่แล้วล่ะ
ชั่วชีวิตหลวงปู่ กูไม่ได้รักศาสนาสุดชีวิต แต่กูก็ถวายชีวิตแก่ศาสนา
แล้วถ้าใครอวดอ้างตัวเองเป็นอรหันต์
กูสนใจมาก กูสนใจมาก
เพราะชั่วชีวิตที่ผ่านมา กูกำจัดอรหันต์มาหลายองค์แล้ว ใช้คำว่า กำจัดอรหันต์มาหลายองค์
อ้ายที่ตายไป ก็ไม่ว่ากัน อ้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ อ้ายที่สึกออกไป
ตุ๊เจ้าเสือดาว ก็ตายไปแล้ว
ยันตระ ก็เงียบไปแล้ว
คำว่า อรหันต์ เป็นบุคคลต้นแบบของศาสนา
อรหันต์จะมาขับรถลีมูซีน อรหันต์จะมีสมบัติ อรหันต์จะสะพายหลุยส์ อรหันต์จะหัวเราะโปกฮา เอิ๊กอ๊าก อรหันต์จะแสดงกิริยามักมากในกามคุณ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อรหันต์จะมาสะสม อรหันต์จะมายึดถือ มีมานะ มาถือตัวกู ของกู ตัวกูเป็นใหญ่ นั่น มันคือ การทำลายศาสนา ทำร้ายสัจธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า
ถ้าบวชมาเป็นอรหันต์ แล้วมา...... แล้ววันข้างหน้า คนชั้นหลังๆ มันมา อรหันต์ปัญญาอ่อนอย่างนี้ กูเป็นโจรดีกว่า
มันเป็นการตบหน้าพระศาสนา ตบหน้าพระพุทธเจ้า
มันใช่ที่ไหน
หลวงปู่ควรจะไปอิจฉาเค้าไม๊
มีอะไรให้กูอิจฉา
คนชั่ว กูต้องไปอิจฉาด้วยเหรอ
มีอะไรให้กูอิจฉา ยกเว้นมึงต้องดี
ถ้าดี เออ กูอนุโมทนา
แต่ถ้ามึงชั่ว แล้วกูต้องไปอิจฉาเหรอ
เพราะความชั่วของมึงทำร้ายพระศาสนา ทำให้ศาสนาเสียหาย
ความชั่วของมึงทำให้พระศาสนาล่มสลาย
แล้วคนเข้าใจศาสนาในทางที่ผิดๆ บิดเบือนคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า
สมัยก่อน อะไรนะ แถวสระแก้ว
เอย ยังเป็นวุ้นอยู่เลย ยังมาช่วยหลวงปู่บวชเณรที่วัดคลองเตยเลย เค้าออกมาจากสวนโมกข์ใหม่ๆ ยังโนเนม ไม่มีใครรู้จักเลย ตอนนั้นหลวงปู่ทำกับกลุ่ม สปช และมูลนิธิเผยแพร่ศาสนาในชุมชนเสื่อมโทรมของสลัมคลองเตย
กูเนี่ยนะ ไม่อยากคุยจริงๆ กูทำมาแล้ว สปช เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งมูลนิธินี้ในสลัมคลองเตย
เพราะอะไร
เพราะกูไปบิณฑบาตร แล้วกูไปเจอคริสต์ คริสต์มันมาปลูกโรงพักเตี้ยๆ แล้วก็เรียกเด็กๆเอามาเลี้ยง มาเล่น มาแจกของ แล้วก็มาให้นับถือพระเจ้า
เราก็ เอ ทำไมพุทธเราไม่ทำบ้างวะ เราก็เป็นลูกวัดนะ อาศัยวัดเค้าอยู่นะ
เออ ไม่ได้ๆ เดี๋ยวมันดึงเอาคนสลัม เดี๋ยวพวกนี้มันไปหมด แล้วใครจะใส่ข้าวให้กูกิน ห่วงตรงนี้เท่านั้นแหละ อ้าว ก็พุทธมันเป็นคริสต์ไปหมดแล้ว
เออ ตอนนั้นคริสต์เค้ารุกมาก เค้าเจาะเข้าไปในสลัมเยอะแยะมาก
เราก็ ไม่ได้เลย จับมือกับหัวหน้าชุมชน
มา มึงหาบ้านให้กูหลังหนึ่งวะ เดี๋ยวกูไปแสดงธรรมทุกอาทิตย์เลย เปิด นั่งสมาธิ เรียกคนมาสวดมนต์ เอาข้าวสารอาหารแห้งไปแจก เวลามีอุทกภัย วาตภัย คนอดอยาก ตายแล้วไม่มีโลงศพ ไม่มี กูหาช่วย ทำมาก่อนทั้งนั้น ตอนนั้นสวนแก้วยังเป็นวุ้นอยู่ไหนเลย ยังไม่มีอะไรเลย แล้วตอนหลังเค้าก็เรียก มาหาหลวงปู่ หลวงปู่ไม่ได้เรียก มูลนิธิที่ก่อตั้ง คนหนึ่งเค้ารู้จัก ไปเรียกเค้ามาช่วย
ตอนนั้น ก็มีมหาทองลัด อาจารย์สินชัย พระสินชัย พวกนี้รุ่นน้องทั้งนั้น ก็ยังอายุพรรษาน้อยกว่าหลวงปู่อีก สินชัยอายุเค้าน้อยกว่า เค้าก็มาช่วยงาน เสร็จแล้ว เราก็ทำจนกระทั่งคริสต์มันไม่แข็งแรง มันเริ่มจะเผยแพร่ไม่ได้ เย็น มันก็มาสวดมนต์กัน 6-70 คน เราก็ไปแสดงธรรม
เสาร์อาทิตย์ไปสอนธรรมศึกษาในสลัมคลองเตย หาตังค์เอง ไม่ได้เรี่ยไร บิณฑบาตร กิจนิมนต์ไม่ได้รับ บิณฑบาตรได้ ก็เอาไปให้
ทำมาเยอะแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยากดัง อย่างที่คิด เพราะเราถือว่า เราทำให้พระศาสนา ทำให้พระพุทธเจ้า แล้วเราก็ทำให้แผ่นดิน ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง
แต่อ้ายทุกวันนี้ ที่รับไม่ได้เลย
สมัยก่อน หลวงปู่จะพูดกับคณะทำงาน คณะสงฆ์ มีประมาณ 8 รูป และชาวบ้านประมาณ7-8 คน
ท่านจะทำอะไร ก็ทำเถอะ แต่อย่าอวดอ้างตัวเอง
เห็นคริสต์เค้าทำไม๊ เค้าเอาข้าวสารไปให้ ก็บอกว่า พระเจ้าเอามาให้ เอาสังกะสีมาให้ ก็บอกพระเจ้าเอามาให้
ทำไมเราไม่ทำให้เหมือนเค้าบ้าง
เราไม่ใช่เลียนแบบเค้า เราก็บอกสิว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เรามาให้
ทำไมต้องมาอวดตัวเองให้ดีกว่าพระพุทธเจ้า
ทำอย่างนี้มาตลอด แล้วก็ไม่ใช่ทำเฉพาะสลัมเสื่อมโทรม ไปนู้น เชียงราย เชียงใหม่ แพร่แม่ฮ่องสอน อ้ายมูลนิธินี้ แล้วตอนหลัง เห็นเงินมันเยอะเข้าไง คนเข้ามา เราไม่ได้เป็นคนเก็บเงิน คนมันละโมภ เออ วงแตก ไม่เอา ไม่อยากสนใจ
ก่อนนั้น เค้าก็พิมพ์หนังสือรุ่นแรกๆ หนังสือ วิถีพุทธ เค้าเป็นคนพิมพ์ให้มูลนิธิ......จากไต้หวัน หัวหน้ามูลนิธิก็มาช่วย สนับสนุนส่งเสริม แล้วเราจะบวชณรที ก็ขอบริจาคมา บวชพระเค้าก็มาช่วย
ทำงานมาเยอะ แต่ไม่เคยอวดตัวเองว่า เป็นผู้วิเศษ หรือว่า เป็นผู้ต้องการขอ
งั้น ไม่มีอะไรจะมาให้อิจฉาหรอก เพราะชั่วชีวิต ทำมาทั้งแผ่นดิน ทำมาเยอะมากแล้ว
ไม่ควรจะต้องไปอิจฉาใคร
ถ้ามันจะทำให้ศาสนาเจริญ ไม่น่าอิจฉา
แต่ถ้าทำให้ศาสนาเสื่อมลงๆ มันสมควรจะเหยียบ ไม่ใช่อิจฉา
หลวงปู่ยังบอกเลย คนมาเล่าให้ฟัง ถ้าสมัยก่อน พุทธกาล 2,000 กว่าปี มีรถยนต์ลีมูซีนพระพุทธเจ้าก็คงจะขับ หลวงปู่เลยบอก ถ้าเป็นกู กูเตะเอาฟันอรหันต์มาประดับหัวแม่โป้งตีนแล้วล่ะ ถ้าพูดอย่างนี้จริงๆ นะ กูไม่เอาฟันอรหันต์ไว้หรอก เพราะอย่างนี้ มันดูถูกพระพุทธเจ้า มันเหยียบย่ำพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าผู้มากไปด้วยสมาบัติ ด้วยฌาน เป็นผู้พ้นแล้วซึ่งโลก  บังอาจเหยีบย่ำ ยกขึ้นมาสมัยก่อนถ้ามี พระพุทธเจ้าก็ต้องขับรถ ฟังมันพูด
ถ้ามันพูดอย่างนี้จริงๆ นะ
เลว เลวโคตรเลย
เอ้า ที่จริง มีอีกฉบับนะ เอาไว้ตอนบ่าย ตอนบ่าย ฉบับ ปาราชิก
พระวินัยกำหนดไว้ว่า ผู้อวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
ต้องอาบัติปาราชิก หรือขาดจากความเป็นพระ
เขียนไว้ว่า อย่างไร รายละเอียด เดี๋ยวจะมี
ปาราชิก จะเจียระไนว่า ผิดข้อไหนๆ ในพระวินัย
จะได้รู้กันว่า อรหันต์นี่ผิดวินัยไม่ได้
เพราะถ้าผิดวินัย ไม่ใช่อรหันต์
เพราะถ้าก่อนจะเป็นอริยเจ้า ขั้น พระโสดาบัน ศีล 5 ขาดไม่ได้
ถ้าขาด ไม่ใช่ พระโสดาบัน
กลับมาถึงอรหันต์ แล้วยังมาผิด ไม่ได้เลย
นิดเดียว ก็ไม่ได้
แม้กระทั่ง พระอานนท์ ไม่ได้อาราธนาพระพุทธเจ้าให้ดำรงค์พระชนม์ชีพอยู่เนี่ยนะ พระสงฆ์ยังปรับอาบัติเธอด้วยทุกกฏ สาเหตุเพราะไม่ได้อาราธนาพระพุทธเจ้าให้มีชีวิต ถามว่าทุกกฏสำหรับพระอริยเจ้า เป็นพระอริยเจ้าองค์แรกและองค์เดียวในจักรวาลที่โดนอาบัติทุกกฏ ถือว่าใหญ่มโหฬาร ท่านต้องปลงอาบัติกับพระอรหันต์ แค่ทุกกฏ อย่างเดียว
แต่สมัยนี้ อรหันต์เค้าบอก ทุกกฏ ตดก็หาย
ปาจิตตย์ กินแล้วก็สบาย
มันกลายเป็นอย่างนั้นไป
แค่ทุกกฏ เค้าก็ยอมไม่ได้ เพราะทุกกฏมันคือ นรก
แต่เป็นพระอริยเจ้า พ้นจากนรก แต่ก็ยังโดนปรับอาบัติทุกกฏ
ก็ถือว่า ต้องลงบันทึกกัน 2,000 กว่าปี ท่านเสียหาย
เป็นพระอริยเจ้าองค์แรก องค์เดียวในจักรวาลที่ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะพระสงฆ์ปรับเธอโทษฐานอะไร
ไม่ได้ผิดวินัย แต่เพราะเธอไม่เอื้อเฟื้อที่จะอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ดำรงค์ชนม์ชีพตลอด2,000 ปี
ไม่เอื้อเฟื้อ เพราะท่านคิดไม่ถึง เพราะช่วงนั้น ท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ ท่านเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น แค่พระโสดาบัน ก็มัวแต่ร้องไห้อยู่
มัวแต่เสียใจว่า พระพุทธเจ้า
พระอริยบุคคล พระโสดาบันนี่ร้องไห้ได้ไม๊
ได้
พระโสดาบันนี่ มีผัว มีเมีย มีลูก ได้ไม๊
ได้
ก็ดูตัวอย่าง นางวิสาขานี่ มีลูกตั้ง 80 คน
อุ๊ย มดลูกเหล็ก
เอ้า เรื่องจริง เออ ลูกที่เป็นอริยเจ้าน่ะ
อู้หู ออกมาได้ยังไง มดลูกเหล็ก มดลูกไหล
แล้วเวลาออกลูกแต่ละครั้ง พระพุทธเจ้าจะไปถาม
พอไม๊
ไม่พอ พระเจ้าค่ะ
ถามว่า เพราะอะไร
นางดีใจที่ลูกของนางแต่ละคน เป็นอริยเจ้าหมดไง
กลายเป็นเหมือนแม่ไก่ผลิตลูก ดีใจมาก อยากมีอีก
นางก็เป็นพระอริยบุคคล พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า ท่านเป็นพระโสดาบัน
งั้น พระโสดาบัน ร้องไห้ได้ ดีใจได้ เสียใจได้ แต่ผิดศีลไม่ได้
ผิดศีลไม่ได้ ถ้าผิดศีล ไม่ใช่ นั่น พระโซดาแล้ว
งั้น ถ้าเราเอาศีล เอาธรรม เอาวินัย เอาจรณะ เอาสังโยชน์ เอามาจับกัน
อ้ายพวกอรหอยเกลื่อนเมืองทั้งหลายเนี่ยนะ มันคือ ซาตาน มันคือ ตัวเห ตัววรนุชห่มเหลืองเออ พูดให้เพราะหน่อย เดี๋ยวออกโทรทัศน์
อ้ายวรนุชห่มเหลือง
ถามว่า แล้วท่านดีกว่าเค้าแค่ไหน
กูไม่ใช่อรหันต์ อาตมาไม่ใช่อรหันต์ แล้วก็ไม่ใช่พระอริยเจ้า
