ตอนเสี่ยคมยังเป็นผู้ที่ทำตัวเหมือนพระอริยะ แถมมียศถาบรรดาศักดิ์
เสี่ยคมโพทนาว่า ตนเคยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่ง ทั้งที่เสี่ยคมโพทนาออกไปตามสื่อโซเชียลต่างๆ มาเป็นเวลาแรมปี
มหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็เงียบกริบ หรืออาจจะมีแอบภูมิใจเล็กๆ ว่าศิษย์ของตนได้เป็นอริยะเจ้า แถมมียศถาบรรดาศักดิ์
แต่พอเสี่ยคมมีปัญหาถูกจับสึกแถมด้วยอาบัติปาราชิก
มหาวิทยาลัยสงฆ์ดังกล่าวก็ออกมาปฏิเสธกันพัลวันว่า เสี่ยคมไม่เคยมีประวัติเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลย
แม้แต่วัดที่เสี่ยเคยเข้าไปพัก ครูอาจารย์ที่เคยไหว้ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยไปพึ่งพิงอิงอาศัยถึงกับเรียกแม่เรียกชื่อ ก็ออกมาปฏิเสธตัดความสัมพันธ์ที่เคยเอ็นดูรักใคร่ ใกล้ชิดกันมา
จนคนในวัดนี้ออกมาปฏิเสธว่า
เสี่ยคม ก็เหมือนบุคคลทั่วๆ ไปที่เข้ามาวัดกราบไหว้ครูบาอาจารย์เท่านั้น หาได้เป็นศิษย์ใกล้ชิดไม่
นาทีนี้ดูเหมือนเสี่ยคมจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับขี้ลอยน้ำ ลอยไปทางไหนก็จะมีผู้คนออกมาแสดงความรังเกียจ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เมื่อกูมั่งมี หมู่มิตรมากมายเฝ้าหมายมอง
เมื่อกูมัวหมอง มิตรมองกูเหมือนหมูหมา
เมื่อกูไม่มี หมู่มิตรไม่มองมา
เหมือนหมูหมา ที่ไม่เมียงมามอง
เหล่านี้คือ โทษและพิษภัยของโลกธรรมทั้ง ๘ คือ
1. ได้ลาภมา ลาภนั้นก็ต้องเสื่อมไป
2. ได้ยศมา ยศนั้นก็ต้องเสื่อมไป
3. ได้รับสรรเสริญมา สรรเสริญนั้นก็ต้องเสื่อมไป ต่อให้ทำดีแทบตาย สุดท้ายก็ต้องเสื่อมไปอยู่ดี
4. ได้สุขมา สุดท้ายมันก็กลายเป็นทุกข์ไม่คงที่
หากใครเข้าไปยุ่งวุ่นวาย ส้องเสพติดมัวเมาอยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘ ด้วยความประมาทแล้ว ย่อมต้องตกอยู่ในอำนาจการครอบงำของทุกข์ โทมนัส อุปาทาน ความยึดถือที่เรียกว่า อุปาทานจนต้องมีที่ไปอันน่าอนาถอย่างที่เห็น
 
พุทธะอิสระเห็นมาหลายคนแล้วพวกที่เข้าไปเสพติดโลกธรรมทั้ง ๘ สุดท้ายก็เป็นสภาพไม่ต่างอะไรกับขี้ลอยน้ำ เป็นที่น่ารังเกียจของมนุษย์ เทวดา พรหม และสุจริตสัตว์ทั้งปวง
 
พุทธะอิสระ