วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

เรื่องที่ ๑๕ การฝึกวิถีจิตไม่มีอะไรเป็นเครื่องจำกัด

ชุดคำสอนวิถีจิต

ชื่อเรื่อง การฝึกวิถีจิตไม่มีอะไรเป็นเครื่องจำกัด

แสดงธรรมวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา 0๙.๐๐  น.  ณ.ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ

สาระสังเขป

         อธิบายการฝึกวิถีจิต อาการจิต มโนวิญญาณธาตุ ศึกษาเรื่อง อาการจิต หน้าที่ของจิต จะต้องไม่ยึดติดในอารมณ์ใด แต่ต้องเข้าใจความเป็นไปของสภาพจิต นั่นก็คือ ไม่ยึดอยู่ในความวางเฉยๆ ซึ่งก็จะกลายเป็นการเสพอารมณ์เฉย แต่ต้องวิจัย วิจารณ์ว่า เวลานี้ จิตรับอยู่ หรือว่า จิตจำอยู่...จิตจำอยู่ หรือ จิตคิดอยู่...จิตคิดอยู่ หรือ จิตรู้อยู่ ...ทั้ง รับ – จำ – คิด - รู้ นั่นคือ สภาวะจิต ไม่มีอาการเฉย ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา สิ่งของ ให้ยึดถือ

เนื้อหา

(กราบ)

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชน คนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน

วันนี้ วันพระ วันธรรมสวนะ วันฟังธรรมตามกาล ..กาเลนะ ธัมมสากัจฉา ...กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง

การเจรจาธรรม การฟังธรรม เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด

เมื่อวาน พูดคุยถึง สอนอบรม ในวิถีจิต ในเรื่องของ อาการจิต ๑๐ อย่าง ได้อธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของ มโนวิญญาณาตุ และกระบวนการของจิต ที่เริ่มต้นจาก คิดเป็นจิต... น้อมไปเป็นมโน ...เก็บไว้เป็นหทัย ...พอใจเป็นมนัส... ยินดีเป็นบัณฑระ... สืบต่อเป็นมนายตนะ ...เป็นใหญ่

มนินทรีย์... รู้อารมณ์เป็นวิญญาณ... รู้เป็นเรื่องๆ อย่างๆ เป็นวิญญาณขันธ์.... รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ

แล้วก็ได้อธิบายความให้เข้าใจว่า :

มโน ก็คือ น้อมเข้ามา

วิญญาณ หมายถึง วิญญาณทั้ง ๖ ที่เกิด จากตา จากหู จากจมูก จากลิ้น จากกาย แล้วก็ จากใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ

ส่วน ธาตุ ก็รวม ธาตุอากาศ เข้าไปด้วย เป็น ๕ ธาตุ เดิมทีมีแค่ ๔ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และ ธาตุไฟ แต่ในขั้นตอนของผู้เข้าถึงจิตที่เป็นมโนวิญญาณธาตุ ก็ต้องรู้ละเอียดจนกระทั่งถึง อากาศธาตุ

แล้วก็สอนให้ ฝึก มโนจิต คือ น้อมเข้ามา...น้อมสิ่งที่ดีงามเข้ามาในจิต

เมื่อวาน ก็ฝึกให้เจริญมนต์ว่าด้วยคำ นมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็บท อิติปิโส...สวากขาโต แล้วก็ สุปฏิปันโน ทั้งบาลี และแปล

แล้วก็เทียบให้เห็นถึง จิตที่เป็น มโน หรือน้อมเข้ามา กับการศึกษาเรียนรู้ หน้าที่ของจิต ๔ อย่างคือ รับอารมณ์ จำอารมณ์ คิดอารมณ์ แล้วก็ รู้อารมณ์...รับ จำ คิด รู้

เทียบดูทั้ง ๒ ชนิด ก็จะเห็นว่า แม้น จิตรับ จิตจำ จิตคิด จิตรู้ ดูแล้วเป็นเรื่องยุ่ง วุ่นวาย แต่ไม่แบก

