แสดงธรรมอาทิตย์ต้นเดือน ณ วัดอ้อน้อย วันที่ ๖ พ.ค.๕๕

6 พ ค 2555   13.20 น. ถอดซีดี ธรรมะอาทิตย์ต้นเดือน แสดงธรรมโดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ

  • คำว่า อยู่เพื่อผู้อื่น มันรวมไปถึงคำว่า อยู่เพื่อชดใช้กรรม
  • อย่าคิดว่าหนีหนี้แล้ว หนี้มันจะหมด
  • ถ้าเราเชื่อเรื่องกฏของกรรม สิ่งที่กระทำ ไม่เคยมีสูญ
  • สำหรับหลวงปู่แล้ว อุปสรรคทั้งหลายเป็นกรรมทั้งนั้น
  • ก็เลยต้องให้รู้ว่า ไม่ต้องอยากตาย ลูก ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว 

สำคัญว่า ขณะมีชีวิต เราอยู่เพื่อใคร

  • เมื่อเราเป็นหนี้ ก็ต้องใช้หนี้ อย่าหนีหนี้

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนดีที่รักทุกท่าน ผู้รับชมรายการปุฉา วิสัชนา

วันนี้มีเรื่องที่ต้องคุยให้ฟัง สืบเนื่องจากเมื่อเช้า มีคนป่วย คุณแม่ผู้มีความคิดปริวิตกที่อยากตาย อยากตาย เพราะว่ากลัดกลุ้ม อยากตายเพราะร้อนรุ่ม ทุรนทุราย อยากตายเพราะว่าโรคภัยรุมเร้า เบื่อหน่ายกับการมีชีวิต แล้วก็อยากตายเพราะไม่อยากเป็นภาระกับลูก ไม่อยากให้ลูกต้องมารับภาระ

ที่จริงแล้ว การมีชีวิตนี่ มันเป็นอยู่ได้ 2 อย่าง คือ

  1. 1.อยู่เพื่อตัวเอง
  2. 2.อยู่เพื่อคนอื่น

ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ แล้วไม่เข้าใจการดำรงชีวิตว่า วันนี้เราจะอยู่เพื่อใคร พรุ่งนี้เราจะอยู่เพื่อใคร ปีหน้า ปีนู้น เราจะอยู่เพื่อใคร ถ้าอย่างนี้ เราก็ยังไม่ควรจะเป็นเจ้าของชีวิต ถ้าเราคิดได้ ตอบตัวเองถูก เราก็จะรู้ว่า ชีวิตเราไม่ใช่เป็นของเราทั้งหมด

แน่นอนล่ะ ถ้าเราไม่มีลูก มีผัว ไม่มีครอบครัว ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีญาติ ไม่มีบริวาร ก็คงจะต้องอยู่เพื่อตัวเอง หรือไม่ก็เป็นผู้ออกบวช ผู้ปรารถนาวิโมกขธรรม วิโมกขศักดิ์ ปรารถนาพระนิพพาน อยากจะพ้นทุกข์ อยากจะพ้นภัยแห่งวัฏฏะ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องอยู่เพื่อตัวเอง ขวนขวายเพื่อตัวเอง ศึกษา สั่งสม อบรม ปฏิบัติธรรมเพื่อตัวเอง อย่างนี้ เค้าเรียกว่า มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง

แต่ถ้าเราอยู่ โดยที่เรายังไม่ปรารถนาจะพ้นทุกข์ ยังไม่ปรารถนาที่จะหาวิโมกขธรรม ก็ต้องมีความคิดต่อมาว่า เราจะอยู่เพื่อใครบ้าง ถ้าอยู่เพื่อตัวเองแบบชนิดที่ไม่ต้องการวิโมกขธรรม ก็หาอยู่เพื่อหาอยู่หากินไปวันๆ มีทรัพย์สินสฤงคารมา ก็หาทางไปส้องเสพตามเหตุตามปัจจัย โดยไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่คิดจะให้อะไรใคร อ้ายอย่างนี้ เค้าเรียกว่า อยู่แบบเห็นแก่ตัว ไม่ใช่อยู่เพื่อแค่ตัวเองธรรมดา แต่เค้าเรียกว่า อยู่แบบเห็นแก่ตัว คือประมาณว่า ทำกินก็กินเฉพาะตน ไม่สนใจคนอื่น หาได้ก็หาเลี้ยงตน ไม่สนใจเลี้ยงคนอื่น ที่มีอยู่ก็มีเพื่อตน ไม่สนใจจะแบ่งปันผู้อื่น อย่างนี้ เค้าเรียกว่า อยู่เพื่อเห็นแก่ตัว อยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่ควรจะใช้คำว่า อยู่เพื่อตัวเอง แล้วเห็นแก่ตัวอย่างนี้ มันเป็นความเห็นแก่ตัวที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นผิด เพราะว่า ตัวเอง ตัวตนแท้ๆ มีไม๊ ไม่มี แสดงว่า เราอยู่มาเพื่อจะเสพเฉยๆ อยู่แบบเห็นแก่ตัวเพื่อเสพ

ถ้าอยู่แบบเพื่อตัวเองอย่างประเด็นแรกหรือตัวอย่างแรกที่ยกมา อยู่เพื่อทำลายอัตตา อยู่เพื่อปรารถนาจะพ้นทุกข์ อยู่แบบขวนขวายที่จะไม่ทำตัวเองให้เป็นภาระแก่คนอื่น แต่อ้ายคนที่อยู่เพื่อเห็นแก่ตัว หรือ คนที่อยู่อย่างเห็นแก่ตัวเนี่ย แม้ที่สุดก็ต้องเป็นภาระของโลก ของสังคม ของสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยอากาศที่สูดเข้าไป แผ่นดินที่เหยียบยืน ทรัพยากรที่ใช้สอย ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเลย แต่เป็นประโยชน์เฉพาะคนที่เห็นแก่ตัวแล้วก็เอาเปรียบคนอื่นด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อใดที่ไม่ได้มา ก็ต้องขวนขวายแสวงหา หามาด้วยวิธีที่ถูกบ้างผิดบ้าง ก็ต้องหา เพราะคนเห็นแก่ตัวมีอัตตาเป็นใหญ่ อย่างนี้ เค้าเรียกว่า รวมกลุ่มในกระบวนการของความเป็นอยู่ระดับแรก คือ อยู่เพื่อตัวเอง ซึ่งจำแนกออกมา 2 ชนิด

-                   เพื่อตัวเองแบบชนิดที่ไม่ต้องเป็นทุกข์กับใคร ไม่ต้องเป็นภาระแก่ใคร

-                   และเพื่อตัวเอง หรือที่เรียกอีกอย่างว่า เห็นแก่ตัวชนิดที่ต้องเป็นภาระให้ใครๆ แล้วก็เอาเปรียบใครๆ เมื่อมีช่องทาง มีโอกาส อย่างนี้ เค้าไม่เรียกอยู่เพื่อตัวเองอย่างชัดแจ้ง แต่อยู่เพื่อด้วยความเห็นแก่ตัว

ทีนี้ อยู่เพื่อคนอื่นบ้าง อยู่เพื่อคนอื่น อย่างพ่อแม่ อยู่เพื่อใคร เพื่อลูก ครูอาจารย์ก็อยู่เพื่อศิษย์ พระบรมศาสดาก็อยู่เพื่อสรรพสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ก็อยู่เพื่อเวไนยสัตว์ทั้งปวง ครูอาจารย์ก็อยู่เพื่อสานุศิษย์ สัทธิวิหาริก อันควรจะอยู่ร่วมกัน ถ้างั้น พระราชามหากษัตริย์จะอยู่เพื่อแผ่นดิน อยู่เพื่อข้าราชบริพาร อยู่เพื่อประชาชนคนทั้งหลาย เราจะไม่พูดกว้างไปขนาดนั้น มาพูดอยู่ในวงแคบๆว่า

พ่อแม่อยู่เพื่อลูก อย่างไร

อยู่เพื่อลูก ก็คือ 1. เพื่อร่างกาย 2. ก็คือ เพื่อจิตใจ

ไม่ใช่หมายถึงว่า เราจะต้องอยู่เพื่อเลี้ยงดูอย่างเดียว เพราะบางทีบางครั้ง ลูกมันโตแล้ว และสิ่งที่ลูกอยากเห็นก็คือ ไม่ได้อยากเห็นดารา ไม่ได้อยากเห็นเพื่อนฝูง แต่อยากเห็นพ่อแม่อยู่ดี มีสุข แม้อยู่อย่างชนิดที่ทุรนทุราย ทุกข์ทรมาน ลูกทั้งหลายก็ไม่อยากเห็นพ่อแม่มาตายตรงหน้า มีลูกคนไหนใจร้ายอยากเห็นพ่อแม่ต้องตายตรงหน้า แม้จะต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว ก็อยากให้แม่และพ่ออยู่ได้นานๆ ตราบนานเท่านาน อย่างนี้ เค้าเรียกว่า ลูกกตัญญูด้วย

แล้วก็พ่อแม่ เมื่อเราคิดว่า เราจะต้องอยู่ ถามว่า ทำไมต้องอยู่ ก็เพราะมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเนี่ย มีกรรมเป็นที่พึ่ง มีกรรมเป็นเครื่องอยู่ มีกรรมเป็นเครื่องอาศัย มีกรรมเป็นที่มา แล้วก็มีกรรมเป็นที่ไป

เชื่อเรื่องตรงนี้ไม๊

(เชื่อ)

เออ เมื่อเราเชื่อเรื่องกรรมว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีชั่วเลวหยาบ

กรรมนี่มันมี อดีตกรรม ปัจจุบันกรรม แล้วก็อนาคตกรรม

อ้ายปัจจุบันและอนาคตนี่ เรากำหนดพอได้ ถ้าเมื่อใดที่เรามีสติ เราก็เลือกสรรเฉพาะทำแต่กรรมที่เป็นกรรมดี เรียกว่า กรรมเป็นกุศล เมื่อไรที่เราขาดสติ เราก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เราก็เผลอ เราก็ลืม แล้วก็ไปทำอกุศลกรรม หรือกรรมไม่ดี ที่เรียกว่า กรรมชั่วหยาบ

ส่วนอนาคตที่เป็น อนาคตกรรม ก็เป็นผลพวงมาจากปัจจุบันกรรมที่มีทั้งกรรมที่มีสติ ที่ทำด้วยความมีสติ ปัญญา กับ ทำด้วยความโง่เขลา เบาปัญญา มันก็ส่งผลไปถึงอนาคตกรรม เช่น ถ้าปัจจุบันกรรม เราเป็นคนที่ทำ พูด คิดอย่างมีสติ มีปัญญา สิ่งที่เราทำออกมา มันก็ส่งผลไปถึงอนาคต ส่งผลอย่างไรบ้าง ก็เมื่อเรามีสติ มีปัญญา เราก็จะทำไม่ผิด พูดไม่ผิด คิดไม่ผิด แล้วถ้าทำไม่ผิด พูดไม่ผิด คิดไม่ผิด อนาคตมันก็จะมีแต่ผลแห่งความถูกต้องปรากฏ

แต่ถ้าปัจจุบัน เราเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา เราก็จะทำผิด พูดผิด คิดผิด ผลก็ส่งไปถึงอนาคต คือ วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ว่า มันออกมาผิดพลาดหมด บกพร่องไม่ถูกต้อง และเสียหาย อย่างนี้เป็นต้น

แต่อ้ายกรรมอีกชนิดหนึ่งซึ่งเราไม่สามารถจะไปบันดาลดล หรือเปลี่ยนแปลงมันได้ คืออะไร อดีตกรรม กรรมที่เราทำมาแล้วแต่กาลก่อน เราแก้ไขไม่ได้ เราปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราจะไปดลบันดาลใช้แรงผลักดันไม่ได้

งั้น มนุษย์นี่ อยู่ได้ด้วยกรรม 3 ชนิด

  1. 1.อดีตกรรม ส่งผลให้เรามาเกิด แล้วก็
  2. 2.ปัจจุบันกรรม ทำสิ่งที่เกิดอยู่ แล้วในกรรมปัจจุบัน ก็ส่งผลไปสู่
  3. 3.อนาคตกรรม

งั้น ขณะที่มีชีวิตอยู่เนี่ย เราก็มีกรรม 3 ชนิดหมุนวนให้ผลอยู่ตลอดเวลา มีทั้งอดีตกรรม มีทั้งปัจจุบันกรรม มีทั้งอนาคตกรรม ยกตัวอย่างง่ายๆ ส่วนที่เป็นอดีตกรรม ก็คือ เราไม่รู้ว่า อ้ายโรคปัจจุบันที่มันเกิดขึ้น มันมาอย่างไร เพราะเราก็เชื่อว่า ปัจจุบัน เราก็ดูแลระวังรักษาสุขภาพอย่างดี คนไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา แต่เป็นโรคตับแข็ง เป็นมะเร็งในตับ อย่างนี้เป็นต้น บางทีเหตุปัจจัยเหล่านี้ มันก็ยากที่จะไปหยั่งถึง เพราะว่าอาหาร เราก็ดูแลอย่างดี อากาศเราก็อยู่ในที่ปลอดภัย สบายดี น้ำดื่มเราก็ดื่มอย่างดี หลับนอนก็อย่างดี ไม่มีปัญหา แต่ทำไมดันมาเป็นมะเร็งตับ หรือว่า โรคตับแข็ง หรือไม่ก็โรคหัวใจ โรคเลือด อะไรอย่างนี้เป็นต้น

งั้น เราก็ต้องย้อนกลับไปว่า อ้ายโรคเหล่านี้ แม้ที่สุดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคปากเบี้ยวปากบิด พิกลพิการ เดินไม่ได้ ยืนไม่ได้ ขับถ่ายเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นเค้ามาเป็นภาระเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว

