วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

เรื่องที่ ๑๖ ปุจฉา- วิสัชนา

ชุดคำสอนวิถีจิต

ชื่อเรื่อง ปุจฉา- วิสัชนา

แสดงธรรมวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๔๕  น.  ณ.ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ

สาระสังเขป

                  ปุจฉา วิสัชนาเกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนาวิถีจิต การแยกระหว่างสมถะกับการพิจารณาวิถีจิตด้วยวิธีเขียนตัวอักษร การดูการปรุงอารมณ์ขณะคิดโดยใช้หลักปฏิจจสมุปบาทมาพิจารณา ความหมายของกายศักดิ์สิทธิ์ จิตศักดิ์สิทธิ์ และธรรมศักดิ์สิทธิ์ ฝึกปฏิบัติโดยน้อมให้เห็นตัวอักษรเป็นนิมิต ฝึกแยกจิตออกจากกาย

เนื้อหา

(กราบ)

มีใครจะถามปัญหา เรื่อง การปฏิบัติธรรม ที่ผ่านมา มีมั้ย

ปุจฉา ๑ : ขณะที่เขียนอักษรบนกระดาษ ก็ปรากฏตัวอักษรที่เขียนขึ้นในจิตพร้อมกันไปด้วย

ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เกิดความสงบ ปิติสุข ตั้งมั่นอยู่ตลอดการเขียน ปุจฉาว่า สิ่งที่ปฏิบัติ ถูกหรือผิดอย่างไร

วิสัชนา : เป็นอารมณ์หรือเปล่า ...เป็นอารมณ์มั้ย ...ขณะที่เขียนอักษร อักษรนั้นปรากฏขึ้นกับจิต เกิดความสงบ เป็นสุข เกิดปิติ เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น) เป็นสิ่งเราต้องการมั้ย (ไม่)

ถามว่า ดีมั้ย ก็ดีในระดับสมถะ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

สิ่งที่ต้องการ ก็คือ ต้องการแยกให้เห็นชัดว่า จิตรับ จิตจำ จิตรู้ จิตคิด เกิดขึ้นในขณะที่เขียนอักษร ไม่ใช่เขียนให้เกิดความสงบ

จิตจำ จิตรับ จิตรู้ จิตคิด....จิตคิด จิตรู้ จิตรับ จิตจำ ต้องเกิดขึ้นในขณะที่เขียนอักษร

เห็นการเกิดจิตรู้ เห็นการดับจิตรู้...เห็นการเกิดจิตรับ เห็นการดับจิตรับ...เห็นการเกิดจิตจำ เห็นการดับจิตจำ...เห็นการเกิดจิตคิด เห็นการดับจิตคิด

อย่างนั้น ต่างหากเล่า คือ สิ่งที่ต้องการ... ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่อารมณ์ปิติ สุข

อารมณ์ปิติ สุข เป็นอารมณ์มั้ยล่ะ ... เอ้อ เราไม่ได้ต้องการอารมณ์นี่ เราอยู่กันมาจนป่านนี้ แล้วเราเสพติดอารมณ์มาเยอะขนาดไหนแล้ว ไม่เบื่อบ้างหรือไง น่าจะเลิกได้แล้ว หยุดยั้งอารมณ์ได้แล้ว

จำไว้อย่างหนึ่งว่า ในขณะที่ รับ จำ คิด รู้ ถ้าเกิดอารมณ์ แสดงว่า ไม่ใช่...ไม่ใช่ตัวรับที่แท้จริง ไม่ใช่ ตัวรู้ ตัวคิด ตัวจำ ที่แท้จริงที่เราจะคงรักษาเอาไว้ จะกลายเป็นไปยึดติดในอารมณ์

เหมือนกับเราจะมาวัด แต่ไปแวะเอาตลาดน้ำวัดไร่ขิง อะไรอย่างนี้ หรือไม่ก็ ไปแวะนู่น แวะนี่ นั่น

กว่าจะถึงวัดอ้อน้อยก็พอดี หมดเวลาไม่ต้องไปแวะแล้ว แวะมานานแล้ว แวะกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออดแล้ว ดูแต่ละตน อนงค์นาง เหนียงยานกันเป็นแถวๆ แล้ว อย่างนี้น่าจะแวะเหรอ

ไม่ต้องแวะแล้ว ขืนแวะต่อไป เดี๋ยวก็ไม่มีเวล่ำเวลา เลิกประมาทเสียทีเถอะ

เมื่อเช้า พาสวด บท พระวาจาครั้งสุดท้ายของพรพุทธเจ้า สังขารทั้หลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

คำว่า “ถึงพร้อม” หมายถึง ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท

ในขณะที่รับ ในขณะที่รู้ ในขณะที่คิด ลองนึกดูตาม ลองวิเคราะห์ดูตาม ลองตรึกดูตาม ว่า

ขณะที่รับก็ตาม ขณะที่รู้ก็ตาม ขณะที่คิดก็ตาม เป็นอารมณ์มั้ย (ไม่เป็น) แต่เมื่อใดที่เราปรุงมัน ? (เป็น) ไปเทียบดูกับ หลักปฏิจจสมุปปันธรรม เพราะ อวิชชา ทำให้เกิด สังขาร การปรุง

เพราะงั้น ตอนที่ เรารับ เราจำ เรารู้ เราคิด เรามีอวิชชามั้ย ...ไม่มี ก็ไม่มี ก็ไม่มีการปรุง เมื่อไม่มีการปรุง ก็ไม่เกิดนามรูป ไม่เกิดอายตนะ ไม่เกิดผัสสะ ไม่เกิดเวทนา ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดภพ ไม่เกิดชาติ ก็จะไม่เกิดตามมา เรื่อย เรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น จึงได้บอก ได้สอนว่า ให้รับ ให้จำ ให้รู้ ให้คิด แจ่มชัด

รับ จำ รู้ คิด อย่างเดียว ....ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเลย

ถ้าขืนไปทำอย่างอื่น เดี๋ยวก็อย่างที่เห็น เขียนอักษรในกระดาษ ในจิต ไม่ได้ให้เกิดความสงบ แล้วก็เกิดปิติ สุข ...ปรุงมั้ย... นี่เริ่มปรุงล่ะ แล้วเราไม่ต้องการอารมณ์ปรุงแต่งใดๆ เราเพียงแค่ต้องการสภาวะ รู้ รับ จำ คิด ชัดแจ้ง เพื่อแยกแยะ สิ่งที่รับ สิ่งที่รู้ สิ่งที่จำ สิ่งที่คิด ว่า เมื่อไหร่ควรรับ เมื่อไหร่ควรจำ เมื่อไหร่ควรรู้ เมื่อไหร่ควรคิด