เบาสบาย ซึ่งจะแตกต่างจาก มโนจิต ที่ต้องน้อมเข้ามา ที่ต้องยึดเข้าไว้ ต้องมีพันธนาการ สภาพจิตแม้จะรวมตัวกันได้ดี แต่ก็แบก หนัก ซึ่งจะแตกต่างจากการศึกษาสภาวะ หน้าที่ของจิต พูดง่ายๆ คือ ศึกษาจิตที่มีหลากหลายให้รู้ เรื่องราวให้คิด สารพัดปัญหาให้วิเคราะห์ ให้รับให้จำ แต่เราไม่แบกไม่ได้ยึดไม่ผูก

ก็สอดคล้องกับบทเรียนกรรมฐานตอนช่วงเย็น หลังจากเจริญพระพุทธมนต์ตอนเย็น ก็จะสอนเรื่องให้เข้ากรรมฐานจิต หรือว่า จิตภาวนา เริ่มต้นจาก :

การเอา จิตอยู่ภายในกาย เรียกว่า มีจิตอยู่ในกาย ที่เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

หลังจากเอา จิตอยู่ในกาย แล้วก็ จิตอยู่ในเวทนาของกาย คือ อาการที่เกิดจากกาย ที่เรียกว่า เวทนา

แล้วก็ละเอียดขึ้นมาอีกนิด จากจิตที่รู้เวทนาของกาย ก็มารู้เวทนาของจิต คือ อารมณ์ที่ปรากฏกับจิต

แล้วจากอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต ก็มารู้เรื่องจิต

ในขณะเดียวกัน ผู้ศึกษาเรื่อง อาการจิต หน้าที่ของจิต จะต้องไม่ยึดติดในอารมณ์ใด แต่ต้องเข้าใจความเป็นไปของสภาพจิต นั่นก็คือ ไม่ยึดอยู่ในความวางเฉยๆ ซึ่งก็จะกลายเป็นการเสพอารมณ์เฉย

งั้น ก็ต้องแยกออกมาเป็น ๒ คนในคนเดียวกัน ก็คือ มาวิจัย วิจารณ์ว่า เวลานี้ จิตรับอยู่ หรือว่า จิตจำอยู่...จิตจำอยู่ หรือ จิตคิดอยู่...จิตคิดอยู่ หรือ จิตรู้อยู่ ...ทั้ง รับ – จำ – คิด - รู้ นั่นคือ สภาวะจิต

ไม่มีอาการเฉย ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา สิ่งของ ให้ยึดถือ

วิเคราะห์อย่างนี้ ตรึกอย่างนี้ ถกกันอย่างนี้...รู้ - รับให้ได้อย่างนี้ เข้าใจให้ได้อย่างนี้ จึงจะถือว่า เป็นผู้เข้าถึงวิถีแห่งจิต แต่เมื่อใดที่เราไพล่ไป ไปเอาความว่างเป็นอารมณ์ เอาความเฉยเป็นอารมณ์ จะกลาย เป็นสมถะ จะกลายเป็นการเสพอารมณ์

การเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิตในอาการจิต ๑๐ อย่าง สิ่งที่เราต้องการ ก็คือ มโนวิญญาณธาตุ – รู้แจ้งในวิญญาณและธาตุทั้งปวง งั้น เฉย จะรู้มั้ย .. เฉย มันก็จะไม่รู้

งั้น คนศึกษาวิถีจิตที่ชาญฉลาด ต้องเข้าใจว่า เวลานี้ จิตเราเหมือนม้าพยศ หรือว่า เซื่องซึมเหมือนกับม้าแก่ ตัวเก่า ที่หมดเรี่ยวแรง มันอยากจะผลอยหลับ ก็ต้องเข้าใจมัน อย่าไปฝืน

