วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

เรื่องที่ ๑๔ วิถีจิต – ช่วงปฏิบัติ - ฝึกแยกหน้าที่จิต ๔ อย่าง รับ จำ คิด รู้ ให้เป็นกองๆ

ชุดคำสอนวิถีจิต

ชื่อเรื่อง วิถีจิต – ช่วงปฏิบัติ - ฝึกแยกหน้าที่จิต ๔ อย่าง รับ จำ คิด รู้ ให้เป็นกองๆ

แสดงธรรมวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ.ศาลา วัดอ้อน้อย โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ

สาระสังเขป

          กล่าวถึงกระบวนการคิดที่ตรงไปตรงมา มีหลักคืออินทรีย์สังวร วิเวก ดำรงสติมั่น ให้รู้ทัน กระบวนการ รับ จำ คิด รู้ ของจิต เป็นเบื้องต้นก่อน ฝึกปฏิบัติขีดจิตโดยดูอารมณ์ผ่านการรู้ทางทวารทั้งหก ตาหูจมูกลิ้นกายใจ

 

เนื้อหา

ทีนี้ มาทำให้กระบวนคิดของเราที่มันซื่อตรง ถูกต้องนั้น มันเข้ารูปเข้ารอย

เมื่อเข้าบอกไปแล้วว่า มันมีหลักที่จะทำได้ 3 อย่างคือ อินทรีย์สังวร วิเวก ดำรงสติตั้งมั่น

เอากระดาษ ปากกา มา

อินทรีย์สังวร ...วิเวก ...สติ สัมปชัญญะ

ทุกวันนี้ เราปล่อยให้จิตอยู่กับอะไร

จิตอยู่กับรูป จิตนี้อยู่กับรส จิตนี้อยู่กับกลิ่น จิตนี้อยู่กับเสียง จิตนี้อยู่กับสัมผัส

และจิตนี้อยู่กับธัมมารมณ์

เราไม่เคยให้จิตนี้อยู่กับปัญญา ไม่เคยให้จิตนี้อยู่กับความเป็นจริง ไม่เคยให้จิตนี้อยู่กับเส้นใยในผืนผ้า ไม่เคยให้จิตนี้อยู่กับกระดูก ก้อนเนื้อ ไม่เคยให้จิตนี้อยู่กับ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟในร่างกาย

เราปล่อยให้จิตนี้อยู่กับหนังกำพร้า อยู่กับความตกแต่ง ความงดงาม สง่า ความฟุ้งเฟ้อ ความฉาบทา แล้วก็ ประดับประดาด้วยกลิ่นหอม แล้วเราก็ปล่อยให้จิตนี้หลงติดอยู่ในกลิ่นหอมและความประดับประดา ฉาบทานั้น เพราะว่าเราไม่รู้

เพราะงั้น กระบวนการสร้างความรับรู้ ก็ต้องเกิดขึ้น

เขียนลงไป

รับ จำ คิด รู้ เฉย

 

________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________

เบื้องต้น เอาแค่นี้ก่อน มากกว่านี้ เดี๋ยวฉลาดไป เดี๋ยวฉลาดแล้วไหล

แล้วดู เฝ้า ดูภายใน

ถ้ารับ “รับ” หมายถึงอะไร..รับอารมณ์

ตาเห็น เรียกว่า รับมั้ย...ตาเห็น ถือว่า รับมั้ย (รับ)

ตาเห็น ถือว่า รับแล้วเหรอ

เมื่อเช้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอ เดินไป แล้วเห็นคนยืนผ่านๆไปมา เยอะแยะมากมาย

ยกตัวอย่างให้ฟังแล้ว ตาเห็น หูฟัง เป็นอารมณ์มั้ย (ยังไม่เป็น)

ตาเห็นเฉยๆ ยังไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย แล้วมันจะเป็นอารมณ์ได้ยังไง

มันแค่ วิญญาณ – การรับรู้เฉยๆ เท่านั้น ใช่มั้ย (ใช่)

เรากำลังพูดถึงอารมณ์ ไม่ใช่เหรอ

เรา กำลังดำเนินกระบวนการ กำจัดอารมณ์ ไม่สร้างจิต ไม่ต่อภพ

ตาเห็น แล้วถือว่า เป็นอารมณ์หรือยัง (ยัง)

หูฟัง แล้วถือว่า เป็นอารมณ์หรือยัง (ยัง)

จมูกดม ถือว่า เป็นอารมณ์หรือยัง (ยัง)

ลิ้นรับ ยังไม่เป็นอารมณ์

ต่อเมื่อใดที่รู้ว่า รสที่รับนั้น เค็ม เปรี้ยว หวาน มัน เผ็ด เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น)

แค่เป็น ผัสสะ ตาสัมผัสรูป ทำไมเราต้องปล่อยให้มันเกิดอารมณ์ ก็ไม่ต้องปรุงแต่ง

ตาเห็น หูฟัง จมุกได้ ลิ้น กายสัมผัส ไม่ปรุงแต่ง

 

นี่ ในข้อว่า “รับ” นะ

ที่ให้เขียนอย่างนี้ ไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ให้ปรุงแต่ง หรือ ปรุงแต่ง

