สมาธิ

พยายามสลัดความสับสนวุ่นวายออกจากตัวเองให้ได้ หยุดความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง ใส่ความรู้สึกนึกคิด

ลงไปจับจ้อง จดจ่อ อยู่เพียงแต่ในกายของตน สำรวจตรวจตราดูว่า เรายังมีความสับสน วุ่นวายหรือรู้สึก

 

นึกคิดอื่นๆ ตกค้างอยู่หรือเปล่า ถ้ามี จงเพิกถอนมัน หรือหยุด หรือสลัดให้หลุด หรือไม่ต้องคิด

ไม่ต้องเก็บนำมาเป็นอารมณ์ แล้วทำความรู้สึกผ่อนคลาย ภายในกายของตน โดยวิธีการค่อยๆ

สูดลมหายใจเข้าแล้วผ่อนออกมายาวๆ ด้วยความรู้สึกโปร่งเบาและสบาย เมื่ออริยาบทและ

ประสาททั้งหลายภายในกาย หยุดความขมึงทึง และเริ่มผ่อนคลาย ก็จับจ้องอยู่แต่โครงสร้าง

ของร่างกาย นั่นคือโครงกระดูกทั้งปวง เริ่มต้นตั้งแต่ กลางกระหม่อม แล้วเรื่อยลงมาจนถึง

หน้าผาก โหนกคิ้ว ขอบตา จมูก โหนกแก้ม ริมฝีปาก ซี่ฟัน ปลายคาง กราม หู กระโหลก

ซ้ายและขวา แล้วเรื่อยขึ้นไปอยู่ที่กลางกระหม่อม ถอยร่นลงมากระโหลก ด้านหลัง ต้นคอ

กระดูกข้อต่อของต้นคอ หัวไหล่ สันหลังจนกระทั่งถึงโครงสร้างของกระดูกทุกส่วนภายใน

ร่างกาย ทำความรู้สึกในการสำรวจเหมือนกับบุรุษผู้ตาบอด แล้วใช้มือคลำสิ่งของต่างๆ

และรับรู้ได้ด้วยจิตวิญญาณและความรู้สึก เมื่อจิตวิญญาณอารมณ์ ความรู้สึก ทุ่มเทให้กับ

กระบวนการสำรวจโครงสร้างใน ร่างกาย ความสันติสุข พลังและความสงบ จะคงอยู่ในจิต

วิญญาณและร่างกายของเรา จะไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆเข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้เกิดความสับสน

วุ่นวาย จะไม่มีความรู้สึกนึกคิดและสิ่งอื่นมาข้องแวะ มีแต่กระบวนการสำรวจโครงสร้างของ

ร่างกายเท่านั้น เมื่อเราไม่สามารถจะตรวจสอบโครงสร้าง จนเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัดได้

ด้วยวิธีการรู้สึก ก็ให้ใช้นิ้วมือข้างขวา ลูบคลำตั้งแต่ กลางศรีษะ ลงมาสู่จุดต่างๆ

แล้วทำความรู้สึกไล่ตามอาการลูบคลำนั้นๆ ให้รับรู้ได้ด้วยการลูบคลำ จนมันเกิดภาพ

มโนภาพทางใจ ทางอารมณ์ ทางจิตวิญญาณว่า นี้คือกระโหลกศรีษะ นี่คือหน้าผาก

นี่คือโหนกคิ้ว นี่คือกระบอก นี่คือโหนกแก้ม นี่คือกระดูกริมผีปาก และนี่คือ ฟัน กราม หู

จงอย่าคลำแค่ติดเนื้อ จงคลำเข้าไปลึกจนถึงกระดูก นั้นก็คือ อย่าสนใจแต่เนื้อและหนังที่

อยู่ภายนอก ให้รู้เห็นและสัมผัสได้จนถึงกระดูกภายใต้เนื้อและหนังให้ได้ ต้องสำรวจ

ทุกส่วนของโครงสร้างของร่างกายจนเป็นที่ประจักษ์แจ้ง และชัดเจนแจ่มใส เมื่อเราทำได้ดังนี้

จึงถือ ว่าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งมหาสติ สมาธิ และองค์ฌาน