เคยบอกไม๊ว่า กูเป็นพระ
ไม่เคย แต่กูบอก กูเป็นพระโพธิสัตว์
งั้น พระโพธิสัตว์ ทำอะไรก็ได้
เอ้า จริงๆ แต่ไม่ใช่ไปบอก มีเมีย มีลูก ผิดศีลได้ ไม่ใช่นะ
ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ทำร้าย ทำลายให้พระศาสนาและประชาชนคนและสัตว์เสียหาย เสียประโยชน์
กูถึงได้เลือกเป็นอย่างนี้ไง หลวงปู่พูดมาชั่วชีวิต
ชั่วชีวิตกูเนี่ย สมัยก่อนมีเพื่อนซี้ อ้ายสี อ้ายสอน ก็บอกเค้าว่า อ้าย สาม ส. เนี่ยนะ
กูบอก ถ้าจะให้กูเป็นพระ กูไม่เป็น
เพราะกูเป็นพระสมัยนี้ เป็นไม่ได้ 
ถ้าจะให้กูเป็นพระโพธิสัตว์ กูเป็น
เพราะ พระสมัยนี้ เป็นยาก
เป็นยากยังไง
ก็สิ่งเร้า เครื่องล่อ แล้วชาวบ้านเนี่ย เป็นตัวทำลายพระ ชาวบ้านนี่แหละ
พวกมึงๆ ทั้งหลายนี่แหละ เป็นตัวทำลายพระ เดี๋ยวก็เอานู้นมาถวาย เดี๋ยวก็เอานี่มาถวาย
แล้วมันไม่มีจรณะ 15 ไม่มีสังโยชน์ 10 แล้วอ้ายนู้น ก็ได้ อ้ายนี่ ก็ได้ แล้วมันจะเหลือเหรอะ
กิเลส มันก็ฟุ้งสิ
เดี๋ยวก็เอารถเบนซ์ไปถวาย อ้ายถวายธรรมดาไม่พอ
ที่แสบ อ้ายตรงที่มาให้เราเจิมให้เนี่ย
แหม เพราะฉะนั้น อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า อรหันต์เนี่ย พระอริยเจ้าเนี่ย เค้าไม่กล้าแตะศีลแม้แต่ข้อเดียว
งั้น หลวงปู่จึงบอกเสมอว่า เอาล่ะ ใครที่อวดตัวเป็นอรหันต์น่ะ
มา ไมค์ คนละตัว มึงกับกู คนละเวที
แล้วมาถาม มาทวนกันเลย คนละข้อเลย หมัดต่อหมัดเลย เอาไม่ต้องใส่นวมด้วย
เออ ตอบให้ได้ สอบทานกับเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา
เอ้า มึงได้ฌานข้อไหน
เป็นอรหันต์ใช่ไม๊
เอ้า มีอยู่ 4 ประเภท
4 ประเภทนี้ มีคุณสมบัติอะไร
เตวิชชโช ฉฬภิญโญ กับปฏิสัมภิทัปปัตโต หรือ สุกขวิปัสสโก บอกมา
ถ้ามึงบอกมาได้ เอ้า คุณสมบัติอย่างนี้ มีอยู่ในมึงไม๊
ถ้าไม่มี มึงอรหอยวัดไหน
เออ หรือจะมีประเภทที่ 5 อีก มันแต่งขึ้นเอง
เออ ว่ามาเลย ให้ชัดเจนไปเลย ให้มันจบๆ พระศาสนาจะได้ไม่โทรมเหมือนอย่างทุกวันนี้
ทุกวันนี้ มันมีแต่กะหรี่เต็มศาสนาไปหมด
ใครอยากหิ้ว ก็หิ้ว
ใครอยากขอ ก็ขอ อยากให้ ก็ให้
ใครเอาอะไรมาถวาย ก็รับหมด
เมื่อวาน มีคนเอาตังค์มาถวาย
เออ รับแล้ว เอาไปส่งมูลนิธิฯ
อีกคน 2 เฒ่า เค้ามาประจำ เอาเช็คมาถวาย
เออ ถวายเท่าไหร่
ถวายล้านนึง
ถวายทำไมล่ะ แก่แล้ว เก็บเอาไว้ใช้มั่ง
จะทำลูกตาพระ จะได้มีดวงตาเห็นธรรม
เออ
ตาดิฉันไม่ค่อยดี อยากให้ตาสว่างในภพชาติหน้า
เอา สาธุ พวกอยากได้อานิสงส์
เออ รับนะ เอาไปให้มูลนิธิฯ แค่นั้นแหละ
คนเค้าถาม อู้หู มาถวายตั้งล้าน ไม่พูดอะไรเลยเหรอ
พูดอะไร ไปพูดอะไร มันมาเอาของกู
เอ้า ถูกหรือเปล่า
มันมาเอาของกู  ไม่ใช่กูเอาของมัน
มันเอาอะไร
เอาบุญ
แล้วกูต้องไปเอาใจมันด้วยเหรอ
เออ ถ้ากูอยากได้อะไรของเค้าสิ
โยมจ๋า...จ๊ะๆ จ๋าๆ นั่นคือ อยากเอาของเค้า
แต่ชั่วชีวิตกู ไม่เคยอยากได้อะไรของเค้า
หลวงปู่คิดเสมอว่า กูอยู่ เพื่อให้เค้า
เพราะงั้น กูไม่จำเป็นต้องพูดเพราะ
กูไม่ต้องไปนั่งเอาใจใคร
มึงมา มึงก็มาเอาของกู ไม่ใช่กูเอาของมึง
กูมีบุญให้มึง
กว่ากูจะได้บุญมา ก็เลือดตาแทบกระเด็น
ดูซิ นั่งเจีย กระเบื้องประกอบพระ กว่าแต่ละเม็ด
อ้ายบังมันไปนั่งดู อู้หู นี่ใส่หมดเลยเหรอ
เออ
อู้หู กว่าจะหมด ก็พอดี...
นี่เจ็บตา ทุกวันหยอดน้ำตาเทียม เย็นลงก็ตาพองอักเสบ  เช้าขึ้น ก็ตา  ...
เออ บุญๆ ถือว่า บุญ ทำให้แม่
ทำบุญ
แล้วคนเค้ามาถาม ทำไมไม่จ้างคนอื่นทำ
จ้างคนอื่น กูก็ไม่ได้บุญ
เออ กูอยากทำบุญ
งั้น กว่ากูจะได้บุญมา ลำบากปานนี้
ไม่รู้ว่า จะตาบอดเมื่อไหร่ อ้ายกระจกตานี่ มันเป็นแผลไปหมดแล้ว เพราะฝุ่นมันเข้า
เจ็บก็เจ็บ แต่เราก็ได้บุญ
งั้น กูได้บุญมายาก แล้วมึงมาเอาของกู กูต้องพูดเพราะกับมึงเหรอ
กูต้องเอาใจมึงเหรอ
ที่ถูกแล้ว มึงต้องเอาใจกู
ท่านเจ้าขา ขอบุญดิชั้นด้วย ได้โปรดเถิด มันต้องอย่างนี้
มันถึงจะถูก
กูเป็นคนตรงไปตรงมา พูดชัดเจน
ไม่ต้องมาเอาใจใคร
ก็ดูสิ กว่าหลวงปู่จะได้บุญมาแต่ละอย่าง
มึงเห็นไม๊ว่า กูเหนื่อยหนักสาหัส เลือดตาแทบกระเด็น
ชีวิตเอาเข้าแลก
พอได้บุญมาแล้ว อยู่ดีๆ จะมาฉกฉวยเอา แล้วกูต้องเอาใจมึงเหรอ
กูเป็นคนให้มึง ไม่ใช่มึงให้กู
ตังค์มึง กูไปใช้ที่ไหน มึงให้กูกี่ตังค์ กูไปสังเวยญาติกูที่ไหน
แม่กูยังนั่งขายน้ำ หลังงออยู่เลย
เออ จะมาให้กูเอาใจมึง
ยาก
ให้มึงถวายร้อยล้าน ก็เถอะ
เออ ขอบใจ เอาไปไว้โน้นแหละ
อย่าว่า ถวายมาก ถวายน้อยกว่านี้
ถ้าเมื่อไหร่ที่กูเอาใจใคร มึงเตรียมตัวเถอะ
มึงต้องแก้ผ้ากลับบ้าน เพราะลิ้นอย่างกูไม่ธรรมดา
เอ้า จริงๆ ลิ้นกูไม่ธรรมดานะ ไม่ธรรมดา
กูพูดให้คนเกลียดได้  พูดให้คนรักกูก็ได้
เอาเถอะ เมื่อไหร่ที่กูอยากได้อะไรของใคร
ชั่วชีวิตกูน่ะ ไม่เคยเลย เมื่อไหร่ที่กูอยากได้ แสดงว่า กูอดอยากมาก
กูคงต้องการเยอะมากเลย ถึงขนาดต้อง
เวลาที่กูจะกินอะไร กูจะมองอะไร  กูไม่มานั่งพูดกับพวกมึงหรอก อย่างดี กูก็เงยหน้ามองสวรรค์ มองเทวดา มองฟ้าดิน เอ่อ ได้น้ำเย็นๆ หน่อยก็ดี
เดี๋ยวนี้ มีคนชอบทำแกงมาให้ ซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้ออะไรมาให้ ใส่ผงชูรส
เจอหน้ามัน ก็อยากเดินหลบ แล้วไม่เอาของมัน มันก็เอาสตางค์จ่ายคนยก
เออ นี่กูไล่ออกไปหลายคนแล้วนะ คนยกกับข้าว ไปรับสินบนเค้ามา
เพราะเรากินเข้าไป กลางคืนก็นอนทุรนทุราย เพราะเราเลือดข้น ไปเจอผงชูรสที่ผสมอาหารเข้าไป ก็กลายเป็นว่า เลือดเราก็หนืดมากขึ้น แล้วทั้งคืนจะร้อน ตับก็ทุรนทุราย นอนไม่ได้
ไม่กินของมัน ก็บ่นอีก เลือกอาหาร ของชั้นน่ะ ไม่กิน กินแต่ของคนนั้น
ก็ของคนนั้น เค้าไม่ใส่ผงชูรส ของมึงมันใส่ผงชูรส แล้วกูจะกินของมึงได้ยังไง
เออ กินแล้ว มันฆ่าตัวเอง ทำร้ายตัวเอง ไม่ได้หรอก
นี่ ว่าด้วยเรื่องอะไรหว่า
มาฆบูชา
จบหรือยัง
 เออ ภาวนาพุทโธ ก็ไปอยู่ในคุกนี่
(ออกมาแล้วค่ะ)
อ้าว มีตังค์นี่ คนมีตังค์ ก็บอกแล้ว พระเนี่ย มีตังค์ ก็หิ้วได้ทั้งนั้น หิ้วได้หมดล่ะ
อ้าว จริงๆ ยกเว้นองค์นึง กูน่ะ หิ้วไม่ได้ มาหิ้วกูไม่ได้
เออ ถ้ากูอยากไป กูก็ไป กูไม่อยากไป กูก็ไม่ไป เอาลีมูซีน
แต่นี่ วันที่เท่าไหร่ จะไปแสดงธรรมที่ดอกบัวคู่ ก็บอกให้คนขับรถเค้าเตรียมรถ 10 ล้อไว้แล้ว
ก็อรหันต์ไปคันยาว กูก็ไปคันใหญ่
บอกให้เค้าเคลียร์พื้นที่เอาไว้ แล้วบอกให้ปูพรมไว้ แล้วก็คอยหาพานดอกกุหลาบโรย แล้วคนแก่ห้ามโรยนะ เดี๋ยวกุหลาบเหี่ยว ไม่ได้  สาวๆ มาโรย ต้องประมาณนั้น ไม่งั้น เดี๋ยวเค้าไม่เคารพเราไง คนสมัยนี้ เค้าชอบความเวอร์นะ ถ้าเวอร์ เค้าบอกดูดี ดูคนไหว้เยอะมาก มีนางกำนัลเล็กๆน้อยๆ มาเป็นพวง เหมือนกับนิกร เหมือนกับยันตระ ไม่ผิดเลย เออ มันเป็นวัฏจักร สังเกตุไม๊ ในรอบนี่ มันหมุนกลับมาไม่ผิดเลย เป็นวัฏจักร
กูอยู่มาหลายน้ำฝนแล้ว ทำให้กูเห็นสถิติ มันเหมือนกันไม่มีผิดเลย เป็นวัฏจักร สมัยก่อนนี่นิกรนะ อู้หู เป็นขบวน มีหน้าม้ามาเข้าแถว แล้วก็ปูพรม ไม่มีผ้าขาวปู แล้วก็โรยกุหลาบเค้าจัดมาพร้อมเสร็จ
สาธุ สาธุ สาธุ
พูดเห็นภาพนักแสดง
สมัยก่อน กูอยู่ถ้ำไก่หลน คนเค้ามาบอก อุ๊ย ยันตระ เค้าเรียก พระอาจารย์ อาจารย์ราชภัฏเพชรบุรี พระอาจารย์ท่านนิ่มนวล ไม่เห็นเหมือนหลวงปู่เลย หลวงปู่กระโชกโฮกฮาก พูดจา
เอ้า กูก็พูดได้อย่างนี้แหละ อีดอก
เฮอะ พูดแล้ว ด่าด้วย
ทำไม กูก็พูดของกูอย่างนี้ มึงจะทำไมกู
แล้วกูจะดู มึงอยากดูนิ่มนวล มึงก็ไปดูพระเอกลิเก มึงไปดูนักแสดง
กูไม่ใช่เป็นนักแสดง กูไม่ใช่ดารา กูเป็นพระ กูเป็นนักบวชของพระพุทธเจ้า ผู้มีความซื่อตรง
กูคิดยังไง กูก็พูดอย่างนั้น กูทำยังไง กูก็พูดอย่างนั้น
กูไม่ใช่นักแสดง กูไม่มาใส่หน้ากาก มาเสแสร้งกับพวกมึง
แล้วกูจะดูว่า อนาคตนักแสดงพระเอกลิเกของพวกมึงจะเป็นยังไง
ตอนนั้น เค้ายังดังมากเลยนะ อุ๊ย เวลาจะฉันข้าวเนี่ย จะเช็ดปาก.......
แต่อ้ายที่มาแปลก มาแหวกแนว มาแปลก แต่ก็ไม่ต่างกัน หลอกแดกเหมือนกัน
 เออ หลอกแดกเหมือนกัน มาไม่ต่างกัน
อ้ายสาระต่างกัน แต่หลอกแดกเหมือนกัน
แล้วก็ยันตระ บ้านเค้าอยู่แถวๆ สุราษฎร์ฯ อุ้ย พี่น้องมันรวยหมดทุกคน ก่อนหน้านั้น ก็ไม่มีอาชีพอะไร กรีดยาง พอลูกชายได้เป็นอรหันต์ผู้วิเศษขึ้นมา รวย มีรถหลายคัน สวนยางเป็นพันไร่  มีเงินทองมากมายมโหฬาร
คนเค้ามาบอก หลวงปู่นี่ เล่นไม่เป็น
ถาม ทำไมวะ
เล่นไม่เป็น เป็นพระ แล้วแม่มานั่งขายน้ำ เสื่อมเสียชื่อเสียง อายเค้า
กูจะไปอายทำไม ของจริง
เค้าบอก นี่มันต้องรักษาเกียรติ แม่ต้องมานั่งเสนอหน้า ใส่ทองเส้นเบ่อเร่อ ใส่แหวนเพชรนั่งรถ
เล่นไม่เป็น มานั่งขายน้ำ ก๊อกๆ ทำกระจอกงอกง่อย ไม่เสียศักดิ์ศรี ชื่อเสียง....
