ความเดิมตอนที่แล้ว จบลงตรงที่ราชาปายาสิตอบปัญหาของพระกุมารกัสสปะเถระ ที่ถามว่าเหตุใดความเห็นขององค์ราชาปายาสิยังเชื่อว่า โลกหน้าไม่มี ตายแล้วไม่ต้องเกิด ทำดีทำชั่วไม่มีผล
ราชาปายาสิจึงทรงตรัสตอบปัญหาแก่พระกุมารกัสสปะว่า เหตุที่พระองค์เชื่อเช่นนั้น ก็เพราะทุกครั้งที่พระญาติพระวงศ์ มิตรสหาย และบริวาร ผู้ทำอกุศลกรรมหนัก ละเมิดศีลทั้ง ๕ เป็นอาจิน พอได้ถึงกาลกิริยาแตกกาย ตายลงพระองค์จะเข้าไปพูดคุยสั่งว่า
หากพวกท่านตายไปแล้ว ต้องไปเกิดในนิรยะ ทุคติภพ หรือไปเกิดไปสุคติภพก็ตาม ขอจงกลับมาบอกข่าวสุข ทุกข์ ที่ท่านได้รับนั้นแก่เราด้วย
แต่แม้จะมีพระญาติพระวงศ์ มิตรสหาย บริวารของพระองค์ล้มตายลงไปมากมายเพียงใด ผู้คนเหล่านั้นก็ไม่มีใครได้กลับมาบอกกล่าวเล่าเรื่อง ชีวิตหลังความตายให้ข้าพเจ้าได้รับรู้เลยแม้ซักคนเดียว
ด้วยเหตุนี้แหละ ข้าพเจ้าจึงไม่เชื่อว่า โลกหน้ามีจริง สัตว์ตายแล้วเกิด ทำดีทำชั่วไม่มีผลยังไงเล่าท่าน
พระกุมารกัสสปะเถระ ครั้งได้ฟังเหตุผลขององค์ราชาปายาสิเช่นนั้น จึงกล่าวว่า ดูกรมหาบพิตร เช่นนั้น อาตมาภาพขอถามพระองค์ว่า
หากอาตมาภาพแก้ปัญหาที่เป็นปมในใจของพระองค์ พระองค์จักทรงเชื่อหรือไม่
องค์ราชาปายาสิจึงทรงตรัสว่า เช่นนั้นท่านก็ลองแก้ปัญหาในใจของเรามาดูสิ
พระกุมารกัสสปะเถระจึงกล่าวว่า ดูกรมหาบพิตรหากมีราชบุรุษผู้มีกำลังจับโจรใจบาป มีพฤติกรรมหยาบช้านำตัวมาถวายแก่มหาบพิตร พร้อมกล่าวว่า
ข้าแต่องค์ราชาผู้เจริญ โจรผู้นี้มีพฤติกรรมชั่วหยาบ ต้องการจักมาลอบทำร้ายพระองค์ พระองค์จักทรงลงอาญาแก่เขาอย่างใด
ต่อมาพระองค์ทรงตรัสให้ลงอาญาแก่อาชญากรที่คิดจะลอบทำร้ายพระองค์ว่า จงเอาเชือกหนังอย่างเหนียวมามัดตัวอาชญากรผู้นี้เอาไว้ให้แน่น อย่าให้ดิ้นหลุดไปได้ แล้วโกนผมพาไปตระเวนตีฆ้องร้องเป่า ประจานไปให้ทั่วทุกถนน ตรอก ซอกซอย แล้วพาไปออกทางประตูเมืองทิศทักษิณ แล้วตัดหัวเสียบประจานไว้ที่หน้าประตูเมืองนั้น
ราชบุรุษนั้นรับคำแล้วนำตัวอาชญากรผู้นั้นมาดำเนินการตามพระราชบัญชา
ดูกรมหาบพิตร หากโจรอาชญากรผู้นั้นจักอ้อนวอนขอผัดผ่อนต่อมหาบพิตรว่า ขอให้ปล่อยตัวข้าพเจ้าไปบอกลาหมู่ญาติทั้งหลายก่อน มหาบพิตรจักยินยอมหรือไม่
ราชาปายาสิครั้งทรงได้สดับคำถามของพระกุมารกัสสปะเถระเช่นนั้น จึงทรงตรัสว่า มันจะเป็นเช่นนั้นได้กระไร หากปล่อยให้อาชญากรแผ่นดินออกไปเดินเยี่ยมญาติ สั่งลาญาติได้ตามใจชอบ เช่นนั้นจะเรียกว่าเป็นผู้ถูกลงอาญาได้หรือ