มีใครอยากเป็นบ้าง

ไม่มี๊

ทุกคนไม่มีใครอยากเป็น แล้วถ้ารู้ว่าจะเป็น ก็ต้องหาวิธีแก้ไข แต่ที่มันเป็นไปได้ ก็เพราะเหตุปัจจัย ก็คือ เราไม่รู้ที่มาที่ไป นั่นคือ อะไร อดีตกรรม

งั้น มนุษย์อยู่เพื่อตัวเอง อยู่เพื่อผู้อื่น

อ้ายคำว่า อยู่เพื่อผู้อื่นเนี่ย มันรวมไปถึงคำว่า อยู่เพื่อชดใช้กรรมด้วย

พูดอย่างนี้ เข้าใจไม๊

ความหมายของคำว่า อยู่เพื่อคนอื่นเนี่ย รวมไปถึงอยู่เพื่อจะต้องชดใช้หนี้เก่า ที่มันมีมาแต่เก่าก่อนน่ะเมื่อวานนี้ ปีที่แล้ว เดือนที่แล้ว สัปดาห์ที่แล้ว แม้ที่สุด ชาติที่แล้ว

เราต้องใช้ ถ้าไม่ใช้แล้วหนีหนี้ สุดท้าย เจ้าหนี้ก็ต้องตามเจอจนได้

ชาตินี้ เราไม่ใช้หนี้ หมดหนี้ไม๊

ไม่หมด อย่าคิดว่าหนีหนี้แล้ว หนี้มันจะหมด

ชาตินี้ เราไม่ใช้ ชาติหน้า เราก็ต้องโดนทวง ชาติหน้าไม่โดนทวง ชาติต่อไปก็ต้องใช้เค้าจนได้ เพราะถ้าเราเชื่อเรื่องกฏของกรรม สิ่งที่กระทำ ไม่เคยมีสูญ แม้จะยืมเงินเค้ามาเล็กๆ น้อยๆ แล้งทำเห็น เจ้าหนี้โผล่ทางซ้าย กูหลบขวา มาทางขวา กูหลบซ้าย เฮ้ย มาข้างหน้า กูทำนอน ทำหลบ หนีพ้นไม๊

ชาตินี้ หนีได้ ชาติหน้าก็หนีไม่ได้ ชาติหน้าหนีได้ ชาตินู้นก็ต้องตามใช้หนี้เค้า เพราะเราเชื่อเรื่องกฏของกรรม เราก็ต้องเชื่อว่า เงินเศษเล็กเศษน้อย นิดหน่อยก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง

เป็นไม๊

(เป็น)

เอ้อ เพราะชาวบ้านเค้าหาเงินมา เค้าไม่ได้หยิบจากอากาศมา เค้าไม่ได้ไปหยิบจากแผ่นดินง่ายๆ มา แต่เค้าต้องเอาเหงื่อ ลงหยาดเหงื่อแรงงาน กว่าจะได้เงินมา เป็นกรรมชนิดหนึ่งของเค้าไม๊

เป็น

การหาเงิน ก็เป็นกรรมชนิดหนึ่ง แล้วเมื่อได้เงินมา เราไปเอาเงินเค้ามา ก็แสดงว่า เราติดหนี้กรรมของเค้า ไม่ว่าจะเล็กจะน้อย จะนิดจะหน่อย จะบาทจะสลึง จะ 500 จะพันนึง ก็เป็นหนี้การกระทำ แล้วถ้าเป็นหนี้แล้วไม่ใช้หนี้ มันก็จะเหมือนกับที่หลวงปู่เจอ สมัยก่อนอยู่วัดคลองเตย มันมีคนป่วยคนหนึ่ง อ้ายหมอพินิจเค้าเป็นหมอ ผู้เชี่ยวชาญโรคสมอง เค้ารักษาโรคคนป่วยมาทุกประเภท รักษาบ่อยๆ มีอยู่คนๆ เดียวที่เค้ารักษาไม่ได้ คือ โรคปวดหัวเป็นเวลา พอตี 1 ปุ๊บ นี่ต้องนอนดิ้น ปากบิด มือง่อยไปเลยเชียวล่ะ ทรมานมาก ทุกข์มาก ทุรนทุรายมาก หาสาเหตุไม่ได้ ปวดหัวรุนแรง พอถึงตี 1 ปุ๊บ แล้วมันจะต้องปวดทุกตี 1 เวลาอื่นมันปกติ แต่ตี 1 ปุ๊บ ต้องปวด

ถามว่า เพราะอะไร

มันก็ไม่รู้ว่า เพราะอะไร

สุดท้ายมันรักษาไม่ได้ ก็ต้องมาอาศัยพระ มันก็พาคนป่วยมาหาหลวงปู่

แล้วหลวงปู่ก็ ไปทำอะไรมา

เค้าก็เล่าให้ฟัง ผมก็ไม่ได้ทำอะไร เค้าเป็นนักธุรกิจ

เออ ไม่ได้ทำอะไร แล้วอยู่ดีๆ ปวด

มองหน้า เคยเป็นหนี้ชาวบ้านบ้างไม๊

เค้าก็นั่งคิดอยู่นาน ผมว่า ผมไม่เคยเป็น

เมียเค้ามากระซิบข้างๆ พี่ แน่ใจเหรอ

มันก็ถึง อ๋อ อดีต สมัยผมแต่งงานแล้วตั้งตัวใหม่ๆ ไปยืมเงินเพื่อนไว้

อ้าว ไปยืมมาเท่าไหร่

ไม่กี่ตังหรอก แต่เงืนพวกนั้น ก็เอามาทำบุญ ทำการค้า จนรุ่งเรืองเจริญ

อ้าว แล้วไม่คิดจะใช้เค้า

ผมตามไปหามัน แต่ไม่รู้ มันอยู่ไหน หาไม่เจอ

ผลปรากฏว่า ลองตามไปดูซิ สืบดูว่า เจ้าหนี้อยู่ไหน

เค้าก็ไปตามสืบจนเจอ อ้ายคนนี้ เจ้าของเงิน 70,000 บาทนี่ พอถึงตี 1ปุ๊บ มันก็เอาเหล็กมาเผาไฟ เขียนชื่อเจ้านี่ใส่ แล้วก็ทุบ โป้งๆ มันทำอย่างนี้อยู่เป็นปี จนกระทั่งอาฆาตของจิตมันผูก จนเหล็กกลายเป็นตัวอ้ายคนที่ป่วย

เออ ดูวิธีทวงหนี้มัน

กรรมไม๊

(กรรม)

แล้วถามว่า อ้ายคนทวงหนี้แบบนี้ มีกรรมต่อไปไม๊

เออ หนักกว่าอ้าย 70,000 นั้นอีก เออ มันทำให้เค้าเจ็บป่วย ทุรนทุราย

เห็นไม๊ นี่อย่าไปจำวิธีทวงหนี้แบบนี้นะ เดี๋ยวจะนึกว่า เขียนชื่อทักษิณใส่เข้าไปกองขี้หมา อันนี้ ไม่ได้บอกนามสกุลอะไรนะคะ ไม่ต้องไปตัดนะคะ เพราะทักษิณในโลกนี้ก็มีตั้งหลายคนนะคะ

เออ เกิดวันดีคืนดี เขียนชื่อทักษิณใส่เข้าไป เยี่ยวรดทุกวัน ตอน 5 ทุ่ม ทักษิณสำลักตาย สำลักเยี่ยวตาย เออ อย่าเข้าใจอะไรผิด

เล่าให้ฟังว่า นี่คือ กรรมชนิดหนึ่ง ใช่ไม๊ เป็นอะไรกรรม

(อดีตกรรม)

เป็นอดีตกรรม คำว่า อดึตกรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมชาติที่แล้ว เมื่อวานนี้ก็เป็นอดีตแล้ว ใช่ไม๊ ปีที่แล้วก็เป็นอดีตแล้ว เดือนที่แล้วก็เป็นอดีตแล้ว

งั้น เราไม่รู้หรอก ถ้าเราไม่มีสติปัญญาพอ เราก็จะหยุด ลด ละ เลิก อ้ายห่วงกรรมเหล่านี้ได้ พระพุทธเจ้าจึงพยายามสอนให้เราสร้างสติ ฝึกสติ มีสติ เพราะสติทำให้เรารู้และกำหนดได้ว่า ทำก็ตาม พูดก็ตาม คิดก็ตาม มันจะต้องเป็นกรรมที่ไม่ผิดพลาดเลย มันจะมีแต่กุศลกรรมอย่างเดียว มันไม่มีอกุศลกรรม

แล้วกุศลกรรม มันต้องมีปฏิสัมพันธ์อะไร มันสร้างเงื่อนไขอะไรแก่สังคม มันไม่มีเงื่อนไขใดๆ มีแต่ปฏิสัมพันธ์อันงดงามต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็กลายเป็นกุศลกรรม

แต่ถ้าเราทำกรรมด้วยการขาดสติ สมองหนา ปัญญานิ่ม ไม่มีสติปัญญา เราก็จะเผลอไปทำกรรมที่ล่วงเกิน ก้าวก่ายต่อคนอื่นอยู่เนืองๆ จนสุดท้าย อ้ายสิ่งที่เราทำ มันกลายเป็นกรรมอันหนัก มันสะสมเอาไว้เป็นอกุศลกรรม แล้วถ้าเจ้าหนี้เค้าตามทวงขึ้นมาล่ะ เรามีสิทธิ์หนีไม๊

อาจหนีได้ อาจหนีได้ แต่สุดท้าย หนีพ้นไม๊

ไม่พ้น วันนี้ หนีได้ พรุ่งนี้หนีได้ มะรืนหนีได้ ชาติต่อไปอาจจะหนีไม่ได้

ถ้างั้น ถ้ารู้อย่างนี้ เราเป็นหนี้ ทางที่ดีต้อง ใช้ให้มันเสียให้หมดๆ

งั้น คุณแม่ที่อยากตาย อย่านึกว่า หนีตรงนี้แล้วจะพ้นกรรมนะ อ้ายที่เป็นอยู่นี่ ต้องถือว่า เป็นกรรมอย่างหนึ่ง ใช้หนี้ซะ ให้มันหมดๆ ลูกก็จะได้มีโอกาสใช้หนี้แม่ด้วยว่า แม่เลี้ยงหนูมา เลี้ยงผมมา ผมจะได้ใช้ไหนี้แม่พ่อให้จบๆ

อย่างนี้ เค้าเรียกว่า อยู่เพื่อคนอื่น ไม่ใช่อยู่เพื่อตัวเอง แม่ก็ต้องคิดว่า เออ เราอยู่เพราะต้องการใช้หนี้ ไม่ใช่ไปตีโพยตีพาย ทุรนทุราย เศร้าโศก เสียใจ ก็ยิ่งทำให้ลูกต้องกลุ้มหนักไปอีก ทุกข์หนักไปอีก กลายเป็นแม่สร้างกรรมแก่ลูกอีก แล้วเมื่อไหร่มันจะจบจะสิ้นล่ะ เมื่อไหร่มันจะหมดกรรม เพราะการมาทำให้คนอื่นไม่สบายใจ ทุกข์ใจ เนี่ยเป็นกรรมไม๊

เป็น เป็นกรรมเหมือนกัน

งั้น พ่อแม่ทั้งหลาย เห็นว่าเราทุรนทุราย แย่แล้ว ป่วยไข้ไม่สบาย อยากต๊าย อยากตาย ตีอกชกหัว แล้วลูกเห็นอย่างนี้แล้ว สบายใจไม๊

มีลูกทุเรศที่ไหนที่เห็นอย่างนี้แล้วสบายใจ

ไม่มีหร๊อก นอกจากลูกมะพร้าว ลูกฟุตบอลล์นั่นแหละที่มีหน้าที่ต้องเตะกันอย่างเดียว อ้ายลูกดีๆ เค้าไม่สบายใจหรอก เห็นพ่อแม่ทุรนทุราย ตีอกชกหัว อยากต๊าย อยากตาย เค้ากินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทุรนทุราย กระสับกระส่าย ทั้งนั้นแหละ แล้วพ่อแม่กำลังทำอะไรอยู่

งั้น พ่อแม่อย่าทำร้ายลูกแบบนี้ เออ เราต้องถือว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่นี่ เรากำลังใช้หนี้ ใช้หนี้เก่า

ใช้หนี้เก่าไม๊

อย่างนี้ เป็นหนี้เก่าอย่างหนึ่ง เพราะเราไม่รู้นี่ว่า เอ้ ทำไมกูต้องเป็นอัมพฤกษ์ ทำไมกูต้องเป็นโรคหัวใจ ทำไมกูต้องปากเบี้ยว ทำไมกูต้องพิการ ทำไมกูต้องป่วย ทั้งๆ ที่ชีวิตกูก็พยายามทำดีมาตลอด พยายามสั่งสม อบรมกุศล บุญคุณงามความดี อาหารดี อากาศดี น้ำดี นอนดี จิตใจดี แล้วทำไมยังเป็น อ้าว แสดงว่า เจ้าหนี้เก่า กรรมเก่ามันตามมาใช้ เราก็ต้องทำความเข้าใจ รู้สึกได้ว่า เออ เราต้องอยู่เพื่อเจ้าหนี้

แต่ถ้าไม่ยอมรับ ปฏิเสธ เราจะหนีหนี้ เราจะกลายเป็นคนหนีหนี้ แล้วหนีหนี้อย่างนี้ เค้าไม่เรียกว่า อยู่เพื่อคนอื่น ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง แต่อยู่เพราะเห็นแก่ตัว แล้วเห็นได้หมดไม๊