ผู้ที่สามารถทรงไว้ซึ่งมหาสติ สมาธิและองค์ฌาน ย่อมสามารถลุถึงปัญญาญานในการรู้แจ้ง

เห็นจริง ตามสภาวะนั้นๆ ย่อมเข้าถึงได้ซึ่งสันติสุข และความสงบอย่างยิ่ง

ความที่เราปล่อยให้ความรู้สึกจับจ้อง กับโครงสร้างในร่างกาย หลุดลอยออกไปสู่อารมณ์

ภายนอกนั่น เป็นการแสดงออก และบอกได้ทันทีว่า เรากำลังเป็นผู้แพ้ กำลังจะพ่ายแพ้ต่อมาร

และซาตานที่จะคอยขัดขวางการปลดปล่อยจิตวิญญาณของเราให้อิสระ เราต้องมีกำลังใจ

ที่เด็ดเดี่ยวตัดสินใจอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว ที่จะสลัดให้มันหลุดจากการเกาะกุมของความสับสน

ยุ่งฟุ้งซ่านที่เป็นอำนาจของซาตานและมารร้าย แล้วรีบกลับเข้ามาสู่ภายในกายของตนให้รวดเร็วที่สุด

จิตวิญญาณที่รวมกับกาย เป็นจิตวิญญาณที่ปราศจากอารมณ์ จิตวิญญาณที่ปราศจากความรู้สึกนึกคิด

จิตวิญญาณที่ปราศจากความปรุงแต่งทั้งปวง เป็นจิตวิญญาณที่มากไปด้วยความรู้ มีพลังมากไปด้วย

ประสิทธิภาพผู้ที่มีกายรวมใจ ย่อมมีชัยชนะต่อทุกสิ่ง

การฝึกกายให้รวมกับใจ ไม่จำเป็นจะต้องรอเวลา ช่วงทำสมาธินั่งหลับตาเท่านั้น ทุกเวลาในอิริยาบท

ทั้งหลาย เราก็มีโอกาสจะดึงจิต กลับเข้ามาสู่กายได้ เมื่อรู้ว่ามันหลุดรอดออกไปแสวงหา กระเสือก

กระสน ดิ้นรน สับส่ายฟุ้งซ่าน วุ่นวาย เศร้าโศรก เสียใจ กลัดกลุ้ม อาลัยอาวรณ์ ทุกข์ทรมาน

เดือดร้อนและแล้งแค้นเมื่อรู้ว่ามันออกไป จะมีภยันตรายเหล่านี้ เราต้องดึงจิตวิญญาณกลับเข้ามาสู่บ้าน

สู่กาย บ้านก็คือกายของเรานั่นเอง แล้วก็รักษาระวังอย่าให้มันออกไปเปียกฝน อย่าให้มันออกไปลำบาก

ตรากตรำ ต่อพายุที่โหมกระหน่ำ รอบนอกตัวเรา ผู้ที่รักษาจิตดีแล้ว นั่นคือผู้ที่มีกายกับจิตรวมเป็นหนึ่ง

ผู้ที่รักษาจิตดีแล้ว คือผู้ที่รักษาจิตเอาไว้ในกาย ผู้ที่รักษาจิตดีแล้วคือผู้ที่ระแวด ระวังไม่ให้จิตออกจากกาย

ผู้ที่รักษาจิตดีแล้วย่อมไม่นำจิตออกไปแปดเปื้อนจนเกิดมลทิน ไปกระทบรับรู้ต่อมลภาวะทั้งหลาย

พระศาสดาทรงตรัสว่า ผู้ที่รักษาระวังจิตดีแล้วย่อมนำสุขมาให้

การฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิ ก็คือการกำจัดความคิดทั้งปวง การกำจัดความคิดทั้งปวงก็คือ การไม่คิดสิ่งใดทั้งหมด

การไม่คิดสิ่งใดทั้งหมดก็คือ การที่เราฝึกทำตนให้เป็นคนไม่มีอะไรเสียบ้าง ถ้ารู้จักทำตนให้เป็นคนไม่มี

อะไรบ้าง เราก็จะไม่เป็นอะไร เมื่อไม่เป็นอะไร เราก็ไม่ต้องกลัวอะไร เมื่อไม่ต้องกลัวอะไร มันก็ไม่อยาก