แต่ให้รู้ว่า จิต หน้าที่ รับ มันทำอะไรอยู่

มัน “รับ” เข้ามา แล้วมันปรุงแต่ง หรือ ไม่ปรุงแต่ง

ถ้ามัน”รับ” เข้ามา แล้วมา ปรุงแต่งเป็นอารมณ์ เรียกว่า รับอารมณ์ ก็ขีดในช่อง “รับ”

แต่ว่า ตาเห็น สักแต่ว่าเห็น แล้วไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย ก็ไม่ต้องขีดในช่อง “รับ” เข้าใจมั้ย

เอาเป็นว่า ถ้ามันเป็นอารมณ์ ก็ขีดแล้วกัน

ทุกเรื่อง ถ้าเป็นอารมณ์ก็ ขีด แสดงว่า เรารับอารมณ์ จิตนี้ รับอารมณ์ เข้ามาแล้ว เข้าใจมั้ย

สงสัยหรือเปล่าในข้อ “รับ”

“จำ” จำ นี่มันจำเป็นต้องมี ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส ด้วยมั้ย …ต้องด้วย

แม้ในอดีต เราไม่เคยเห็นมาก่อนในปัจจุบัน แต่ในอดีต เป็นเรื่องที่จำไว้ แล้วมากำหนดเป็นอารมณ์แห่งจิต ก็ถือว่า อยู่ในช่อง “จำ”

ตาเราอยู่ข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เพ้อฝันไปเรื่อย เป็นมโนนึกไปอยู่เรื่อย

อย่างนี้ก็ต้องขีดอยู่ในช่อง “จำ”

ตาเห็น เฉยๆ ไม่ต้องขีด “จำ”

แต่ถ้า แม้ ตาไม่เห็น แต่อารมณ์ปรากฏขึ้นภายใน… ภายในใจ ภายในสมอง ภายในตัวเรา

มันเป็นอารมณ์ที่มีมาแล้วในอดีต เรื่องราวที่ปรากฏขึ้นมาแล้วในอดีต เมื่อวานนี้ เมื่อเช้านี้ เมื่อนาทีที่แล้ว ถือว่า เป็นอารมณ์ มั้ย (เป็น) ขีด

“คิด” กำลังคิดอะไรอยู่

ย้ำว่า ที่ให้ขีดนี่ ไม่ได้หมายถึง ให้เฉยๆ แต่ให้รู้ทัน

ให้รู้ทัน กระบวนการ รับ จำ คิด รู้ ของจิต เป็นเบื้องต้นก่อน เข้าใจมั้ย

คิด ก็ ขีด ...ถ้าไม่คิด ไม่ต้องขีด

 

แต่กูว่า มึงเริ่มจะไม่คิดแล้ว เพราะว่า มึงเริ่มเคลิ้ม ...เคลิ้มมั้ย (ไม่)

รู้อยู่

รู้ ในที่นี้ ไม่ใช่รู้ว่า ตาเห็น... ไม่ใช่รู้ว่า หูฟัง ...ไม่ใช่รู้ว่า จมูกดม... ไม่ใช่รู้ว่า กลิ่นปรากฏ ...

ไม่ใช่รู้ว่า เราสัมผัส แต่ รู้ในอารมณ์

เป้าประสงค์ของเรา ก็คือ ต้องการกำจัดอารมณ์

รู้ในอารมณ์

รู้ในอารมณ์ ที่อาจจะเกิดจากตา อาจจะเกิดจากหู อาจจะเกิดจากกลิ่น อาจจะเกิดจากสัมผัส

หรือ อาจจะเกิดภายใน ก็คือ ใจของตัวเอง

ก็จับมัน ขีด ลงไป

“เฉยๆ” ไม่มีอารมณ์อะไรเลย

เฉยๆ มันเฉยจริงๆ มันสักแต่ว่าเฉย

เฉย นี่ ฉันชอบมากเลย เพราะมันไม่ต้องลงทุนอะไร ไม่เหนื่อยอะไร ไม่ต้องวิเคราะห์อะไร

เฉยๆ ไปเรื่อย

ดีมั้ย ก็ดีในระดับหนึ่ง เฉยๆ เพราะมันไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องแบก ไม่ต้องหาม ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องวิเคราะห์อะไร

ให้แยกแยะให้ชัด… ขีด เข้าใจมั้ย

เริ่ม

................

หลายคนใหม่ อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ

ฝึก ให้เป็นคนสังเกต

กว่าจะเป็น ถึงคำว่า มโนวิญญาณธาตุ ต้อง ริเริ่ม สังเกต จากเรื่องเล็กๆ ลึกๆ สิ่งที่ปรากฏภายใน แม้ภายนอก แต่ก่อนอื่น เอาภายในก่อน

ฝึกที่จะสังเกตก่อน

..........

มันยากนะ วิถีจิต นี่มันไม่ได้ทำง่ายๆ

............

มันเหมือนกับคน 2 คน มานั่งจ้องหน้ากัน แล้วคอยจับผิดกัน

ไม่ใช่จับผิดกาย จับผิดอารมณ์

..............

เฉยๆ ก็ขีดในช่อง “เฉยๆ”

ไม่ใช่เฉย แล้วไม่ชีด ไม่งั้น มันจะกลายเป็นว่า เราไม่เพียรพยายาม

นี่เพิ่งขั้นตอนแรก ถ้ายังไม่เพียรพยายาม ต่อไป ยิ่งจะยากยิ่งกว่านี้อีก

.............