ก็ให้รู้ว่า ในขณะที่จิตรับ ในขณะที่จิตจำ ในขณะที่จิตรู้ ในขณะที่จิตคิด ให้เข้าใจว่า ไม่ใช่อารมณ์

แต่จะเป็นอารมณ์ ก็ต่อเมื่อ เราเอามาปรุงแต่ง

เหตุที่ไม่ใช่อารมณ์ เหตุที่ไม่ใช่ปรุงแต่ง ก็เพราะว่า เราไม่ได้มีอวิชชาเป็นมูลแห่งจิต

เรามี ตัวรู้ ตัวรับ ตัวจำ ตัวคิด เป็นมูลแห่งจิตซึ่ง ไม่ได้มีโลภะมูลจิต ไม่มีโทสะมูลจิต ไม่มีโมหะเป็นมูลแห่งจิต เมื่อมันไม่มีมูลแห่งความโง่เขลา

สิ่งที่เราต้องการ คือ ไม่ต้องการมูลแห่งความโง่เขลา เราปฏิเสธมูลแห่งจิตหรือรากเหง้าแห่งความโง่

เขลาของจิต จะบอกว่า ปัญญา ก็ยังไม่ถึง ก็เอาเพียงแค่ว่า ค่อยรู้ไป ค่อยศึกษาไป แต่ต้องไม่ลืมที่จะ

สงสัย ....สงสัย ศึกษา ขวนขวาย แสวงหา

เพราะถ้าเมื่อใดที่เราสิ้นสงสัย นั่นแสดงว่า โง่สนิท หรือไม่ก็ ฉลาดสุด ซึ่งก็คงจะยาก คำว่า ฉลาดสุด อาจจะกลายมาเป็นความเกียจคร้านสุด จบ (สาธุ)

ปุจฉา ๒ : เมื่อใดที่ไม่มี ตัวกู อยู่ในตัวจิต อุปาทาน ความยึดถือ ก็จะไม่มี อย่างนี้ เรียกว่า เราออกนอกวงโคจรของปฏิจจสมุปปบาท หรือไม่ แล้วเมื่ออกนอกวงโคจรของปฏิจจสมุปปบาท เราจึงจะเข้าสู่เส้นทางของวิถีจิตอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือ ทางสายกลาง คือ ไม่มีจิต ใช่หรือไม่

วิสัชนา : อย่าเยอะ เยอะไปแล้ว ไอ้สงสัย ก็สงสัยซะเยอะเลย สงสัยจนเลยเถิดไปถึงอินทรีย์ของตน

สงสัยให้อยู่ในกรอบแห่ง ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แห่งตน อย่าสงสัยจนกระทั่งเลยกรอบ เลยอินทรีย์ เลยความแข็งแรงของ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

ถ้าสงสัยขนาดนั้น กลายเป็นตัณหาที่จะต้องไปแสวงหาคำตอบ เยอะมาก มันก็ไม่เป็น อัตตาหิ อัตโน นาโถ – ตนเป็นที่พึงของตน คือ พูดง่ายๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน เขียนถึงเรื่อง ๓ ศักดิ์สิทธิ์

“ขอเพียงเรามีกายศักดิ์สิทธิ์ ที่ลงไม้ลงมือ เรียนรู้ ศึกษาในธรรมะศักดิ์สิทธิ์ ก็จะลุถึงคำว่า จิตศักดิ์สิทธิ์”

กายศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ กายที่ควบคุมได้จนไร้ขีดจำกัด

ธรรมะศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ ธรรมะที่เราพึ่งพาอาศัยได้ เป็นธรรมะที่ซื่อตรง สุจริต ก็จะลุถึงคำว่า จิตศักด์สิทธิ์

จิตศักดิ์สิทธิ์ คือ จิตที่เป็นสภาวะที่ไม่ประกอบไปด้วยอารมณ์ เป็น มโนวิญญาณธาตุ ก็ได้ หรือจะเรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ ก็ได้ หรือ จะเรียกว่า วิสุทธิจิต คือ จิตอันวิสุทธิ์ หรือ วิเศษ ก็ได้

เริ่มต้นมาจาก มีความเพียรทางกาย สร้างความเพียรทางกาย แล้วก็ สร้างความเพียรทางจิต

กายกับจิต เมื่อมีความเพียรอันสมบูรณ์จนเกินขีดจำกัด หรือ ไร้ขีดจำกัด แล้วคำตอบทั้งหลายมันก็จะหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาเมื่อเราตั้งข้อสงสัย

ปัญหาของพวกเรา ก็คือ ไม่ค่อยถาม

คำว่า “ไม่ค่อยถาม” คือ ไม่ค่อยถามตัวเอง แต่ชอบถามคนอื่น ชอบไปตั้งข้อคำถามกับคนอื่น

แต่ไม่ชอบถามตัวเอง คือ ไม่สงสัยในตัวเอง

เมื่อไม่สงสัยในตัวเอง แล้วจะทำให้กายนี้ ชีวิตนี้ จิตนี้ ศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง มันก็จะแยกแยะดีชั่วในตัวเองไม่ได้ เหมือนกับเหล็กที่ไม่สงสัยในสนิมมันเอง มันก็คิดว่า นี่คือ เนื้อของมันเอง แล้วมันก็พกเอาเนิ้อ

ของมัน เดินไปทั้งที่ชาวบ้านมองมันว่า นี่มึง สนิมมึงหนามากแล้วนะ มันเยอะมากแล้วนะ มันกัดเข้าไปจนเป็นสนิมขุมแล้วนะ ไอ้ที่หุ้มหนาเตอะนี่ไม่ใช่เนื้อเหล็กนะ มันกลายเป็นเนื้อสนิมนะ อะไรอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ตั้งข้อสงสัย

เวลานี้ เรา รับอยู่หรือจำอยู่...จำอยู่หรือว่าคิดอยู่...คิดอยู่หรือว่ารู้อยู่

ถ้าเรา “รับอยู่” รับเรื่องอะไร ...สิ่งที่ “รับ” เป็นประโยชน์อะไรกับเรา ทำให้เกิดโทษ เกิดภัย อะไร

ถ้า “จำอยู่” ก็ต้องรู้ว่า จำทำไม ...สิ่งที่ “จำ” แล้วมันทำให้เกิดโภชน์ผลอะไร

ต้อง “ตั้งคำถาม” แบบนี้ เราอย่ามัวแต่ไปจ้องที่จะถามคนอื่น

ชั่วชีวิตหลวงปู่ ไม่เคยไปถามปัญหาคนอื่นนะ เมื่อใดที่เกิดปัญหาขึ้น ก็จะหาทางที่จะตอบคำถาม ไม่ว่า จะเป็นปัญหาภายนอก ปัญหาภายใน