เป็นเกจิอาจารย์
อุ๊ย เล่นไม่เป็น กูเล่นไม่เป็น
กูเป็นอย่างที่กูเป็น
แม่กูเค้าพอใจในความที่เค้าเป็น เค้าไม่เป็นหนี้พระศาสนา ไม่เป็นหนี้พระสงฆ์ ถีงเวลา เค้าก็จ่ายเงินค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ติดหนี้พระศาสนา
แม่กูเป็นผู้รู้ธรรม รู้วินัย มีความละอายชั่วกลัวบาป ไม่ได้อยากได้ของใคร
งั้น กูก็เป็นคนรู้ธรรม รู้วินัย ละอายชั่วกลัวบาป กูเล่นเป็น
อ้ายคนไม่ละอายชั่วกลัวบาป น่ะ เล่นไม่เป็น
คนเค้าก็เตือนหลายเที่ยวแล้วนะ อย่าให้ย่ามาขายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เอง เมื่อก่อน เค้าเตือน อย่าให้ย่ามานั่งขายน้ำ
ถาม ทำไม
อายเค้า โอ้ย แม่หลวงปู่มานั่งขายน้ำ เค้าจะว่าเอา ใครเค้ารู้เข้า
เอ้ย ไปอายทำไม กูไม่ได้ขอใครเค้ากิน แกก็ทำงานสุจริต ไม่ได้ไปคดโกงเขา
แล้วแกก็มีความสุขที่จะทำ  กูก็ไม่ได้บังคับเค้าทำ ขืนไม่ให้ทำ ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้ตังค์
เพราะกูก็ไม่ได้ให้ตังค์ เออ ขนาดไปพม่ากลับมา คุณสุนันทาชวนนอนค้างบ้านคืนหนึ่ง
บอก ไม่ได้ พรุ่งนี้วันอาทิตย์
แกรีบมาขายน้ำ เพราะขาดรายได้ไปตั้งอาทิตย์
เออ งกเหมือนกูเลยล่ะ
อ้าว ก็มันงกในทางที่ถูก ไม่ได้งกในทางที่ผิด
ที่จริง คนเค้าเตือนหลายครั้งแล้วนะ
ปล่อยให้แม่มานั่งขายน้ำเก๊าะแก๊ะ กระจอกงอกง่อย เสียศักดิ์ศรี เสียชื่อเสียงอะไร
เฮ้ย กูเป็นคนเกิดมาไม่มีต้นทุน มึงไม่ต้องมาห่วงกู กูไม่ได้มีศักดิ์ศรี ไม่อย่างนั้น กูจะสอนคนได้ยังไง
เข้ามาที่นี่ ปราบพยศ ลดมานะ ละทิฏฐิ ดำรงสติ ดำริเป็นสัมมา
ถ้ากูยังมีมานะ ทิฏฐิ มีพยศอยู่ แล้วกูจะไปสอนคนอื่นเค้าได้ยังไง
แล้วแม่กูก็ทำตัวอย่างให้กูดูตั้งแต่เด็กๆ
เพราะฉะนั้น กูเป็นลูกของแม่ กูก็ทำหน้าที่ของลูกที่ดี
กูไม่ได้ทำตัวเป็นกบฏ อยากให้แม่สบายชาตินี้ แต่ไปลำบากอีกพันชาติ ไม่เอา
ปล่อยให้แกไม่สบาย ตอนที่เราเห็น เรารู้นี้ เรายังพอช่วยแกได้
ถ้าขืนไม่สบายตอนที่เราไม่เห็นไม่รู้ จะเอื้อมมืออะไรไปช่วยแก ดึงแกออกจากอเวจี ไม่ได้
คนเค้าเตือนหลวงปู่หลายครั้งแล้ว เค้าบอก อย่าให้แม่มานั่งขายน้ำ อายเค้า
มึงอายไม๊
(ไม่อาย)
ก็ไม่ใช่แม่มึงนี่ มึงจะไปอายอะไร
....จะปฏิบัติธรรม ดูซิเนี่ย เลยเถิดมาถึงเรื่องแม่
หมดเวลาแล้ว ลูกเอ๊ย
เอ้า พอ ไป
กราบลาพระ ไปฉันข้าว
พิธีกร   กราบขอแสดงตนเป็นพุทธมามกะ....
หลวงปู่     เอ้ย มันต้องบ่าย นี่มันกี่โมงแล้ว  11 โมงแล้ว ดูเวล่ำเวลา ไว้บ่ายค่อยมาแสดง
บ่ายโมงตรง พร้อมกัน เตรียมพานแสดงพุทธมามกะ ดอกไม้ธูปเทียนอยู่ไหน ยังไม่เห็นดอกมะเขือ
เออ ไม่มีเหรอ เอ้าๆ บ่ายๆ มาทำ  11 โมงแล้ว หลวงปู่น่ะ ไม่เป็นไรหรอก แต่พวกมึงกว่าจะเข้าแถวพร้อม ก็พอดีเที่ยงกว่า เออ ไม่ต้องกินกันล่ะ  ถือศีล 8 กันแล้ว ใช่ไม๊
ไม่ได้ๆ เราวงศ์พระโพธิสัตว์ ต้องกลัวผิดศีล ไม่ได้
นี่ มันเพลแล้วด้วย
แล้วมึงไปยืนเข้าแถวกี่ร้อยคน กว่ามึงจะตักคนสุดท้ายได้ มันจะกินเวลาเท่าไหร่
ไป กราบพระ อะระหัง สัมมา
ไป อยู่ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ ลูก
ไม่ใช่ต่างคนต่างเอาเปรียบกัน ทำให้สังคมมันเร่าร้อนทุรนทุราย อากาศมันร้อน แล้วอย่าทำให้ใจร้อน ลูก
ไป หาข้าวหาปลากิน
ไป

7 มี ค 2555    บ่าย  ถอดซีดี ระหว่างปฏิบัติธรรม โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ

(ฝึกเดินขั้นที่ 1-7 , เพ่งความว่างเป็นอารมณ์  สุญญตสมาธิ เอกัคคตารมณ์)
• ขั้นที่ 6 เป็นขั้น กายาคตานุสติกรรมฐาน
• ขั้นที่ 7 นี่ยิ่งยากกว่าขั้นที่ 6
มีอยู่ 2 ขั้นตอนใหญ่
ขั้นตอนที่ 1 ก็คือ การรู้การถ่ายน้ำหนักพร้อมรู้ลม
ขั้นตอนที่ 2 คือ รู้แต่ลม ถ่ายน้ำหนักไม่ต้องรู้
• เพ่งความว่างเป็นอารมณ์ที่เรียกว่า สุญญตสมาธิ จนเป็นเอกัคคตา คือหนี่งเดียวกับความว่าง
• ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต
ปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพุทธบูชา ลูก
ว้นนี้เอาให้เข้มเลย ให้ตั้งใจ เราถือศีลมาแล้ว อดหลับอดนอนมาทั้งคืน ยอมถือศีล 8 ไม่กินข้าวเย็น บุญก็ยังไม่ใหญ่เท่ากับครั้งนี้นะ เพราะครั้งนี้เป็นบุญยิ่งใหญ่ เป็นบุญที่เยอะ
บุญที่สำเร็จประโยชน์ คือ การปฏิบัติธรรม
ศาลาใหญ่มันแน่น ก็ไปศาลาเล็กซ้ายขวาบ้างก็ได้
หรือไม่ ก็ที่หน้าศาลา ร่มๆ เต็นท์น่ะ ทำเป็นลานธรรมได้
ใครไม่เคยปฏิบัติเลย ยกมือขึ้น เอ้า รุ่นพี่แนะนำหน่อย
เริ่มขั้นที่ 1  เดี๋ยวเก็บภาพไปออกอากาศด้วย...........
เอกัคคตารมณ์ คือ อารมณ์เดียว อารมณ์หนึ่ง ไม่มีอารณ์ 2
ผู้ที่เข้าถึงเอกัคคตารมณ์ คือ ผู้ทรงฌาน ผู้มีอุปจาระสมาธิ เรียกว่า ปฐมฌานก็ได้ ในระดับที่สามารถเจริญอารมณ์ไว้ได้มั่นคงและแน่วแน่และเนื่อนนาน
เพราะงั้น ต้องไม่มีอารมณ์อื่น นอกจากอารมณ์กรรมฐาน มุ่งมั่นและแน่นิ่ง ดิ่งอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน จึงจะเรียกว่า เป็นการปฏิบัติเอกัคคตารมณ์ ไม่วอกแวก ไม่สับสน ไม่ว้าวุ่น ไม่ทุรนทุราย
สมาธิ มีอยู่ 3 ลักษณะ :- ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ กับ อัปปนาสมาธิ
ขณิกสมาธิ คือ สมาธิเล็กๆ น้อยๆ ที่เราหาอยู่หากิน
อุปจารสมาธิ คือ สมาธิเบื้องต้นพื้นฐาน มันก็เริ่มมีปฐมฌานเป็นแม่บท
อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่แนบแน่น แน่วแน่ ดิ่ง เรียกว่าเป็น เอกัคคตารมณ์
ถามว่า เราต้องไล่ลำดับขั้น 1, 2, 3 ไม๊
ไม่ต้อง
แม้ขณะนี้ ก็ทำให้เป็นเอกัคคตารมณ์หรือ อัปปนาสมาธิที่เกิดขึ้นได้ โดยที่เราไม่คิดเรื่องอื่นไม่วิเคราะห์เรื่องอื่น ไม่สนใจเรื่องอื่น อยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่กำลังเดินตามจังหวะอย่างมั่นคง อย่างแน่วแน่ อย่างเที่ยงตรง และนิ่ง ดิ่งอยู่ในอารมณ์ที่กำลังทำ เราก็เข้าถึงอัปปนาสมาธิได้ง่ายแล้ว...............
อย่าเดินแต่ซาก จงเดินทั้งกายและใจ........
ขยับขึ้นขั้นที่ 2
ใครไม่เคย ยกมือขึ้น รุ่นพี่เข้าไปแนะนำ.......
ให้จิตอยู่กับการก้าว
หูฟังสียง เท้าก้าวเดิน ใจรับรู้ในการก้าว
ทุกจังหวะ อย่าให้เคลื่อน อย่าให้เลื่อนหลุด ให้แม่นยำ มั่นคง
หูฟังเสียง เท้าก้าวเดิน ใจรับรู้
จิตอยู่กับการก้าว จังหวะและการก้าว..........
ขยับขึ้นขั้นที่ 3
จะยากขึ้นอีก ถ้าไม่มีสติ ก็จะพลาด
ใครไม่เคย ยกมือขึ้น รุ่นพี่เข้าไปแนะนำ.........
ขั้นที่ 3 นี่ เป็นการดัดนิสัย
ใครที่เชื่องช้า ก็ต้องปรับตัวเองให้ทันต่อจังหวะ
ใครที่เร็วไป ก็ชลอ อย่าพลาดจากจังหวะ
งั้น ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาในการก้าว ไม่ให้พลาด ไม่ให้เคลื่อน ไม่ให้เลื่อนหลุด
ก้าวจังหวะ เว้นจังหวะ อย่างมั่นคง
คนที่ไม่มีสติ สติอ่อนแอ จะทำขั้นนี้ไม่ผ่าน เรียกว่า ทำผิดๆ พลาดๆ อยู่เสมอ
เป็นการวัดได้ว่า คุณภาพชีวิตตัวเองจะเจริญขึ้น หรือแย่ลง
หยุดอยู่กับที่ รอจังหวะ..........
จังหวะ บัดเดี๋ยวเร็ว บัดเดี๋ยวช้า ต้องก้าวให้ทัน
อย่าให้พลาด อย่าให้ผิด แม้แต่จังหวะเดียว
เป็นการฝีกนิสัยตัวเอง ให้ทันต่อสถานการณ์
ไม่ใช่ก้าวไปก่อน ไม่ใช่ยกรอ
แต่ต้องให้ทันที
ฝึกปฏิภาณในการแก้ปัญหา
ก้าวจังหวะ เว้นจังหวะ ให้ชัดเจน ไม่ว่า จะช้าหรือเร็ว ต้องก้าวให้ทัน........
พวกผู้ชาย ใครว่าง ไปเอาน้ำมารอเตรียมไว้........
ขยับขึ้นขั้นที่ 4............
หายใจให้ทันก้าว  ก้าวให้ทันหายใจ
หายใจกับการก้าว ต้องพร้อมกัน
อย่าคร่อมจังหวะ ก้าวจังหวะ เว้นจังหวะ พร้อมลมหายใจและการก้าว
ขั้นตอนนี้ เป็นการฝึกสัมปชัญญะ
สัมปชัญญะ คือปัญญา
ฝึกสติ สัมปชัญญะ.................
ลดลงไปเหลือขั้นที่ 2  ผ่อนคลาย เดี๋ยวจะเครียดเกินไป
ขั้นที่ 2 เค้าใช้สำหรับการผ่อนคลาย  ให้เดินให้ถูกจังหวะ...........
หยุดอยู่กับที่ ยกมือไหว้พระกรรมฐาน
พัก 10 นาที
ดื่มน้ำดื่มท่า เดี๋ยวจะถึงสภาวะขาดน้ำ
วิชาปราณโอสถ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ไม่งั้น ความร้อนจะขึ้น
หาน้ำดื่ม หลวงปู่ให้ไปเอาน้ำ ได้หรือยัง
ตรงนี้ก็มี ลูก ในกองนี้ ยกไปก่อน เอาไปแจกกัน
ไป หาน้ำดื่มทุกคน
วัดอื่น เค้าปฏิบัติธรรม เสียงเงียบ
แต่วัดนี้ โอ้โห เสียงแจ็ดเลย นกกระจอก อิสระจริงๆ วัดธรรมอิสระ
ฮึ มีการพักให้น้ำอีก อย่างกับนักมวย
เอาน้ำมาให้หรือยัง ไปดูซิ น้ำปรับธาตุ น้ำเก๊กฮวย โลกมันร้อนขึ้นทุกวันๆ
ข้างหน้า เค้าเอาน้ำมาให้แล้ว
อากาศร้อนๆ นี่ ดื่มน้ำหวานๆ ยิ่งร้อนหนักนะ เพราะน้ำหวานมันให้พลังงาน
น้ำปรับธาตุน่ะ ไม่เป็นไร
ศาลาซ้ายขวา เอาไปถวายพระบ้าง ผู้ชายเอาไปถวายพระบ้าง
อาม่า ไม่ดื่มน้ำเหรอ ให้อาม่าหน่อย
เฮ้ย ให้ดื่มน้ำ ไม่ได้ให้คุย
อุ๊ย เสียงมันลั่นศาลา จิ้งจก ตุ๊กแก หนีหมด
...พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง คำสอนนี้ เค้าให้พูดในเรื่องที่ควรพูด เวลาที่ควรพูด
อะไรที่ไม่ควรพูด ก็อย่าไปพูด มันทำให้เสียพลังงาน เสียจริต เสียจิต
กว่าจะพูดแต่ละคำ ต้องใช้จิตปรุงแต่งเยอะแยะมากมาย ขณะจิตหนึ่งมีทั้งหมด 7 ดวง
กว่าจะพูดออกมาคำหนึ่ง ใช้จิตกี่พันดวง สิ้นเปลือง เปล่าประโยชน์
กู วันๆ หนึ่งอยู่เฉยๆ  ใครมาคุย กูไม่อยากจะคุยด้วย กูทำงานไป มันถามคำ กูก็ตอบคำ
ไม่ถาม ก็ไม่ตอบ ไม่มองหน้าด้วยซ้ำว่า ใครจะมาจะไป
มีโต๊ะ ก็โต๊ะเก่าๆ อยู่ คนถาม ทำไมไม่เอาโต๊ะดีๆใหม่ๆ
เดี๋ยวมันนั่งนาน  มันผุๆ หักๆ นั่งเดี๋ยวมันก็ไป
ก็ของดีของใหม่ๆ โอ้โห เดี๋ยวก็นั่งแช่
ใครยังไม่ได้น้ำ ยกมือ
สังเกตไม๊ พอหยุดปฏิบัติปุ๊บ ร้อนปั๊บขึ้นมาเลย
พอขณะปฏิบัติธรรม ไม่รู้สึกว่า ร้อน เพราะจิตไปอยู่กับอะไร
อยู่กับกรรมฐานไง
ยิ่งรู้สึกเย็นเข้าไปๆ จนเป็นเอกัคคตารมณ์ ก็คือ ความมีอารมณ์เดียว ยิ่งเย็นสนิทอยู่ข้างใน
เหมือนกับน้ำแข็งที่อยู่ท่ามกลางแดด มันจะเย็นได้อย่างนั้น ถ้าเป็นเอกัคคตารมณ์จริงๆ
เดี๋ยวแจกเวลาเลิก หนังสือมาแจกอะไรกันตอนนี้ กำลังปฏิบัติธรรม
เอ้า พร้อม ยกสอง  เป๊ง เตรียมตัวชก
เริ่มต้นด้วยขั้นที่ 2.........