เฉย แล้ว รู้มั้ย

ถ้า เฉย แล้ว รู้ ก็ขีดในช่อง “รู้”

เฉย รู้.. เฉย รู้...รู้ว่า เฉย ก็ขีดในช่อง “รู้”..ช่อง “เฉย”

............

คิด ก็ขีดในช่อง “คิด”

.............

ตัว รับอารมณ์ ถ้าไม่รับ ก็ไม่ต้องขีด

............

รับ แล้วมา จำ ไว้ ก็ขีด

ถ้ารับแล้วไม่จำ ก็ไม่ต้องขีดในช่อง “จำ” แต่ขีดในช่อง “รับ”

รับแล้ว รู้มั้ย มันไวมากนะ มันไวมาก ลูก มันต้องขีดให้ทัน

รับ รู้ จำ คิด นี่มันไวมาก มันเกิดติดต่อกัน ต่อเนือง ต้องให้ทัน

เพราะนี่คือ กระบวนการจะพัฒนาจิตเข้าไปสู่คำว่า มโนวิญญาณธาตุ

รู้สภาวะอารมณ์ทั้งปวง อย่างแจ่มชัด

..........

ขณะที่ตาเห็น มันเกิดอารมณ์ มัน รับ จำ คิด รู้ ทันที

อาจจะต้องขีดทุกช่อง ก็ต้องขีด

............

หูฟัง รับ จำ คิด รู้...ขีด

............

ขีดไปๆ แล้วเราจะรู้สึกตัวเองว่า “เออ จิตกูนี่มันจะรับ มันจะจำ มันจะคิด มันจะรู้อยู่ตลอด

มันจะรับ มันจะจำ จะคิด จะรู้ อยู่ตลอด”

ยกเว้น จิตนี้เข้าสู่กระบวนการของ อุเบกขา กับ เอกัคคตารมณ์ คือ ปรากฏองค์ฌาน

หรือไม่ก็ ถีนมิทธะ – ความง่วงหงาวหาวนอน...โกสัชชะ คือ ความง่วงปรากฏขึ้น

อย่างนั้น ก็ต้องเริ่ม เฉยๆ ขี้เกียจแม้กระทั่งจะขีด

เอาล่ะ เริ่มเลื้อยล่ะ เริ่มเลื้อย.. เริ่มง่วง.. เริ่ม โอ๊ย กูเฉยๆ ดีกว่า ไม่อยากขีดอะไร เริ่มออกลายล่ะ

..............

บางที รับมา – จำมา - คิดอยู่ แต่เราไม่ขีดช่อง “รู้” แล้วมันจะคิดได้ยังไง มันจะรับได้ยังไง

มันก็ต้องมี ตัวรู้ ด้วย ใช่มั้ย

รับ จำ คิด รู้...รับ จำ คิด รู้ ...รู้ รับ จำ คิด

ขีดไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวมันจะ “โอ๊ย เหนื่อยเหลือเกินเว้ย เอา ตัวรู้ มาไว้ข้างหน้า ตัวรับ ดีกว่าวะ”

มันจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

จำได้ถึงคำสอนที่สอนในปี ’47 มั้ยว่า มันทำจนกระทั่งเกิดคำว่า วิเสสจิต

ก็คือ มี รู้ ก่อนแล้วจึงจะ เลือก รับ... คิด แล้วจึงจะเลือก จำ นั่นน่ะ กลายเป็นวิเสสจิตแล้ว

คือ มันมีการชั่ง (อารมณ์) แล้ว

อารมณ์นี้ถ้าไปรับมา มันจะขาดทุน มันจะเป็นโรค มันจะทำร้ายเรา ก็ไม่รับ... ตัวรู้ นำหน้า

แต่ตอนนี้ มันกลายเป็น ตัวรับ นำหน้า.. มันก็รับไปหมดทุกเรื่อง รับ รับ รับ รับ เป็นสามัญจิต

ฝึกไปๆ จน ตัวรู้ มันนำหน้า

“กูไม่รับแล้ว กูไม่ไหว กูเหนื่อยกู กูลำบากกู กูทุกข์กู กูต้องมานั่งตามรู้กับมึง ไม่ไหวแล้ว”

.............

ขีด นี่ให้ ขีดอารมณ์ นะ ไม่ได้ให้ขีด ตาเห็นรูป แล้วขีดนะ

ขีดอารมณ์ ที่ปรากฏกับจิตนะ...ไม่ใช่ ขีด หูฟังเสียง แล้วก็ขีดนะ

ให้ดูจิต

เอาเป็นว่า ถ้าจิตกระเพื่อม มันเกิดขึ้น ดูว่า มันเข้าช่องไหน ..รับ จำ คิด หรือ รู้ หรือ เฉยๆ

.............

มันไม่ง่ายเลยนะ ลูก ถ้าคนไม่มีสติ จะอ่านอารมณ์ตัวเองไม่ออกหรอก

มันเหมือนกับคนอ่านหนังสือไม่ออก มันจะเบลอไปหมด มันจะไม่ขวนขวาย มันจะไม่สงสัย

มันจะไม่ศึกษา

..............