คำว่า อย่าไปฝืน ก็คือ เอ้า มึงอยากพยศ ใช่มั้ย อยากพยศ ก็ดูว่า มันอยากพยศเรื่องอะไร ฟุ้งเรื่องอะไร

ในขณะที่เราดูเรื่องกาย ในข้อ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในมหาสติปัฏฐาน ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง มีทั้งหมด ๖ ข้อใหญ่ หรือ ๖ บรรพ เริ่มต้นจาก :

อานาปานสติกรรมฐาน คือ รู้ลมหายใจ

อิริยาบถบรรพ ก็คือ รู้ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน อิรินยบถทั้ง ๔

สัมปชัญญบรรพ ก็คือ รู้ การ เงยหน้า ก้มหน้า.. ยกแขน ลดแขน.. ยกขา ลดขา.. หันซ้าย หันขวา แม้กระทั่ง กระพริบตา กลืนน้ำลาย เหล่านี้เป็น สัมปชัญญบรรพ

ต่อไปก็ ปฏิกูลสัญญา รู้ความสกปรกภายในกายตน และความสกปรกภายในกายผู้อื่น

ตามด้วย จตุธาตุวัฏฐาน คือ รู้ธาตุทั้ง ๔ ภายในกาย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

สุดท้ายก็จะจบลงตรงคำว่า นวสีถิกาบรรพ

สรุปแล้ว คนเรียนรู้ ศึกษาจะเป็นผู้ฉลาดในจิตได้ ต้องเข้าใจว่า เวลานี้ จิตเราเป็นอาการอย่างไร

ถ้าไม่สามารถจะให้มันนิ่ง หยุดอยู่กับ เรื่องรับ เรื่องจำ เรื่องคิด เรื่องรู้

หรือ ไม่สามารถให้มันนิ่ง หยุด อยู่กับกาย...หรือ ไม่สามารถให้มันนิ่ง หยุด อยู่กับเวทนาของกาย

หรือ ไม่สามารถให้มันนิ่ง หยุด อยู่กับเวทนาของจิต... หรือ ไม่สามารถให้มันนิ่ง หยุด อยู่กับจิต

แต่ จิตนี้ ดันไปรู้เรื่องลมหายใจ...เรื่องอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน หรือ...ไปรู้เรื่องความตาย ๙ชนิด ที่เรียกว่า ป่าช้า ๙ อย่าง ถ้ามันยังไม่ออกไปจาก”นครกาย” แห่งนี้ เราต้องตามรู้มันไป

เช่น ถ้าจะไปรู้ลมหายใจ เอ้า อย่างนั้นก็ตามดูลมหายใจ ตามดูลมหายใจจนจิตนี้ตั้งมั่น

เอ้า พอแล้วนะ สังเกตดูจิตว่า มันพอ มันบอกตัวมันเองแหละ ว่า เอาล่ะ มันพอล่ะ

จิตนี้จะไปไหนต่อ มันจะพยศหน้า พยศหลัง จะหกคะเมน ตีลังกา... ตามดูมัน แต่ต้องไม่ออกจากคอก คือ ต้องไม่ออกจากกาย ไม่ออกจากเวทนา และก็ไม่ออกจากจิต ตามดูมัน ไม่ต้องไปฝืนไปบังคับมัน

เราไม่ได้ฝึก วิขัมภนปหาน คือ การข่ม แต่เรารับการฝึกปัญญา ฝึกวิถีจิตที่รู้เท่าทันสภาวจิตว่า เวลานี้ จิตนี้กำลังพยศไปทางทิศทางไหน แล้วเราควบคุมมันได้ เท่านั้นพอ