เห็นไม่ได้หมด เพราะมันหนีไม่ได้ไง สุดท้ายก็ต้องใช้หนี้เค้าอยู่ดี

ตอนนี้ มีแรง มีกำลัง มีปัญญา มีจิตวิญญาณ มีร่างกาย ใช้ซะ ถ้าไม่มีแรง ไม่มีกำลัง ไม่มีปัญญา ไม่มีจิตวิญญาณ คือไม่มีชีวิต ไม่มีร่างกาย แล้วจะเอาอะไรไปใช้เขา เค้าตามทวง ก็เหลือแต่สัมภเวสีล่องลอยหนีเค้าไปเรื่อยๆๆๆ เพราะว่า อ้ายเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก มันเป็นอัตภาพของการที่ต้องตกเป็นทาสของการผ่อนหนี้อยู่ตลอดทุกลมหายใจอยู่แล้ว แต่เกิดเป็นมนุษย์เนี่ยนะ มันไม่ได้ผ่อนหนี้ทุกลมหายใจนะ เพราะมันมีโอกาสสร้างหนี้ก็ได้ ใช่ไม๊ แล้วสร้างหนี้ก็ได้ ไม่สร้างหนี้ สร้างทุน สร้างรอน สร้างบุญ สร้างกุศล ก็สร้างได้ ใช่ไม๊

แล้วเป็นเดรัจฉานนี่ มันสร้างบุญได้ไม๊ เป็นเปรต เป็นอสุรกาย มันสร้างกุศลได้ไม๊

ไม่ได้

หรือรอให้เป็นตรงนั้นก่อน แล้วค่อยมาใช้หนี้ แล้วเอาอะไรไปใช้เขา ตอนนี้มีปัญญา อยู่ในอัตภาพที่ถือว่า รวยพอสมควรล่ะ แม้จะรวยแบบตูดรั่วก็ตามทีเถอะ เออ ก็อ้ายที่บอกว่า ตูดรั่ว ก็คือ มันพิกลพิการ ง่อยเปลี้ยเสียขา เอาล่ะ ไหนๆ กูก็ได้อย่างนี้มาแล้ว กูก็ใช้มันซะให้หมด เพราะมันตาย ก็ไม่ได้นี่ ถูกไม๊ อยู่ก็ทรมาน ก็เอ้า มึงอยากจะได้ความทุกข์ของกู มึงก็เอาไปให้หมด กูยอมใช้หนี้มึงให้มันจบๆ ไปซะ วันข้างหน้ามึงกับกูจะได้ไม่เป็นหนี้กัน เท่านี้ คิดเป็นได้ไม๊ คิดให้มันเป็น

หลวงปู่ บางทีเนี่ย ป่วยหนักๆ เข้า เราก็มองว่า เอ กรรมใหม่หรือกรรมเก่า กรรมเก่าหรือกรรมใหม่

ถ้ากรรมใหม่ กูไม่ทำเหตุปัจจัยอะไรที่ป่วย แล้วถ้าเป็นกรรมเก่า นี่มันเป็นหนี้ครั้งไหน คิดแบบนี้ เค้าเรียกว่า มีอะไร อตีตังสญาณ ไม่จำเป็นต้องอวดคุณวิเศษ คิดถึงวันพรุ่งนี้ เค้าก็เรียก่า อตีตังสญาณแล้ว เข้าใจหรือเปล่าเนี่ย เดี๋ยวจะมาหาว่า กูอวดคุณวิเศษไปแข่งกับอรหันต์ อรหอย กับเค้าอีก

เออ พูดถึงเรื่องอรหอย ก็แว๊บไปซะหน่อย ก็ได้

เค้ามีคนมาบอกว่า อ้ายที่เราไปว่าเค้า ว่านู่น ว่านี่ ว่าท่าน หาว่า เราไปอิจฉาตาร้อน เพราะไม่มีรถลีมูซีนนั่ง ไม่มีรถอ้ายบั๊ก(?) นั่ง อ้ายรถไฮบั๊กนี่ มันแพงว่าลีมูซีนอีกนะ แพงกว่าจากัว อรหันต์ต้อง

ถามว่า มึงมีคุณค่าอะไรให้กูอิจฉา

ว่ากันด้วยศีล เทียบกัน มึงยังไม่ครบเลย

ว่ากันด้วยธรรม กูรู้มากกว่ามึง

ว่ากันด้วยจิต สมาธิ สติ และปัญญา มึงมีปัญญาอย่างกูไม๊

มึงมีอะไรให้กูอิจฉา

แต่อ้ายถามว่า อ้ายกากขยะ รถราม้าช้างเนี่ย กูควรจะต้องอิจฉา

เฮอะ ชีวิตกู หาไม่ได้หรอก ทำไมกูต้องอิจฉามึง

ไม่มีอะไรให้กูอิจฉา

มึงไม่มีค่าพอให้กูได้อิจฉา

ถ้ามึงมีศีลบริสุทธิ์ สมาธิเลิศ ปัญญาสูงสุด เนี่ย กูน่าจะอิจฉาว่า ทำไมกูทำไม่ได้อย่างมึง แต่นี่ มึงกระจอกงอกง่อยมาก ทำเป็นพวกสัมภเวสีใส่เครื่องทรง แล้วจะมีอะไรให้น่าอิจฉา

ไม่มีเลย

คุณค่าของความเป็นผู้มีสติปัญญา เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณก็ไม่มี เห็นแก่ตัว ละโมบโลภมาก         ตะกุมตะกามตะกละ โกหก ตอแหล ตลบตะแลงไปวันๆ นั่งรถก็หาว่า ในหลวงมาถวาย อ้ายเราก็นึกในใจ โอ๋ เวลามันพูด มันคงทำอย่างนี้ อ้ายทำแบบนี้ (นิ้วกลางไขว้ / เกี่ยว กับนิ้วชี้) คือ ตอแหล...

ในแบงค์มีในหลวงไม๊

(มี)

เออ ก็เหมือนกับในหลวงไปถวาย เอาตังค์ไปซื้อเค้า บอกในหลวงถวาย แหกตา ว่าเค้าเรื่อยไป

เนี่ย สันดาน ไม่มีอะไรน่าอิจฉา

งั้น หลวงปู่ไม่ได้อิจฉาคนเพราะว่า มีวัตถุมาก

เฮอะ ชีวิตกู ถ้ากูอยากสะสมวัตถุ ถ้าจะอิจฉา กูต้องแข่งวัตถุกับมัน หลวงปู่ต้องแข่ง มีสมบัติเยอะๆ มีบริวารเยอะ มีข้าทาส มีเงินทองเยอะแยะ

โอ๊ย....เรื่องนี้ไม่แข่ง อ้ายที่จะแข่งคือ แข่งศีล แข่งธรรม แข่งทาน แข่งสติ แข่งสมาธิ แข่งปัญญา

มึงมีปัญญาแข่งไม๊ล่ะ

ถ้ามีปัญญาแข่งน่ะ น่าอิจฉา

เพราะงั้น เข้าใจตามนี้

ย้อนกลับมาถึงคุณแม่อยากตาย แวะเข้าไปหน่อยหนึ่ง ขออภัย เพราะไหนๆ พูดไปแล้ว

คุณแม่อยากตาย คุณแม่ไม่ต้องอยาก ก็ตาย เอ้อ เดี๋ยวมันก็ตายแล้ว ไม่ต้องอยาก ไม่ต้องตีอกชกหัวให้ลูกต้องมาเศร้าซึม เศร้าใจ แล้วรู้ไม๊ วิธีอย่างนี้ มันทำร้ายลูก ทำร้ายจิตใจลูก ทำให้ลูกเศร้าหมอง แล้วคุณแม่กำลังจะสร้างกรรมให้แก่ลูก แล้วแม่ก็จะกลายเป็นหนี้ไม่จบ งั้น คุณแม่ไม่ต้องอยากตาย ไม่อยาก จะตายไม๊ จะเหลือเหร๊อะ

อายุปูนนี้แล้ว แม้ไม่อยาก ก็ต้องตาย ความตายเป็นสาธารณะ ความตายเป็นสิ่งที่ใครหนีไม่ได้ ความตายเป็นสิ่งที่ใครก็เลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้ว่าจะตายที่ไหน ตายเวลาใด ตายเพราะเหตุปัจจัยอะไร เลือกไม่ได้ พอถึงที่ มันต้องตาย ไม่มีสิทธิ์ที่จะพ้นความตาย

มีใครปฏิเสธและหนีความตายได้บ้าง แม้แต่องด์พระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสาวกทั้งหลายผู้เจนจบ เจนจัด มีบุญฤทธิ์ มีอภินิหารมากมาย ก็หนีความตายไม่พ้น

เพราะฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะตายแบบไหน ตายอย่างไร ตายที่ไหน อาการตายอย่างไร ความตายเป็นสาธารณะจริงๆ

เพราะงั้น ไม่ต้องอยาก เดี๋ยวก็ตาย แล้วทำไมต้องรีบหนี รีบตาย

ใช้คำว่า ทำไมต้องรีบตาย ก็แสดงว่า อยากหนีหนี้ แล้วหนีพ้นไม๊ หนี้เนี่ย ก็ไม่พ้นอีกแหละ หนี้กรรม ใครก็หนีไม่พ้น

ให้รู้ไว้เถอะ คนที่เป็นอยู่นี่ มีกรรม 3 ชนิด ครอบงำอยู่ 1. อดีตกรรม 2. ปัจจุบันกรรม 3. อนาคตกรรม

แล้วกรรม 3 ชนิดนี้ มันโดนปกคลุมด้วย กรรม 4 ประเภทใหญ่ คือ

  1. 1.คือ ชนกกรรม กรมมแต่งให้
  2. 2.อุปถัมภกกรรม กรรมเลี้ยงดู
  3. 3.อุปรียกรรม กรรมสนับสนุน
  4. 4.อุปฆาตกรรม กรรมตัดรอน

เราหนีกรรม 4 อย่างนี้ไม่ได้ใน 1 ชั่วโมง หรือ 1 วัน จำไว้ แม้ 1 นาทีก็หนี 4 อย่างนี้ไม่ได้

บางครั้งเราจะสังเกตว่า อุ๊ย วันนี้เราถูกหวยเว้ย อีก 1 นาทีต่อมา อุปรียกรรม หรือ อุปฆาตกรรม มันมาตัด ดันกินน่องไก่ ชักตาย แทนที่จะได้ใช้เงินหวย ฉลองไง เอาเงินหวยมาได้ ซื้อไก่มากิน ดันกินน่องติดคอตาย เงินหวย นี่เค้าเรียกว่า อุปฆาตกรรม มันมาตัดรอน วันนี้เราโอ้โห ลูกไปสอบปริญญาเอกได้ ลูกไปเลี้ยงฉลอง อ้าว รถชนตาย ปริญญาเอกว่าได้มาเมื่อกี้ รุ่งขึ้นรถชนตายเสียแล้ว อย่างนี้ เค้าเรียกว่า อุปฆาตกรรม มันมาตัดรอน

เราหนีพ้นไม๊

กรรมเนี่ย ไม่ต้องรอเป็นปี เป็นเดือน เป็นชาติ หรือแม้ที่สุด เป็นวัน เป็นนาที มันให้ผลทุกเวลา ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะนำหน้าใคร บางทีชนกกรรมแต่งให้เกิด เกิดในตระกูลดี สูงส่ง แต่โหลยโท่ย เละเทะ เลวยิ่งกว่าคนที่เกิดในสลัมอีก ติดยา ขี้โรค ขี้เหล้าเมา สารพัดขี้อยู่ในตัวมันหมด เหม็นตั้งแต่หัวจรดปลายตีน นี่แสดงว่า ชนกกรรมแต่งให้เกิดดี แต่อุปถัมภกกรรมเลี้ยงดูไม่ดี อุปรียกรรมก็เลยสนับสนุนให้มันเลวหนักกว่าเก่า พาเพื่อน คบสังคม คบสิ่งแวดล้อมหนักลงไป สุดท้าย อุปฆาตกรรม ก็เข้ามาทำหน้าที่ อย่าอยู่เลยมึง ตายเสียเถอะ นี่เป็นต้น

แล้วถามว่า คนหนีพ้นไม๊

ไม่พ้น ลูก

หลวงปู่บางทีก็ เออ กูก็ทำงาน บางทีกำลังทำดีๆ แหม อ้ายนู่นก็ปัญหา อ้ายนี่ก็ปัญหา หลวงปู่ไม่ได้มองเรื่องอื่นเลย แสดงว่า อุปรียกรรม อุปถัมภกกรรม อุปฆาตกรรม มันเข้ามาตัดเล็กตัดน้อย ตอดนิดตอดหน่อย เราจะต้องฝ่าฟันมันให้ได้

สำหรับหลวงปู่แล้ว อุปสรรคทั้งหลายเป็นกรรมทั้งนั้น ปัญหาทั้งหลายเป็นกรรมทั้งนั้น

หน้าที่ของเราคือ ต้องสู้กรรมมันให้ได้ ต้องชนะมันให้ได้ โดยวิถีทางที่มีสติมาก มีปัญญามาก มีสมาธิมาก มีเดช มีศักดา มีตบะ มีอานุภาพในจิตให้มาก เราจะสามารถสู้ฝ่าฟันต่อปัญหาและอุปสรรคได้

จำไว้ หนามทิ่ม ก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง

กรรมอะไร

กรรมโง่ไง

เสือกไปเหยียบหนาม หนามมันอยู่ของมันดีๆ ดันไปเหยียบให้มันทิ่มตีน อย่างนี้ โง่หรือฉลาด แล้วยังไม่เรียกว่า กรรม แล้วเรียกว่า อะไร