ขยับขึ้นขั้นที่ 3.........
ขยับขึ้นขั้นที่ 4 บวกลมหายใจเข้าไป............
อย่าลืมลมหายใจพร้อมก้าว ก้าวพร้อมลมหายใจ
ก้าวสั้น ก็หายใจสั้น  ก้าวยาว ก็หายใจยาว ทั้งหมดอยู่ที่จังหวะที่ก้าว
จังหวะ ลม ก้าว ต้องรวมเป็นหนึ่ง..........
การปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องเฉพาะตน เป็นโลกส่วนตัว ไม่ต้องสนใจใคร
ฝึกให้เกิดสติปัญญาตลอดเวลา..........
วิชา กายาคตานุสติกรรมฐาน มีสติเป็นไปภายในกาย
พิจารณาการก้าว ถ่ายน้ำหนักให้ชัดเจน
จังหวะ เป็นเพียงเครื่องกำหนดการก้าว ให้รู้อย่างผิวเผิน
แต่จิตส่วนใหญ่รับรู้ถึงการถ่ายน้ำหนักและการก้าว
ในขณะที่รอจังหวะ ถ่ายน้ำหนักให้จบ ให้หมด
ส่งจิตไปกับการถ่ายน้ำหนัก ถ้าเน้นเป็น %  90%  ที่เหลือก็ฟังจังหวะอีก 10 %…………….
อย่าพยายามคร่อมจังหวะ ให้ตรงจังหวะพอดี ถ่ายน้ำหนักให้เหมาะสม
เดี๋ยวช้า เดี๋ยวเร็ว เราต้องปรับสมดุลย์ตัวเองให้ได้
คนที่ปรับสมดุลย์ การถ่ายน้ำหนักไม่ได้กับการก้าวจังหวะ แสดงว่าเรายังมีสติอันอ่อน
กายกับใจยังไม่รวมเป็นหนึ่ง............
อีหนู เดินไป เลื่อนลอยไป มองคนโน้นไป คนนี้มา เสียเวลาเปล่า ลูก
เสียเวลามาแล้ว ก็ให้ได้ประโยชน์อะไรกลับไป
บุญสูงสุด ก็คือ สิ่งที่พวกมึงกำลังทำอยู่เนี่ย
สร้างพระเจดีย์ 100 องค์ ยังสู้การปฏิบัติธรรมให้จิตสงบแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นไม่ได้เลย
เกิดเป็นคน ต้องมีดีสักอย่าง.....
แค่ทำดีช่วงระยะเวลางูแลบลิ้น ช้างกระดิกหู ฟ้าแลบแปล๊บๆ ต้องทำให้ได้..........
มุ่งมั่น จริงใจ จริงจัง.....
ขยับขึ้นขั้นที่ 5
ใครไม่เคย ยกมือขึ้น รุ่นพี่เข้าไปแนะนำ............
ต่อไป ขยับขึ้นขั้นที่ 6
ใครไม่เคย ยกมือขึ้น รุ่นพี่เข้าไปแนะนำ...........
ขั้นนี้ เป็นขั้น กายาคตานุสสติกรรมฐาน
จิตต้องสำรวจน้ำหนักที่ถ่ายจากขวามาซ้าย และให้ตรงจังหวะเสมอ
ในขณะที่ย่างก้าว และถ่ายน้ำหนัก เราต้องรู้สึกว่า น้ำหนักโยกจากขวามาซ้าย ซ้ายมาขวาชัดเจน
แล้วอย่า เยิ่นเย้อ ยึดยาด
เว้นกี่จังหวะ
เออ 2 จังหวะ ก็ให้พอดี
ถ่าย 2 จังหวะ พอดี ช้าไป ก็ไม่ได้ เร็วไป ก็ไม่ได้
จังหวะมีสั้น มียาว เราก็ต้องก้าวให้ทัน ถ่ายน้ำหนักให้ถูก
ฝึกให้ตรงต่อคำสอน เรียกว่า ขั้น กายาคตานุสสติกรรมฐาน
มีสติพิจารณาความเป็นไปภายในกายตน
ทุกขั้นตอน เป็นการใช้สติปัญญาทั้งนั้น
ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำ
มันจะได้เป็นผล เป็นอานิสงส์ส่งให้ตัวเองรุ่งเรือง เจริญ ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ลูก
อย่าเดินคร่อมจังหวะ ให้เดินจังหวะพอดีเวลาก้าว..................
ขั้นนี้ สำหรับคนที่มีสติสัมปชัญญที่แข็งแรงเท่านั้น จึงจะทำได้
สติ คือ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว
ถ้าสติอ่อนแอ สัมปชัญญะป้อแป้ จะทำไม่สำเร็จ
ขยับขึ้นขั้นที่ 7
ใครไม่เคย ยกมือขึ้น รุ่นพี่เข้าไปแนะนำ
ขั้นที่ 7 นี่ยิ่งยากกว่าขั้นที่ 6
มีอยู่ 2 ขั้นตอนใหญ่
ขั้นตอนที่ 1 ก็คือ การรู้การถ่ายน้ำหนักพร้อมรู้ลม
ขั้นตอนที่ 2 คือ รู้แต่ลม ถ่ายน้ำหนักไม่ต้องรู้
เพราะงั้น ถ้ามันรู้ถ่ายน้ำหนักด้วย รู้ลมด้วย จะยาก
ก็เหลือแค่รู้ลมเฉยๆ กับการก้าว จะได้ง่ายขึ้น
ไม่งั้น ยิ่งจะทำยากใหญ่
สำหรับคนที่แข็งแรงทางสติปัญญาเท่านั้น จึงจะทำได้
เอาแค่รู้ลมกับการก้าว
หายใจให้มันทันต่อการก้าวและจังหวะ.............
สังเกตดู หลายคนทำไม่ค่อยได้
กลับลงไปอยู่ขั้นที่ 6 ทิ้งลมหายใจ................
วิชาปราณโอสถ 10 ขั้นตอน
แต่ละขั้นเป็นการทดสอบสมรรถนะของมนุษย์ คุณสมบัติของมนุษย์
ถ้ายังคุมคุณสมบัติไม่ดี ไม่มาก ไม่พอ อย่าไปฝืน
ค่อยๆ ฝึก....................
หยุดอยู่กับที่
หลับตา ผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายผ่อนคลายให้ได้มากที่สุด
มือไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกำ กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ทิ้งสองแขนข้างลำตัว
เราลองมาดูซิว่า เราสามารถจะเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ไม๊ ในเวลานี้
ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อผ่อนคลาย สมองโล่ง โปร่ง เบาสบาย
จิตไม่ต้องคิด อารมณ์ไม่ปรากฏ ส่งความรู้สึกเข้าไปในกาย
เพ่งความว่างในกายป็นอารมณ์ ไม่มีเรื่องคิด ไม่วิเคราะห์ ไม่วิตก ไม่กังวล
พระศาสดาทรงสอนพระภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดที่เธอเห็นความว่าง เมื่อนั้น เธอเห็นตถาคต
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต
ลองดูซิว่า เราจะถึงความว่างไม๊
เอ้ย อย่าหลับ อย่าหลับ........
เราจะได้เฝ้าพระพุทธเจ้าไม๊ พระพุทธเจ้า คือ ความว่าง
วันนี้ วันมาฆะฯ วันบูชาพิเศษ แต่ละคนมีพระพุทธเจ้าประจำตน ของตนๆ
กว้างใหญ่ พระพุทธเจ้าก็องค์ใหญ่
กว้างเล็ก พระพุทธเจ้าก็องค์เล็ก..........
ทำให้ถึงซึ่งความว่างให้ได้
สมองโล่ง ใจว่าง ไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เป็นเอกัคคตากับความว่าง คือ หนึ่งเดียวกับความว่าง..............
กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องใคร่ครวญ ไม่ต้องคำนวณ พินิจพิจารณา
อยู่กับความว่าง
ลมหายใจ ก็ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องรู้ว่า มันจะเข้าหรือออก
ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติ
อยู่กับความว่างเฉยๆ..........
ตัวว่าง มือว่าง ร่างกายว่าง จิตใจว่าง กล้ามเนื้อทุกส่วนผ่อนคลาย.........
ไม่มีอดีต ไร้อนาคต ไม่มีพรุ่งนี้ ไม่มีเมื่อวานนี้
มีแต่ปัจจุบันที่เป็นความว่าง.................
พระศาสดาทรงสอนโมฆราชว่า
โมฆราชะ ผู้ใดเห็นความว่าง ผู้นั้นไม่เห็นมัจจุราช มัจจุราชไม่เห็นเรา.............
ในความว่าง ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีป่วย ไม่มีตาย แม้ที่สุด ไม่มีตัวเรา
เมื่อไม่มีตัวเรา ความแก่จะตั้งอยู่ที่ไหน ความเจ็บป่วยและตายจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เพ่งความว่างเป็นอารมณ์ที่เรียกว่า สุญญตสมาธิ จนเป็นเอกัคคตา คือหนี่งเดียวกับความว่าง
ไม่มีเรื่องอื่นใด นอกจากความว่างเป็นใหญ่
ว่างทั้งหมด แม้แต่ตัวเราก็ไม่มี
มันว่างหมด
มีจิตกับกายรวมกัน ไม่ใช่ไปว่างข้างนอก.....
ถ้าอยู่ข้างนอก แสดงว่า ไม่ว่าง.............
คือ จิตกลับมาอยู่ที่ภายในกายตน แล้วเพ่งความว่าง
นี่คือ วิธีการที่ถูกต้อง........
เมื่อ ยืน ว่างแล้ว ลองค่อยๆ นั่ง ลงซิ
ใครที่ยืน ไม่ว่าง อย่านั่ง
ค่อยๆ ประคองความว่าง แล้ว นั่งลง
ยืน ตรงไหน นั่ง ตรงนั้น แล้วอยู่กับความว่างต่อไป...............
นั่งพรวดพราดลงไปแล้ว ความว่างไม่หายไปแล้วเหรอนั่น........
ยืน ว่างได้  นั่ง ก็ต้องว่าง................
พวกที่ยังไม่ว่าง ห้ามนั่ง
ปฏิบัติธรรม ต้องมีสัจจะกับตัวเอง
เห็นความว่างภายในกาย ไม่ใช่ออกนอกกาย..................
นั่งแล้ว ความว่าง ยิ่งแนบแน่นขึ้นไม๊ หรือว่า บางเบา หรือ หละหลวม............
เมื่อนั่ง แล้วว่าง ทีนี้ ค่อยๆ ลืมตาดูซิ ว่า มันจะว่างไม๊
ไม่ใช่เอาแต่หลับตา ว่าง
ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องทำให้ได้จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวกับเรา
ลืมตา แล้วยังว่างอยู่ไม๊
อารมณ์ว่าง ยังนิ่งแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับเราหรือไม่
เรียกว่า เป็นเอกัคคตารมณ์ คือเป็นหนึ่งเดียว อารมณ์เดียว ไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าฟ้าผ่า ฝนตก น้ำท่วม ไฟไหม้ ความว่างก็ยังดำรงอยู่เสมอ
ไม่มีอะไรทำให้ความว่างกระเทือน เลื่อนหลุด
เมื่อว่างแล้ว สมองโปร่ง ใจนิ่ง สงบ...............
ลืมตา
อย่าเอาแต่หลับตา ว่าง
ถ้าว่างแล้ว จึงลงนั่ง............
ใครที่นั่งลงไปแล้ว ไม่ว่าง ให้ยืนขึ้น
เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ต้องซื่อตรง อย่าโกหกพระพุทธเจ้า...............
ไม่ฝึกตัวเองวันนี้ แล้วเมื่อไหร่จะได้ฝึก ลูก
รอชาติหน้าถึงฝึกใช่ไม๊
แล้วใครจะมานั่งฝึกให้มึง
มีครูฝึก ก็ถือว่า วิเศษแล้ว
นั่งว่าง แล้วลืมตา
แล้วนอนลงไป
ค่อยๆ หาที่นอนข้างๆ
ค่อยๆ ล้มตัวลงนอนข้างๆ
นอนแล้ว ต้องว่าง
นอนตรงไหนก็ได้ ผู้ว่างไม่มีที่อันเหมาะ เพราะเหมาะสำหรับทุกที่
หัวหางไม่จำกัด หาช่องว่างลง
นอนแล้ว ต้องว่าง...............
นอนแล้ว ยังว่างอยู่ไม๊ สำรวจสิ
ความว่างยังคงที่ หรือใหญ่ หรือกว้างขวางมากกว่าเดิม มั่นคงกว่าเดิม
หรือว่า อ่อนไหวย่ำแย่จนหลุดไป
ลองดู ส่งจิตภายในกาย
พิจารณาความว่างเป็นอารมณ์ เพ่งความว่างเป็นอารมณ์
เรากับความว่าง เป็นหนึ่งเดียวกัน
ในโลกแห่งความว่าง ไม่มีทุกข์ ลูก
ในโลกแห่งความว่าง ไม่มีเปลี้ย ไม่มีเพลีย ไม่มีเหนื่อย ไม่มีเมื่อย ไม่มีล้า
ในโลกแห่งความว่าง มีแต่สันติ สงบ
จะว่าสุขไม๊  ก็เมื่อไม่ทุกข์ ก็ไม่น่าจะต้องสุข ด้วยเหตุผลว่า ทุกข์กับสุขเป็นของคู่กัน
ถ้าสุข ก็คงจะสุขจากการไม่มีภาระ ไม่มีเครื่องยึดถือ
ถ้าคิด ก็แสดงว่า ยังไม่ว่าง........