พูดอย่างนี้ ก็ไม่ได้หมายถึงว่า สงสัย ถามไม่ได้ แต่ก็ถาม ให้ดู เขาเรียกว่า ให้ดูวุฒิภาวะ พละกำลังของตัวเอง เหมือนกับเด็กชั้นอนุบาลไปถาม จะเรียนปริญญาเอกอย่างไร ...มันยังไม่ใช่ มันยังไม่ถูก

วิถีจิต ต้อง ค่อยเป็นค่อยไป อย่างซื่อตรง ถ้าตะกละมากไป เดี๋ยวจะกลายเป็น”ตัณหา” เป็นอารมณ์แห่งรับ อารมณ์จำ อารมณ์คิด มั่ว จบ (สาธุ)

คนเรียนรู้ ศึกษา วิถีจิต นี่ มากก็ไม่ดี น้อยก็ไม่ได้

เมื่อคืน หลังจากกลับไปแล้ว ก็ไปเจริญวิถีจิต ทำให้เห็นถึงเส้นทางของความเป็นทางสายกลางแห่งจิต ว่า ทำไมพวกมึงถึงได้เข้ายาก เข้าเย็น ก็เพราะว่า ไม่มีปัญญา ...ไม่มีปัญญา ในการทำความเข้าใจในจิตของตัวเอง ไม่ใช่ของคนอื่นนะ

เรามักจะใช้คำว่า “ดี้อรั้น-ดันทุรัง” หรือไม่ก็ใช้คำว่า “บังคับ-ขู่เข็น” หรือไม่ก็ใช้คำว่า “โอ้โลม ปฏิโลม ยอมๆ มันไป” หรือไม่ก็ใช้คำว่า “ไม่ขัดขืน ตกอยู่ในอำนาจการครอบงำ”

แต่เราไม่เคยอ่านทั้ง ๔ ประโยคนั้นเลย คือ ไม่เคยอ่านว่า เราทำไมต้อง “ดี้อรั้น-ดันทุรัง” เราทำไมต้อง “ขัดขืน” ทำไมต้อง “โอ้โลม ปฏิโลม” หรือทำไมต้อง “ตกอยู่ในอำนาจการครอบงำ” เราไม่เคยศึกษา ไม่เคยอ่าน เราก็เลยไม่ได้ปัญญาแห่งจิต ไม่ได้ปัญญาแห่งจิต เราก็จะไม่เห็นทางสายกลางของจิตว่า ตึงก็ไม่ได้ หย่อนก็ไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จริงๆ คือ ต้องละเอียดจริงๆ

ต้องเข้าใจ การเกิดดับของสภาวะจิต...เกิดดับของสภาวะอารมณ์ เจตสิกเข้ามาปรุงจิตในขณะหนึ่งๆ มันประกอบจิตนี้ที่ทำหน้าที่ รับ จำ รู้ คิด คือ เหมือนกับเจตสิกมาใช้ธรรมชาติของจิตที่มีอยู่เดิม คือ รับ มันก็ใช้...จำ มันก็ใช้...รู้ มันก็ใช้...คิด มันก็ใช้ แต่ใช้ให้เป็นทาสมัน

ที่ผ่านมา อารมณ์ทั้งปวง เครื่องปรุงทั้งปวง มาใช้จิตนี้ให้เป็นทาสมัน... เราไม่มีโอกาสจะใช้อารมณ์ให้เป็นทาสเราเลย...เราไม่มีโอกาสจะใช้ เจตสิก เครื่องปรุงทั้งหลาย ให้มาเป็นทาสเราได้เลย เราไม่มีเลย เรามีแต่ตกเป็นทาสของอารมณ์ตลอดเวลา เหมือนกับ กิเลส ตัณหา อุปาทานทั้งหลาย นี่มันรู้จุดอ่อนของการทำหน้าที่แห่งจิตว่า มันไวเสียจนประมาท...มันไวเสียจนโง่เขลา..มันไวเสียจนเพลี่ยงพล้ำ เสียหาย แล้วมันไวเสียจนขาด ความใคร่ครวญ พินิจ พิจารณา

พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนให้เกิดคำว่า นิสัมมะ กะระณัง เสยโย - ใคร่ครวญแล้วจึงทำ

ถามว่า เมื่อจิต มีรับ มีจำ มีรู้ มีคิด แล้วทำไมต้องมาใคร่ครวญ พระพุทธเจ้าค่ะ

ก็เพราะไม่ใคร่ครวญไง ธรรมชาติรับ มันจึงไว... ธรรมชาติจำ มันจึงไว... ธรรมชาติคิด มันจึงไว

ธรรมชาติรู้ก็ไว ...มันไวไปหมด ก็เลยเกิดความมัวเมา ประมาท ด้วยเหตุแห่งความไม่ใคร่ครวญ

เพราะงั้น ช้าก็ไม่ได้ วิถีจิตนี่... เร็วไปก็ไม่ได้ ...ต้องให้พอดี แต่สำคัญ ต้องรู้...ต้องรู้ เข้าใจชัด

ถ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจชัด สิ่งที่ได้ ก็คือ หลงทาง ก็หมือนๆ กับคำถามเมื่อครู่นี้

ถ้าเป็นนักสมถะ “โอ้โห นี่เป็นคุณวิเศษเลย”

เขียนอักษรในกระดาษ แต่ดันเห็นอักษรในจิต นี่ ถือว่า เป็นคุณวิเศษล่ะ

นักสมถะเขาถือว่า นี่ใช้ได้ล่ะ.. มีอารมณ์สงบ ปิติสุข... เสพอารมณ์ต่อไปได้เลย เกิดความแช่มชื่น เบิกบานไปได้เลย

แต่สำหรับวิถีจิตแล้ว นั่นคือ ความเลวร้าย ความหลงไง ความหลงทางที่เลวร้าย เราจะไปเพลี่ยงพล้ำ

แล้วทุกครั้งๆ เราก็จะเสพอารมณ์แบบนี้...กี่ทีๆ เราก็สงบ สันติ เย็น สบาย มีปิติ สุข...พอใจแค่นี้

ห้ามชาติ-ภพ ได้มั้ย ห้ามได้มั้ย (ไม่ได้)...ห้ามทุกข์ได้มั้ย (ไม่ได้) เออ เพราะมันเป็นอารมณ์ จะห้ามได้ยังไงล่ะ แล้วเราก็ติดมัน

นักสมถะ เขาจะชอบอย่างนี้ แล้วก็ ปรุงแต่งไปจนกระทั่งกลายเป็น นิพพานน้อย ของเขา

กลายเป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้า...กลายเป็นอะไรล่ะ แดนสุขาวดี ของเขาไป ตามเหตุตามปัจจัย