กรรมโง่

มีดบาดมือ ก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง

เป็นกรรมอะไร

กรรมโง่

เอ้า ก็มีดมันอยู่ของมันดีๆ ดันไปเอามาเฉือนนิ้ว

อย่างนี้ โง่หรือฉลาด

เผอิญ หลวงปู่ไม่โง่ ก็เลยไม่เคยโดนหนามทิ่มตีน ไม่เคยโดนมีดบาดมือ อ้ายกรรมแบบนี้ไม่เคยเกิดกับหลวงปู่ เพราะกูไม่โง่ จริงๆ

เพราะฉะนั้น เห็นไม๊ เมื่อความฉลาดมันเกิดขึ้น กรรมเล็กกรรมน้อยนี่ มันหมดไม๊

หมด

อุปสรรคเล็ก อุปสรรคน้อย ปัญหาเล็ก ปัญหาน้อย หมดไม๊

หมด

งั้น สติปัญญานี่สำคัญสุด มันจะทำให้เราพ้นจากบ่วงแห่งกรรมที่มันเป็นกรรมนิดกรรมหน่อย ยึกยัก ตอดนิดตอดหน่อย ทำให้เราหงุดหงิด งุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญ มันจะหมดไป

วันดี อยู่ดีๆ โง่ ไม่รู้จะทำยังไง

ถามว่า ทำไม

ตีหัวตัวเอง ไม่รู้กุญแจไปทิ้งไหน

อ้าว โง่นี่ ลืม ขาดสติ หาคนเดียวไม่พอ ยังเดือดร้อนคนอื่นอีก

ด่าชาวบ้านอีก มึงเห็นกุญแจกูไม๊

ไม่เห็น

มึงอยู่ยังไงวะ ไม่เห็นกุญแจกูเลย ในบ้านนี้

อ้าว ด่าชาวบ้านอีก หนักกว่าเก่าอีก ทำกรรมอีก

อันนี้ กูไม่ได้ด่าใครนะ กูพูดเรื่องจริงให้รู้เลยว่า ความโง่นี่ มันเกิดกับใครแล้วมันสร้างกรรมได้เสมอ

เออ เอ เงินกูเอาไว้ตรงไหนวะ อือ กูว่า กูวางไว้ตรงนี้น้า สงสัยลูกกูจะจิ๊กไปแล้วมั๊ง ฮึ ผัวกูแน่เลย ลูกมันไม่อยู่นี่ อ้าว ผัวไม่อยู่นี่ คนใช้แน่ๆ อ้ายห่านี่ ไว้ใจไม่ได้ หนักไปกว่าเก่าอีก ทำไปทำมา อ้าว ไปซุกอยู่ใต้ห้องครัว หรือไม่ก็ ใต้หม้อ ใต้เตียง ใต้ตู้ ใต้หมอน อะไร ฮึ มีใครมาวางไว้วะ อ้าว ถามอีก ใครมาวางไว้วะ แต่ด่าชาวบ้านเค้าไปทั้งเมืองแล้ว อย่างนี้เป็นกรรมไม๊

เป็น

แล้วคนพวกนี้เนี่ยนะ โง่มากๆ เข้าเนี่ย ทำดีไม่ได้ดีนะ อ้าว ชาวบ้านเค้าดีอยู่ เสือกไปด่าเค้า หาว่าขี้ขโมย อ้ายคนใช้มันขยัน ดูแลเช็ดทุกซอกทุกมุม ก็ดันไปว่า มันขี้ขโมย เพราะมีอ้ายคนๆ คนนี้คนเดียวที่มันเข้าห้องกูได้ คนอื่นเข้าไม่ได้ อ้าว ซวยอีก หนักกว่าเก่าอีก

ทีนี้ เวลาเราจะทำดีขึ้นมาบ้าง คนอื่นเค้าก็ด่าเราเหมือนกับที่เราไปด่าเค้า เห็นไม๊

งั้น อ้ายกรรมเนี่ยนะ อย่าไปบอกว่า คนอื่นทำให้เรา

ใครทำ

แล้วอ้ายที่นั่งอยู่บนรถเข็นน่ะ ใครทำ อาม่า

ทำเอง

ที่นั่งอยู่บนรถเข็นน่ะ เฒ่า ใครทำ

ทำเอง

ทำไมกูไม่เดินเหมือนคนอื่นวะ

ก็ทำมาเอง

ทำมาตอนไหน

ไม่รู้เหมือนกัน

โง่นี่ ก็เลยไม่รู้

ถ้าฉลาด ก็จะรู้ว่า อ๋อ กูกินมากไป แป๊บซี่ดื่มทุกวัน เออ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เออ ก็ต้องรู้สึกได้ว่า เออ กรรมของกู มันทำให้กูแย่อย่างนี้

เพราะงั้น ก็เลยต้องให้รู้ว่า ไม่ต้องอยากตายหรอก ลูก ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว           

สำคัญว่า ขณะมีชีวิต เราอยู่เพื่อใคร

เราต้องคิดเสมอว่า เราไม่ได้อยู่เพื่อตัวเองสำหรับพ่อแม่ แม้ที่สุดก็ต้องอยู่เพื่อใช้หนี้กรรม เราไม่มีลูกไม่มีหลาน มันโตไปหมดแล้ว ไม่มีห่วง ไม่มีใย แต่มีหนี้

มีไม๊

ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ เป็นหนี้ไม๊

เป็น

เนี่ย กูก็เป็นหนี้

กูเป็นหนี้พวกมึงน่ะ ดูสิ กูต้องถอดสายน้ำเกลือมานั่งคุยกับมึง เค้าจะให้ยา บอกหมอ เอาไว้ให้วันพรุ่งนี้ เออ เลยต้องบอก กูเป็นหนี้ไม๊เนี่ย

เป็น กูถือว่า เป็นหนี้อย่างหนึ่ง เป็นหนี้เผ่าพันธุ์มนุษยชาติ ต้องทำหน้าที่ เป็นหนี้อย่างหนึ่ง

งั้น เมื่อเราเป็นหนี้ ก็ต้องใช้หนี้ อย่าหนีหนี้

เพราะมันหนีพ้นไม๊

โอ๊ย ตอนนี้ มีแรงน่ะ ใช้ซะ ลูก เดี๋ยวถ้ามันเป็นแต่ลม อากาศ สัมภเวสีลอยไป จะเอาที่ไหนมาใช้ เป็นอสุรกาย เป็นเปรต มันไม่รวยเหมือนอย่างเรานะ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เนี่ย มัน จน จ๊น จน นะ สุดจะจน จน จนเลย ยิ่งสัตว์นรกนี่ยิ่งโคตรจะจนเลย

งั้น มนุษย์นี่ รวยไม๊

รวยสิ อย่างน้อยก็มีมือ มีตีน มีหัว มีตา มีตัว มีตีน มีตูด มันพร้อมเสร็จ เปรตมันไม่มีตานะ มีแต่หัวกับปาก ตีนไม่มี ก็กลิ้งไป บางทีเปรตก้อนเนื้อ นี่เรารวยจะตายไป มีอวัยวะตั้ง 32

ขาดไปบ้าง เกินไปบ้าง ก็ยังมีมากกว่าเดรัจฉาน เพราะเรามีสมองคิด

ขาดไปบ้าง เกินไปบ้าง ก็ยังมีมากกว่าสัตว์นรก เพราะเรายังมีน้ำดื่ม มีข้าวกิน มีบ้านอยู่ มีเสื้อนุ่งห่ม เพราะสัตว์นรก ไม่มีน้ำดื่ม แม้หยดเดียวก็ไม่มี ข้าวเม็ดหนึ่งก็ไม่มีกิน เสื้อผ้าก็ไม่มีใส่

งั้น เรายังมีเยอะ ร่ำรวยเห็นปานนี้ มีหนี้ ต้องรีบใช้ แข็งแรง ใช้มันขณะที่มีชีวิต เท่าไหร่เท่ากัน ให้มันหมดไป แล้วคิดให้เป็นว่า นี่เราอยู่เพื่อลูกหนี้ เจ้าหนี้ ใช้หนี้และคนอื่น จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลา เสียเที่ยว เสียที ว่าโอ๊ย ตีอกชกหัว กูอยากต๊าย กูอยากตาย

ไปสร้างกรรมเพิ่มขึ้น เป็นบาปเป็นกรรมเพิ่มขึ้น

จำไว้นะ พวกที่นั่งรถเข็นทั้งหลาย คนแก่คนเฒ่า แม้ไม่นั่งก็แล้วแต่เถอะ ลูก อยู่เพื่อคนอื่น คนอื่นนั้นก็คือ ครอบครัว ลูกหลาน ญาติมิตร และสุดท้าย เพื่อเจ้าหนี้ ใช้มันเฮอะ ใช้มันเสียให้หมด ตอนนี้เรารวย เพราะไม่แน่ชาติหน้าว่า เราจะจน จ๊น จนขนาดไหน หรือจะได้หนีไปเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ไม่แน่ วาสนา

ตอนนี้ มีปัญญา มีกำลัง มีทรัพย์ มีแรง มีแขน มีขา มีตัว มีตา มีตีน มีตูด ใช้มันซะให้เกลี้ยง

แล้วถึงเวลา จะได้ไม่ต้องมานั่งพะว้าพะวงว่า โอ๊ย กูจะตายแล้ว เจ้าหนี้มาทวง เอาแขนกูคืนมา เอาขากูคืนมา เอาเงินกูคืนมา เอาผัวเอาเมีย เอาชีวิตกูคืนมา แล้วมันจะแย่ เพราะอ้ายที่กินเข้าไปเป็นตัวเป็นตนนี่ กินแต่ผักอย่างเดียวเหร๊อ หมูหมดไปกี่เล้าแล้ว วัวหมดไปกี่คอก ปลาหมดไปกี่เข่ง

เป็นหนี้เค้าไม๊

เป็น

เมื่อเป็นแล้ว เราจะทำยังไง

ก็ต้องใช้เค้าบ้าง ไม่ใช่ อยู่ดีๆ จะหนีตาย ทิ้งเฉย แล้วรอให้เจ้าหนี้หงาว ชะเง้อคอยาว ยิ่งเค้ารอทวงหนี้ได้นานเท่าไหร่ ดอกก็จะเพิ่มกับเรามากเท่านั้น แทนที่จะใช้น้อยๆ เบี้ยหนึ่งหอยหนึ่ง ก็กลายเป็นเข่ง เป็นกระบุง แทนที่จะใช้เหรียญหนึ่ง บาทหนึ่ง ก็กลายเป็นหมื่นเป็นแสน

งั้น รีบๆ ใช้ไปเถอะ อย่าไปกังวลวิตก เจ็บป่วยไม่สบาย เป็นไข้ เดือดร้อนทุรนทุราย รักษาไม่หาย นึกปลงเสียเฮอะ เออ ใช้หนี้เว้ย แล้วใจมันจะสบายขึ้น มันจะร่มขึ้น มันจะเย็นขึ้น มันจะผ่อนคลายมากขึ้น มันจะไม่กังวลวิตกเยอะมากเกินไปนัก ชีวิตเราก็จะอยู่อย่างมีภาวะของผู้นำจิตวิญญาณจนไปสู่สุขคติได้ เรามีกำลังพอ มีแรงพอที่จะผ่อนชำระหนี้ได้หมดสิ้น

ทั้งหมดเนี่ย เป็นตำสอนพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้เรารู้เรื่องกฏของกรรม สอนให้รู้จักเหตุปัจจัยแห่งกรรม เราสวมนต์ เราท่องกันอยู่เสมอๆ

กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ เรามีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมปฏิสนธิ คือ การเกิด เรามีกรรมเป็นกำเนิด แล้วเราท่องอยู่ๆ สวดมนต์อยู่ ไม่ได้สำเหนียกสำนึกบ้างเลยเรอะ พอท่องจบก็โวยวาย ตีโพยตีพาย อ้ายอย่างนี้แสดงว่า ไม่เชื่อสิ่งที่เราทำ

ชั่วชีวิตหลวงปู่ เรียนอะไร รู้อะไร ศึกษาอะไร กูจะทำสิ่งนั้น สิ่งไหนที่ไม่เรียน ไม่รู้ ไม่ศึกษา กูจะไม่เอา แล้วอะไรที่ยังเรียนไม่ถึง ศึกษาไม่ถึง ก็ทำไม่ได้

ถ้าจำเฉยๆ ก็ไม่เอา

เพราะงั้น ให้เข้าใจไว้ว่า รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์   รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ

งั้น จะรู้อะไร ก็ต้องรู้ให้จริง ลูก

รู้ให้จริง มันต้องลงมือ

ทำ ทำให้มาก ทำให้เยอะ เหมือนอย่างเมื่อเย็นที่หลวงปู่เล่า ทุกอย่างที่หลวงปู่ทำ มันออกมาจากอะไร

ออกมาจากหัวใจ ออกมาจากใจนี่ มันอยู่ในข้ออะไร

อิทธิบาท 4 มีอะไรบ้าง

ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

เออ ฉันทะ ความพอใจ

ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความพอใจ มีความเพียร มีใจจดจ่อ แล้วก็มีปัญญาใคร่ครวญ

งั้น เมื่อเรามีใจ หลวงปู่นี่ มีใจไม๊

(มี)

กูมีความเพียรไม๊

(มี)

อุ๊ย ถ้ากูไม่มีความเพียร แผ่นดินนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว ฮึ พระใหม่พูดกัน หลวงปู่พามันไปขุดมัน อู้หู มาลุยเองเลยเหรอ นึกว่าสั่งอยู่เฉยๆ