รู้ เฉย ...รู้ เฉย ก็ต้องขีด ช่อง “รู้” ..ช่อง “เฉย” …รู้อยู่เฉยๆ ...รู้อยู่เฉยๆ

ถ้า คิด ก็ต้องขีดในช่อง “คิด” แล้วก็ ช่อง “รู้”

จำ ก็ต้องขีดในช่อง “จำ” กับ ช่อง “รู้”

สรุปแล้ว ช่อง “รู้” มันจะต้องขีดอยู่ตลอด

เพราะถ้าไม่รู้ มันจะรู้ได้ยังไงว่า มันกำลังจำ

..............

(ต่อด้วยหลังปฏิบัติ)

(หลังปฏิบัติ)

เอ้า พอ

สังเกตเห็นถึงการเกิดอารมณ์ในจิตหรือยัง

เห็นหรือยัง เห็นกระบวนการเกิดอารมณ์ในจิตหรือยัง

 

ที่ให้ทำนี่ เพื่อให้สังเกตเห็นกระบวนการเกิดอารมณ์กับจิต

 

อารมณ์มาปรุงแต่งจิต

จิตนี้ รับอารมณ์ จำอารมณ์ คิดในอารมณ์ รู้ในอารมณ์นั้นไว้

ถ้าทำแล้ว ไม่สังเกตเห็น ยังใช้ไม่ได้

ทำแล้ว ต้องสังเกตเห็นว่า อารมณ์นี้เข้ามาสิงในจิตอย่างไร เข้ามาปรุงแต่งจิตอย่างไร

เข้ามาครอบงำจิตนี้อย่างไร เข้ามาเป็นอาหารของจิตนี้อย่างไร

เข้ามาบังคับบัญชาจิตนี้ ทำให้จิตนี้ต้องรับ ต้องจำ ต้องคิด ต้องรู้ ต้องสุข ต้องทุกข์ หรือ แม้แต่เฉยๆ

เฉยๆ เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น) เป็น แต่เราไม่ค่อยชอบขีด เพราะเราถือว่า เฉยๆ ไม่มีมลภาวะ ใช่มั้ย

เฉยๆ มันดูแล้วเหมือนไม่มีมลภาวะ มันจะต่างอะไรกับคนหลับ มันไม่ได้แตกต่างกันเลย

มันน่ะ เป็นตัวมลภาวะเลยล่ะ

เพราะมันไม่ขวนขวาย ไม่สงสัย แล้วมันจะไปถึงคำว่า มโนวิญญาณธาตุได้อย่างไร

เราต้องการจิตที่เป็น มโนวิญญาณธาตุ คือ รู้แจ่มชัดในสภาวะธรรมทั้งปวง สภาวะอารมณ์ทั้งสิ้น ทั้งหลาย

งั้น เอาใหม่ เริ่ม

.............

ใหม่ๆ ยังเก้ๆ กังๆ ยังไม่รู้อะไร ฝึกไปเรื่อยๆ

เหมือนกับคนลงเรือไม่เป็น นั่งเรือไม่เป็น ก็ยังเกร็งไปหมด ไม่รู้

พอเป็นแล้ว นั่งไปสักพักหนึ่ง ก็จะรู้ว่า มันเริ่มเบาขึ้น มันเริ่มสบายขึ้น

มันเข้าใจ จับจุดได้ ตั้งหลักได้

...............

เรื่องในอดีตเกิดขึ้น ต้องขีดช่องไหน ช่องไหน (จำ) แล้วช่องไหน (รู้)

ช่อง”จำ” แล้วก็ ช่อง”คิด” สิ ...คิด หายไปไหน...จำ – คิด – รู้ เรื่องในอดีตที่ปรากฏขึ้น

เรื่องในปัจจุบัน ขีดช่องไหน...รับ – คิด – รู้

............

 

อ่าน สิ อ่าน อ่านจิต..สงสัยในจิตเมื่อเฉยอยู่

บอกแล้วว่า มันต้อง ศึกษา - สงสัย - ขวนขวาย

มันมีหลักของมันอยู่ อย่าทิ้งหลัก

อ่านจิต ถ้าไม่อ่าน เดี๋ยวมันพาไป โกสัชชะ พาไป ถีนมิทธะ

พอเฉยเข้าๆ เฉยหนักๆ เข้า ไม่ขวนขวายแล้วทีนี้ ไม่พัฒนา...อ่าน

.............

อ่านจิตให้ออก

คนอ่านจิตไม่ออก ก็เหมือนกับคนอ่านหนังสือไม่ออก

.............

ไม่รับ – ไม่จำ – ไม่คิด... มีแต่ รู้ กับ เฉย... ก็ขีดในช่อง “รู้” ช่อง “เฉย”

อย่าเอาแต่ เสพอารมณ์ เฉย... รู้อยู่

ต้องทบทวนดูด้วยว่า มันมีอารมณ์อะไรปรากฏขึ้นกับจิตนี้บ้าง

ขณะที่เรา รู้ เฉย... รู้ เฉย มันมี “รับ” แวบเข้ามามั้ย...มันมี “จำ” แวบเข้ามามั้ย...มันมี “คิด” แวบเข้ามามั้ย ต้องทบทวน ต้องสำรวจ

.............