ก็เพราะว่า ปรุงแต่งไปเรื่อย คือ ไม่รู้เท่าทันมายาการของจิต

พอไม่รู้เท่าทัน จิตนี้ก็สร้าง...จิตนี้สร้างสวรรค์ได้มั้ย ... สร้างนรกได้มั้ย ... สร้างวังได้มั้ย ... วัด มันยังสร้างได้เลย... มันสร้างได้หมดแหละ...นรก สวรรค์ชั้นไหน สร้างได้หมด จิตนี้

ถ้ายังขืนไปยึดติดในสุข ในสวรรค์ ในสิ่งที่นำมาซึ่งเราก็บอกว่า มันคือ ความสงบ เย็น สุขสบาย

ถ้าอย่างนั้น ก็ ตายล่ะ ไม่ต้องศึกษาอะไรต่อไปล่ะ จบ ยุติ เพราะขืนเรียนต่อไป ก็ไม่ได้อะไร ก็ได้แค่นั้น มันจะโง่อย่างนั้นอยู่ตลอด ตลอดไป งั้น วิถีจิต ไม่ใช่

ก็บอกแล้วว่า รู้ของจิต ไม่ใช่อารมณ์...รับของจิต ไม่ใช่อารมณ์...จำของจิต ไม่ใช่อารมณ์...คิดของจิต ไม่ใช่อารมณ์ มันจะเป็นอารมณ์ก็ต่อเมื่อ รู้แล้ว มาปรุงแต่ง...รับแล้ว มาปรุงแต่ง....จำแล้ว มาปรุงแต่ง... คิดแล้ว มาปรุงแต่ง แล้วเกิดเป็น เวทนา สุขทุกข์... ไม่สุขไม่ทุกข์...มีสภาวะกระเพื่อมเกิดขึ้น นั่นแหละ เป็นกระบวนการสร้างชาติ ภพ แห่งจิตนั้นแล้ว

แล้วทีนี้ จะทำยังไง

เราก็ต้องไล่เก็บ ชาติ ภพ ต่อไปเรื่อยๆ ..สร้างขึ้นมาแล้วนี่ ก็ต้องอยู่... ไม่สร้างก็ไม่อยู่

สร้างแล้วไม่อยู่ได้ไง สร้างแล้วก็ต้องอยู่

พอเหอะ เลิกเสียทีเถอะ เอาให้ตรงๆ ชัดๆ อย่าไปยุ่งอะไรกับ อารมณ์ ที่ปรากฏ มีหน้าที่อย่างเดียว ดูจิต

ดูจิต ที่มีหน้าที่อยู่ ๔ อย่าง ก็คือ รับ จำ คิด แล้วก็ รู้ เท่านั้น แล้วทีนี้ เราค่อยมาเทียบกันว่า รับ จำ คิด รู้ นี่จะอยู่ในอาการจิต ๑๐ ขั้นตอนไหนบ้าง

จะ รู้เป็นจิต ...จะ น้อมมาเป็นมโน ในเวลาไหน ...จะ เก็บไว้ เป็นหทัย ในเวลาไหน...จะพอใจเป็นมนัส ในเวลาไหน...จะยินดีเป็นบัณฑระจิตในเวลาไหน...จะสืบต่อ ต่อไปเป็นมนายตนะได้ในเวลาไหน...แล้วจะเป็นใหญ่ เป็นมนินทรีย์ในเวลาไหน...จะรู้อารมณ์เป็นวิญญาณในขณะไหน เวลาใด...แล้วจะรู้เป็นเรื่องๆ อย่างๆ เป็นวิญญาณขันธ์ในขณะใด...แล้วเมื่อไหร่จะถึงคำว่า มโนวิญญาณธาตุ เสียที .... มันต้องไล่

 

ตอนนี้ ยังไม่ได้เข้าไหนเลย ยังต้วมเตี้ยมๆ ก๊อกแก๊กๆ อยู่อย่างนี้ เรายังเห็นไม่ชัดเรื่อง รับ จำ รู้ คิด ยังไม่

 

ถึงไหน จบ(สาธุ)

 

(ต่อด้วย ช่วงปฏิบัติวิถีจิต)

ลุกขึ้นยืน .... กระดาษ ปากกา ไม่ต้อง

สัปดาห์นี้ เรา ฝึก มโน – น้อมเข้ามา

น้อมเอาบท นมัสการพระพุทธเจ้า เอามาไว้ในจิต ให้เห็นเป็น นิมิตแห่งจิต ได้ก็จะดี

“นะ” ต้องไม่ขาดวิ่น... “นะ” ก็คือ “นะ” ชัดเจน ....”โม” ก็คือ “โม” ชัดเจน

“นะโม” เอาปรากฏอยู่ตรงหน้า คือ ปรากฏอยู่ที่ ริมฝีปาก ก็ได้ แต่ไม่ใช่สมอง

เห็น “นะโม” ปรากฏอยู่ตรงหน้า

................

เอาแค่ “นะโม” พร้อมคำแปล และให้ชัด ทุกตัวอักษร ไม่ต้องไป “อิติปิโส”

………

14.30 น.

นั่งลง หยิบกระดาษ ปากกามา

เขียนคำว่า

รับ______________________________________________________________________

จำ_______________________________________________________________________

คิด______________________________________________________________________

รู้_______________________________________________________________________

แล้วเฝ้าสังเกต

...............

ขณะจิตหนึ่ง รับอยู่ ก็ขีด ช่องรับ ....ขณะจิตหนึ่ง จำอยู่ ก็ขีด ช่องจำ...ขณะจิตหนึ่ง คิดอยู่ ก็ขีด ช่องคิด....ขณะจิตหนึ่ง รู้อยู่ ก็ขีด ช่องรู้

อย่าขี้เกียจที่จะขีด ไม่งั้น จะตามมันไม่ทัน

................

หลายคนยังสับสน ยังขีดไม่ถูก ว่า จะรู้ได้ยังไงว่า จะขีดช่องไหน

แสดงว่า สติยังไม่ตั้งมั่น ...ปัญญายังไม่มี หรือมีน้อย ที่ไม่สามารถแยกแยะได้ ...รู้ไม่เท่าทันสภาวะจิตที่ปรากฏ

...........

คราใด ที่เกิด ความรู้สึกทางกาย แสดงว่า ต้องรับเข้ามาก่อน ก็ขีด ช่องรับ

กาย รู้ว่า เกิดจากเข่า จากขา จากเอว จากศอก ...เราไม่รู้มาก่อน เราจะรู้ได้ยังไง ตรงนั้นมันเรียก ว่าศอก ว่าเข่า ว่าขา ...ก็แสดงว่า จำ

...........