เออ มึงทำ กูก็ทำ อ้าว กูถือว่า กูทำ กูได้บุญ กูทำ กูได้บุญ ขุดหัวหนึ่ง กูก็ได้บุญเข่งหนึ่ง เพราะกูใช้มันด้วยไง อ้าว ถ้าไปใช้มันอย่างเดียว เดี๋ยวเข่งเราหลุดรั่ว เราก็ต้องทำด้วย

เออ กูขุดหัวหนึ่ง มึงร้อยโล กูก็ร้อยหัว กูก็ได้ร้อยหัว ร้อยบุญ เพราะกูถือว่า กูใช้มึงทำ เออ มึงก็ทำด้วย กูก็ทำด้วย ช่วยกันทำ เพราะหลวงปู่เห็นว่า เราทำ เราได้ ทำจากหัวใจ

เหนื่อยนัก พักหน่อยก็หาย

ร้อนนัก อาบน้ำ ก็สบาย

หิวนัก กินข้าว ก็คลาย

เพราะเชื่ออย่างนี้ไง ชีวิตก็เลยไม่หยุดนิ่งในการทำการงาน

เพราะเชื่ออย่างนี้ ชีวิตก็เลยมีคุณค่าพอที่จะดำรงอยู่ ยืนหยัดอย่างสง่างาม หลวงปู่มักจะพูดกับลูกหลานเสมอว่า ถ้าชีวิตอยู่อย่างไม่สง่างาม กูไม่ยอมอยู่ กูจะไม่อยู่ กูจะไม่ยอมหายใจ อยู่แล้วต้องสง่างาม อยู่แล้วต้องงดงามในสายตาและหัวใจของตัวเอง ไม่ใช่งดงามในสายตาชาวบ้าน

อ้ายที่งดงามในสายตาชาวบ้าน ก็แบบว่า เฮียยันตระ เฮียนิกร เฮียอรหันต์ทั้งหลายนั่นแหละ นั่นเค้างดงามในสายตาชาวบ้าน แต่อาตมาน่ะ ต้องงดงามในสายตาตัวเอง ส่วนชาวบ้านมันจะมองว่า อัปรีย์ กาลี จัญไร ยังไงก็เรื่อง ช่างแม่มัน เออ ช่างหัวมัน อะไร

อ้าว กูอยู่เพราะกูไหว้ตัวเองได้ บูชาตัวเองสนิท เคารพตัวเองถูก พอแล้ว ไม่ได้อยู่ให้คนอื่นไหว้ คนอื่นไหว้ ก็แสดงว่า เค้าเห็นคุณค่าในตัวเรา เค้าจึงไหว้ ไม่ได้ไปโฆษณา เค้าจึงมาไหว้

ถ้าอย่างนี้ ก็แสดงว่า ไม่ต่างอะไรกับดารา ไม่ต่างอะไรกับนักแสดง แล้วมันจะสง่างามตรงไหน ก็หลอกเค้ากินไปวันๆ เดี๋ยววันนี้ กูเป็นเจ้า พรุ่งนี้ กูเป็นพระเอก วันนี้ กูมาเป็นไพร่ นี่ก็มาเป็นขี้ข้า นั่นก็มาเป็นโจร สุดท้าย มึงเป็นตัวอะไรกันแน่

เป็นงง

ดีไม่ดี มันก็ยังงงตัวมันเอง เอ้ย กูเป็นตัวอะไรวะเนี่ย

งั้น กูยืนไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนแซ่ เมื่อไหร่ๆ กูก็ยังเป็นของกูอย่างนี้ เพราะกูพอใจในสิ่งที่กูเป็น กูภาคภูมิในชีวิตกู ว่าชีวิตหลวงปู่ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายต่อพระธรรมวินัย ไม่เคยทำผิด ตระบัดสัตย์ ทรยศ เป็นกบฏ ปลดเปลื้อง หรือขโมยชาวบ้าน หลอกลวงชาวบ้านกิน

ทำไม่เป็น ทำไม่ได้

ถ้ากูจะหลอกชาวบ้าน กูสู้ปลูกผักขาย กูยังรู้สึกภูมิใจกว่าอีก

หลอกชาวบ้านนี่ มันง่ายใช่ไม๊

โยมจ๋า โยมแม่ โยมพ่อ โยมลูกโยมหลาน ขอนั่นหน่อยสิ เออ โยมมาม่าจ๊ะจ๋า โยมมาม่า มีอะไรมาถวายอาตมาบ้างจ๊ะ

อุ๊ย กระดากปาก ขยะแขยง ได้มา ก็เป็นเสนียดจัญไรตัวเองด้วย

อาม่า เป็นไงบ้าง อย่างนี้ สบายใจ พูดอย่างนี้

ยังอยู่อีกเหร๊อ เออ มันสบายใจดี

หลวงปู่เป็นคนที่ กูบอกแล้วว่า ถ้าทำจากใจ ก็พูดจากใจ กูไม่ใส่หน้ากาก ไม่เสแสร้ง ไม่แกล้ง ตลบตะแลง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงเค้ากินไปวันๆ ไม่รู้หรอกว่า อ้ายการหลอกชาวบ้านกินนี่ น้ำหยดหนึ่ง ข้าวเม็ดหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงเงิน ก็เป็นหนี้เค้าไป 500 ชาติ แล้วถ้าได้มาเป็นเงินมานี่ จะเท่าไหร่

ที่พระเตมีใบ้ ท่านไม่พูดไม่จา ไม่ปกครองแผ่นดิน เพราะท่านเห็นสัตว์นรกทรมาน ท่านเห็นสัตว์นรกที่ต้องตกทุกข์ได้ยาก เพราะทำพฤติกรรมการกระทำต่างๆ เนี่ย ท่านเลยแกล้ง แสร้งทำเป็นใบ้ซะ มึงจะเอากูไปฝังดิน เผาไฟ เฆี่ยนตี มดตะนอยต่อย แตนต่อย กูก็ทำนิ่งเฉย เพราะอ้ายเจ็บตรงนี้ ยังน้อยกว่าตกนรก ท่านเห็นว่าอย่างนั้น แม้เผาไฟไหม้เป็นจุล ก็ยังถือว่า ยังเย็นกว่า ไฟนรก

เหมือนกัน หลวงปู่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ กว่าจะได้ปัจจัย ได้เงิน ได้ทองมาทำนุบำรุง สร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น กูว่า ยังเหนื่อยน้อยกว่าที่จะไปหลอกชาวบ้าน ได้ตังค์มา แล้วก็เอาตังค์ไปทำ หรือไม่ทำ ก็เอามาส้องเสพสังเวยความสุขของตัวเอง ถ้าอย่างนี้ หว่า กูคิดสั้นล่ะ มึงไม่ควรมากราบไหว้กู ไม่ควรเรียกกูว่าเป็นครู และผู้นำของจิตวิญญาณ

เพราะงั้น หลวงปู่ไม่เคยเป็นกบฏ หรือ ตระบัดสัตย์ของความเป็นครูของตัวเอง แล้วก็ไม่ขอบเห็นคนอื่นกบฏ ตระบัดสัตย์ หรือทรยศต่ออุดมการณ์ของพระศาสดาที่ทรงสั่งสอนอบรมมา

พูดให้เค้าฟัง ทำให้เค้าดู เป็นครูให้เค้าเห็น

คนดูทำเป็นหรือไม่ ก็สุดแท้แต่สติปัญญาของคน อย่างดีก็แค่ด่าแค่บ่น ด่าไป บ่นไป มันชอบใจก็เลิก ไม่ชอบใจ มันไป ก็เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู

เรื่องของกู กูทำหน้าที่ เท่านี้แหละ พอล่ะ

หน้าที่ของกู กูทำ

เออ ท่านพิธีกรมานั่งหน้าเหี่ยวอยู่นานแล้วนะคะ เดี๋ยวเปิดโอกาสให้ทำหน้าที่ซักประมาณ 3 โมงตรง แล้วก็จะได้ปฏิบัติธรรม เพราะว่า หลายสัปดาห์เรื้อรังมานาน เชิญค่ะ

 

6 พ ค 2555   14.20 น. ถอดซีดี ธรรมะต้นเดือน ช่วงปุจฉา วิสัชนา โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ

.....ท่านพิธีกรมานั่งหน้าเหี่ยวมานานแล้วนะคะ เดี๋ยวก็เปิดโอกาสให้พิธีกรเค้าทำหน้าที่ซักประมาณ 3 โมงตรง แล้วก็จะได้ปฏิบัติธรรม เพราะหลายสัปดาห์เรื้อรังมานาน เชิญครับ

พิธีกร   นมัสการหลวงปู่ครับ และขอนำทุกท่านเข้าสู่รายการปุจฉา วิสัชนา สนทนาธรรมกับท่านหลวงปู่พุทธะอิสระเป็นประจำอย่างนี้ ในช่วงต้นเดืออย่างนี้ ขออนุญาตเริ่มคำถามแรกครับ

ปุจฉา     หลานอายุ 7 ขวบ เป็นแผลพุพอง น้ำเหลืองไม่ค่อยดี พอหายแล้ว ก็กลับมาเป็นอีก ตามแขนตามขา จะกินยาอะไรดีครับ

วิสัชนา     อ้ายน้ำเหลืองนี่ มันเกี่ยวกับต้นเดือนด้วยเหรอ ก็เห็นบอกว่า ในช่วงต้นเดือน

พิธีกร   ไม่เกี่ยวครับ แต่ว่า

หลวงปู่   อ๋อ นึกว่า จะถามเรื่องเงินเดือน ถามเรื่องน้ำเหลือง ในช่วงต้นเดือนอย่างนี้ น้ำเหลืองที่เป็นก็คงจะแห้ง หลานที่เป็นน้ำเหลืองเสียนี่ ก็ไปหา มีตังค์แล้วนี่ ก็ไปหาซื้อยากินได้ ยาแก้น้ำเหลืองเสีย ก็น่าจะใช้ได้ในระดับหนึ่ง อายุประมาณ 7 ขวบ ในช่วงต้นเดือน ก็พอจะไปซื้อได้ จบ มียาแก้น้ำเหลืองเสีย กินครั้งละ 3 เม็ด เช้า เย็น น่าจะดีขึ้น แล้วก็ยาบำรุงเลือดอีกหน่อย แถมพกซัก 2 เม็ด เช้า เย็น จบ

ปุจฉา     การบริจาคร่างกายให้นักศึกษาแพทย์เพื่อเรียนรู้ ดีหรือไม่ครับ

วิสัขนา   ดี มันเป็นปรมัตบารมีนะ บริจาคทานเค้าถือว่า บารมีธรรมดา ให้อวัยวะก็ถือว่า เป็นอุปบารมี ให้ชีวิตให้เลือดเนื้อ ก็จัดถือว่า เป็นปรมัตบารมี บารมีขั้นสูง ไม่ถือว่าให้ชีวิตแต่ให้ร่างกาย ก็จัดว่า เป็นบารมีขั้นสูง ดีทั้งนั้น ตายแล้วไม่รู้เรื่องอะไร มันจะเอาอะไร จะฉีก จะเผา จะหั่น จะสับ ก็เรื่องของมันเถอะ ถ้ามันจะได้ประโยชน์ต่อมหาชนคนทั้งหลาย ทำได้ก็ดี อนุโมทนา ถ้าลูกหลานเค้าเห็นด้วย อนุญาต

พิธีกร   แล้วถ้าแม่ผู้บริจาคไม่สนับสนุน เพราะกลัวว่า เกืดชาติหน้าจะไม่ครบ 32 ประการ

หลวงปู่     โอ๊ย ไม่เชื่อหรอก ไม่จริ๊ง ใครให้แล้วไม่ครบ เดี๋ยวมาบอกกู กูจะหาเติมให้ เดี๋ยว ถ้ามึงหาย ก็เอาตีนหมาใส่ หัวหาย ก็เอาหัวหมาใส่ ไม่ยาก ปากหาย ก็เอาปากหมาใส่ ไม่ต้องกลั๊ว อาจจะได้ปากมากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป ไม่ต้องกลัว ลูก ให้ไปกับอวัยวะทั้งหลายกลับจะแข็งแรง อานิสงส์ในการบริจาคอวัยวะร่างกาย ให้ส่วนใด จะได้ส่วนนั้นที่ประเสริฐ จบ

ปุจฉา   ผมเพ่งพระพุทธรูป ที่คอเหมือนมีเหล็กแหลมแทงคอ ปวดหลายวัน จะทำอย่างไรไม่ให้เหล็กแหลมแทงเกิดขึ้นอีกครับ

วิสัชนา    แสดงว่า เป็นโรคต่อมทอลซินอักเสบหรือเปล่า เป็นหวัดลงคอไม๊ ถ้าไม่ต่อมทอลซินอักเสบ หวัดก็ไม่ลงคอ เป็นโรคกลากหรือเม็ด ...เรียกว่า โรคพุพองในคอ หรือ ถ้าไม่มีอาการป่วยใดๆ ปากไม่เป็นแผล คอไม่เจ็บ แต่อยู่ดีๆ มันเกิดขึ้นในขณะที่เพ่งพระพุทธรูป ก็จงเพิกถอนมันเสีย ถ้าจำเป็นต้องทำกรรมฐานข้อนั้น

สมัยก่อน หลวงปู่ไปเพ่งอสุภะกรรมฐาน ที่ป่าช้าวัดเนินหลังเต่า แถวทุ่งเหียน พนัสนิคม เพ่งๆ อยู่ ศพมันลุกขึ้นมานั่ง ศพมันลุกขึ้นมานั่งแล้วมันก็ลุกขึ้นยืน

เออ ถ้าเป็นมึง มึงทำยังไง

(วิ่งหนี)