มันมีค้างมั้ย มันมีภาพค้างมั้ย มีใช่มั้ย

ค้างอยู่ก็ต้องขีด

อย่างเช่น เราอาจจะ รับ อารมณ์ในปัจจุบัน ปรากฏขึ้น เราขีดในช่อง รับ จำ คิด รู้

แล้วมันยังค้างอยู่อีก ยังไม่หมดไป

เราตาม รู้ ได้ว่า มันยังค้างอยู่..อารมณ์นั้นยังค้างอยู่

ต้องขีดจนอารมณ์นั้นมันหมดไป

 

ไม่ใช่ขีดครั้งเดียว แล้วค้าง ก็ปล่อยให้มันค้างอยู่อย่างนั้น

อารมณ์ นี่มันเหมือนกับภาพที่ปรากฏขึ้นในจิตเรา

แล้วพอมันเกิดขึ้นแล้ว มันมีอายุขัยของมัน บางทีมันก็แวบเดียว หาย

แต่บางที มันยาวนานมาก มันเหมือนกับค้างอยู่อย่างนั้น

เมื่อเรารู้แล้ว ก็ ขีด ขีด ขีด ขีด จนกระทั่งมันหมด ไม่ให้เหลือ

กำจัดมัน ด้วยการเอามาขีดใส่ช่องกระดาษ จนกระทั่งมันไม่ค้างอยู่

แล้วก็เฝ้าดูว่า อารมณ์ใดปรากฏขึ้นอีก ...มันเกิดช่องไหนก่อน ช่อง รับ ก่อน หรือ ช่อง จำ ก่อน

หรือ อยู่ดีๆ มันผุดขึ้นมาเอง... อดีตก็ไม่มี... ปัจจุบันก็ไม่ปรากฏ

แสดงว่า มันเกิดจากช่อง คิด อย่างนั้นก็ ขีดในช่อง คิด แล้วมันยังคิดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

คิด รู้ ...คิด รู้ ...คิด รู้... คิด รู้... รู้ คิด...รู้ คิด

ขีดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันไม่ค้าง มันไม่เหลือ เข้าใจมั้ย

เฝ้าดู เฝ้าดู ยิ่งทำเข้าไป จิตยิ่งละเอียดขึ้นๆ มันจะรู้สึกเอง

คนทำจะรู้สึกเอง มันจะโล่ง โล่งอก -โล่งใจ มันจะเบาอก - เบาใจ มันจะเบาขึ้น

ถ้าไม่เกิดอาการอย่างนี้ ก็ทำต่อไป

..............

ตะคิวกินขา นี่ รับ หรือ จำ (...) รับสิ ...ตะคิวกินขา รับหรือ จำ (รับ) เออ รับ จำ...คิดมั้ย ...คิด ...รู้ต้องรู้ ต้องสุข ต้องทุกข์ หรือ แม้แต่เฉยๆ

ท่านว่าเอาไว้ว่า ทำจนให้อารมณ์มันขยาด คือ มันกลัวเรา มันไม่กล้าที่จะเกิดขึ้นกับเรา

“เฮ้ย เกิดไม่ได้เว้ย เดี๋ยวมันจับกูไปใส่ เดี๋ยวมันจับกูไปฆ่า เดี๋ยวมันจับกูไปขีด” ประมาณนั้น

ทำจนอารมณ์มันขยาด

..............

ปกติ ปุถุชน คนทั่วไป เขากลัวอารมณ์

แต่พวกฝึกวิถีจิต อารมณ์จะกลัวเรา

 

ทำจนอารมณ์มันกลัวเรา

อารมณ์มันค้าง อารมณ์มันขยาด อารมณ์ผีดิบ ผีอยู่ในมุมมืด พอเกิดแสงสว่าง มันกลัว

ต้องทำอบ่างนั้น

.............

ทำใหม่ๆ เราอาจจะแยก กาย กับ จิต ไม่ได้

แต่ทำไปๆ เราจะรู้สึกว่า กาย กับ จิต มันคนละเรื่องกัน

แต่ถ้าเมื่อใดที่ กาย มันปรากฏอาการ จิตก็จะไป รับอารมณ์ มา ก็ขีดในช่อง “รับ”

ทำไปๆ เรื่อยๆ เราจะเห็นว่า อารมณ์ – กาย – จิต มันคนละเรื่องกันเลย

แต่ถ้ามันรวมกันได้ มันมารวมกัน เพราะเราไม่รู้

แต่ถ้าสร้าง ตัวรู้ แล้ว มันคนละเรื่องกัน อารมณ์ส่วนหนึ่ง กายส่วนหนึ่ง จิตส่วนหนึ่ง

มันแยกจากกันเด็ดขาด

พอ อาการกาย ปรากฏ จิตก็จะไปตามดู ...ไปตามดู ก็แสดงว่า รับมา ใช่มั้ย

รับมา คิดอยู่ รู้ ...รับ คิด รู้ ขีด

ถ้าไม่มีอาการทางกายปรากฏ จิตก็เฝ้าดูอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต ...กายก็จะไม่รู้เรื่องอะไร

คือ เราจะไม่ไปยุ่งกับกายเลย... กายเหมือนกับแยกไปจากจิตเด็ดขาดเลย

แต่ถ้าเมื่อใดที่ อาการทางกาย ปรากฏ ...แมลงหวี่ตอม ยกมือโบก อย่างนี้ ทำไมไม่ขีด

..............