ดิ่งอยู่กับความว่าง.........
ทีนี้ ค่อยๆ พลิกกาย ลุกขึ้นนั่ง ช้าๆ สำหรับคนที่นอนไป
ให้ความว่างยังดำรงอยู่
ทุกอิริยาบถยังมีความว่างเป็นเครื่องอาศัย
ลักษณะอย่างนี้ เค้าเรียกว่า คนที่ปลอดภัยอยู่ในถ้ำ หรือ ผู้ที่ปลอดภัยอยู่ในถ้ำ
ลุกจากนอนแล้วมานั่ง ยังว่างไม๊
อย่าเร็ว
นั่งแล้วทีนี้ สังเกตดูซิว่า ความว่าง เรายังอยู่เหมือนเดิมไม๊
ยังคงที่อยู่ไม๊ มั่นคงอยู่ไม๊ แนบแน่น ยิ่งใหญ่ กว้างขวาง มั่นคง ยังดำรงอยู่หรือเปล่า
สมองโล่ง ใจนิ่ง กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ความรู้สึกนึกคิดใดๆ ไม่ปรากฏหรือไม่
..........
ทีนี้ ค่อยๆ ยืนช้าๆ ประคองความว่าง นำพาพระพุทธเจ้า ลุกขึ้นยืน
เมื่อใดที่เราสัมผัสความว่าง เราเห็นพระพุทธะ พาพระพุทธะลุกขึ้นยืน
ยืนด้วยความว่าง.............
ใจเรายังว่างอยู่ไม๊ สมองยังยิ่งโล่งหรือไม่
ยืนแล้วสำรวจภายในกาย ช้าๆ
ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งได้ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน
แสดงว่า เป็นพุทธธรรม
ลักษณะอย่างนี้ เค้าเรียกว่าผู้มีธรรม ทรงธรรม เจริญธรรม ลูก
เป็นผู้ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นเกราะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่เคารพ ที่นับถืออย่างแท้จริง
เป็นวิถีแห่งพุทธมามกะอย่างชัดเจน
ไม่ใช่กล่าวด้วยฟองน้ำลายที่กระดกบนปลายลิ้นเฉยๆ
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะที่แท้จริง คือ ผู้เข้าถึงธรรม ถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม
ถึงคำสั่งสอนของพระสงฆ์ คือ ครูบาอาจารย์ ที่ทำสิ่งนั้นได้
จนกลายเป็นที่พึ่งของเรา เป็นที่อาศัยของเรา
ยังว่างอยู่ไม๊..........
เอ้า ทีนี้พาพระพุทธเจ้าเดินไปข้างหน้า ดูว่าความว่างจะหลุดร่วงไม๊
เดินด้วยความว่าง เดินไปที่ไหนก็ได้ แต่ต้องว่างอยู่ ในศาลานี่แหละ
เดินให้เหมือนคนปกติ
หลวงปู่กำลังสอนให้พวกมึงทำชีวิตปกติด้วยความว่าง
ทำให้พระพุทธเจ้าฟื้นขึ้นมาให้ได้
แต่การที่พระองค์ทรงนิพพานไปนานแล้ว ก็สามารถฟื้นขึ้นมาโดยการปลุกชีพท่าน
บอกแล้วว่า เราเห็นพระพุทธเจ้า คือ เห็นความว่าง  เห็นความว่าง คือ เห็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า คือ สัญลักษณ์ของความว่าง สัญลักษณ์ของความไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร
เดิน ก็ต้องว่าง ยืน ก็ต้องว่าง นั่ง ก็ต้องว่าง นอน ก็ต้องว่าง
ถ้าใครเดิน ไม่ว่าง ให้หยุด ยืนอยู่กับที่
แล้วเพ่งความว่างให้ชัดเจน แล้วจึงจะเดินต่อไป..............
จากเดินช้าๆ ประคองความว่าง แล้วลองหัดเดินเร็วๆ ก้าวยาวๆ ดูบ้างว่า ความว่างยังดำรงอยู่ไม๊
อย่าทำให้พระพุทธเจ้าต้องอับเฉาอยู่เฉพาะเวลาเราว่าง หรือนิ่ง หรือไม่ต้องทำการงาน
ต้องทำให้พระพุทธเจ้าเป็นสากลให้ได้..........
แม้เราอยู่ในการงาน ภาระกรรม และปัญหาอุปสรรค เราก็ต้องว่าง มันจะได้ไม่ทำร้ายเรา
........เราจะได้เห็นพระพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ที่ยิ่งใหญ่ แผ่ไพศาลมาก
เหมือนกับการประทับไว้ในวิญญาณของเราว่า ยืน เดิน นั่ง นอน พระองค์ก็จะอยู่กับเรา
พระองค์จะคุ้มครองเรา เราจะเป็นผู้ปลอดภัยเสมอ เพราะผู้เข้าถึงความว่าง จะไม่ตาย
พระพุทธเจ้ายืนยันอย่างนั้น สอนโมฆราชะไว้อย่างนี้ว่า
โมฆราชะ ถ้าเธอปรารถนาให้มัจจุราชไม่เห็นเธอ เธอจงพิจารณาความว่างเป็นอารมณ์
และเมื่อโมฆราชะเข้าถึงความว่าง ก็บรรลุอรหันต์
แม้ที่สุด ว่างจากร่างกาย ไม่มีกายเรา ไม่มีกายเขา ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล
ไม่มีสมมุติบัญญัติ มีแต่ปรมัติบัญญัติ.............
ถ้าไม่ว่าง อย่าหน้าด้าน เดินหลอกพระพุทธเจ้าอยู่ ต้องหยุดทันที
ลูกศิษย์พระพุทธะต้องซื่อตรง..............
ต้องเดินด้วยความว่างเท่านั้น
หยุด แล้วกลับมาเพ่งความว่างใหม่ รักษาความว่าง ดึงเอาความว่างกลับมา
วิธีการ คือ ให้กายรวมกับใจ
ใจดึงกลับมาสู่กาย
ถ้าเดินแล้ว ยังไม่ว่าง ก็ต้องหยุด
ถ้าว่างอยู่ ก็เดินต่อไป..........
เอ้า ทุกคนหยุดอยู่กับที่
หลับตา
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
หายใจออก เบา ยาว หมด ผ่อนคลาย
หายใจเข้า จมูก หน้าผาก กลางกระหม่อม กระโหลกศีรษะด้านหลัง ต้นคอด้านหลัง กระดูกสันหลัง ลงไปที่ก้นกบ ทะลุมาที่ช่องท้อง ขึ้นมาที่ลิ้นปี่ ลำคอ ออกปาก
หายใจตามนี้
เริ่มใหม่
สูดลมหายใจเข้า จมูก ขึ้นหน้าผาก กลางกระหม่อม กระโหลกศีรษะด้านหลัง ต้นคอด้านหลังลงไปที่กระดูกสันหลัง ก้นกบ ทะลุมาที่ช่องท้อง สะดือ ลิ้นปี่ หน้าอก ลำคอ ออกปากพักนิดนึง
หายใจเข้า จมูก หลอดลมลำคอ ลงไปที่ทรวงอก ลิ้นปี่ ช่องท้อง เหนือสะดือ ลงไปที่หัวเหน่าทะลุไปก้นกบ ขึ้นมาที่กระดูกสันหลัง ต้นคอด้านหลัง กระโหลกศีรษะด้านหลังกลางกระหม่อม หน้าผาก ออกจมูก
พักนิดนึง
เวลาเดินลม ต้องทำความรู้สึกให้ลมเดินตามจุดที่หลวงปู่บอก
เพื่อให้ลมไปทะลวงต่อมหมวกไต แล้วก็ไขกระดูกต่างๆ ให้ทะลุทะลวง
เลือดลมจะได้เดินสะดวก
เราจะรู้สึกเหมือนโล่ง มีตัวอะไรวิ่งตามข้อ ตามจุดที่หลวงปู่บอก
เอาใหม่
สูดลมหายใจเข้า จมูก หน้าผาก กลางกระหม่อม กระโหลกศีรษะด้านหลัง ต้อคอด้านหลัง ลงไปที่หัวไหล่ 2 ข้าง ท่อนแขนด้านบน ข้อศอก ท่อนแขนด้านล่าง ข้อมือ ฝ่ามือ หลายนิ้วมือแล้วหายใจออก
สูดลมหายใจเข้า จมูก หลอดลมลำคอ ลงไปที่ทรวงอก ลิ้นปี่ ช่องท้อง เหนือสะดือ ใต้สะดือลงไหที่หัวเหน่า ทะลุไปที่กระดูกสันหลัง ขึ้นมาที่ต้นคอด้านหลัง กระโหลกศีรษะด้านหลังกลางกระหม่อม หน้าผาก ออกจมูก
พักนิดนึง
หายใจเข้า กว้าง ลึก เต็ม จากบนจนถึงปลายเท้าและปลายนิ้วมือ
แล้วหายใจออก เบา ยาว หมด
ต่อไป ทิ้งลมหายใจ
จิตตั้งไว้ที่กลางกระหม่อม
................
รู้อยู่ที่กลางกระหม่อม
สัมผัสที่กลางกระหม่อม
รู้สึกอยู่ที่กลางกระหม่อม
ลูบคลำ จับต้องได้ด้วยจิตที่กลางกระหม่อม
ดูซิว่า กลางกระหม่อม มีอะไรปรากฏขึ้น
ไม่ใช่ดูด้วยตา แต่ใช้จิตสัมผัส
............
รู้อยู่ที่กลางกระหม่อม พระพุทธะอยู่ที่กลางกระหม่อม
เพราะพระพุทธะ คือ ตัวแทนของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
...........
เคลื่อนจิตจากกลางกระหม่อม มาไว้ที่หน้าผาก
..............
ย้ายจิตจากหน้าผาก มาอยู่โหนกแก้มซ้ายขวา
............
เคลื่อนจิตจากโหนกแก้มซ้ายขวา มาอยู่ที่ปลายคาง
..........
ดูซิ รู้สึกได้ไม๊ ที่ปลายคางมีอะไรวูบวาบปรากฏ
........
เคลื่อนจิตจากปลายคาง มาอยู่กลางฝ่ามือซ้ายขวา
จิตจับอยู่ที่กลางฝ่ามือซ้ายขวา
ดูซิ อะไรเกิดขึ้นที่กลางฝ่ามือซ้ายขวา
..................
เคลื่อนจิตจากกลางฝ่ามือ มาอยู่ที่นิ้วชี้ซ้ายขวา
..........
สังเกตุได้ไม๊ มีไอพวยพุ่งออกจากนิ้วชี้ซ้ายขวา
.............
เคลื่อนจากปลายนิ้วชี้ มาอยู่ที่ต้นคอด้านหลัง
............
เคลื่อนขึ้นมา อยู่ที่กลางกระหม่อม
............
สูดลมหายใจเข้า กว้าง ลึก เต็ม ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
หายใจออก เบา ยาว
...........
หายใจเข้าไปใหม่ กว้าง ลึก เต็ม
หายใจออก เบา ยาว หมด แล้วก็ผ่อนคลาย
ไล่ของเสียภายในกายออกมากับลมที่พ่นออก
อีกครั้งหนึ่ง หายใจเข้าไปใหม่
ออก เบา ยาว หมด ผ่อนคลาย
...........
หายใจเข้า ภาวนาว่า สัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข
หายใจออก สัตว์ทั้งปวงจงพ้นทุกข์
..................
สูดลมหายใจเข้า กว้าง ลึก เต็ม
หายใจออก เบา ยาว หมด ผ่อนคลาย
อยู่กับความว่างต่อไป เพ่งความว่างเป็นอารมณ์
ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีเรา เขา
มีแต่ความว่าง ใจว่าง สมองว่าง จิตวิญญาณว่างหมด
กล้ามเนื้อผ่อนคลายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
ไม่มีภาระกรรมที่ต้องแบก ต้องยึด
...............
ความว่าง คือ องค์พระพุทธะ
เห็นพระพุทธะ เจอความว่าง 
เจอความว่าง คือ เห็นพระพุทธะ
...........