อะไร พอไม่อยากอะไร ก็ไม่ต้องการอะไร พอไม่ต้องการอะไร ก็ไม่ต้องเสียดายอะไร เมื่อไม่ต้องเสียอะไร

ก็ไม่คิดระแวงอะไร พอไม่หวาดระแวงอะไร มันก็ไม่เศร้าหมองในอะไร เมื่อเราไม่เศร้าหมองอะไร

จิตใจของเราก็จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สนิทแนบแน่นกับกาย แล้วก็รักษามันไว้ให้คงที่ ที่จะทำ คำที่พูด

สูตรที่คิด จะเปี่ยมด้วยความมีประโยชน์ มากไปด้วยค่าและราคา และพร้อมทั้งการประหยัดพลังงาน

จุดมุ่งหมายของการที่พวกเราทำสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพ่อและเป็นพี่ พระองค์ทรงมี

ประสบการณ์ที่จะนำเอาจิตวิญญาณของพระองค์ เข้าไปสู่ประตูแห่งจักรวาล ในกายนี้ และในตัวเราเอง

เราก็เป็นแต่เพียงแค่เดินตามพระองค์เข้าไปอย่างเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตจริงจัง ตั้งใจ และก็จดจ่อ

แค่นั้นเอง มันก็จะถึงประตูแห่งวิญญาณที่เราต้องการไปง่ายดาย ปัญหาสำคัญคือ เราต้องทำให้มันจริง

การทำสมาธิแต่ละครั้ง เมื่อใดที่มันปรากฏความคิดใด ๆ จำกัดและสลัดให้มันหลุดไปแม้แต่สุดท้ายความง่วง

มึน ซึม ความงี่เง่า หาสาระไม่ได้ของอารมณ์ก็ต้องสลัดให้หลุด เพราะฉะนั้นมันคือตัวการทำลายที่คอยจะกิน

และทำลายพลังของเรา มันเป็นซาตานที่สิงอยู่ในหัวใจ ในวิญญาณของเรากลายเป็นสิ่งที่เราเองเองไม่รู้ตัว

มันแฝงเข้ามาในรูปแบบของการ การพักผ่อน มันแฝงเข้ามาในเรื่องของความอ่อนเพลีย เหนื่อย เมื่อย

เราอาจจะแยกแยะไม่ออกหรอกว่า ความเมื่อย เหนื่อย เพลียนั้น มันเป็นความเมื่อยเพลียของกายจริงๆ

บางทีเรานั่งอยู่ตรงนี้ไปนอนจริง ๆมันก็นอนไม่หลับ ก็บอกได้ทันทีเลยนะว่า เราโดนซาตานมันเข้าสิง

ซาตานมันกำลังฉุดกระชากให้เรากลายเป็นทาสของมัน และก็ปฏิเสธการปลดปล่อยตัวเองออกจากการ

เป็นทาส พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จึงสอน และเตือนเราว่า บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ขันติคือ

ความอดทนอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง เหล่านี้คือ เครื่องกลั่นกรอง เครื่องร่อน เพื่อจะเอา

เมล็ดกรวดทราย จากดิน และเราจะได้เอาดินอันนั้นไปปั้นเป็นแจกัน เป็นโอ่ง เป็นชาม เป็นอะไรก็ได้

ตามใจของ เราปรารถนา และมันไม่แตก ไม่ร้าว พร้อมที่จะใช้งานได้ทุกเวลา ฉันใดก็ฉันนั้น จิตวิญญาณ

ใจและกาย ถ้ารู้จักคิด แยกแยะดีชั่ว แยกมิตรกับศัตรูให้ออก เราก็จะบอกกับตัวเราเองได้ว่า เราไม่มีอะไร

ชั่วชีวิตหลวงปู่ไม่เคยให้ใครมาสอน ตั้งแต่เล็กมาจนถึงวันนี้ ไม่เคยให้ใครมาชี้มือจับทำงาน ไม่เคยจะต้อง

ให้ใครมาชี้นำว่า จะต้องทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่ และดูผลประโยชน์ ดูความสำเร็จ