คิด ถ้าคิด ก็ขีด...ไม่คิด ก็ไม่ต้องขีด

รับ จำ ..รู้

..............

อะไรเป็นใหญ่ เป็นประธาน... ขีด ช่องนั้น ก่อน

..............

ไปจำ ไปคิด ไปรู้ ก็ขีด

ทางใจ เกิดสุข เกิดทุกข์ หรือ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ...จิต รับ รู้ จำ คิด

............

อารมณ์ นี่มี ๒ ชนิด

ถ้า จิตละเอียด ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ก็จะเห็น อารมณ์ทางกาย แยกขาดจาก อารมณ์ทางจิต ชัดเจน

นั่นแสดงว่า เราเริ่มที่จะแยก กองแห่งขันธ์ หรือกองแห่งรูป ออกจากกองแห่งนาม คือ อารมณ์กับจิต แล้ว เริ่มจะแยกได้แล้ว

แต่ถ้ายังปนเปกันไป มั่ว อารมณ์ที่ปรากฏทางกาย ก็คิดว่า เป็นอารมณ์ที่ปรากฏทางจิต

หรือ เวทนาที่เกิดกับจิต ก็คิดว่า เป็นเวทนาของกาย นี่ก็แสดงว่า ยัง แยกรูป แยกนามไม่ได้

...............

ในขณะที่ แยก อารมณ์กาย กับ อารมณ์จิต ก็คือ แยกรูป แยกนาม ก็ต้องรู้ด้วยว่า จิตนี้ รับเข้ามา หรือ จำ

เอาไว้ หรือ คิดอยู่ หรือ รู้อยู่ อย่าทิ้ง

ที่เรา รู้ รับ จำ คิด ในอารมณ์ที่เกิดกับรูป คือ กาย....ที่เรา รู้ รับ จำ คิด ในอารมณ์ที่เกิดกับนาม คือ ใจ ต้องให้ชัดเจน

...........

สรุปแล้ว จะนิ่งไม่ได้ สงบไม่ได้ แต่จะเบาได้ แต่เป็นเบาของสภาวธรรม ไม่ใช่เบาของอารมณ์

เบาของสภาวธรรม ก็คือ วาง แล้ว ว่าง เบา... ไม่ใช่ เบา เพราะเกิดจากการไปเสพอารมณ์เบา

แต่เป็นสภาวธรรมซึ่งไม่สามารถมาทำลายตัว รู้ รับ จำ คิด ให้ฟั่นเฟือน

ซึ่งจะแตกต่างจาก ความเบาที่ไปเสพอารมณ์ รู้ รับ จำ คิด ของเราจะหายไปเลย เหลือแต่ความเบา ว่างๆ เฉยๆ...ถ้าอย่างนี้ ไม่ใช่แล้ว...นี่ก็ไม่ใช่หนทางอีกเหมือนกัน

สรุปแล้ว เบา โดยสภาวธรรมที่ไม่ต้องแบก แต่ยัง มีรับ มีจำ มีรู้ มีคิด ชัดเจน ไม่ฟั่นเฟือน

...........

เฉยไม่ได้... ถ้าเฉย ต้องสงสัย

.............

ตาม ดู เข้าไป ...ตาม ใคร่ครวญเข้าไป ...ตาม พิจารณา เข้าไปให้ลึก

................

(ต่อด้วย ทบทวนลีลาการเข้ากรรมฐาน หรือ จิตภาวนา)

เอ้า วางกระดาษ ปากกา

ลุกขึ้นยืน

..............

มาทบทวน ลีลาของการทำกรรมฐานของจิต หรือ จิตภาวนา ที่สอน เมื่อวาน เมื่อเช้า เมื่อคืน

จำได้มั้ยว่า เคยบอก เคยสอน

เมื่อเช้าก็สรุปให้ฟังว่า การศึกษาวิถีจิต หรือ จิตภาวนา นั้น ไม่มีกรรมฐานที่ตายตัว แน่นอน แต่ที่มีแน่ๆ คือ ปัญญา ...ปัญญา ที่รู้เท่าทันสภาวธรรมที่ปรากฏกับจิต

เราเห็นว่า สภาวธรรมใดที่ปรากฏกับจิต ใช้สภาวธรรมนั้นเป็นเครื่องมือในการฝึกจิตได้ เช่น

เห็น กองแห่งลม ก็ใช้ ลม เป็นเครื่องมือในการฝึก

เห็น กองแห่งสังขาร ก็ใช้ สังขาร เป็นเครื่องมือแห่งการฝึก

เห็น กองซากศพ ก็ใช้ ซากศพ เป็นเครื่องมือในการฝึก

เห็น กองแห่งทุกข์ทางกาย ที่เรียกว่า เวทนา ก็ใช้ เวทนาในกาย เป็นเครื่องมือในการฝึก

เห็น กองแห่งทุกขเวทนาในจิต ก็ใช้ กองแห่งทุกขเวทนาในจิต เป็นเครื่องมือในการฝึก

สาระสำคัญของเรา ก็คือ พัฒนาจิตให้ละเอียดขึ้นๆๆ

มี ตัวรู้ ตัวรับ ตัวจำ ตัวคิด แจ่มชัด... ไม่เสพอารมณ์ รวมความแล้ว อะไรใกล้มือ หยิบฉวยไว้ก่อน

ใช้คำว่า “อะไรใกล้มือ” นั่นหมายถึงว่า จะต้องไม่ออกไปจาก กาย เวทนา จิต อย่างนั้น เขาเรียกว่า ใกล้มือ.... แต่ถ้าไปเรื่องผัว เรื่องเมีย เรื่องสมบัติ เรื่องญาติ เรื่องครอบครัว เรื่องพี่น้อง เรื่องนู่นนี่นั่น

อันนั้น ไกลมือ ไม่ถูก ไม่ใช่ เสียแน่ ...ออกนอกลู่ – นอกทาง แล้ว

ในที่นี้ ตั้งจิตเอาไว้ในกาย เห็นอะไรเป็นใหญ่ในกาย ยึดเอาตรงนั้นมาเป็นเครื่องมือ แล้วค่อยพัฒนาไปเรื่อยๆ

................

จิตอยู่กับกาย จนตั้งมั่นแล้ว ขยับขึ้นใน เวทนาของกาย คือ สุข ทุกข์ ที่ปรากฏกับกาย ..เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน เมื่อยตรงไหน เสื่อม ลำบากลำบนตรงไหน ดูว่า เป็นเวทนาของกาย หรือ เวทนาของจิต

งานนี้ ต้องถือว่า เวทนา เป็นครู เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

.............