พระกุมารกัสสปะเถระจึงกล่าวว่า ดูกรมหาบพิตร อาชญากรแผ่นดินซึ่งเป็นโทษอันหนักนั้น แม้จะเป็นมนุษย์ก็ยังไม่ได้รับความกรุณา ผัดผ่อนให้ได้ไปบอกลาญาติ ก่อนที่จะถูกลงอาญา
สาอะไรกับอดีตพระญาติพระวงศ์ มิตรสหาย และบริวารของพระองค์ที่ประพฤติอกุศล ละเมิดในศีลทั้ง ๕ ข้อ
ท่านคิดว่า นายนิรยบาลจะยอมอนุญาตมอบตัวหมู่พระญาติพระวงศ์ มิตรสหาย และบริวารของท่านมาเยี่ยม บอกข่าวตามที่ท่านสั่งได้กระนั้นหรือ
อีกข้อหนึ่ง นักโทษที่มีอยู่ในที่กุมขังของนครเสตัพยะของพระองค์ เคยได้ปล่อยให้นักโทษคนไหนไปเยี่ยมญาติมิตรบ้างหรือ
เช่นนี้แล้ว ผู้ที่ทำบาปอกุศลอันลามก เมื่อแตกกาย ตายลงก็ต้องได้รับโทษนับตามผมแห่งอกุศลกรรมที่ตนได้เคยกระทำมา หาได้รอเวลาที่จักให้ผลไม่ เช่นนี้จักมีเวลาที่ไหนมาบอกข่าวเล่าขานแก่พระองค์เล่า
องค์ราชาปายาสิจึงตรัสว่า ดูกรท่านกัสสปะ ที่ท่านกล่าวมาก็จริง แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็ยังมีความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์เมื่อตายแล้วไม่เกิดอีก กรรมดีกรรมชั่วไม่มีผล
พระกุมารกัสสปะเถระ จึงกล่าวว่า ดูกรมหาบพิตร เหตุใดพระองค์จะยังไม่เชื่อว่า โลกหน้ามี สัตว์โลกตายแล้วเกิด ทำดีย่อมได้ผลดี ทำชั่วย่อมได้ผลชั่วอีกเล่า
ราชาปายาสิจึงได้ตรัสตอบว่า ดูกรท่านกัสสปะ การที่มนุษย์และสัตว์ทำบาป อกุศลกรรมชั่วลามก ย่อมถูกพันธนาการด้วยโทษทัณฑ์ จนไม่สามารถมาบอกกล่าวแก่เราได้นั้น เราพอจะเข้าใจแล้ว
แต่ยังมีมนุษย์และสัตว์บางจำพวกที่ละเว้นจากการละเมิดในศีล ทั้งยังรักษาศีล บริจาคทานอยู่เป็นอาจิน มนุษย์และสัตว์เหล่านั้นเขาก็น่าจะได้ไปเกิดในสุคติภพ ตามความเชื่อของสมณะ ชี พราหมณ์ ที่สั่งสอนกันมา
แล้วทำไมเมื่อพวกเขาเหล่านั้น ยังไม่มีเครื่องจองจำ ทำไมถึงได้ไม่มาบอกกล่าวข่าวสารใดๆ แก่เราเลยเล่า
พระกุมารกัสสปะจึงกล่าวว่า เช่นนั้นอาตมาภาพจักยกอุปมาถวายแก่มหาบพิตร เพื่อจักได้เข้าใจอย่างแจ่มชัดสืบไป
ดูกรมหาบพิตร หมู่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้โดยอุปมาแล้วดุจดังผู้ที่จมปรักอยู่ในหลุมแห่งอาจม ที่หมักดองไปด้วยของสกปรก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เรียกว่า กามคุณทั้ง ๕ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอาจมที่ห่อหุ้มร่างกายทั้งภายในและภายนอก
ยิ่งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายยังมัวเมา ลุ่มหลงอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ อย่างมองไม่เห็นโทษ เห็นภัยมากเท่าไหร่