รวมๆ สรุปแล้ว คนฝึก เรียนรู้ - ศึกษา วิถีจิต ไม่มีกรรมฐานกองใดที่ตายตัวแน่นอน

ในขณะที่เรากำลังเจริญเวทนาอยู่ เช่น รู้เวทนาของกายอยู่ เผอิญดันไปเห็นลมหายใจเข้า แม้นเวทนานี้ละเอียดกว่าลม แต่ดันเห็นลมหายใจกองใหญ่ เยอะมาก อย่างนั้นก็ ปล่อยให้หายใจไป ตามดูลมหายใจ

ในขณะที่ดูลมหายใจอยู่ เผอิญเห็นเวทนากองใหญ่ของกาย หรือ เวทนากองใหญ่ของจิต อย่างนั้นก็ ลมหายใจเบาแล้ว ก็ไปดูเวทนากองใหญ่ของกายก็ได้ หรือ เวทนากองใหญ่ของจิตก็ได้

ในขณะที่ดูเวทนาของกาย หรือ ดูเวทนาของจิตอยู่ ดัน รู้ รับ จำ คิด ขึ้นมา ทบทวนสภาพ รู้ รับ จำ คิด อย่างนั้นก็ ทิ้งเวทนา ไปดู รู้ รับ จำ คิด ให้ชัดเจน

รวมๆ สรุปแล้ว เราจะเป็น มโนวิญญาณธาตุ รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวงได้ ไม่จำเป็นจะต้องนิ่งอยู่กับที่ เพราะเราไม่ได้ฝึกสมถะ เราเป็นผู้เจริญปัญญา เราเป็นผู้เจริญวิถีจิต

วิถีจิต นี่ไม่มีอะไรเป็นเครื่องจำกัด

สำคัญที่สุด ถ้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เราก็จะคิดว่า ไม่ได้ เราอยู่กับกรรมฐานกองนี้ เราก็จะอยู่กับกรรมฐานกองนี้ เราจะไม่หากรรมฐานกองอื่น ...มันเป็นไปไม่ได้หรอกด้วยเหตุผลว่า ยาแดงจะทาแก้ปวดหัวได้ จะทาแก้ปวดท้องได้ จะทาแก้ปวดเมื่อยได้

พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สอนกรรมฐานกองใดกองหนึ่งเฉพาะ แต่ ทรงสอนกรรมฐานไว้ถึง ๔๐ กอง

เพื่อให้เรา ให้จิตนี้มันเลือกสรร ใช้คำว่า “ให้จิตนี้เลือกสรร” ให้เหมาะสมกับกาลสมัย

งั้น รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้สถานที่ รู้ชุมชน รู้จักบุคคล ความเป็นสัตบุรุษ จะแยกเยะได้ เป็นปราชญ์ เป็นผู้ฉลาดในจิต จะสามารถรู้ว่า อารมณ์ชนิดนี้ คบหาสมาาคมได้

ขณะที่เราเป็นผู้ฝึกจิต รักษาจิต ดำรงไว้ซึ่งความเป็น รู้ รับ จำ คิด ชัดเจน นั่นคือ ตัวจิต แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไปเสพ นอกจาก รู้ รับ จำ คิด เช่น เสพความสุข เสพความเฉย

ความสุขเป็นเวทนามั้ย ... เป็นอารมณ์มั้ย ... เอ่อ ความเฉยเป็นแวทนามั้ย ...เป็น...เป็นอารมณ์มั้ย ...เอ่อ เป็นอารมณ์ เป็นเวทนา ซึ่งจะแตกต่างกับคำว่า รู้ ..รู้เป็นเวทนามั้ย ... รู้ไม่เป็นเวทนา ...รู้ไม่เป็นอารมณ์

รู้ เป็นสภาวะของจิต ธรรมชาติเดิมของจิตที่มีหน้าที่ต้อง รู้ เพราะฉะนั้น ตัวรู้ ไม่เป็นอารมณ์