เราพิจารณา เวทนาของกาย เห็นชัดว่า เป็นเวทนาแห่งกาย เราก็จะรู้ว่า นั่นไม่ใช่เป็นเวทนาของจิต

..............

จิตนี้ไม่มีเวทนา กายไม่ทำให้จิตนี้ปรากฏเวทนา เรียกว่า ตัดความทุกข์ทางกายที่เกิดกับจิต หรือ กับใจได้ในระดับหนึ่ง ...อาการทางกาย ไม่ทำให้จิตนี้กระเพื่อม

..............

15.10 น.

ลงนั่ง

..............

ตามดู เวทนาของกาย ต่อ

ที่จริงก็ควรจะเรียกว่า เวทนาของรูป ไม่มีผลทำให้เกิด เวทนาของนาม ก็คือ ใจ หรือ จิต

..............

ต้องตั้งข้อสงสัยว่า “จริงมั้ย ที่เวทนาของกายไม่มีผลต่อจิต” ค้นหา

เรารับเข้ามา เราจำเข้ามา เราคิดไว้ ...เรารู้อยู่หรือไม่ ในเวทนานั้น หรือแค่ รู้เฉยๆ ไม่ได้รับ ไม่ได้จำ ไม่ได้คิด

ที่จริง มันรับ มันจำ มันคิด อยู่ แต่มันเบาบางมาก แต่มี ตัวรู้ มีมนินทรีย์ – ความเป็นใหญ่ เยอะ คือ ตัวรู้ เป็นใหญ่...รู้เวทนาของกองแห่งสังขาร แต่ไม่ปรุงเป็นอารมณ์ของจิต หรือไม่

สงสัยซิ.. ตั้งข้อสงสัย

.............

ฝึกเอาไว้ เวลาเจ็บป่วย จะเป็นจะตาย จะได้ไม่ตกอยู่ในกรงขังแห่งกาย จิตนี้จะได้มีอิสระ ไม่มีพันธนาการกับกาย และเวทนาที่เกิดจากกาย... แยกจิตกับกายให้ชัดเจน

แยก เวทนาของกาย ออกจากจิตได้ ก็ถือว่า แยกกายกับจิตได้

...............

พูดเป็นภาษชาวบ้าน ก็คือ ปวดขา แต่ไม่ได้ปวดใจ

แยก เวทนาของกาย ออกจาก จิต แล้ว ลองดูเวทนาของจิต มีมั้ย

ขั้นต่อมา

จิตนี้ มีสุข มีทุกข์มั้ย

...........

ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์... แล้ว เฉยๆ อยู่มั้ย ..เฉยๆ อยู่... แล้ว มี ตัวรู้ - ตัวรับ - ตัวจำ - ตัวคิด ชัดเจนมั้ย

ถ้า เฉยอยู่ แล้วก็ เสพอารมณ์เฉยนั้น แสดงว่า เรากำลังอยู่ใน ใช้คำว่า ในภวังคจิต ก็ได้ หรือ กำลังเสพอารมณ์แห่งความเฉย จิตนี้ก็จะไม่พัฒนา

ขั้นตอนนี้ สำคัญมาก...สำคัญมากที่ทำให้เราหลง เราคิดว่า นี่คือ ผลที่ได้... เป็นผลสัมฤทธิ์ สำเร็จในการฝึกจิตแล้ว เพราะมันทำให้จิตนี้วางเฉย

ที่จริง วางเฉย ก็เป็นเพียงแค่อารมณ์ ที่เรียกตามภาษาศัพท์ สมถะ ว่า อุเบกขา หรือ เอกัคคตารมณ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่...ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

เราไม่อยากมีอุเบกขา ไม่อยากมีเอกัคคตา แต่เราอยากมีปัญญา เราต้องการปัญญา

รู้ รับ จำ คิด ต่อ

ดู อารมณ์ใดที่เข้ามาปรุงจิต ....เจตสิกใด ที่เข้ามา

ทางตา มีมั้ย เรียกว่า จักษุวิญญาณ

ทางหู มีมั้ย เรียกว่า โสตวิญญาณ

รู้ทางหู แต่ไม่ปรุงตามที่รู้ ก็ถือว่า ไม่ใช่อารมณ์ทางหู

ฆานวิญญาณ มีมั้ย

วิญญาณทั้ง ๖ เกิดขึ้นกับจิตมั้ย

...........

เกิดแล้ว ปรุงต่อหรือไม่ ดู

...............

สภาวะจิตระดับนี้ เหมาะที่จะเรียนเรื่อง เจตสิก ๘๒ ดวง

(ดูเอกสาร เรื่อง อกุศลจิต ๑๒ ประกอบ)

 

อกุศลจิต ๑๒

เมื่อเช้า เขาแจกให้แล้ว ใช่มั้ย ...ใครยังไม่ได้ ไปขวนขวายหา

โลภมูลจิต มี ๘

“สบายใจ เพราะเห็นผิด ไม่มีการชักนำ”

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า โลภะเป็นมูลของจิต...ได้แล้วสบายใจ

คำว่า “เห็นผิด” พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สรรพสิ่งในโลก มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป

แต่ “ได้แล้วสบายใจ” นี่เห็นถูกหรือเห็นผิด ... เห็นผิด นั่นคือ ความหมาย

คือ ทั้ง ๘ อย่าง นี่ค้านกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีบทสรุปว่า ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พูดง่ายๆ

“สบายใจ เพราะเห็นผิด ไม่มีการชักนำ”

คำว่า “ไม่มีการชักนำ” คือ ของนั้นดำรงอยู่กับเรา เงินอยู่ในกระเป๋าเรา เราสบายใจ อย่างนี้ เรียกว่า “ไม่มีการชักนำ” แต่ถ้าเมื่อใดที่เงินอยู่กระเป๋าเรา แล้วเรายังไม่สบายใจ หรือไม่ก็ สบายใจแต่ไม่เต็มที่

เราอย่าไปสนใจกับคำว่า สบายใจ กับไม่สบายใจ

แต่เราสนใจว่า ทั้ง ๘ อย่างนี่ ไม่มีอะไรที่ทำให้เราเข้าใจหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของพระพุทธเจ้าเลย แม้จะข้อ (๗) วางเฉย ไม่มีความเห็นผิด ไม่มีการชักนำ...ข้อ (๘) วางเฉย ไม่มีความเห็นผิด มีการชักนำ...ข้อ๗ ข้อ๘

เฉย เป็นอารมณ์มั้ย ....อาจจะเป็นขี้เกียจก็ได้ ก็ยังไม่ถูกต้องอีก แม้มีคำว่า วางเฉย ก็น่าจะดีแล้วนี่ แล้วก็ไม่เห็นผิดด้วย แต่มันก็เป็นอารมณ์ …เป็นอารมณ์ของจิต