เกาหน้า กระดิกขา กระดกหาง หูตูบ... ขีดหมด

............

เห็น กองแห่งกาย... กองแห่งอารมณ์... กองแห่งจิต แยกกันชัดเจนหรือยัง.. เห็นมั้ย

ไม่ใช่เห็น จากการนึกว่า เห็น นะ

 

แต่ เห็น จากการที่เรา สัมผัส ได้ว่า กองแห่งกาย เช่น เวลาที่เราปวดเมื่อย จิตเรา รับ คิด รู้

ปวดเมื่อยทางกาย จิตเรา ไปรับ ไปคิด ไปรู้

ไปเวทนาของกาย ไปคิด แล้วก็ไปรู้... ก็จับมันขีด

แรกๆ เราจะรู้สึกว่า กายกับอารมณ์ จิต มันรวมกัน

พอจับมันขีดแล้ว มันจะแยกออกจากกัน... แยกออกจากกัน... แยกออกจากกัน

เพราะงั้น อาการที่เกิดทางกาย แม้กระทั่งกระพริบตา

กระพริบตา ก็ต้องถือว่า เรารับ เราจำ เราคิด เรารู้ ...ขีด

กระพริบตากี่ครั้ง ..ขีด

แต่ถ้าไปยุ่งกับกายมากไป มันจะกลายเป็นการไปเฝ้าดูอาการทางกาย..อารมณ์เกิดจากกาย

แต่ที่ต้องการฝึก ..อารมณ์เกิดจากจิต.. เกิดภายใน มันละเอียดกว่า ไม่ใช่เกิดแค่ภายในกาย

ยุ่งกัด เมื่อย ปวด เจ็บ มันเป็นอาการทางกาย จิตเราก็จะไปรับรู้ ก็เอามาขีดใส่ รับ จำ คิด รู้

แต่ถ้าบ่อยเข้าๆ มันก็จะไปยุ่งเป็นกายไปหมด ทีนี้ จิตมันจะหยาบขึ้นๆ

แต่ถ้ามันเกิดแล้ว ทำไง

เกิดแล้วมันเป็นอารมณ์ของจิต มันก็ต้องเอามา รับ จำ คิด รู้ ..ใส่เข้าไปๆ

แล้วก็ พยายามดึงมันออกมา อย่าไปสนใจกาย

ให้มาอยู่ในจิต ว่า ตอนนี้อารมณ์ใดเกิดแต่จิต เกิดภายในจิต เกิดขึ้นจากจิต

เข้ามาปรุงแต่งจิต มาหล่อเลี้ยงจิต

เท่านั้นแหละ เอาตรงนี้ พอ

แต่มันก็ห้ามไม่ได้ เดี๋ยวกายมันกระพริบตาอีก มันคันตรงนู้นตรงนี้

อ้าว รับ คิด รู้...รับ จำ คิด รู้... รับ จำ คิด รู้ จนกระทั่งอาการทางกายมันหมด

ขีดจนกระทั่งมันหมด

มันไม่หมด มันยังรู้อยู่ เป็นอารมณ์ของจิต ก็ขีดมันไป ขีดต่อไปเรื่อยๆ เข้าใจมั้ย

ฝึกไป ฝึกไป มันจะเบา และเพลิน เบาแล้วไม่หนักนะ เพลินแล้วไม่ใช่งานมันเยอะนะ ไม่ใช่

 

มันจะเบา มันเกิด ลหุตา คือ ความเบา

แล้วมันจะแยกได้ชัดว่า กายนี้เป็นของหยาบ จิตนี้เป็นของละเอียด อารมณ์เป็นของหยาบ

มันจะแยกให้เห็น ชัด

..............

สังเกตดู มึงไม่ค่อยขีด ขี้เกียจขีด หรือ 1.ขี้เกียจขีด 2. รู้ไม่เท่าทันอารมณ์ที่ปรากฏตามความเป็นจริง ตามรู้ไม่เท่าทัน

ขี้เกียจขีด ตามรู้ไม่เท่าทัน แล้วก็ เสพติดอารมณ์เฉย

พอเห็นอารมณ์มันเฉย ก็เฉยอยู่อย่างนั้น... ระวังมันเป็น ภวังคจิต

ภวังคจิต คือ จิตตกอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ไม่ขยับเขยื้อน

กี่ปี – กี่ชาติก็อยู่ตรนั้น... กี่ภพ – กี่ชาติก็อยู่ตรงนั้น.. เฉยอยู่อย่างนั้น เขาเรียก ภวังคจิต

 

จิตกำลังสร้าง ภวังคภพ คือ ภพที่มันไม่เกิด ไม่ตาย ไม่โต เป็นลูกฟัก

ตายตรงนั้น ก็เป็น พรหมลูกฟัก ไม่เป็นหู - เป็นตา ไม่เป็นหน้า – เป็นตัว

มีแต่ กิน อารมณ์เฉย อยู่อย่างนั้น มือ-ตีน ก็ไม่มี

ขีด ...กูนี่ ขีดไม่หยุด ...อารมณ์ปรากฏ ขีด ขีด ขีด.. ตามรู้ คิดอยู่ ขีด... จำ ขีด ...รับมา ขีด