กูก็เหมือนมึงนั่นแหละ กูจะอยู่ทำไม

ไม่ กูไม่เสียฟอร์มขนาดนั้นหรอก

กูก็ขยับถอยหลังมาหน่อยหนึ่ง ขยับออกมาซัก 2 เมตร เพราะว่ามันใกล้เกินไป กูยังนึก เออ กูเพ่งใกล้เกินไปว่ะ ขยับออกมา 2 เมตร เออ มันก็ลงนั่ง เออ ขยับมาอีกเมตร เออ มันก็ลงนอน

อ้อ แสดงว่า กูใกล้เกินไป แต่กูไม่เสียฟอร์มขนาดวิ่งจีวรบานหรอก เสียเชิงหมด บางที การอยู่ในสิ่งใด เพ่งกรรมฐานกองใดกองหนึ่งเนี่ย แม้ไฟก็เหมือนกัน เค้ามีกำหนดไว้นะ ห่างจากกายประมาณ 4 ช่วงแขน 4 ช่วงแขนก็ประมาณเท่าไหร่ 4 ศอก

4 ศอก ก็ 2 เมตร ประมาณนั้น

ถ้าอสุภะ ก็ห่างจากกาย 6 ช่วงแขน เพื่ออะไร เพื่อไม่ให้กลิ่นมันเข้าจมูกไง ไม่ให้ตามองเห็นภาพนานๆ แล้วมันเบลอ มันจะเห็นไปเองจนเป็นปฏิกิริยาทางจิตอย่างหนึ่ง เพราะจิตมนุษย์นี่ ทุกอย่าง ทุกคนนี่ มันมีความกลัวอยู่ไม๊

มี๊ แล้วมันก็ปรุงแต่งของมันไปเอง

งั้น ห่างๆ เอาไว้ ถอยห่าง ถอยห่าง

เพื่อเอาไว้

เออ ถอยห่าง แล้วอย่ายืนนิ่ง พยายามก้าวขา สลับกันเอาไว้ เห็นท่าไม่ดี หลวงพ่อช่วย เออ ไป

เอ๊า จริงๆ หลวงปู่ไม่ประมาท กูไม่ประมาทหรอก เตรียมตัวไว้

เพราะฉะนั้น กรรมฐานกองไหน ถ้าทำแล้ว เห็นถ้าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อตัวเราเอง ท่านว่าไว้ว่า ให้เพิกถอนนิมิตรเสีย พอหลวงปู่ถอยห่างมาแล้ว ก็พิจารณาด้วยสภาวะธรรม ว่า เอ๊ ศพนี่ มันเป็นอสุภะๆ มันก็ซาก ต้นไม้ตาย ก็เรียกว่า อสุภะ ซากอสุภะ หมู เห็ด เป็ดไก่ ตาย ก็ซากอสุภะ ต้นไม้ตาย ไม่เห็นมันลุกขึ้นยืนได้ แล้วศพมนุษย์ตาย มันจะยืนได้เหร๊อ อีห่า นี่ หลอกกูกลางวันเลยเหร๊อ

เอ๊ พอถามมันอย่างนั้นเข้า มันก็นอนนิ่งเลย

แน่ะ เค้าให้เพิกถอนด้วยปัญญาอย่างนี้

เหมือนกัน เวลาดูเพ่งไฟ ตาดูไฟ ใจรู้ไฟ เตโช กสินัง เตโช กสินัง ไฟลุก ว๊าบขึ้นมา อยู่ดีๆ สมัยหลวงปู่เพ่งกสินไฟ มันลุกเต็มกุฏิ อู้หู ไฟมันใหญ่ขนาดนี้เลยหรือวะ อ้ายห่า เดี๋ยวก็ไหม้วัดชิบหาย แล้วกูจะเอาที่ไหนให้ นึก ทีแรกนึกกลัวนะ ว่าจะกระโดดหนี มันมีจังหวะนึกแว๊บขึ้นมาเลย เอ๊ย ถ้าไฟมันขนาดนี้ มันต้องร้อนนี่หว่า นี่ มันไม่ร้อน แสดงว่า มึงแหกตา หลอกกู

เอ้า ไฟมันหลอกเรา ถ้าลุกขนาดนี้เต็มห้อง เราต้องร้อน ร้อนแล้วมันก็ต้องทุรนทุราย นี่มันลุกเต็มห้อง แล้วเราไม่ร้อน แอ้ มันแค่ สุดท้ายมันก็แว๊บกลับไปเป็นเทียนเหมือนเดิม

อ้าว ทีนี้ เราก็เพิก ทีนี้ วิธีเพิกถอน เค้าเรียกว่า มีสติในการพิจารณากรรมฐาน

ทำกรรมฐานกองใดก็ตามที ต้องมีสติ ถ้าไม่มีสติ มันก็จะไปติดในนิมิตร ทีนี้ มันก็จะแทงคอ แทงอะไรต่ออะไร ถ้าไปถามผิดคนนะ หนักกว่าเก่า ที่จะไปถามยายชีที่สนับสนุนให้เค้าปี้กันเนี่ย หนักกว่าเก่าอีกนะ อ้า แสดงว่า เมื่อก่อนนี้ แทงคอไก่มา แทงคอวัว คอควาย ชาตินี้ก็เลยโดนเค้าแทงขณะที่ปฏิบัติธรรม หนักกว่าเก่าอีก ดีว่ามาถามอาตมานะ อาตมาก็เล่าให้ฟังอย่างนี้แหละว่า มองมันด้วยจิต แล้วเพิกถอนมันเสีย

เพิกถอนมัน ว่า นิมิตรนี้มันเป็นปฏิปักษ์ เป็นความหลอกลวง เป็นความตลบแตลง เป็นของไม่จริง เป็นเพียงแค่ภาพธรรมดาอย่างหนึ่ง จะใช้คำว่า ภาพหลอนอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันเกิดในนิมิตรของการเจริญกรรมฐาน จบ

ปุจฉา     ผู้มีวิญญาณนักพนันติดตามตัวอยู่ตลอดเวลา จะทำยังไงให้วิญญาณนั้นออกไปจากคัวได้

วิสัชนา   ฮึ วิญญาณออกจากตัว ก็ตายสิ

พิธีกร     วิญญาณนักพนันครับ

หลวงปู่   วิญญาณนักพนัน ไม่ใช่วิญญาณหรอก มึงชั่วเอง ไปโทษวิญญาณ เอ๊ย อย่าไปโทษวิญญง วิญญาณ คนจะชั่ว ชอบโทษคนนั้นคนนี้ทำให้ฉันชั่ว ทำให้ดิฉันชั่ว พาชั้นไปชั่ว ตัวเองชั่วเอง วิญญาณมันมีมือมีตีนที่ไหน ถ้ามึงไม่เดินไป มึงจะเล่นได้เหร๊อ เอ้า ถ้าเดินไป แล้วมึงไม่ควักตังค์ ใครจะให้มึงแทง สรุปแล้ว มึงชั่วเอง อย่าไปโทษวิญญาณ ไม่มีหรอก

ถ้าอยากเลิก ก็ง่ายมาก ก็แค่ไม่เดินไปเล่น ก็เลิกแล้ว เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเดิน ใช้ยกหู ก็เล่นได้ ใช่ไม๊ อย่ายก ปาโทรศัพท์มันทิ้งซะ ก็เท่านั้นเองแหละ เหมือนกับคนดูดบุหรี่ ชอบโทษคนนั้น โทษคนนี้ แค่อ้าปาก ก็บุหรี่ร่วงแล้ว มันไม่อ้า มันหุบแน่นเลย แถมคาบงับอีกต่างหาก กลัวบุหรี่หลุดออกจากฟัน จากปาก มันชอบโทษคนอื่น เลอะฟันให้หมดปาก มันก็ยังคาบบุหรี่อีก เนี่ย ไม่เชื่อ ลองดูก็ได้

งั้น อย่าไปโทษมั่วส่งเดช ไม่มีวิญญาณไหนหรอก วิญญาณมึงชั่วเอง จบ

ปุจฉา   เด็กชายอายุ 8 ขวบ เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ ให้เกล็ดเลือด แล้วถ่ายออกมาเป็นเลือด หมอบอก รักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกได้อย่างเดียว แต่เนื่องจาก 30 บาท เบิกได้เฉพาะกรณีปลูกถ่ายไขกระดูกมะเร็งเม็ดเลือดขาวกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หลวงปู่จะมีวิธีรักษาอย่างไร

วิสัชนา   ที่จริง สมัยเด็กๆ หลวงปู่เป็นนะ อ้ายมะเร็งในเม็ดเลือด เป็นจนกระทั่งเป็นตุ่ม เป็นแผลพุพอง แล้วมันก็ปวด เจ็บ แสบร้อน คัน ทรมาน มันมีสารพัดชนิดอยู่ในตัว แล้วร่างกายก็ผอมแกร็น แห้ง แต่ก็โชคดีที่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ปูย่าตายายดูแลดี ก็เป็นมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ก็เป็นส่งให้มีผลกับเลือดปัจจุบัน แล้วเลือดก็ยังข้นกว่าคนปกติ 2-3 เท่า

งั้น วิธีรักษา ถ้าจำไม่ผิด ก็พยายามหาอาหารที่มันบำรุงเลือด แล้วถ้ามีโอกาส ก็ถ่ายเลือด โดยกระบวนการ จะให้เลือด ให้เลือดก็คงไม่มีใครเอา ถ่ายเลือด ปกติธรรมชาติของเลือด ก็มีกระบวนการกำจัดตัวมันเองอยู่แล้ว เท่าไหร่นะ 4 เดือน หรือ 3 เดือน มันก็กำจัดตัวมันเอง ออกกำลังกายเยอะๆ ให้ร่างกายมันเสียเหงื่อ

แล้วยาที่ใช้ ก็มียาบำรุงเลือด ถ้าเด็กๆ ใช้กินยาบำรุงเลือด เช้า 3 เม็ด เย็น 3 เม็ด แล้วกินสลับกับยาฟอกเลือด ก็น่าจะใช้ได้ สำคัญ อาหาร ต้องกินอาหารที่บำรุงเลือดดีที่สุด จบ

เมื่อก่อนนี้ เด็กๆ หลวงปู่กินตับ เค้าไม่ให้กินตับหมู ให้กินตับปลาน้ำจืด ตับปลาช่อน ให้กินตับย่าง เสียบไม้แล้วก็ย่าง กินทุกวัน ตับปลาน้ำจืด แต่ปลาสมัยนี้ ไม่แน่ใจว่า มันได้ไม๊ ปลาสมัยก่อน ปลาธรรมชาติ เค้าจับจากคูคลอง แม่น้ำ มันก็สะอาด แต่ปลาสมัยนี้ เป็นปลาเลี้ยง ไม่แน่ใจว่า อาหารที่เลี้ยง มันจะมีผลพวงต่อตับไม๊ เพราะว่า เป็นอาหารยาเร่งการเจริญเติบโต เค้าก็มีน้ำมันตับปลาให้กินด้วย ไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวนี้ มีใช่ไม๊เออ เป็นอาหารเสริม น่าจะใช้ได้ ช่วยได้ในระดับหนึ่ง ต้องใช้การบูรณาการ เรียกว่า การแพทย์ทางเลือกหลากหลาย กินยาด้วย กินอาหารด้วย อยู่ในอากาศด้วย ในอารมณ์ด้วย   4 อ. อาหาร อาการ อากาศ อารมณ์ ก็อยู่ได้

หลวงปู่เคยรักษาให้คนป่วยอยู่ที่หมู่บ้านฟ้าคราม ราชบุรี หมอศิริราชเป็นคนบอกว่า อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน รักษามัน เค้าห้ามมีลูก มีเมียด้วยนะ เดี๋ยวนี้ มันมี ลูก 3 คน โตเป็นหนุ่ม ตอนนั้นเค้าพาลูกมากราบ ลูกมันคนโตก็ 20 ตอนนั้นมันมา ยังไม่มีลูกเลย

เออ แสดงว่า กูแก่มากแล้ว กูแก่มาก มันมา มีลูกกี่คน 3 คนแล้ว ถาม นี่ใคร นี่ ลูก อู้หู ตัวเท่าพ่อมันเลย อายุ 20 แล้ว อีกคนอายุน้อยๆ วันนั้นมา อ้ายคนสนิทของอ้ายชัยสิทธิ์ มันอยู่กับหลวงปู่ตั้งแต่สมัยมันยังเด็กๆ อยู่เลย อุ๊ย หิ้วปิ่นโตถวาย ยกขันข้าวยังไม่ไหวเลย เดี๋ยวนี้ มันโตเป็นยักษ์เป็นมาร ไปทำงานอยู่กระทรวงมหาดไทย อายุปาเข้าไป 27 แล้ว อู้หู กูนี่ แสดงว่า แก่

พิธีกร   หลวงปู่รักษายังไง

หลวงปู่   รักษายังไง ก็รักษาอย่างนี้ ให้มันหาตับปลากิน กินอาหารที่มันบำรุงเลือด ออกกำลังกาย แล้วก็ให้กินยา ทำยาสมุนไพร สมัยนั้นก็ใช้กระชายแดง กระชายดำ กระชายขาว แล้วก็ใช้โสมไทย ว่าน 500 นาง ว่านร้อยชู้ พวกนี้มันจะเป็นยาบำรุงฮอร์โมน บำรุงเลือด เอามาผสมให้เค้ากิน ก็อยู่มาได้จนทุกวันนี้ ก็มีลูกมีเต้า เค้าก็ห้ามมีลูก เพราะว่า กลัวว่าเลือดมันจะตกทอดไปถึงลูก แต่หมอเค้าตรวจแล้วก็มีเชื้ออยู่ ลูกก็มีเชื้อ เป็นพันธุกรรม แต่มันมีอยู่คนในนั้น ไม่ได้รับเชื้อจากพ่อมัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แสดงว่า มันพัฒนา มนุษย์นี่มีกระบวนการพัฒนาพันธุกรรมอยู่ตลอดเวลา จบ