ยกมือไหว้พระพุทธะ แล้วเข้าที่ ลืมตา
7 มี ค 2555    บ่าย  ถอดซีดี หลังจากปฏิบัติธรรม โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ
• วิชาปราณโอสถ แบ่งเป็น 2 ภาค
ภาคโอสถทิพย์ เค้าเรียกว่า ปราณทิพย์
ความว่างมันเป็นที่มาของปราณทิพย์
ปราณร้อน ปราณเย็น เรียกว่า ปราณสุริยะ ฝึกไม่ยาก
แต่ปราณทิพย์เป็นเครื่องป้องกันภัยทั้งโลกนี้ และโลกหน้า
• ความว่าง คือ ความไม่ปรุงแต่งทั้งปวงใน ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส
แม้ใจรู้อารมณ์ ก็ไม่ปรุงแต่ง
• พอเป็นฌานแล้ว จะพัฒนาขึ้นเป็นวิปัสสนาอย่างไร
ยังไม่ถูกใจ
ยังไม่ดีเท่าที่ควร
วันนั้น ดีกว่านี้
มันเกิดอะไรขึ้น
เพลีย เปลี้ย เสียน้ำ ร้อน เย็น  ข้ออ้างทั้งนั้น
เกิดจากความอ่อนเกลือไปหน่อย
มันต้องเข้มกว่านี้ ดีกว่านี้ ชัดเจนกว่านี้
ยังไม่เป็นที่พึงพอใจของครู
อาจจะเป็นเพราะกูหวังสูงก็ได้ หวังว่า วันนี้คงได้เห็นอรหันต์
ไม่เป็น เดี๋ยวเอาใบตราตั้งไป
โล่งไม๊ สมองโล่งไม๊
กูยังไม่พอใจ
ต้องให้เข้มกว่านี้
มันต้องประมาณว่า ยืนว่าง เดินว่าง นอนว่าง
วิชาปราณโอสถ แบ่งเป็น 2 ภาค
ภาคโอสถทิพย์ เค้าเรียกว่า ปราณทิพย์
ความว่างมันเป็นที่มาของปราณทิพย์
ปราณร้อน ปราณเย็น เรียกว่า ปราณสุริยะ ฝึกไม่ยาก
แต่ปราณทิพย์เป็นเครื่องป้องกันภัยทั้งโลกนี้ และโลกหน้า
เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เราตกนรกหมกไหม้
งั้น ต้องพยายามฝึก
ยืน ก็ต้องให้ว่าง เดิน ก็ต้องให้ว่าง นั่ง ก็ต้องให้ว่าง นอน ก็ต้องให้ว่าง
มันจะคงอยู่ได้นาน ก็ต้องฝึกตามขั้นตอน ขั้น 1, 2, 3, 4, 5, 6
ที่จริง มันมี 10 จั้น
วันนี้ ฝีกได้ขั้นที่เท่าไหร่
เท่าไหร่นะ
เออ ขั้นที่ 7 ก็แย่แล้ว
ชักหน้าชักหลัง หายใจก่อนไม๊ เอ้ย ก้าวก่อนดีกว่า
อุ้ย หายใจไปด้วยพร้อมก้าว อะไรไม่รู้
บางคนชักหน้า ชักหลัง อะไรของมันก็ไม่รู้
อุ้ย ไม่ถูกนะ เริ่มต้นใหม่แล้วกัน
สรุปแล้ว เริ่มต้นใหม่ ตั้งแต่แรกจนกระทั่งจบ ก็ยังเริ่มต้นอยู่
เออ โทษเค้าไม่ได้
เพราะแต่ละขั้น มันเป็นการทดสอบสมรรถนะของสติสัมปชัญญะ
คนที่มีสติ สัมปชัญญะอ่อนแอ จะทำขั้นนี้ไม่ได้ ขั้น 5 ขั้น 6
ขั้น 5 นี่พอ เพราะง่าย ไม่ยาก
อ้ายขั้น 6 ขั้น 7 นี่ ยากขึ้นๆ
ขั้น 8 ขั้น 9 ยิ่งยากใหญ่
งั้น ก็ต้องฝึก ขั้น 1 ขั้น 2 ขั้น 3 ให้คล่อง
ถึงจะทำขั้น 6, 7, 8, 9 ได้
ขั้น 10 ยิ่งแล้วใหญ่เลย
หลายเดือนมาแล้วที่ฝึกไม่ถึงขั้นที่ 10
เอ้า วันนี้ เดี๋ยวให้ไปพัก ลูก
มีใครจะถาม คำถามการปฏิบัติธรรมไม๊
ที่ทำเมื่อครู่นี้ มีใครสงสัยอะไร
ไม่มีค่ะ รู้หมด ฉลาดจริง ลูกกู
สงสัยไม๊ คุณสุนันทาขา
พูดเพราะเค้าหน่อย
สงสัยไม๊
มีใครสงสัยไม๊ ลูก
เอ้า ว่ามา
คำถาม  ...ขณะปฏิบัติ มีแสงสว่างเกิดขึ้นที่กลางกระหม่อม
หลวงปู่    ไม่ต้องไปสนใจ มันจะเกิดแสงอะไร สีอะไร กูให้เคลื่อนตามนั้น ก็ตามนั้น
มันจะเกิดแสงสว่าง สีเขียว สีเหลือง สารพัดสี แม้ที่สุด ไอร้อน ไอเย็น
เดี๋ยวไปยุ่งกับมัน มันก็ไม่เป็นเอกัคคตา
เข้าใจหรือเปล่า
หลวงปู่พูดประจำ เรื่อง เอกัคคตารมณ์ คือ ความเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะธรรมที่กำลังปฏิบัติ
หรือกรรมฐานที่กำลังเจริญ
ถ้าไปยุ่งกับมัน แสดงว่า เราไม่หนึ่งเดียวแล้ว
หลวงปู่จึงเขียนบทโศลกสอนลูกหลานไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้วไง
ไอ้พวกทุเรศ มันอ่านบทโศลกแล้ว มันหาว่า หลวงปู่ไม่เคารพพระพุทธเจ้า
เขียนไว้ว่ายังไง
ลูกรัก เมื่อใดที่เจ้าต้องการสมาธิ เห็นพระพุทธเจ้า ต้องฆ่าทิ้ง เห็นพระธรรม ต้องเผา เห็นพระสงฆ์ ต้องหนีให้ไกล เพราะเมื่อใดที่เจ้าต้องการสมาธิ แล้วดันเห็นพระพุทธเจ้า เราจะเป็นสมาธิไม๊
เป็นไม๊
ก็จิตมันพ้นจากกรรมฐานไปแล้ว ดันไปอยู่กับพระพุทธเจ้า แล้วมันจะเป็นสมาธิได้ไง
คนมันอ่านแล้ว มันหาว่า หลวงปู่ไม่เคารพพระพุทธเจ้า
ช่างมัน พวกควาย มันไม่ใช่นักปฏิบัติ มันพวกนักเรียน
เอ้า ว่ามา
คำถาม  ความว่างเป็นยังไงคะ
หลวงปู่   เออ นั่นสิ ความว่างเป็นยังไง
เฮ้ย ความว่างเป็นไงวะ
ตอนนี้ ได้ยินเสียงน้ำไม๊
(ได้ยิน)
มันทำให้เรารำคาญไม๊
(ไม่)
ก็เพราะมึงตั้งใจไม่ฟังใช่ไม๊
ฟังหลวงปู่แสดงธรรมไม๊
แล้วฟังเสียงน้ำกับเสียงหลวงปู่ กูแสดงธรรม
ฟังอันไหนรู้เรื่อง
(หลวงปู่)
เออ นี่แหละ คือ ความว่าง
เห็นพระพุทธรูปไม๊
(เห็น)
เห็นสุดหล่อไม๊
(เห็น)
แล้วมึงมอง อันไหนชัดกว่า
(หลวงปู่)
มองสุดหล่อชัดกว่า
ก็เพราะมึงตั้งใจไง
เพราะฉะนั้น อยากเห็นความว่าง อยากรู้ความว่าง ก็นึกถึงความว่าง
แม้หูได้ยินเสียง เราไม่ปรุงเป็นสังขาร ไม่ปรุงแต่ง
อย่างนี้ ถือว่า ว่างไม๊
ความว่าง สรุป ก็คือ ความไม่ปรุงแต่งทั้งปวงใน ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส
แม้ใจรู้อารมณ์ ก็ไม่ปรุงแต่ง
นั่นแหละคือ ความว่าง
เห็นพระพุทธรูปไม๊
แต่เราไม่รู้สวยไม่สวย ก็ได้แต่เห็น
เพราะว่า เราไม่สนใจไง ไม่ใส่ใจ
เพราะงั้น เอาใจไปยุ่งกับอะไร นั่นแหละ เป็นความว่างแล้ว
แต่เป็นความว่างที่ไม่ว่าง เพราะมันมีอะไรให้ยุ่ง
ถูกไม๊
แต่ถ้าไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่มีอะไร นั่นแหละ เป็นความว่าง
อ่านสิ ๆ มาเขียนชื่อไว้ นี่ๆ อุตส่าห์ทำเสื้อแจก ขายด้วย แจกด้วย
ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร
นี่แหละ หัวใจความว่างล่ะ
เข้าใจหรือเปล่า
มึนอีก
เมื่อใดที่เราเอาเข้ามาปรุงน่ะ ไม่ว่าง
แต่เมื่อใดที่ไม่ต้องปรุง มันเหมือนๆ กับมอง เราก็จะไปนครปฐม หารถไปนครปฐม ก็ผ่านกำแพงแสน ผ่านวัดต่างๆ
ทำไมเราไม่สนใจมัน เพราะเราไม่ปรุงไง ไม่เอามาเป็นอารมณ์ไง ไม่ทำอารมณ์
สมัยก่อน 30 กว่าปี หลวงปู่เขียนบทโศลกเอาไว้
ลูกรัก อย่าทำอารมณ์ให้มีอะไร แล้วเราจะได้ไม่มีอะไรๆ ในอารมณ์นั้นๆ
กูสอนเรื่องนี้มาตั้ง 30 กว่าปีแล้ว 3-40 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยบวชใหม่ๆ
อุ้ย กูเก่งมาตั้งแต่บวชพรรษาแรกแล้ว แต่กูไม่ได้อวดตัวเองเท่านั้นแหละ
คำถาม   ว่างกับนิพพานต่างกันอย่างไรคะ
หลวงปู่   นิพพานเป็นสภาวะธรรม ลูก ว่างเป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง
นิพพานเป็นสภาวะธรรมที่ลุถึง ที่เข้าถึง
อุ้ย มาถามกูได้ไง ไปถามอรหันต์
นิพพานมันเป็นสภาวะธรรม มันเป็นสภาวะธรรมที่หมดเหตุปัจจัย
ถามว่า นิพพานมันมีสภาพอย่างไร
มันก็เหมือนกับคนหมดตัว ไม่เหลืออะไร
ไม่เหลืออะไร ไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร กูตายแน่
นั่นแหละ นิพพาน
แต่ฟังอย่างนี้ โอ้โห แล้วมันจะดียังไง ก็หมดอาลัยตายอยาก
ไม่ใช่
อันนี้ คือ ข้อเปรียบเทียบว่า สภาวะนิพพาน มันเป็นลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างนี้
คือ มันละแล้วซึ่ง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ชาติ ภพ ชรา มรณะ พยาธิ
มันตัด ละได้หมดแล้ว มันก็ไม่มีอะไรแล้ว
นั่นแหละ คือ สภาวะนิพพาน
ซึ่งจะต่างกับความว่าง ตรงที่มันยัง ละไม่ได้
ใช่ไม๊
เมื่อกี้ ละได้ยัง ยังไม่ได้ ละ เลย
ตัณหาก็ยังเต็มเปี่ยม นอนเป็น... ลุกอีกแล้วเหรอ
แหม อีกหน่อยก็จะดีนะ ลุกเสียแล้ว นอนได้ไม่นานเลย อะไรอย่างนี้
เออ เดินตั้งนาน ให้นั่ง แหม นั่งแผล็บเดียว ลุกอีกแล้ว
มันยัง ละไม่ได้ไง แต่ใจก็พยายามยึดความว่างเอาไว้ ผูกความว่างไว้ พันธนาการด้วยความ

ว่าง
ความว่างกับเรา เป็นหนึ่งเดียวกัน
อย่างนี้ เหตุปัจจัยยังไม่ได้ ละ จะเรียกว่า นิพพานไม่ได้
จริงๆ เค้ามีคำสอนในกรรมฐาน เรียกว่า อุปสมานุสสติกรรมฐาน
อุปสมานุสสติกรรมฐาน คือ พิจาณาพระนิพพานเป็นอารมณ์
มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่หลวงปู่สอนหรอกว่า เพ่งความว่าง
แต่การพิจารณาพระนิพพนานเป็นอารมณ์ มันต้องดับเหตุ ดับปัจจัยด้วย
ดับเหตุ ดับปัจจัย ด้วยอะไร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
มีกาย ก็เอาอนิจจังมาดับ ทุกขังเอามาดับ อนัตตาเอามาดับ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เอามา

ดับหมด
ดับจนกระทั่งถึงขั้นว่า เราเห็นสามัญลักษณะ เป็นวิญญาณ เป็นธรรมชาติแท้
เราไม่ต้องไปยึดติด กับสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา และสิ่งของ
คือ มีปัญญารู้แจ้งชัดแทงตลอด มองก็ไม่ได้เห็นแต่หนัง คือ มองทะลุเนื้อ ทะลุกระดูก
จนกระทั่งไม่เหลือแม้แต่ซากของกระดูก
งั้น ผู้ปฏิบัติอุปสมานุสสติกรรมฐาน ต้องถือว่า เป็นผู้เจริญปัญญาหยั่งลึก
เข้าไปถึงเหตุปัจจัยของชาติ ภพ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
งั้น ก็แค่เพ่งความว่างให้เป็นอารมณ์
อย่างเลวที่สุด ถ้าก่อนตายแล้วว่าง ก็ได้เป็นพรหม
ถ้าว่างโดยไม่มีร่างกาย ไม่มีรูปลักษณ์ให้ยึดถือ ก็เป็นอรูปพรหม
อย่างน้อย มึงก็ไปไม่ชาติสุดท้ายหรอก ยังมีอีกหลายๆ ชาติ
คือ ชาติสุดท้ายเป็นมนุษย์ ชาติต่อไป จะเป็นเดรัจฉาน เป็นอะไร ค่อยว่าอีกเรื่อง