พอมาต่อเข้ากับสิ่งที่เราเรียนมา ก็จะรู้ว่า เฉย ไม่ดี...ไม่ใช่ เฉย ดี

วิธีก็คือ เอ้า ดูต่อไปเลยก็ได้

โทสะมูลจิต มีความทุกข์ใจ ด้วยอำนาจความหงุดหงิด คือ โทสะ ไม่มีการชักนำ มีความทุกข์ใจ หงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ ไม่มีการชักนำ กับ มีการชักนำ ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ แล้วทำให้เกิดความหงุดหงิด กับ อยู่ดีๆ บางที ตาไม่เห็น หูไม่ฟัง จมูกไม่ดม ลิ้นไม่รับ กายไม่สัมผัส แต่หงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ มีมั้ย (มี)

โมหมูลจิต วางเฉย ด้วยอำนาจความสงสัย ...วางเฉย ด้วยอำนาจความฟุ้งซ่าน

ที่จริง เรื่องนี้ ตรงตัว สรุปแล้ว ก็คือ ขี้เกียจ แม้สงสัย ก็ยังวางเฉย..ขยันหรือขี้เกียจ ...เอ้อ ขี้เกียจ... บ่อยมั้ย ... บ่อยมาก วางเฉย

วางเฉย ด้วยอำนาจความฟุ้งซ่าน ก็ไม่ขวนขวายไง ไม่คิดตั้งข้อสงสัย...ฟุ้งซ่าน สรุปแล้วก็คือ ไม่คิดจะตั้งข้อสงสัยในความฟุ้งซ่านนั้นว่า เกิดจากอะไร พระพุทธเจ้าก็ถือว่า เป็นความหลง เป็นโมหะ

สรุปแล้ว เฉย ไม่ดีทั้งนั้น ...ต้อง ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แล้วก็ ต้องแสวงหา

รวมแล้ว ถ้ามีคำว่า ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา โลภมูลจิต ๘...โทสมูลจิต ๒... โมหมูลจิต ๒

อกุศลจิต ๑๒ นี่จะเกิดขึ้นมายากมาก

ทีนี้ เราจะทำยังไงกับมัน

สภาพจิตเราระดับนี้ ก็น่าจะเทียบได้แล้วว่า เวลานี้ จิตเรา มีโลภะ หรือ มีโทสะ หรือ มีโมหะ

โลภะมี ๘ ดวง... เวลานี้ มีอยู่ในจิตเรามั้ย... ลองดู เทียบดู... ถ้ามี ...ก็ขีด

“สบายใจ เพราะเห็นผิด ไม่มีการชักนำ”

คำว่า “สบายใจ แล้วเห็นผิด” ตอนนี้เราไม่ได้ทุกข์ใจ ใช่มั้ย..เฉยๆ ได้มั้ย...สบายใจระดับหนึ่ง ได้มั้ย ถือว่า เบาใจ ได้บ้างมั้ย

คำว่า “เห็นผิด” ตอนนี้เราเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือยัง ...ยัง ก็ขีดเข้าไป เพราะ”เห็นผิด” ยังเห็นผิดอยู่

อกุศลจิตทั้ง ๑๒ ข้อนี่เป็นเครื่องยืนยัน ว่า แม้เรา รู้ รับ จำ คิด แล้ว... เราคิดว่า จิตเราเบาแล้ว จิตเราวางเฉยแล้ว ก็อย่ามั่นใจว่า มันเฉยเพราะ... ก็เลยให้เอาไอ้นี่มาสำรวจจิตตัวเอง ว่า ไอ้ที่เฉย เฉยเพราะว่า มีปัญญา หรือ เฉยเพราะโง่ เฉยเพราะขี้เกียจ หรือ เฉย เพราะว่า เข้าใจ รู้จัก ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่รู้จะปรุงแต่งอะไรอีกต่อไปแล้ว

ก็ดูไป

สรุปแล้ว เอาหลักอะไรมาเป็นเครื่องชี้ว่า มันถูก มันผิด

ก็ความเห็นถูก กับ เห็นผิดไง คือ เราเห็นอนิจจังหรือยัง ... เห็นทุกขังหรือยัง ... เห็นอนัตตาหรือยัง

ถ้ายัง แม้นสบายใจ...สบายใจ ก็ขีดไปในข้อ “สบายใจ”...ยังเห็นผิดอยู่ ก็ขีดไปในข้อ “ยังเห็นผิดอยู่”… “ไม่มีการชักนำ” ก็คือ ไม่ขวนขวายเลย ยังอยู่กับที่ เฉยๆ ไม่ขยับเขยื้อน เลื่อนไปไหน คือ ไม่สงสัย ไม่ศึกษา ยังไม่แสวงหา ก็ขีดเข้าไปในข้อนี้ เข้าใจมั้ย ... พูดนี่ เข้าใจมั้ย

ข้อที่ ๒ “ไม่สบายใจ” มันร้อนรุ่ม ทุรนทุราย เพราะเห็นผิด “ไม่มีการชักนำ” ถ้าไม่มีข้อนี้ ก็ไม่ต้องขีด แต่ “เห็นผิด” ต้องขีดมั้ย ... ยังต้องขีดอยู่ เพราะเรายังไม่เห็นอนิจจัง ไม่เห็นทุกขัง ไม่เห็นอนัตตา

สรุปแล้ว เห็นผิด นี่ต้องขีดทุกช่องมั้ย (ทุกช่อง) อืม

เมื่อใดที่เราเห็นถูกแล้วว่า สภาวธรรมนั้น เกิดขึ้นในเบื้องต้น ... ตั้งอยู่ – แปรปรวนในท่ามกลาง ... แตกสลายในที่สุด... ก็ไม่ต้องขีด คำว่า เห็นผิด.. เข้าใจมั้ย

มูลจิตแห่งอกุศลทั้ง ๑๒ ดวง นี่เป็นเครื่องเทียบว่า ที่เราบอกว่า เรามาฝึก มาถึงวันนี้ แล้วจิตเรานิ่ง จิตเราเฉย... เราว่า จิตเราสะอาดแล้ว ...แน่ใจหรือเปล่า ลองเอามาเทียบดู

ถ้าขยันด้วย แล้วก็ขีด ....ยังมีรอยขีด ก็แสดงว่า ยังใช้ไม่ได้

แต่ถ้าขี้เกียจ แล้วไม่ยอมขีด ก็ยิ่งใช้ไม่ได้ใหญ่

.............

สรุปแล้ว อันไหนไม่มีในจิต ก็ไม่ต้องขีด แล้วกัน ...จะได้รู้ - เข้าใจ

...........