ปุจฉา   น้องสาวเป็นโรคชักทุกครั้งรู้สึกเครียด ต้องกินยากันชักตลอดชีวิต หลวงปู่มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง

วิสัชนา   มีหลายสาเหตุนะ ลูก คนที่เครียดแล้วชัก บางทีบางครั้งมาจากความผิดปกติทางสมอง ดีไม่ดี ก็ผิดปกติทางกระบังลมและอากาศที่ถูกสูดเข้าไปในสมอง บางทีบางครั้ง คนเราหลอดลมตีบตัน หรือไม่ก็กระบวนการทางสมองขาด ออกซิเยนในขณะหนึ่ง

งั้น การชักไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดปกติ เหมือนกับน้ำมูกไหล เราชอบไปเชื่อกันว่า มันผิดปกติ เพราะน้ำมูกไหล จาม ไอ มันเป็นกระบวนการของร่างกายที่จะแสดงอาการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม แต่เราก็เชื่อว่า นี่คือ ความผิดปกติ แล้วก็ไปกินยากดภูมิ เพื่อให้มันหาย แล้วอ้ายยากดภูมิ มันทำให้ภูมิคุ้มกันเราอ่อนแอลง เราจะติดเชื้ออื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าปล่อยให้ร่างกายได้พัฒนาตัวมันเองในระดับหนึ่ง มันจะกำจัดสิ่งที่แปลกปลอมได้ด้วยตัวมันเอง

แต่ถ้าเป็นเรื้อรังอย่างนี้ เอาล่ะ มันน่ารำคาญ อย่างนี้ก็ต้องหาวิธี ก็มีอาหาร มีอากาศ มีอาการที่จะกำกับดูแลมันได้ โดยไม่ต้องใช้ยากดภูมิ รู้ไม๊ อ้ายยากดภูมินี่ มันเรียกเสียสวยหรูเลย ยาแก้แพ้ ชื่อจริงๆ ของมัน คุณลักษณะจริงๆ ของมัน คือ เป็นยาสำหรับกดภูมิคุ้มกัน เพื่อจะทำให้เราไม่แสดงปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอม เพราะงั้น ก็รู้จักที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นผู้ปรับตัวให้ได้ แล้วก็เลือกใช้ยาให้เหมาะสมถูกต้อง แล้วพวกนี้จะติด พอเป็นบ่อยๆ เข้า ก็ติดล่ะ กินยาตลอด ถ้าไม่กิน ก็ไม่ได้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภูมิคุ้มกันเสีย แพ้อากาศ ก็มานั่งกินยา

ที่จริง มันมีอาหารแล้วก็ผักหลายชนิดที่ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง อย่างน้ำขิงกับถั่วเขียว ก็เป็นยาที่เสริม ต้านทาน ทำให้ภูมิคุ้มกันมีความต้านทานได้ดี ต้มถั่วเขียวกับน้ำขิง เช้าๆ อากาศเย็นๆ ชื้นๆ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง งา นี่ก็เป็นอาหารเสริมที่สร้างภูมิคุ้มกันได้ ถั่วบางชนิด เช่นถั่วมีสีแดง สีเขียว สีดำ อย่างนี้เป็นต้น ก็ใช้ได้ จบ

ปุจฉา   ทำงานหนัก งานเยอะ ใช้สมองเยอะ มักจะปวดหัวมาก เป็นเพราะอะไร

วิสัชนา     ธรรมดา คนเราถ้าใช้มาก มันก็เปลี้ย ก็เพลีย กำมือไว้เฉยๆ นานๆ เข้า เมื่อยไม๊

ถ้าเลยกว่านั้น ก็จะกลายเป็นปวด

ถ้าเลยกว่านั้น จากปวดก็กลายเป็นชา เลยจากชา ก็เหน็บกิน ทีนี้ก็ เลือดไปเลี้ยงปลายประสาทไม่พอ หนักเข้าๆ มันก็เกิดโรคปลายประสาทฝ่อ ปลายประสาทเน่า ปลายประสาทอักเสบ ตามมา

งั้น สมองคนเรา อายุเกิน 40 มันเสื่อมอยู่วันหนึ่งเป็นล้านๆ ตัวนะ บางคนนี่เสื่อมจนกระทั่งน่าตกใจ น่ากลัว วันนี้ ก็มีคนไข้มา อายุ 60 กว่า 70 เป็นโรคสมองฝ่อ อยู่เฉยๆ วันหนึ่งไม่พูดจากับใคร นั่ง เลยบอกว่า ชวนแม่เล่นไพ่ เอ้า เออ นี่ ไม่ใช่พระไปสอนให้เล่นการพนันนะ ก็เล่นกับลูก เพื่อให้ อะไร ให้พัฒนาสมอง หรือไม่ก็ ให้ไปเปิดตู้เกม ให้นั่งกดเกมเล่น เออ อายุ 6-70 ถ้าติด ก็ตี

อาม่า เดี๋ยวไปเปิดเกมนะ คือ คนแก่นี่ มันต้องใช้งานลูก มันถึงไม่เสื่อม ถ้าไม่ใช้แล้วทิ้งไว้เฉยๆ เสื่อมนะ ต้องคิด ต้องวิเคราะห์ หรือไม่ก็อ่านหนังสือ อ่านหนังสือธรรมะ ฟังธรรมะอย่างนี้

อย่างมีเด็กคนหนึ่ง บอกอายุ 2 ขวบแล้วยังไม่พูด ไม่เห็นยาก แต่ห้าม อย่าดูโทรทัศน์ เด็กติดโทรทัศน์ มันจะเป็นคนไม่ชอบพูด แล้วพัฒนาการทางการพูดจะน้อย เอ้า เราดูหนัง อยากคุยกับใครไม๊ อุ๊ย ใครมาคุย ก็รำคาญ แล้วเด็กนี่ เวลาดู มันจะจ้องเขม็งเลย ถ้ามันเป็นการ์ตูนติดใจ มันไม่หือ ไม่อือกับใคร แล้วที่นี้ มันอยากจะพูดกับใครไม๊

ไม่อยาก แล้วทีนี้ มันก็เลยกลายเป็นคนไม่พูด พูดน้อย ไม่ควรให้ดูเด็ดขาด ถ้าเด็กอยู่ในวัยอ่อนเนี่ย ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์ สิ่งที่ควรให้มันทำ คือ ฟังเพลง เพราะเวลามันฟังแล้ว มันจะเบิกบาน แล้วมันอยากร้องตามไง ถ้าตรงไหนมันชอบ มันจะฮึมฮำ พึมพำ อะไรของมัน เต้นดีสโก้อะไร เรื่องของมันเถอะ มันอยากทำ แต่อย่าให้มันนั่งนิ่งๆ ถ้านั่งเฉยๆ เตรียมตัวพิการได้แล้ว สมองมันจะพิการไม่พัฒนา พัฒนาการทางคำพูด ทางสติปัญญา ทางกิริยา มันจะไม่ดี

เรื่องง่ายๆ อย่างนี้ เป็นความจริงของชีวิต คนแก่เหมือนกัน วันๆ เอาแต่นอนซม แล้วไม่ค่อยอะไรกับใคร ไม่พูดกับใคร ลูกหลานเห็น แม่อยู่ปกติ เอ้อ ปกติ ไม่ไปพูด ไปคุย ไม่ชวนคุยเล่น เช้าๆ พาออกไปตาก เอาเนื้อตากแดดเสียบ้าง ให้มันได้รับแสงแดด ให้เหงื่อมันซึมๆ บ้าง ออกเดินยาวๆ ไกลๆ เออ แล้วก็ดื่มน้ำ ถือกระติกน้ำไปด้วย อย่างนี้มันจะมีพัฒนาการ ถ้าเราวันๆ เอาแต่นั่ง มีหน้าที่เฝ้าบ้าน ก็เฝ้าไป อย่างนี้มีสิทธิ์เสื่อมตลอดเวลา

งั้น พวกสาวเหลือน้อย หนุ่มเหลือน้อยทั้งหลาย อย่าปล่อยให้ใครเค้ามาชวนเราคุย เราต้องชวนเค้าคุย ถ้าเค้าไม่ชวนเราคุย เราก็ต้องหาวิธีคุย หาวิธีเอาหนังสือมาอ่านก็ได้ ฟังเทปธรรมะ ฟังเพลง อ้ายดูหนัง ดูละคร นี่ อย่าไปดู

คนแก่ก็เหมือนกันนะ ถ้าอยู่กับมันนานๆ มันจะเกิดอาการซึมเศร้า จริงๆ มันจะเกิดอาการซึมเศร้า เพราะมันเสพแต่อารมณ์ที่มันกดดัน มันไม่ได้ผ่อนคลาย ถ้าอยากจะดู ให้ดูตลก เออ หัวเราะ แต่ถอดฟันปลอมก่อนนะ เดี๋ยวจะเกิดกรณีฟันปลอมติดกระเดือกตาย โทษฐานหัวเราะมากไป ถอดฟันปลอมออกก่อน ลูก ไม่เป็นไร หัวเราะแล้วเดี๋ยวน้ำลายมันจะปื้ดไปข้างหน้า ก็ช่างมัน แต่ถอดฟันปลอมก่อนหัวเราะ ให้ดู ถ้าอยากดู ดูตลก ดูแล้วมันจะทำให้จิตใจรื่นเริงไง พอจิตใจรื่นเริง มันส่งผลกระทบ ส่งสัญญาณไปถึงเซลล์สมองนะ เซลล์สมองมันก็จะพัฒนา มันก็จะตื่นตัว มันก็จะไม่เชื่องช้า เซื่องซึมจนตายไป

สมองมันมีลักษณะเหมือนต้นไม้นั่นแหละ ได้น้ำเลี้ยง มันก็ผลิดอกออกใบ งอกงามไพบูลย์ แต่ถ้าไม่ได้น้ำเลี้ยง ก็เหี่ยวเฉาลง งั้น ต้องให้สดชื่น รื่นเริงเอาไว้มากๆ จบ

พิธีกร   อยากตลก ให้ดูหลวงปู่ใช่ไม๊ครับ

หลวงปู่   อยากตลก ให้ดูกู ดูกู พอดีเครียดหนักกว่าเก่าอีก ดูกู พูดแล้ว อุ๊ย ปวดหัว ปวดหู จี๊ดจ๊าด ตลก กูเดินไป พระมันไม่หนีกูหรอก เวลานี้ กูน่ะยังกับตัวอะไรน่ะ เดินไปตรงไหน พรึบ หลวงปู่มา แว๊บ แล้วถ้ากูตลก ฮึ หลวงปู่มาเหรอ

ปุจฉา     เด็ก ป. 1 ที่ได้รับแจกแทปเลต จะมีการพัฒนาอย่างไร

วิสัชนา   อ้าว เตรียมตัวสมองฝ่อได้เลย ต่อไปมันจะพูดไม่เป็น มันจะอยู่กับตรงนี้ ป๊อกๆ แป๊กๆ อะไรของมันเนี่ย กูกดไม่เป็นหรอก มันกด อู้หู ป๊อกๆ แป๊กๆ อีกหน่อย พวกนี้จะพูดไม่เป็น ยักหน้า ยักคิ้ว กินข้าวไม๊ พยักหน้า กินน้ำไม๊ ส่ายหัว อะไรอย่างนี้ สั่นหัว ส่ายหัว พยักหน้า ทำได้แค่นี้ อีกหน่อย พัฒนาการของมนุษย์ มีแต่หัวกับนิ้วไง ตูดเอาไว้นั่ง ตีนไม่มี เพราะไม่เดินแล้วไง เอาแต่นั่งกด คือ รัฐบาลเค้ามีเจตนาเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะอยากให้ประเทศชาติอ่อนแออย่างนี้มากๆ

ออกนะ ห้ามตัดนะ

อยากให้คนไทยมีหนี้เยอะๆ อ่อนแอเป็นง่อยมากๆ เค้าจะได้หาวิธีควบคุม ครอบงำได้เยอะๆ

แต่ถ้ามีสติปัญญา มีสมาธิ คิดเอง ทำเอง แข็งแรงทางกายทางใจ มันจะทำอะไรไม่ได้ พวกนี้ เชื่อยาก จูงจมูกยาก แต่ถ้าไม่มีอะไร เป็นหนี้อยู่ตลอดเวลา พูดอะไร กูก็ต้องฟัง ถ้าไม่ฟัง ไม่ได้ เพราะนั่นคือ นาย ต้องจ่ายตังค์เรา เดี๋ยวนี้ เค้าก็สนับสนุนให้เป็นหนี้กันทั้งบ้านทั้งเมือง เออ พยายามเป็นหนี้เข้าไว้ พอเป็นแล้ว จะได้อ่อนแอไปเรื่อยๆ มันจะได้มีอำนาจไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากทุกคนแข็งแรงเรื่อยๆ มันก็จะมาจูงจมูกเราไม่ได้เรื่อยๆ

เอ๊ อ้ายนี่ มันถามอะไร

พิธีกร   แทปเลตครับ

หลวงปู่   แทปเลต อ้อ สืบเนื่องเรื่องแทปเลต มาจากนักการเมืองที่คิดไม่เป็น คิดที่จะบริหารและพัฒนาธรรมชาติของมนุษย์ไม่เป็น ไม่มีใครจบอ้ายคณะมนุษยศาสตร์ที่มันเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์ที่มาจาก เริ่มต้นมาอย่างไร มันไม่มีใครจบเรื่องนี้ในรัฐบาล หรือมี ก็ทำตัวเป็นคนปัญญาอ่อน ไม่สนใจแนะนำ ถ้ามันจบมาจริงๆ มันก็จะรู้ว่า พัฒนาการของมนุษย์ มันไม่ใช่ได้มาจากการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ แต่มันได้มาจากการสร้างเครื่องไม้เครื่องมือ