แต่ความว่างที่สอนนี่ มันไม่ใช่ชาติสุดท้ายนะ ลูก
แต่มันเป็นเครื่องป้องกันภัยไม่ให้เราตกอยู่ในห้วงแห่งทุกขคติภพ
ถ้าสูงสุด เพ่งความว่าง จนถึงคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นชัดแจ้ง
แสดงว่า เราเข้านิพพานแล้ว นั่นเป็นอริยเจ้า เป็นอรหันต์
เป็นอรหันต์ เป็นอย่างไร
เป็นอรหันต์อย่างชนิดที่เราสามารถ ละ เหตุปัจจัยได้
เพราะมีความว่าง มองทุกอย่าง มันว่างไปหมด
ไม่ว่าระเบิดมันจะดัง ฟ้ามันจะผ่า แผ่นดินมันจะถล่ม มันว่างไปหมด
ทุกเรื่องว่างหมด ตัวกูก็ว่าง ไม่มีอะไร เหตุปัจจัยมันไม่เหลืออะไร
ว่าง จนกระทั่งเสื้อผ้าไม่ต้องใส่
ที่จริง กูก็อยากว่างนะ เสื้อผ้าไม่ต้องใส่ ไม่ต้องใส่จีวร ไม่ต้องใส่สบง
เพราะมันร้อนเหมือนกับกูอยากแก้ผ้า ว่าง
แล้วมึงจะว่างไม๊ล่ะ มึงว่าง ก็แก้ผ้ามาวัดฟังธรรม ให้มันว่างกันทั้งวัด ก็เผื่อจะได้ใบ

ประกาศนียบัตร
เออ วัดแห่งความว่าง พระชีเปลือย เออ
เอ้า เค้ามีนะ ลูก สมัยอดีตในครั้นพุทธกาล ศาสนาชีเปลือยเค้ามี
ใครถาม ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้า
กูว่าง กูหมดกิเลส กูไม่ปรุงแต่ง
อ้ายอย่างนี้ เค้าเรียก ไม่ดับเหตุดับปัจจัย แต่ทำอารมณ์ให้เป็น
อย่างนี้ ไม่ถูกต้อง
งั้น ว่างที่แท้จริง ต้องดับเหตุปัจจัย
เค้าเรียก ดับเหตุปัจจัยของความเป็นตัวกู ของกู
แต่ที่หลวงปู่สอนให้เพ่งความว่าง มันเป็นแค่อารมณ์ของสภาวะธรรมหนึ่งๆ เท่านั้น
ถือว่าเป็นอุปมานุสสติ หรือนิพพาน ก็จัดว่าเป็นนิพพานน้อย จบ
ใครถามอีกไม๊
ปุจฉา   ทำอย่างไรจะยกองค์ฌาน อารมณ์ว่าง ขึ้นเป็นวิปัสสนา
วิสัชนา   ไม่ยาก ถ้าทำให้ว่างอยู่ได้ทั้งวัน
ข้อสำคัญ มันไม่ว่างทั้งวันทั้งคืน มันว่างแว๊บๆ
ยืนว่าง ก็นั่งไม่ว่าง นั่งว่าง ก็เดินไม่ว่าง  ยืนว่าง เดินว่าง แต่นอนไม่ว่าง
ถ้าทำให้ความว่างมันดำรงอยู่ทุกขณะจิตๆ ไม่ต้องยกขึ้นองค์ฌาน
นั่นแสดงว่า มันเป็นเอกัคคตารมณ์แล้ว
มันเป็นฌานไปแล้ว
เอกัคคตารมณ์ ก็คือ อารมณ์สูงสุดขององค์ฌาน 4  อุเบกขากับเอกัคคตา นั่น เป็นฌาน

แล้ว
ทีนี้ ปัญหามันอยู่ที่ว่า เราไม่สามารถทำให้ความว่างดำรงอยู่ได้
พอเป็นฌานแล้ว จะพัฒนาขึ้นเป็นวิปัสสนาอย่างไร
ก็ไม่ยากอีก
ใช้เหตุปัจจัยของความว่าง มองสรรพสัตว์ มองอริยสัจ มองทุกข์ มองสมุทัย มองนิโรธ มอง

มรรค สุดท้าย มันไม่มีอะไร
ที่จริง คำสอนนี้ เป็นคำสอนที่ไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยใดๆ เลย
พระพุทธเจ้ามีคำสอนเฉพาะผู้มีปัญญาสูงสุด เช่น พระโมฆราชะ คือ ท่านเป็นผู้มีปัญญามาก
เรียนอะไร ก็สงสัยไปหมด จนสุดท้าย ท่านก็สอน ถ้าอย่างนั้น ก็อย่ารู้อะไรเลย ให้มันว่าง

ไปให้หมด
เออ พอว่างแล้ว ท่านก็วางไปได้หมดจริง ที่รู้มา ก็ไม่ต้องแบก ไม่ต้องยึด
จนกระทั่งท่านบรรลุอรหันต์
กูก็ไม่เคย เดี๋ยวเคยแล้ว จะมาบอก
พูดถึงอรหันต์ นี่มันพูดยากนะ
ถามว่า เพราะอะไร
คนที่จะรู้ จะพูดได้ ต้องเป็นอรหันต์นะ
แต่เผอิญหลวงปู่เป็นครูของอรหันต์ไง
เอ้า กูเป็นพระพุทธเจ้านะ อนาคต ใช่หรือเปล่า
เพราะพระโพธิสัตว์ต้องเป็นพระพุทธเจ้า ถูกไม๊
เออ แล้วกูไม่รู้ กูจะไปสอนลูกศิษย์กูได้ไง สาวกได้ไง
กูต้องรู้ เพราะงั้น กูใหญ่กว่าอรหันต์
จริ๊ง จริง เวลาเค้านั่งกันเนี่ย พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์
เพราะพระอรหันต์เป็นแค่พุทธสาวก
กูนี่มันหน่อเนื้อเชื้อพุทธางกูรน้า
ดูถูกอะไร ให้ชีช้ำตกต่ำ นั่งรถ 10 ล้อไป
เออ เอาลีมูซีน ลีมูสะ มารับกูมั่ง
ไม่มีตังซื้อ
เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์นี่ มหาปณิธาน 4 ข้อ ของมหาโพธิสัตว์
- สัตว์ทั้งปวงที่เป็นทุกข์ กูต้องปลดเปลื้องให้พ้นทุกข์ จนเป็นตนสุดท้ายแห่งสัตว์นั้น
- ความรู้ใดๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว กูต้องรู้ให้ทั่วถึงธรรมนั้นทุกอรรถ ทุกพยัญชนะและทุกข้อนี่คือ ข้อสำคัญ
- ญาณหยั่งรู้ของพระสาวกภูมิ  พระภิกขภูมิ มีเท่าไหร่ ต้องหยั่งรู้ถึงญาณนั้นให้สมบูรณ์
อย่างนี้ เป็นต้น
เพราะงั้น คุณสมบัติของพระมหาโพธิสัตว์ เป็นชั้น เค้าเรียกว่า ถ้าสาวก นี่เป็นรัฐมนตรี นายก
แต่พระมหาโพธิสัตว์ เค้าเรียกว่า อะไร
ผู้สำเร็จราชการ เค้าเรียก พระยุพราช
แต่กูไม่มีแผ่นดินจะอยู่แล้ว ก็ยังไม่ถึงเวลา ยังต้องอีกนาน อุ้ย กี่หลายกัปป์
ภูเขาเงินภูเขาทองสูงอีก 10 โยชน์กว่าเทวดาจะเอาผ้าเช็ดให้ยุบ ยังไม่รู้อยู่ขุมไหน
แต่กูไม่ใช่ชาติสุดท้าย กูยังเกิดอีกหลายชาติ
เพราะพระพุทธเจ้าเกิดมา แม้กระทั่งเป็นเดรัจฉาน ก็ยังต้องเกิด
เหี้ย พระพุทธเจ้าก็เคยเกิด เกิดเป็นพญาเหี้ย พญาลิงเผือก พญางู พญาสารพัด
เพราะต้องฝึกบารมีธรรม จบ
ปุจฉา   วิชาอักษรสวรรค์ เดินลมทิศเดียวกัน และเดินย้อนกลับไปกลับมา ทำเพื่อประโยชน์อะไร
วิสัชนา   ใครที่เคยฝึกมาแล้ว นานๆ มีไม๊ ยกมือซิ
ถ้าเคยฝึกมาแล้วบ้าง นานๆ ฝึกจนมีลมเดินในข้อกระดูก เสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ มีไม๊
เออ ลองทำแล้ว เดี๋ยวจะรู้
เดี๋ยว ว่างๆ ให้คนที่เค้าฝึกวิชาอักษรสวรรค์ ลองมาพูดเป็นประสบการณ์ให้รู้ว่า ฝึกแล้วได้ผล
ฝึกแล้วจะสมองดี ความจำดี มีปัญญาดี แล้วก็ไม่มีเขางอก จบ
ปุจฉา   เมื่อครู่ ฝึกขั้นที่ 4 รู้สึกว่า มีลมและเหงื่อออกมาก
วิสัชนา   ก็เพราะหายใจไม่เป็นไง
หายใจไม่เป็น ผ่อนคลายลมหายใจไม่ถูก คือมันขัดกัน ยิ่งทำ
คนที่ฝึกสติสัมปชัญญะยังไม่แข็งแรง มันจะคอนโทลพฤติกรรมในร่างกายไม่ได้
ก้าว ก็ยึกยักๆ ก้าวคร่อมบ้าง ก้าวถูกบ้าง ก้าวแล้วลืมหายใจ คือหายใจก่อนที่จะก้าวก็มี
เข้าก่อน อ้าว เข้าแล้วเหรอ กูยังไม่ก้าวเลย เออ อะไรประมาณนี้
ขัดกันอยู่ตลอดเวลา มันไม่สอดคล้อง ไม่กลมกลืนไม่ผสมผสาน
ต้องฝึกต่อไป
ฝึกจนกระทั่ง จังหวะ ลม กาย รวมเป็นหนึ่ง จบ
ปุจฉา   มรรคมีองค์ 8  ปัญญา 2  สมาธิ 3  คืออะไร
วิสัชนา   อยากรู้ ไปเปิดหนังสือดู อย่ามาลองภูมิกู
เออ อยากรู้ไปเปิดหนังสือดู
มรรคมีองค์ 8 เค้ามีปัญญา มีศีล มีสมาธิ อยู่ในตัว
เริ่มต้นจากขั้นแรก เอาปัญญาก่อน ดำริชอบ เห็นชอบ เป็นปัญญา
มึงไปเปิดหนังสือดูเอาก็แล้วกัน อย่ามาลองภูมิ
ผู้ถาม   ขอโทษค่ะ คือ หนังสือมันขัดแย้งกัน
นวโกวาท สัมมาทิฏฐิ เป็นตัวปัญญา แต่โคอินก้า  สมาธิสติ เป็นตัวปัญญา มันอันไหนกันแน่คะ
หลวงปู่   อะไรนะ สรุปแล้ว อ้ายโกอินก้า หน้าตามันเป็นยังไง กูรู้จักไม๊
ที่จริง สัมมาทิฏฐิ ความดำริชอบ กับความเห็นชอบ มันเป็นปัญญา
สติชอบ สมาธิชอบ มันเป็นตัวสมาธิ มันมีอะไร
โกอิงก้า คงหยิบตำราผิดมั๊ง
ไม่รู้จัก โกอิงก้า
สงสัย กูจะต้องกลับไปเป็นมือปราบอรหอยอีกซักรอบ
ที่จริง เมื่อสมัยก่อน กูเป็นมือปราบอรหอยเลยนะ
จริ๊ง กูปราบมาหลายองค์แล้ว
ได้รับขนานนาม สรรพนาม เป็นมือปราบ อรหอย
เค้าเรียกอรหันต์ แต่กูเรียก อรหอย
เพราะอรหันต์นี่ ไม่ต้องปราบท่าน ท่านดีจนสุดปราบแล้ว
แต่อรหอยนี่ ต้องปราบ กูต้องกลับไปเป็นมือปราบอรหอย
จับกันมาคนละประเด็นเลย
มึงสอนอะไร มีอะไร ตำรากูมี นี่
กูสอนอย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ พูดอย่างนี้ ตรัสอย่างนี้
มึงสอนนี่ตรงกับพระพุทธเจ้าไม๊
มันไม่ถูก ก็ต้องว่ากัน ต้องให้ชัด
อ้ายพวกสัจธรรมปฏิรูป แล้วโกงคำสอนพระพุทธเจ้าให้เป็นคำสอนตัวเอง
สอนแบบ ถูกๆ ผิดๆ เลอะเทอะ
แล้วคนก็มั่วนะ
อุ้ย เค้ามีชื่อเสียง เค้าได้รับการยอมรับ เออ ใครๆ ก็ไปกราบ ไปไหว้ ไปเคารพบูชา
โจรมันก็มีชื่อเสียงนะโว้ย
อ้าย 500 ที่พาไปปล้นเค้า ก็ไปกันบานเยอะแยะ ไปกันตั้ง 500 กว่าคน
งั้น อ้ายพวกนั้น ก็ดีหมดสิ
อ้าว ถูกหรือเปล่า
อ้ายที่มันโกงบ้านโกงเมือง อ้าย ส.ส ที่กินบ้านกินเมือง 30% มันก็มีชื่อเสียงนะเว้ย
มึงจะเอาใคร
งั้น โจรก็เดินตามฝูงโจร ควายก็เดินตามฝูงควาย
ราชสีห์ ไม่มีพวก มันจะกินโจร กินควาย
เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อในสิ่งที่คนอื่นเค้าทำตามๆ กันมา
อย่าเชื่อว่า มีคนเค้าบูชากราบไหว้เยอะๆ ก็ถือว่า ดีหมด ใช้ได้
เพราะ อ้ายคนไหว้กับคนที่ให้เค้าไหว้ มันพวกเดียวกันไง
คือ ควายเหมือนกัน
อ้ายคนไหว้ตุ๊กแก ยกมือห้อยหัว นั่นก็คนนะ แล้วเท่าไหร่ล่ะ
อย่างนั้น ตุ๊กแก ก็เป็นศาสดาได้สิ เป็นอรหันต์แล้วสิ
เอาอะไรมาเป็นเครื่องหมายบอกว่า คนๆ นี้ไหว้แล้ว ต้องดี
ชั่วชีวิตหลวงปู่ เขียนบทโศลกสอนลูกหลานมาเลย
ลูกรัก ชั่วชีวิตพ่อ ไม่อยากให้ใครมาไหว้ แค่กูภูมิใจที่กูไหว้ตัวเองได้ บูชาตัวเองถูก กราบตัวเองสนิทนี่ กูภูมิใจที่สุดแล้วล่ะ ส่วนใครจะมาไหว้ ไม่ไหว้ ช่างแม่มัน ไม่เกี่ยวอะไรกับกู
อยากไหว้ ก็ไหว้ ไม่อยากไหว้ ก็เรื่องของมึง
เพราะกูอยู่ด้วยลำแข้งตัวเองได้ กูมีบุญอันเป็นที่อาศัย ใครจะมาไหว้ ไม่ไหว้ เป็นเรื่อง
ปัญหาณ.วันนี้ คนมันเรียกคนไหว้ไง
พอจะเรียกคนมาไหว้ ก็ต้อง make ตัวเอง ให้มันดูดีขึ้นไง แต่งตัวเครื่องทรงอลงกต
จ๊ะ จ๋า จ๊อกแจ๊ะ
พอๆ เลิกๆ
ถวายทาน
.......