ทำความเข้าใจให้ชัดว่า รู้ รับ จำ คิด ไม่ใช่อารมณ์ มันเป็นหน้าที่ของจิต เป็นธรรมชาติแห่งจิต แต่ถ้าเมื่อใดที่ คิด แล้วเกิดอะไรตามมา อันนั้นเป็นอารมณ์มั้ย ..เป็น

เพราะงั้น ระหว่าง เฉยๆ กับ รู้ รับ จำ คิด อันไหนคือ จิตแท้ ... เอ่อ รู้ รับ จำ คิด เป็นจิตแท้

หลวงปู่จึงบอกว่า เวลาเราศึกษาเรื่อง วิถีจิต ถ้าเฉย แสดงว่า เราเสพอารมณ์ ใช่มั้ย ... เราตกอยู่ในอำนาจของอารมณ์ เพราะงั้น เฉยไม่ได้ เราไม่ได้ฝึกสมถะ พวกสมถะ เขาชอบเฉย

แล้ว เฉย นี่ มีปัญญา มั้ย ...ไม่มีปัญญา คนเฉยไม่มีปัญญา เพราะงั้น เราจะเฉยไม่ได้

แล้วทำยังไง

ก็หันมาดูจิต ซึ่งมีตัวตนอยู่ ๔ ตัว คือ ตัวรู้ ตัวรับ ตัวจำ ตัวคิด นี่คือ จิต

จิตแท้ๆ เป็นอย่างนี้ มีหน้าที่ รับอารมณ์ จำอารมณ์ คิดในอารมณ์ รู้อารมณ์ ...รู้ รับ จำ คิด

ถ้าไปพูดถึงอารมณ์บวกเข้าไป เดี๋ยวเราจะนึกว่า ตัวรู้ เป็นอารมณ์.. ไม่ใช่

คือ มีหน้าที่ รู้อารมณ์ แต่ไม่ได้เป็นอารมณ์...ตัวรู้ ไม่ได้เป็นอารมณ์.. เป็นมั้ย ...ตัวรู้ ไม่ได้เป็นอารมณ์... ตัวรับ ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ ...ตัวคิด ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ แต่ถ้าคิดแล้ว ต่อจากความคิดนั้น เป็นอารมณ์มั้ย .. เป็นอารมณ์

งั้น คำสอนเดิมที่เคยสอนไว้ว่า มีอารมณ์ ก็ทำให้เกิดอะไร ... เกิดจิต

พอมีจิต แล้วไปทำอะไร...สร้างภพ... ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ ก็จะตามมา

เราไม่ต้องการให้เกิดอารมณ์แก่จิต แต่เราต้องการจะเรียนรู้ ศึกษาหน้าที่ของจิต ที่ มันรับ มันจำ มันคิด มันรู้ ...รับ จำ คิด รู้ ...รู้ รับ จำ คิด...คิด รับ จำ รู้ ซึ่งมันทำงานสลับกันไปมา ให้ช่ำชอง ให้เชี่ยวชาญ ชำนาญ

เมื่อ มันรับ มันจำ มันคิด มันรู้ อย่างสมบูรณ์ ทีนี้เราก็จะมาดูเรื่องวิญญาณ

สิ่งที่ควรรู้ทางตา ...สิ่งที่ควรรับทางตา... สิ่งที่ควรจำทางตา... สิ่งที่ควรคิดทางตา ว่า รู้ รับ จำ คิด ทางตา เป็นมลภาวะ หรือ เป็นสภาวะ ...เป็นคุณหรือ เป็นโทษ จึงจะเข้าถึงความหมายของคำว่า มโนวิญญาณธาตุ ผู้รู้แจ้งในวิญญาณทั้ง ๖ และธาตุทั้ง ๕ ซึ่งมี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ

ทีนี้ เราจะเทียบเคียงอย่างไรว่า สิ่งที่เรา รู้ก็ตาม – รับก็ตาม – จำก็ตาม - คิดก็ตาม เป็นกุศล หรือ เป็นอกุศล ก็ไปเทียบเคียงกับจิตที่เป็น อกุศลมูล ๘๒ ดวง หรือ ง่ายๆ มีอยู่ ๓ กลุ่มใหญ่ๆ ก็คือ โลภะมูลจิต โทสะมูลจิต โมหะมูลจิต

