ในวงสนทนารายการคลับเฮาส์ชายหนูตั้งประเด็นคำถามถึงเด็กหญิงหยก ที่กำลังเป็นประเด็นในสังคม ซึ่งมีพฤติกรรมก้าวร้าว เอาแต่ใจ มีตัวกูเป็นใหญ่ ดุจดังเป็นศูนย์กลางของโลก
ชายหนูตั้งคำถามว่า หลวงปู่มีวิธีใดที่จะสอนให้เด็กหญิงหยกมีพฤติกรรมให้เหมือนกับเด็กทั่วไปได้บ้าง
พุทธะอิสระตอบชายหนูไปว่า
คงจะสอนไม่ได้ดอก ด้วยเพราะเด็กคนนี้เขามีตัวกูใหญ่ จนไม่อาจจะยอมรับฟังใครใดๆ ได้เลย ขนาดพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด เขายังสอนเด็กคนนี้ไม่ได้เลย แล้วจักให้คนที่ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ไปสั่งสอนเขาคงไม่มีประโยชน์ ทั้งผู้สอนและผู้รับคำสอน
ยิ่งสิ่งที่เธอทำมีคนสนับสนุนผลักดันอยู่เบื้องหลัง ก็ยิ่งเป็นเรื่องยาก ที่เธอจะฟังคำสอนจากคนอื่น
แม้จะให้หลักคำสอนทางพุทธศาสนา พระบรมศาสดายังทรงแบ่งคนที่ควรได้รับคำสอน และบุคคลที่ไม่ควรได้รับคำสอนเอาไว้ด้วยกัน ๔ เหล่า หรือ ๔ ประเภท อันได้แก่
๑. ดอกบัวที่พ้นน้ำ แค่รอรับแสงตะวันก็สามารถเบ่งบานได้ หมายถึง บุคคลที่มีความเห็นตรงถูกต้อง มีตัวกูน้อยนิด เบาบาง พอได้ยิน ได้เห็น ได้รับรู้ถึงสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่มิควรทำ ก็จักสำเร็จประโยชน์สูงสุดได้
๒. ดอกบัวที่ปริ่มน้ำ พร้อมที่จะเบ่งบานในวันต่อไป หมายถึง บุคคลที่มีสภาพแวดล้อมดี รวมทั้งคำสอนที่ดี เอื้อต่อการขวนขวายพัฒนาจนบังเกิดสติปัญญา เห็นโลกตามความเป็นจริง จนนำมาซึ่งการพัฒนาให้ลุถึงประโยชน์อันสูงสุดในชีวิตตนได้
๓. ดอกบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำ แต่จวนเจียนที่จะโผล่พ้นน้ำได้ในอีกไม่นาน หมายถึง บุคคลที่ขวนขวาย แสวงหาสภาพแวดล้อมที่ดี ให้เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาตนให้สูงขึ้นจนสามารถเห็นโทษ เห็นภัยในการมีตัวกูใหญ่ อันเป็นความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฐิ
ครั้นสามารถลดตัวกูลงไปได้แล้วมีศรัทธาที่ต้องการจะพัฒนาตนอยู่ต่อเนื่อง อีกทั้งยิ่งได้รับการอภิปรายขยายความให้รับรู้อย่างลึกซึ้ง แจ่มชัด ก็ยิ่งสามารถเข้าอกเข้าใจ ทำตามได้จนเห็นผลจริง ลุถึงประโยชน์อันสูงสุดได้ในที่สุด
๔. ดอกบัวที่เพิ่งจะเริ่มงอกออกมาจากกระเปาะของรากเหง้า ก็อาจจะกลายเป็นอาหารของเต่า ปลา และสัตว์น้ำทั้งหลายได้ตลอดเวลา หากยังลุ่มหลง มัวเมาประมาท เห็นดีเห็นงามกับการมีตัวกูใหญ่จนกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีความสำคัญตนผิด ถือตัวถือตน มีมิจฉาทิฐิ เกียจคร้านสันหลังยาว
มีพฤติกรรมที่แข็งกระด้าง หยาบคาย ไม่พร้อมที่จะรับฟังคำอธิบาย ไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ใดๆ และไม่พร้อมที่จะพัฒนา หรือ ปฎิบัติตาม ทำตนเป็นน้ำชาล้นถ้วย เอาความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ ทั้งที่ไม่รับรู้เลยว่า ถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว
บุคคลเช่นนี้จึงพัฒนาได้ยาก ไม่มีใครที่อยากจะให้การอบรมสั่งสอน เพราะเสียเวลา
สรุปบุคคล ๓ ประเภทแรกนั้นสามารถพัฒนาได้ โดยใช้เวลาไม่นานนัก
แต่บุคคลประเภทสุดท้าย พัฒนาไม่ได้ หากจะพัฒนาคงต้องใช้เวลาอีกหลายภพหลายชาติหรือไม่ก็เป็นกัปเป็นกัลป์
จึงไม่มีประโยชน์ที่จะมาเสียเวลากับมนุษย์เต่าถุยพวกนี้ รอให้ความทุกข์ยากเดือดร้อน รุมเร้า บีบคั้น จนกระทั่งอดรนทนไม่ได้ แล้วเกิดความคิดว่าจะแสวงหาวิธีรอดได้อย่างไร
ถึงตอนนั้นเขาจึงจะพร้อมรับฟังคำสั่งสอน ชี้นำ แต่ก็ต้องใช้วิธีและเวลาอันหลากหลาย เนิ่นนานกว่าบุคคล ๓ ประเภทแรกเป็นร้อยเป็นพันเท่า
เขาจึงจะลุถึงประโยชน์สูงสุดของชีวิตได้
รวมความแล้วสอนบุคคลที่เขาพร้อมจะให้สอน เหนื่อยน้อยกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า ผู้สอนก็เครียดน้อยกว่าด้วย
ส่วนหากจะถามว่า แล้วเด็กหญิงหยก จะมีทางออกอย่างไร
ตอบง่ายๆ โดยไม่คิดมาก คือ เดินออกจากสิ่งแวดล้อมที่ครอบงำ แล้วกลับไปหาอ้อมอกครอบครัว อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วทำตัวให้พร้อมที่จะพัฒนาตน จากผู้มีประสบการณ์ตรงที่เป็นสัมมาทิฐิ นั้นคือวิธีแก้ปัญหา พฤติกรรมสุดขั้วของเด็กหญิงหยกนั้นเอง
 
พุทธะอิสระ