ปกรณ์ เอาผ้าไปพาดต้นไม้สิ เดี๋ยวจะไปชัก ผ้าจีวรนี่ เอาไปพาด เตรียมธูปเทียนไว้
เดี๋ยวหลวงปู่ออกไป จะได้ไปทอดผ้าป่า
7 มี ค 2555    ค่ำ  ถอดซีดี หลังเจริญพระพุทธมนต์ วันมาฆบูชาโดยองค์หลวงปู่

พุทธะอิสระ
• คนทำจริง เป็นคนมีตบะ มีเดช เทวดาจะกลัว
เวลาเจริญมนต์ สังเกตดู หลายคนชอบเพียงแค่ที่จะส่งเสียง ส่งเสียงดังๆ เข้าไว้
เพื่อจะได้ชื่อว่า ได้สวดมนต์ แต่ใจไปไหนก็ไม่รู้ ใจลอยไปไหนไม่รู้
นะโม นะม่อย หายจ้อยไปไหนก็ไม่รู้
อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นความหลอกลวงพระพุทธเจ้า
สวดด้วยฟองน้ำลายที่กระดกบนปลายลิ้นเฉยๆ
แต่ใจไม่ได้สวดไปด้วย เค้าเรียกว่า ไม่ซื่อตรง
คนมีธรรมะ ทำอย่างไร คิดอย่างนั้น
คิดอย่างไร พูดเช่นนั้น
ทำ พูด คิด ต้องเรื่องเดียวกัน
นั่น เค้าเรียก ผู้มีธรรมะ
คนมีทำธรรมเมา ทำอย่าง พูดอีกอย่าง คิดอีกอย่าง
แม้กระทั่งการสวดมนต์ ก็คนละเรื่อง
ปากสวดมนต์ แต่ใจลอยฟุ้งซ่านไปไหนๆ เรื่อยเปื่อย เลอะเทอะ
เพราะฝึกที่จะเป็นคนเหลอะแหละ หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ตลบแตลง กะล่อนไปอย่างนี้
บ่อยๆ เข้า ชาติหนึ่ง สองชาติ สามชาติ นี่พูดกันเป็นชาติๆ
ถ้าพูดกันเป็นวันๆ เดือนๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันทุกนาที ฝึกไปเรื่อยๆ
สัจธรรมที่ควรจะรู้ จะเรียน จะเจริญ ก็หาย เพราะเราฝึกที่จะหลอก ฝึกที่จะปฏิเสธความจริง
ฝึกที่จะทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นจริง อริยชน อริยเจ้า อริยธรรม ก็ไม่เกิดขึ้นกับเรา
แต่ถ้าเป็นคนทำจริง พูดจริง คิดจริง ฝึกถึงความเป็นจริง
ข้องแวะ ลูบคลำ จับต้อง แต่เรื่องจริง บ่อยเข้าๆๆ
สุดท้าย เราก็จะเห็นซึ่งความเป็นจริงได้ง่ายดายๆ
สัจธรรมของชีวิต ก็จะปรากฏแก่เราได้ง่ายมาก
ความจริงอันประเสริฐ อันยิ่งใหญ่ ก็จะอุบัติขึ้นแก่เรา
แต่พวกนี้ ไม่เกิดขึ้นง่าย ต้องใช้เวลาสั่งสม ต้องใช้เวลาอบรม
และเวลาที่เราสั่งสม เวลาที่อบรม ก็คือ เวลาที่เรามีสติสัมปชัญญะ เวลาที่เราสามารถจะรื้อ
พูดได้ว่า ชีวิตเรา คือการฝึกปรือ ชีวิตคือการเรียนรู้ ปัญหาคือการต่อสู้ ศัตรูคือครูของเรา
ถ้าเข้าใจความหมายนี้ เราก็ต้องเรียนมันทุกเรื่อง
ทำชีวิตของตนอย่าหยุดนิ่งในการศึกษา สั่งสม อบรม เรียนรู้
เรียนรู้เรื่องอะไร
เรื่องชีวิต ไม่ใช่เรื่องอื่น
เราอย่าเข้าใจผิดว่า การเรียนรู้ต้องไปเก่งตำหรับตำรา ดูหนังสือหนังหา กลายเป็นดอกเตอร์ศาสตราจารย์ เป็นเจ้าคุณ เป็นเจ้าพ่อ เป็นมหาเปรียญ
สิ่งเหล่านั้น แม้รู้แล้ว เรียกว่า รู้จำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ
รู้จริงไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์
งั้น ให้เข้าใจว่า ถ้าเข้าใจ ถ้าเชื่อ ถ้าพินิจ วิเคราะห์ เตือนตัวเองอยู่เสมอๆ
ชีวิต คือการฝึกปรือ ชีวิต คือการเรียนรู้
เราก็ใช้ทุกโอกาส ทุกเรื่อง ที่เข้ามาในชีวิตในการฝึก
เราจะเห็นว่า หลวงปู่ชั่วชีวิต ไม่มีเวลาที่จะมานั่งหลับตา
กูก็ใช้ทั้งชีวิตของกูกับการฝึก
ใช้ทั้งชีวิตในการทำงาน แสดงธรรม ทำเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นการฝึกนิสัย ดัดสันดานตัวเอง
การงานเป็นเครื่องสร้างสมรรถนะและความสำเร็จของชีวิต
เอาการงานเป็นการฝึกปรือชีวิต
เอาการงานและสิ่งแวดล้อมเป็นครูสอนตัวเราเอง
อย่าไปคิดว่า เราจะต้องมีเวลาฝึกเฉพาะที่ เฉพาะเรื่อง เฉพาะเวลา เฉพาะสถานที่ เฉพาะบุคคล
ไม่ใช่ทั้งชีวิต เราเรียนรู้ ศึกษา สั่งสม อบรมได้เสมอๆ
พัฒนา เรียกว่า ชีวิตมีพัฒนาการ
จงจำไว่ว่า มนุษย์ไม่ใช่ได้ดี เพราะมียี่ห้อเป็นมนุษย์
มนุษย์นี่มันได้ดี เพราะต้องฝึกหัดปฏิบัติ อบรม ศึกษา พัฒนา
ถ้ามนุษย์มันได้ดี เพราะมียี่ห้อเป็นมนุษย์
ครูไม่จำเป็น คำสอนใครๆ ก็ไม่จำเป็น
ออกจากท้องแม่ ก็ดีหมดแล้ว
มันไม่ใช่อย่างนั้น
เราปฏิเสธการฝึก ดัดกาย วาจา ใจ ศึกษา สั่งสม อบรม เรียนรู้
มันก็กลายเป็นมนุษย์อัปรีย์ ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า มนุษเดรัจฉาโน มนุษเปรโต
อ้ายที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นมนุษเทโว มนุษย์เหมือนดั่งเทวดา ก็หายาก
งั้น เรื่องเล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ ในชีวิตประจำวัน
อย่าปล่อยให้มันล่วงเลยไปโดยไร้สติ ขาดปัญญาใคร่ครวญ
ทุกเรื่องต้องใคร่ครวญ ต้องคำนวณ ต้องพินิจพิจารณา  ใช้สติปัญญาวิเคราะห์ ใคร่ครวญให้หมด
แล้วสุดท้าย มันก็จะผิดน้อย ถูกมาก
เมื่อชีวิตเรามีแต่เรื่องถูก ไม่มีผิด มันก็กลายเป็นพัฒนาการของชีวิต
สะสมไปเรื่อยๆ อบรมไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้าย มันก็จะกลายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
เรียกว่า ชีวิตที่เป็นอมตะ ชีวิตที่รุ่งเรือง เจริญ
เหมือนดั่งที่ชาวสวรรค์เค้าประทานพรให้แก่กันและกันก่อนจะหมดบุญ
พวกสวรรค์เวลาจะหมดบุญนี่ เค้าจะขอพร 3 อย่าง
ขอข้าพเจ้าจงมีโชค 
สุขคติ มีโชค และรุ่งเรือง เจริญ
สุขคติ คือ ได้เป็นอะไร  เป็นมนุษย์
เทวดาอยู่บนสวรรค์ เค้าอยากมาสู่สุขคติ คือ เป็นมนุษย์
เพราะมนุษย์นี่มันเลือกทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้
เป็นเทวดานี่เลือกไม่ค่อยได้ เพราะมันไปตามบุญ
บุญทำกรรมแต่งเอาไว้ ทำไว้อย่างไร ก็ไปเป็นเทวดารูปนั้น ลักษณะนั้น กลิ่นกายสีนั้นกลิ่นกายแบบนี้ สีรอบกายเป็นอย่างนี้ วิมารเช่นนี้ เลือกกว่านั้นไม่ได้
แต่พอมาเป็นมนุษย์นี่ เลือกได้ไม๊
เลือกดีก็ได้ เลือกชั่วก็ได้ สารพัดเลือก
เค้าจึงเรียกมนุษย์เป็นสุขคติภพของพวกเทวดา
พอเกิดมาสุขคติแล้ว ขอพรอะไร
ขอพรให้มีโชค
มีโชค คือ ได้พบครูบาอาจารย์ พบบัณฑิต พบปราชญ์
แม้ที่สุด ได้พบพระศาสดา และพระผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
นี่คือ โชคของพวกเทวดา
ถ้ามาพบโง่ งี่เหง้า ควาย เขายาว อรหอย อรหัก อะไรก็ไม่ได้เรื่องอย่างนี้ กลายเป็นซวยนะไม่มีโชค
พอมาเป็นมนุษย์ แล้วดันมาเจอคนหลอกลวง แหกตา หลอกกินไปวันๆ เลยแย่หนักกว่าเก่าอีก
และรุ่งเรือง เจริญ รุ่งเรืองด้วยอะไร ไม่ใช่เงินทอง แก้วแหวน เพชรนิลจินดา
แต่รุ่งเรืองในพระธรรมของพระอริยเจ้าที่ทรงสอนไว้ดีแล้ว
รุ่งเรืองในธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ทรงแสดง ทรงตรัสรู้ชอบแล้ว
รุ่งเรืองในคำสอนของอาจารย์ที่เป็นอรหันต์ เป็นอริยเจ้า เป็นผู้รุ่งเรือง เจริญด้วยสติปัญญาแล้ว
เพราะงั้น เค้าเอาปัญญาเป็นเครื่องกำกับ เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า
คำสอนใด ถ้ายังให้เกิดปัญญาได้ คำสอนนั้นเป็นคำสอนที่รุ่งเรือง
คำสอนใดที่ฟังแล้ว ทำแล้ว แสดงแล้ว จดจำแล้ว ทำแล้วมันไม่มีปัญญา
มีแต่สัญญา คือความทรงจำอยู่ตลอดเวลานี่
มันไม่มีปัญญา ก็แสดงว่า คำสอนนั้นไม่รุ่งเรือง
ความรุ่งเรืองนี่ เค้าเปรียบดังแสงสว่าง เปรียบดังแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
นั่นคือ ปัญญา
งั้น อย่านิ่งดูดาย อย่าเฉย ทำอะไรให้มันหมดไปวันๆ
สวดมนต์ ก็สวดให้มันจบๆ ไป ไหว้พระ ก็ไหว้หัวทิ่ม ตูดกระดก หัวทิ่ม ตูดกระดก
ถึงพระ ไม่ถึง กูก็ไหว้
เออ ภาวนา ก็ภาวนาไป  ให้เดิน ก็เดินจงกรมไป เค้าเดิน กูก็เดินตามเค้า
เออ อ้ายพันธุ์นี้ เสียเวลาเปล่า
เค้าเรียกว่า ทำไม่จริง ก็ได้ผลไม่จริง
แล้วเราจะมาขอพรจริงๆ ก็ไม่เจอความจริง
พรใด ก็ไม่ถึงกับเรา
อ้ายคนจริง ทำจริง โบราณเค้าจะมีคำสอนบอกไว้เสมอ
อ้ายคนทำจริง เป็นคนมีตบะ มีเดช เทวดาจะกลัว
ไม่งั้น พวกฮินดู พวกพราหมณ์ พวกลัทธินอกศาสนาพระพุทธ
เค้าจะไปบำเพ็ญตบะ ไปถือพรต ถือศีล ตามป่าเขาลำเนาไพร
บำเพ็ญตบะเพื่ออะไร
บำเพ็ญตบะเพื่อบูชาพระศิวะ บูชาพระลักษมี บูชาพระนารายณ์ บูชาพระพรหม
พอตบะแก่กล้า คือ ทำจริง บูชาจริง ทำกันจริงๆ จังๆ ไม่ยอมหลับ ไม่ยอมนอน
บูชาพระเพลิง พระพรหม แล้วเทพเจ้าองค์นี้ก็จะกลัว
ท่านคร้ามต่อตบะ อยู่ อดรนทนไม่ได้ ก็ต้องลงมาให้พรเสียทีหนึ่ง
เพราะถ้าให้มึงบำเพ็ญต่อไป เดี๋ยวกูไม่ได้หลับไม่ได้นอน
เพราะเรียกแต่ชื่อกู กูจะหลับ มึงก็ นาร๊ายณ์ นารายณ์
ก็แย่ล่ะ มึงเอาไปเถอะ จะเอาพรอะไร ก็เอาไป
เอ๊า จริงๆ นี่พูดเรื่องจริง
กูก็ไม่ใช่พระนารายณ์หรอก
แต่กูสงสารพระนารายณ์
จะนอนๆ ขึ้นมา นาร๊ายณ์ นารายณ์
โอม นมัสศิวะ
จะหลับๆ มาเรียกชื่อกูอีกแล้ว
เอ้า นี่เค้าทำกันอย่างนี้จริงๆ
เทวดาพวกนั้นรำคาญ ทนไม่ได้ เลยต้องลงมาให้พรเสียทีหนึ่ง
เอ้า มันจะได้เลิกๆ กูจะได้นอนได้มั่ง อะไรอย่างนี้ ประมาณนั้น
นี่อย่างนี้ เค้าเรียกว่า ทำจริง จนเป็นที่ครั่นคร้ามของเทวดา
สวดมนต์นี่ ถ้าสวดจริงๆ นะ ไม่ต้องหลายบทหรอก ลูก
นะโม ตัสสะ ภควโต เนี่ย
รู้ไม๊ว่า นะโมเนี่ย บทบูชา นมัสการพระพุทธเจ้า เทพ 5 องค์นะ
เทพ 5 องค์มาผูกคำว่า นะโม
ถ้าสวดจริงๆ  5 องค์นี่อยู่ไม่ได้
ร้อนทุรนทุราย
เฮ้ย สวดมนต์บทของกูเว้ย ลงไปดูเค้าหน่อย เค้าทำอะไรกัน
เออ อยู่ไม่ได้ ไม่ต้องวนหลายบทเยอะแยะ
คำว่า นะโม ตัสสะ ภควโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
แม้กระทั่งชั้นพรหม พระพรหมก็มาผูกให้
มาผูกคำว่า ตัสสะ
เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย ถ้าสวดกันจริงๆ ด้วยหัวใจอันเต็มเปี่ยม เต็มตื้น
มีจิตวิญญาณอันชัดเจนต่อคำสวด คำสาธยาย
ปากว่าอย่างไร ใจรู้อย่างนั้น พฤติกรรมนอบน้อมเช่นนั้น
โอ้ย เทพทั้ง 4 องค์ พรหมอีก 1 องค์ อยู่ไม่ได้
เอ้ย เค้ารียกกูแล้ว เค้าสวดมนต์คาถาที่กูสาธยาย
ต้องไปดูเค้าหน่อย เค้าทำอะไรกันบ้าง จะช่วยเหลือเกิ้อกูล
อ้ายนี่ ปากว่า นะโมตัสสะ ภควโต เกาไปเรื่อย อะไรอย่างนี้
ดีไม่ดี ก็ (ทำท่า) เดี๋ยวนี้ กูติดท่านี้แล้ว
อ้าว เผื่อดังไง เผื่อจะได้แจ้งเกิดกับเค้าบ้าง
เอ้า รูปนี้มันอยู่ใน Net นะ ใครเค้าเปิดให้กูดู ก็ไม่รู้นะ
ไปเต๊ะท่าอยู่ใน Net ที่สหรัฐ พิงรถเบนซ์ ราคาแพงๆ
อ้าย ห้าร้อย หกร้อย อยากรู้โปรดติดตามไปดู
กูเปิดไม่เป็นหรอก
เค้าเปิดให้กูดู
พวกปัญญาอ่อน
เอ้า เดี๋ยวจะหมดเวลา ลูก จะกลับดึก เก็บหนังสือสวดมนต์
ใครมีอะไรจะถามไม๊
อย่าถามเลย กลับไปเฮอะ
เดี๋ยวจะกลับบ้านดึก เดี๋ยวก็ไปเวียนเทียน รอบโบสถ์ และรอบต้นศรีมหาโพธิ์
เออ แล้วก็รับพร แล้วก็กลับบ้าน
ให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ รุ่งเรืองเจริญ ร่มเย็นเป็นสุข มีปัญญาตั้งมั่น ดุจอาทิตย์ยามเที่ยงวันด้วยเทอญ
กราบ 3 ครั้ง
คุณแม่สุนันทา
(หลวงปู่ทำท่า)
ลูกน่ารักมากเลยนะ
แล้วอวดตัวเองเป็นอรหันต์
ถ้ามึงเห็นอรหันต์(ทำท่า) อย่างนี้ แล้วมึงจะไหว้ไม๊เนี่ย
ไหว้ไม๊
เสียหายหลายแสน
พระศาสนาเสื่อมทราม
พระศาสนาไม่เสื่อม แต่คนเสื่อม
พวกมาอาศัยศาสนาหากิน
เอ้า ไป ลูก เก็บ เคลียร์ ไปเตรียมเข้าแถวรอบโบสถ์
วันอาทิตย์นี้  (11 มี ค 55) ใครว่าง ก็มาร่วมยกพระกวนอิมเข้าประดิษฐาน มาเช้า