นั่น จึงจะถูก อ้าว ใช่หรือเปล่า

แต่ณ.วันนี้ เราไม่ใช่ พัฒนาการของเราต้องยัดเครื่องมือให้มัน ยัดเครื่องไม้ให้มัน ยัดแทปเลต ยัดคอมพิวเตอร์ ยัดอะไรล่ะ โทรศัพท์มือถือให้มัน ยัดเกมให้มัน แล้วมันจะมีพัฒนาการอะไร โอ๊ย มือพวกนี้ มันจะเอาไว้ ปุ๊บๆๆๆ อะไรของมันไปเรื่อย แล้วก็พยักหน้า แล้วก็ไม่พูด นั่นแหละ แค่นี้ที่รัฐบาลอยากได้

พี่น้อง

(พยักหน้า)

ไปไม๊

พยักหน้า

นั่นแหละ รัฐบาลเค้าพอใจแล้ว เพราะจะปกครองง่ายไง พวกควาย จูงจมูกง่าย

ปุจฉา   ใต้หัวเข่าด้านขวา กระดูกบวมออกมาผิดปกติ เวลากด ไม่รู้สึกอะไร แต่บางครั้ง เดินขึ้นบันได จะรู้สึกเจ็บ มีวิธีรักษาอย่างไร

วิสัชนา   บางทีอายุมาก เกิดอาการสึกหรอ ปกติกระดูกเราจะมีน้ำหล่อลื่น บางทีน้ำหล่อลื่นมันแห้ง มันก็เสียดสีกันได้ หมอนรองกระดูกมันสึก ก็เป็นไปได้ ไขกระดูกเราเสื่อม ก็เป็นไปได้ เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ อายุมากเข้า ไม่ต้องมากหรอก อายุ 20-30 ยืนทั้งวัน เดินทั้งวัน ขึ้นลงๆ อยู่ตลอดเวลาก็เป็น เพราะเรานอนดึก หลวงปู่สังเกตตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกนอนดึกติดต่อกันสักสัปดาห์ มันจะปวดตามข้อ เพราะอะไร เพราะเวลาเรานอน เม็ดเลือดมันจะผลิตเซลล์กระดูก แต่เมื่อไรที่เรานอนดึก มันผลิตไม่ได้พอ ไขกระดูกผลิตเซลล์กระดูกไม่ได้พอ สุดท้ายเราก็สีของเก่าอยู่นั่นแหละ บดของเก่า งั้น การนอนหัวค่ำมันเป็นยาบำรุงรักษาโรคแก่ช้า ตายยาก

เอ้าจริงๆ ลองนอนทุกวัน 2 ทุ่มนอนๆ สักอาทิตย์หนึ่ง แล้วเปรียบเทียบดู

ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก อ้ายพระเอกนางเอก มันจะได้กันไม๊ ผู้ร้ายมันจะไปปล้นกับใคร ตีกับใคร ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ยุ่งกับตัวเราซักอาทิตย์หนึ่ง แล้วจะเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้น

2 ทุ่มปุ๊บ นอนๆ เด็กสมัยนี้ มัน 3 ทุ่มยังถ่างตาดู ถามมันว่า ดูอะไร การ์ตูน เออ ดูการ์ตูน นินจา อะไรของมันก็ไม่รู้ จบ

ปุจฉา     ผมมักปวดหลังระหว่างช่วงเอว กลางวันรู้สึกเมื่อยตลอดเวลา ไม่ทราบเกี่ยวกับท่านอนหรือเปล่า ถ้าวันไหนนอนหงาย ยิ่งปวด ต้องรักษาอย่างไร

วิสัชนา     บางทีโครงสร้างของร่างกายเราไม่เหมาะสำหรับการนอนหงายเสมอ คนบางคนที่มีรูปก้นใหญ่ มีโครงกระดูกโค้ง เวลานอนหงาย รูปก้นมันจะหนุนทำให้กระดูกมันแอ่นขึ้น งั้น วิธีนอน เราต้องยกขาขึ้นสูง โดยการหาหมอนมาหนุนที่ต้นขา หรือตรงหัวเข่า ก็จะลดอาการปวด

โง่นี่ มีสติในกาย เสื้อใส่ไว้ทำไม

มีสติในกาย กายไม่ลำบาก

มีสติในวาจา วาจาไม่ลำบาก

มีสติในใจ ใจนี้ไม่ลำบาก

ถ้ามีสติ ก็จะรู้ แก้ไข ที่มาถามนี่ แสดงว่า โง่ ไม่มีสติ แล้วบางทีบางครั้ง มันก็มาจากสาเหตุภายใน เช่า เป็นโรคไต เป็นนิ่วในถุงน้ำดี เป็นนิ่วในไต ในกรวยไต ก็อาจจะเป็นได้ แต่ว่าปรับสมดุลย์ตัวเองอย่างนี้ก่อน เวลานอน ก็นอนให้มันถูกท่า เวลาจะนอนหงาย จบ

ปุจฉา   ถ้าเราต้องการบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ แต่ไม่สามารถบวชได้ครบพรรษา อย่างนี้จะบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้หรือเปล่า

วิสัชนา     อืม นี่เค้าให้บวชนี่ วันที่เท่าไหร่

พิธีกร       วันที่ 12 (สิงหา) ครับ

หลวงปู่   เออ บวช 1 เดือนเนี่ย เค้ารับบวชนะ แต่มันอยู่ในช่วงกลางพรรษาพอดี ไม่เป็นไร บวชได้ เค้ารับตั้งแต่ 80 รูป 81 รูป บวชตั้งแต่วันที่ 10 ใช่ไม๊ 10 แล้วก็ไปสึกอีกเดือนหนึ่งของวันที่ 10

ก็ 1 เดือนพอดี ในช่วงกลางพรรษา ได้กำไรแล้ว บวชได้ ไม่เสียหาย

พิธีกร   แต่ถ้าไม่ครบพรรษาล่ะครับ

หลวงปู่   ก็นี่ ก็ไม่ครบพรรษาไง ก็ไม่ครบพรรษาอยู่แล้ว ได้ ไม่เป็นไร บวชกลางพรรษาก็บวชได้ ไม่เสียหาย จบ อ้ายที่เค้าไม่ให้บวชกลางพรรษา ก็เพราะว่า อุปัชฌาย์ขี้เกียจบวช

อ้าว เค้าถือว่า พระพอจำพรรษาปุ๊บ กุฏิมันจำกัด เค้าก็จัดพระให้ลงตามกุฏิต่างๆ ครบองค์แล้วไง พอมาบวชกลางพรรษา อ้าวแล้วกูจะเอากุฏิให้มึงอยู่ไหนหว่า อ้าว แล้วมึงจะไปพักที่ไหนหว่า แม้ที่สุด สายบิณฑบาตร มึงจะเดินสายไหนหว่า ถ้ามึงทับสายกู มึงเป็นเรื่องนะหว่า อะไรประมาณนี้ไง เค้าก็เลยกันเอาไว้ว่า เออ มึงอย่ามาบวชเลย อ้ายกลางพรรษา พูดง่ายๆ งก ไม่อยากให้ใครมาแย่งลาภของตัวเอง อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ครูบาอาจารย์จะไม่ว่าง เพราะว่า พวกเค้าก็จะต้องเรียน ต้องศึกษา ต้องอบรม แต่หลวงปู่กลับมองว่า ดีนะ เพราะว่า บวชในช่วงพรรษา พระส่วนใหญ่ก็จะลงเรียน มีโอกาสได้เรียนกับเค้าด้วย กลับเป็นผลดี เป็นวิถีพัฒนาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่ง จบ

ปุจฉา   การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถือว่า เป็นบาป แล้วการฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อเลี้ยงชีพ บาปไหม แล้วควรแก้บาปนั้นอย่างไร

วิสัชนา   ฆ่าเองน่ะ บาป แต่ไม่ได้ฆ่าเองน่ะ ไม่บาป เพราะบาปแปลว่า ความชั่วหยาบ เราไม่ได้ทำชั่ว เราไม่ได้ฆ่าเอง แต่บอกไม่ได้ฆ่าเอง เอาตัวไหน นั่นๆๆๆ เอาตัวนั้น ตัวนู้น ไม่เอาๆ ผอมๆ ไม่เอา อ้ายอย่างนี้น่ะ ชั่ว ไม่ใช่บาป ชั่วเลย เออ ถ้าไปชี้แบบนี้ อ้ายนั่น ผอม เอ๊ ทำไมผอมจัง ไม่เอาๆ อ้าว ทุบไปแล้ว ทุบไปแล้วก็ไม่เอา อ้าว ชั่วหนักกว่าเก่าอีก ทำให้เค้าตีจนมึนไปหมดแล้ว มีงยังไม่เอากูอีก นี่ ชั่วหนักกว่าเก่าอีก งั้น ไม่ได้

สรุปแล้วก็คือ ถ้าจะซื้อ ก็ซื้ออ้ายที่มันตายแล้ว ถ้ายังไม่ตาย ดิ้นกระแด่วๆ ยังขังอยู่ เอาตัวนู้น เอาตัวนี้ อ้ายตัวนั้น ไม่เอา อ้าว ทุบไปแล้วนี่ ทุบไปแล้ว ก็ไม่เอา ผอม อ้ายอย่างนี้น่ะ ไม่ได้ ชั่วเลยล่ะ จบ

ปุจฉา   ถ้าเราทำงานเพื่อช่วยให้ผู้อื่นปลอดภัย อย่างนี้ถือว่า เป็นบาปไหมครับ

วิสัชนา   มันเป็นกรรม บาปนี้ต้องเข้าใจว่า มันเกิดจากเจตนาชั่วหยาบ เช่นตำรวจยิงโจรตาย ไม่ได้เป็นบาปนะ เพราะเค้ามีหน้าที่ มีหน้าที่ที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุข ปกป้องอาณาประชาราษฏร์ แต่มันเป็นกรรมอย่างหนึ่ง เพราะตำรวจถ้าจะเป็นบาปก็ต่อเมื่อ ต้องเกลียดอ้ายโจรคนนี้มากๆ เรียกว่า ถึงขนาดผูกอาฆาตพยาบาท อย่างนี้ไปยิงแล้วตาย นั่นแหละ เป็นบาป แม้ยิงไม่ตาย บาดเจ็บก็เป็น แต่ที่แน่ๆ ตำรวจไม่ได้อาฆาตพยาบาท ไม่ได้ผูกโกรธ ไม่รู้จักกันมา แต่ไปป้องกันคนดี แล้วก็ไปจัดการกับคนเลว ไม่ได้ผูกโกรธในขณะที่ยิง ไม่ได้รู้สึกผิด ไม่ได้อาฆาตพยาบาทในขณะที่ฆ่า ถ้าอย่างนี้ไม่เรียกว่า บาป แต่เป็นกรรมที่ต้องตามมาชดใช้ ให้เข้าใจตามนี้ แม้ที่สุด ทหารเนี่ย ไปรบราข้าศึก ยิงศัตรูตาย ทหารไม่ได้โกรธกันเป็นส่วนตัว ไม่ได้โกรธศัตรูเป็นส่วนตัว แต่เพราะทำหน้าที่ อย่างนี้ ไม่ถือว่า เป็นบาป แต่เป็นกรรมอย่างหนึ่ง จบ

ซึ่งมันจะต่างกับการที่ เอาตัวนี้ เพราะอ้วน อ้ายนี่ บาป เพราะอะไร มีเจตนา มีเจตนาที่จะต้องฆ่ามึงเพื่อเอามาเสพ อ้าว ถามว่า ตำรวจ ทหารยิงคน มีเจตนาไม๊ ไม่ได้มีเจตนาสมบูรณ์เต็มร้อย เพราะเหตุ ถ้าคุณไม่ปล้น เค้าก็ไม่ยิงคุณ แต่อ้ายไก่นี่ ไปปล้นใคร อ้ายปลาในกะละมังมันไปฆ่าใคร มันก็ไม่ได้ฆ่า ไม่ได้ปล้น แสดงว่า มีเจตนาจะฆ่าชีวิตอันบริสุทธิ์ของเค้า แต่อ้ายโจรเนี่ย ชีวิตมันบริสุทธิ์ไม๊

ไม่บริสุทธิ์ ตำรวจก็ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่า แต่เพราะมึงไปปล้นสดมภ์เค้า มึงยิงต่อสู้เจ้าพนักงาน เค้ายิงสวนกลับไปแล้วมึงตาย อย่างนี้ ไม่ถือว่าเป็นบาป จบ

ปุจฉา   ผมมักเป็นคนสมาธิสั้น ทำอะไรไม่ได้นาน ไม่จริงจัง ผมอยากแก้ไขตัวเอง จะเริ่มต้นอย่างไรดีครับ

วิสัชนา   อ้าว เริ่มต้นจากเดี๋ยว ทำเลย หมดเวลา

ขอให้ทุกท่าน ผู้รับฟัง รับชมรายการปุจฉา วิสัชนา ทุกท่านจงรุ่งเรืองเจริญ ด้วยสติปัญญาชองพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดและหวังสิ่งใด ขอให้สมความปรารถนา เจริญธรรม

(สาธุ)

อ้าว พวกสมาธิสั้น เดี๋ยวเริ่มเลย

ไปพักเข้าห้องน้ำห้องท่า