ขณะที่จิตเรา มี ตัวรู้ ตัวรับ ตัวจำ ตัวคิด เราก็มาวิเคระห์ดูว่า จิตนี้มีโมหะมั้ย...จิตนี้มีโทสะมั้ย...จิตนี้มีโลภะมั้ย.. ถ้าไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีโลภะ แสดงว่า อกุศลไม่เป็นมูลแห่งจิตนี้

เมื่ออกุศลไม่เป็นมูลแห่งจิตนี้ แสดงว่า จิตนี้ ไม่เป็นฝ่ายอกุศล เมื่อจิตนี้ไม่เป็นฝ่ายอกุศล ก็แสดงว่า จิตนี้ไม่ตกอยู่ในที่ชั่ว ไม่ตกอยู่ในวิบากกรรม คือ ทุคติภพ

ถ้าจะมีภพ ก็กลายเป็นสุคติภพ ไม่ใช่ทุคติภพ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเราก็ต้องศึกษากันต่อไป เรียนรู้กันต่อไป เพราะนี่เพิ่งสัปดาห์ที่ ๒ ของพรรษา ที่เรียนรู้เรื่อง วิถีจิต

ถ้าเทียบ ยกไปเมื่อปีที่แล้ว เราก็วางพื้นฐานเรื่องการเรียนรู้ ศึกษา ลักษณะของจิต ทั้งกุศลจิต อกุศลจิต และอัพยากตจิต รู้ไปตามวิถีแห่งอภิธรรมที่พระบรมศาสดาทรงแสดง เรียกว่า เป็น จิต เจตสิก รูป แต่เรายังไม่ได้เรียนรู้ถึงคำว่า นิพพาน ด้วยเหตุผลว่า นิพพาน เป็นสภาวธรรม

ถ้าเมื่อใดที่กระโดดข้ามไปเรียนรู้ นิพพาน เดี๋ยวก็จะตกตะพาน เพราะยังได้ไม่รู้เรื่องอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย

รวมๆ สรุปแล้ว ที่เรียนมาทั้งหมด มันคือ เรื่องเดียวกัน ...ปีที่แล้ว กับ ปีนี้ในขณะที่เรียน มันก็คือ เรื่องเดียวกัน แต่มันเป็นขั้นเป็นตอน เป็นเรื่องเป็นราวที่จะทำให้เราเข้าใจถึงสภาพจิตที่แท้จริง ซึ่งเมื่อมีเหตุปัจจัยแห่งความทุกข์ปรากฏ ไม่ว่าจะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าใจไม่แสดงกิริยาอาการ รับ จำ คิด เอาเข้ามารู้ ความทุกข์นั้นจะเกิดขึ้นกับใจมั้ย ...ไม่ ไม่เลย

ต่อให้เจ็บกายอย่างไร เวลาหลวงปู่จะป่วยไข้ ไม่สบาย จะเห็นว่า หลวงปู่จะระมัดระวังจิตมาก ไม่ให้อาการเวทนาของกายเข้ามาเป็นเวทนาของจิต จะเฝ้าดู ระวัง ประคับประคองจิตนี้ว่า ไม่ให้เกิดเวทนาที่เกิดจากกาย ไม่ว่าจะโดนงูกัด แตนต่อย ต่อต่อย เกิดบาดแผล มีเหตุสำคัญ จำเป็น อะไร ตรงไหน อย่างไร เราจะพยายามรักษาจิต รักษาจิตนี้ไม่ให้กระเพื่อม ไม่ให้จิตมีเวทนาปรากฏ เรียกว่า ไม่ให้จิตเกิดอารมณ์ มีหน้าที่ รับ จำ คิด รู้ อยู่เฉยๆ แต่ไม่ต้องเสพอารมณ์