คิด จำ รับ รู้ ขีด...รู้ เฉย ขีด...รู้ เฉย ขีด

บางคนไม่ขีดเลย นั่งเหม่อ เฉย เอ๋อ โรคเอ๋อเข้า ปัญญาอ่อน

บอกแล้วว่า ศึกษา – สงสัย – ขวนขวาย – สั่งสม – เพียร

จิตเกิดกับกาย

จิตเกิดกับอารมณ์

หรือ อารมณ์เกิดกับกาย ปรากฏจิต

อารมณ์เกิดกับจิต ก็ปรากฏจิต คือ จิต รู้ รับ จำ คิด

 

เอามาแจกออก แยกออก

รู้อยู่ รับอยู่ คิดอยู่ จำอยู่

..........

ทำจนกระทั่งมันแยกออกมาเป็นกองๆ ให้ได้ กองสังขาร กองอารมณ์ กองจิต

.............

เพราะเรายังแยกอารมณ์จากจิตไม่ได้ฉันใด เราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปฝึกขั้นต่อๆ ไป

เช่น เราจะไม่รู้เลยว่า เวลานี้ จิตเราเป็นมโนวิญญาณธาตุ หรือ เป็นวิญญาณขันธ์ รู้เป็นเรื่องๆ เป็นอย่างๆ หรือ วิญญาณ การรับรู้อารมณ์

เพราะ รู้อารมณ์ ก็เป็นจิต...รับอารมณ์ เป็นวิญญาณ มันแตกต่างกันยังไง เราจะแยกไม่ได้เลย ถ้าตราบใดที่ยังแยกหน้าที่ของจิต 4 อย่างนี้ รับ จำ คิด รู้ ยังไม่ได้

พูดง่ายๆ คือ ของหยาบยังแยกไม่ได้ ระหว่าง กองแห่งสังขาร - กองแห่งอารมณ์ - กองแห่งจิต

ถ้ายังแยกไม่ได้ แล้วจะไปแยกของละเอียดที่ลึกเข้าไปๆ

ข้อแรก รู้เป็นจิต

ข้อที่ 8 รับอารมณ์เป็นวิญญาณ

รู้เป็นจิต กระโดดมาอีกข้อหนึ่ง รับเป็นวิญญาณ เราจะแยกกันยังไง

ถ้าวันนี้ เรายังแยก กองแห่งสังขาร กองแห่งอารมณ์ กองแห่งจิต หยาบๆ แค่นี้ยังแยกไม่ได้

แล้วจะมาแยกของละเอียดที่ลึกซิ้งกว่านั้นได้ยังไง

ฝึก เขียน ขีด

..........

ไหวมั้ย ไหวมั้ย...ไม่ กูอ่ะ กูเห็นมึงแล้ว

ยากไปมั้ย

.............

 

ข้อแรก อะไร

รู้อารมณ์เป็นจิต แล้วรับอารมณ์เป็นอะไร ข้อที่ 7 รับอารมณ์เป็นอะไร (วิญญาณ)

มึงจะรู้ได้ยังไงเมื่อมึงไม่รู้จักคำว่า รับ จำ คิด รู้ มาก่อน

..............

สรุป อย่าเพิ่งรู้เรื่องอื่น เอาแค่รู้เรื่องนี้ก่อน

แยก กองสังขาร - กองอารมณ์ – กองจิต ออกมาให้ได้แด็ดขาดก่อน

ที่กูพูด เพื่อเปรียบให้ฟังว่า ถ้าเรายังไม่รู้ของหยาบอย่างนี้ เราจะไปรู้ของละเอียดที่ลึกกว่านี้ได้อย่างไรในอาการจิต ๑๐ อย่าง

มันน่าจะยากไปจริงๆ มึงตามรู้ไม่ทัน ใช่มั้ย ตามไม่ทัน

กลับกระดาษ เปลี่ยนหัวกระดาษ

เขียน หัวกระดาษ

ลมเข้า ลมออก

________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________

 

ดูจิตไม่ได้ มา ดูลม ก็ได้

หยาบกว่าเก่าอีก แต่ดูว่า มึงจะทำได้มั้ย

ถ้าลมจมูกเข้า ดูยังไม่รู้ ดูลมตดก็แล้วกัน เผื่อจะจับได้ เพราะนานๆ ตกที

เอ้า เข้า ขีด...ออก ขีด

...............

 

หยาบขึ้นมั้ย

.............

ง่ายมั้ย (ง่าย) ...ง่ายเน้อ

ถ้าลมหายใจยังจับไม่ได้ อย่างที่ว่าล่ะ ลมตดเถอะ ลูก

ขั้นต่อไป

เริ่มเข้า เริ่มขีด....เข้าสุด หยุดขีด

เริ่มออก เริ่มขีด ....ออกหมด หยุดขีด

แสดงว่า ขีดจะต้องสั้นหรือยาว (ยาว)

ยาว ตามลมหายใจที่ เข้า และ ออก

เริ่ม

 

................