มนุษย์และสัตว์เหล่านั้นก็ยิ่งจมลึกลงไปในหลุมแห่งมูลคูตเน่าเหม็นมากเท่านั้น
และหากมนุษย์และสัตว์ตนใด ไม่มัวเมาลุ่มหลงอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ แล้ว ด้วยเพราะเห็นโทษเห็นภัย มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้ถูกสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ ห่อหุ้มอยู่ทั้งภายในและภายนอกอยู่ดี
ต่อให้จะอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ขัดสี ทาย้อมด้วยจุ่นจันทร์ของหอมสักปานใด
มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็ยังเน่าในมีกลิ่นอันน่ารังเกียจอยู่ดี
อันความเน่าในที่เราท่านทั้งหลายยังแลไม่เห็น ก็เพราะมีถุงหนังที่ห่อหุ้มอยู่ เมื่อใดที่ถุงหนังนั้นแตกออก ความเน่าในทั้งหลายก็จะกระจายออก ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวน ซึ่งมีอยู่กันทั่วทุกคนทุกตัวตน
ดูกรมหาบพิตร หากพระองค์ทรงรู้เห็นตามความจริงดังนี้แล้วพระองค์ยังปรารถนาที่จะเข้าใกล้กองมูลคูตเช่นนี้อยู่หรือไม่
ราชาปายาสิตรัสว่า ไม่
พระกุมารกัสสปะทูลถามว่า เพราะเหตุใด
ราชาปายาสิตรัสว่า เหตุเพราะมนุษย์และสัตว์เหล่านั้นเต็มไปด้วยของไม่สะอาด
พระกุมารกัสสปะจึงกล่าวว่า เช่นนั้นแหละมหาบพิตร เมื่อหมู่มนุษย์และสัตว์กลายเป็นถุงอาจมเคลื่อนที่ได้ทั้งหมดไปเสียแล้ว ทั้งยังมีกลิ่นเหม็นอันน่าสะอิดสะเอียนเห็นปานนี้
และพวกพระองค์เป็นเทวดาผู้มีกายอันเป็นทิพย์ มีสัมผัสอันเป็นทิพย์ มีกลิ่นกายอันหอมสะอาด จักยังกล้าเข้าใกล้กองอาจมที่เน่าเหม็นกระนั้นหรือ
องค์ราชาปายาสิตรัสว่า หากเราเป็นเทวดา เราก็ไม่เข้าใกล้หมู่มนุษย์และสัตว์ผู้เป็นดุจดังถุงอาจมเคลื่อนที่ดอก
พระกุมารกัสสปะเถระ จึงทูลว่า เหตุเช่นนี้แหละมหาบพิตร พวกเทวดาผู้มีศีล มีจิตเมตตา มีกายทิพย์ มีสัมผัสอันเป็นทิพย์ อิ่มเอมไปด้วยบุญฤทธิ์ มีกลิ่นกายอันหอมสะอาด ด้วยอำนาจแห่งศีลและทาน
ย่อมรังเกียจมนุษย์และสัตว์ผู้ทุศีล มักมาก หมกมุ่นอยู่ในกามคุณอันหยาบช้า ย่อมไม่ปรารถนาเข้ามาใกล้กายของมนุษย์และสัตว์
นี้จึงเป็นที่มาว่า เหตุใดพระญาติพระวงศ์ มิตรสหาย และบริวารของพระองค์ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลในทานแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดา จึงไม่ยอมมาพบพระองค์
ยิ่งหากหมู่มนุษย์และสัตว์ผู้ละเมิดศีล ไร้ทานด้วยแล้ว เทวดาทั้งหลายยิ่งมีความรังเกียจเป็นยิ่งนัก
 
จบไว้แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ
 
พุทธะอิสระ