รับ ก็เป็นคนฉลาดรับ

จำ ก็เลือกที่จะจำในส่วนที่ดีงาม

รู้ หรือ จะคิด ก็ต้องคิดในส่วนที่เป็นประโยชน์ อะไรที่เป็นโทษ ก็อย่าเก็บมาคิด

ในขณะที่เกิดวิกฤตทางกาย ใจเราต้องไม่วิกฤต เมื่อใจไม่วิกฤต พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันว่า สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ รู้ได้เฉพาะตน คนอื่นจะมาชี้ให้รู้ ไม่ได้

แล้วก็ มโน หรือว่า ใจนี่เป็นใหญ่..ใจนี่เป็นใหญ่ในการกระทำทั้งปวง สุข ทุกข์ ก็เกิดจากใจ

กายเป็นสุข ถ้าใจไม่เป็นสุขด้วย มันเป็นทุกข์อยู่ หรือ อารมณ์อื่นเข้าแทรก สุขนั้นก็ไม่เกิดขึ้นแก่ใจ

เรียกว่า ไม่พอ

ถ้ากายเป็นทุกข์ ใจไม่เป็นทุกข์ด้วย ทุกข์นั้นก็ไม่เกิดขึ้นกับใจ เวทนาก็ไม่สร้างให้เกิดอารมณ์ใจ

เวทนาไม่ปรากฏในใจ...เมื่อใจไม่มีอารมณ์ ใจก็ไม่สร้างทุคติภพ

เราก็จะอยู่กับปัจจุบันที่ มีรู้ มีรับ มีจำ มีคิด อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจเรื่องวิญญาณทั้ง ๖ อย่างชัดเจน

วิญญาณ ๖ อธิบายความว่า ความรับรู้ วิญญาณ แปลว่า ความรับรู้

รับรู้ทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ ...รับรู้ทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ ...รับรู้ทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ...รับรู้ทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ....รับรู้ทางกายเรียกว่า กายวิญญาณ และ รับรู้ทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ

การรับรู้ กาย หรือว่า ใจ หรือว่า ตา หู จมูก ถ้าผ่านการกรองอย่างดี รับ จำ คิด รู้ อย่างดี อย่างเหมาะสม สิ่งที่รับเข้ามา จะไม่เป็นมลภาวะ แต่ถ้ากรองไม่ดี รับ จำ คิด รู้ ไม่เหมาะสม ก็เหมือนกับบทโศลกที่หลวงปู่เขียนว่า ลูกรัก อย่าฝากชีวิตไว้บนฟองน้ำลายที่กระดกบนปลายลิ้นชาวบ้าน ชั่วชีวิตของพ่อ ไม่เคยฝากชีวิตไว้บนฟองน้ำลายที่กระดกบนปลายลิ้นชาวบ้าน

คือ ชาวบ้านเขาจะสาปแช่งเรา ให้เลวร้าย ชั่วช้า เราก็หาได้เลวร้าย ชั่วช้าอย่างนั้นไม่

ชาวบ้านเขาจะยกเราจนเลิศเลอ ขึ้นสวรรค์ ลอยเด่น เราก็หาได้เลิศเลอ ขึ้นสวรรค์ ลอยเด่นไม่

สรุปแล้ว เราจะดี จะเลิศเลอ อยู่ที่ใคร .. อยู่ที่ตัวเรา อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน

เชื่อคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็จะเข้าใจวิถีทางในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ที่ถูกต้อง

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมอบรมวิถีจิต เช้า วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้น

วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๙ จาก

https://www.youtube.com/watch?v=zZa-eqYjgDw&list=PLJmPSYMcXHqdqEVLaVeSbP3FGA2ZiQLb3

 

102 | 18 มกราคม 2026, 21:31
บทความอื่นๆ