 

 

วางปากกา

ดูซิว่า จิตหนักขึ้นมั้ย

หนักขึ้น ใช่มั้ย เออ ของง่าย มันก็หนักอย่างนี้อหละ ลูก

ของง่ายมันก็หนักอย่างนี้ หยาบมั้ย (หยาบ) หยาบขึ้น....ง่ายแต่หยาบ

หลวงปู่ถึงได้บอกว่า เหมือนกับคนปลูกต้นตาล

แล้วจะทำให้ตาลตาย ก็ต้องปีนขึ้นไปยอดตาล ใช้เวลานาน

เอ้า กลับ พลิกกระดาษไปที่เก่า....กูให้ ฝึก เพื่อ เปรียบ

เฝ้า ดูจิต ทิ้ง ลมหายใจ

..............

 

เราทิ้ง ลมหายใจ แล้ว ใช่มั้ย ...จะเปรียบให้ดูเป็นขั้น

เฝ้าดูอารมณ์ที่ปรากฏกับกาย

ดู อารมณ์ใดที่ปรากฏกับกาย

คือ กายร้อน กายหนาว กายเย็น กายแข็ง กายปวด กายเมื่อย แม้ที่สุด กระพริบตา

รู้อยู่ จับลงไป... รับ จำ คิด รู้ ขีดลงไป

ดูอารมณ์ที่ปรากฏกับกาย

.............

ในขณะที่เฝ้าดู มันรับ มันคิด มันรู้ ก็ขีด ช่องรับ ช่องคิด ช่องรู้

ขณะที่เฝ้าดูอารมณ์ที่ปรากฏกับกาย จิตมันแวบ ไปดูอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต ก็ต้องขีด

อารมณ์ที่ปรากฏกับจิตส่วนใหญ่ในขณะที่ดูกาย มันจะเกิดใน ช่องจำ เสียมากกว่า

เป็นอดีตของอารมณ์ เรียกว่า อตีตารมณ์ มันจะปรากฏ ก็ขีดในช่องจำ

อารมณ์ที่ปรากฏกับกายส่วนใหญ่จะไม่มีช่องจำ มันจะรับ มันจะคิด มันจะรู้

แต่ถ้าเมื่อใดที่อารมณ์ปรากฏขึ้นกับจิตในขณะที่กำลังเฝ้าดูกาย ส่วนใหญ่มันจะเป็นอตีตารมณ์ หรือไม่ก็ อนาคตารมณ์ คือ อนาคต เพราะปัจจุบัน เราดูกายอยู่

อารมณ์ปัจจุบันที่ปรากฏกับจิตก็ไม่มี มีแต่อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดกับกาย แล้วน้อมเข้ามาในจิต เข้ามาปรุงแต่งจิต เข้าใจมั้ย

เฝ้าดู

............

วางกระดาษ ปากกา

ดูซิ ระหว่างรู้ลมหายใจ กับ รู้อารมณ์ที่ปรากฏกับกาย อันไหนหยาบกว่ากัน...รู้ลมหายใจหยาบ

ขนาด รู้ลมหายใจ ก็หยาบแล้ว ลมหายใจก็ว่าละเอียดที่สุดแล้ว ยิ่งไปรู้อิริยาบถ รู้สัมปชัญญบรรพ

 

รู้การเคลื่อนไหวกาย รู้การเดิน ยืนนั่งนอน ยิ่งหยาบใหญ่

เพราะงั้น เมื่อฝึกถึงขั้นวิถีจิตแล้ว มันอะไรที่มันไม่มีรูปลักษณ์แล้ว ที่จะกำหนดรู้ นอกจากสภาวะอารมณ์ที่ปรากฏ ซึ่งมันเป็นนามธรรมล้วนๆ มันไม่มีรูปธรรมเลย ลมหายใจ ก็ยังมีรูปธรรม

เมื่อเราฝึกถึงขั้นนามธรรมแล้ว กระโดดไปหารูปธรรม เราก็จะรู้สึกว่า มันอึดอัด มันหนักหน้าอก มันต้องแบก ต้องหาม ต้องเป็นภาระ

ทีนี้ ถามว่า แล้วยังไง

ก็เทียบให้ดูว่า ของง่ายๆที่เราบอกว่า มันง่ายๆ มันหนัก

ของยากๆ ทำแล้วมันเบา...เบา ชัดเจน รู้เท่าทันสภาวะธรรมที่ปรากฏ

เป้าของเรา ต้องการ มโน วิญญาณ ธาตุ คือ จิตที่รับรู้แจ่มชัดตามความเป็นจริงในสภาวะอารมณ์ทั้งปวง เราไม่ต้องการของหยาบ เราต้องการจิตที่ละเอียด และละเอียดยิ่งๆ ขึ้น จนกระทั่งสภาวะธรรม

ทั้งปวงรู้ชัดตามความเป็นจริง

.............

พอ ตอนนี้ เอาแค่นี้ กูควันเริ่มขึ้น ให้ถามปัญหา

(ต่อด้วย ปุจฉา วิสัชนา)

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรม บ่าย ณ ศาลาปฎิบัติธรรม วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที่ ๑

มกราคม ๒๕๖๙ จากhttps://www.youtube.com/watch?v=AAki1vRYsJI&list=PLJmPSYMcXHqdqEVLaVeSbP3FGA2ZiQLb3&t=305s

284 | 31 ธันวาคม 2025, 20:20
บทความอื่นๆ