เข้าใจคำว่า “มีการชักนำ” กับ “ไม่มีการชักนำ” มั้ย... เข้าใจมั้ย… ไม่เข้าใจ

สิ่งที่เข้ามาทางตา ถือว่า เป็นการชักนำ ได้มั้ย (ได้)

สิ่งที่ไม่ได้เข้ามาทางตา ถือว่า ไม่เป็นการชักนำ ได้มั้ย (ได้) เอ๊อ อายตนะทั้ง ๖ แหละ

อายตนะทั้ง ๖ เกิดผัสสะ คือ การกระทบ นั่นแหละ คือ กระบวนการชักนำ

ถ้ามีอายตนะ ไม่ปรากฏผัสสะ ไม่กระทบ ...ก็ถือว่า ไม่มีการชักนำ

...........

ขีดไปเรื่อยๆ

สำรวจดู ...จากโลภะ มาดู โทสะ....จาก โทสะ ก็มาดู โมหะ ...สลับกันไป

ดูจนกระทั่งมันแจ่มชัด

สบายใจ ก็ขีด... วางเฉย ก็ขีด

เห็นผิด คือ ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ...พูดง่ายๆ ไม่มีปัญญา ก็ขีด

มีอะไรเข้ามา ทางตา ทางหู ...เกิดการกระทบ ถือว่า มีการชักนำ ก็ขีด

แต่ถ้า มีอะไรเข้ามา ทางตา ทางหู ...ไม่เกิดการกระทบ ไม่มีการชักนำ ก็ขีด

มีความทุกข์ใจ... ทุกข์ใจเพราะอะไร... หงุดหงิด ก็ขีด

ถ้าทุกข์ใจ เพราะฟุ้งซ่าน... ก็ขีด ช่อง ทุกข์ใจ ฟุ้งซ่าน

.............

ถ้าขีดช่องนี้แล้ว เราก็จะรู้โดยรวมๆ ว่า ตอนนี้ เรา มีโทสะอยู่ หรือ ไม่มีโทสะอยู่ ....ตอนนี้ จิตเรา มีโมหะอยู่ หรือ ไม่มีโมหะอยู่...ตอนนี้ จิตเรา มีโลภะอยู่ หรือไม่มีโลภะอยู่...เราจะได้ งัด มันออก ...ดึงมันออก ...กำจัดมันให้หมด

ถึงได้บอกไงว่า บางทีบางครั้ง เรารับ เราจำ เราคิด เรารู้.. จิตนี้ไม่ประกอบด้วยเวทนา มันเฉยๆ มันสบายๆ เราก็คิดว่า ถึงที่สุดแล้ว เราไม่ต้องเรียนรู้ ศึกษาแล้ว เราไม่ต้องฝึกแล้ว เราได้แค่นี้ เราใช้ได้แล้ว

แต่ถ้ามาเทียบกับ อาการจิตอกุศลทั้ง ๑๒ ดวง เราก็จะเห็นว่า ยังใช้ไม่ได้ เพราะยังไม่มีปัญญา พูดง่าย ๆ คือ ยังไม่มีปัญญา..มีปัญญาหรือยังล่ะ(ยัง).. อืม มันก็ไม่มีมานานแล้ว

พอไม่มีปัญญา สิ่งที่จะตามมา ก็คือ จะเกิดการปรุง ...เกิดสังขารการปรุง... เกิดนามรูป... เกิดอายตนะ... เกิดผัสสะ... เกิดตัณหา... เกิดอุปาทาน ตามมาอีกเยอะแยะ

............

ทำ จนกระทั่งไม่มีความเห็นผิด

............

กลับไปบ้าน... เห็นผัวมึง มีแต่โครงกระดูก

มองเห็นผู้หญิง ผู้ชาย ไม่สวย ไม่งาม มีแต่กระดูก เดินอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่

เห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงแค่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และ อากาศธาตุ

เห็นวิญญาณทั้ง ๖ กระทบกัน... เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ชัดเจน

นั่นแหละ คือ ผู้มีความไม่เห็นผิด

เมื่อ ไม่เห็นผิด แล้ว ก็ไม่ต้องเป็นอะไรแล้ว เพราะเห็นถูกไปหมดแล้ว ทำได้มั้ยล่ะ (ได้)

ตอบไม่คิดเลยนะ

...............

ไม่คิดสักหน่อยเหรอ.. ค่อยตอบ

ก็ธรรมดานี่ มันสั่งสม อวิชชา ความโง่ มานาน ลูก เป็นหลายอสงไขย หลายกัปป์ หลายกัลป์ หลายชาติหลายภพ ...อยู่ดีๆ ทำแว็ปเดียว สองอาทิตย์ จะ “เห็นถูก”ไปหมดทุกเรื่อง คงไม่ได้

เห็นถูก นี่ มีเป็นลำดับขั้น

เห็นถูกในลำดับกุศล เห็นถูกในระดับอกุศล ก็คือ แยกแยะดี ชั่ว ถูกผิด นี่เขาเรียกว่า เห็นถูกขั้นที่ ๑

............

ได้หรือยังล่ะ ขั้นที่ ๑ คือ แยกดีได้ แยกชั่วได้ ชัดเจน ..ได้หรือยัง .... เอ้อ เห็นถูก ขั้นที่ ๑

เห็นถูกขั้นที่ ๒ คือ เห็นว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

เห็นว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีชั่วเลวหยาบ ใครทำกรรมอย่างไร ย่อมรับผลอย่างนั้น จะช้าจะเร็ว ก็ต้องชดใช้กรรมนั้น ....กรรมเป็นวิบากที่ต้องรับผล คือ เป็นสิ่งที่ต้องรับผล.. ผู้ใดทำกรรมก็จะต้องรับ...เห็นหรือยัง (เห็น) ไม่จริงอ่ะ.. เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง

นี่ขั้นพื้นๆ ยังไม่ได้เป็นโลกุตตระ.. เป็นแค่โลกียปัญญา ยังเห็นไม่ครบเลย เห็นถูก เห็นผิด.... เห็นดี เห็นชั่ว ...เห็นว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ...ยังเป็นขั้นโลกียปัญญาอยู่

แต่ถ้าเมื่อใดที่ขยับขึ้นมา เห็นหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ..เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรค มรรค

อันนี้ เป็นความเห็นที่เป็นโลกุตตระแล้ว... แล้วพวกหล่อนเห็น อยู่ชั้นไหนล่ะ ..เหอ.. ชั้นปู้น.. อืม

นี่ กูสอนมาทั้งหมดนี่ ... กูนึกว่า มึงเห็นตั้งเยอะแล้วนะเนี่ย

..............

นี่ กูงง นะนี่... กูงงไปกับปัญญาของพวกมึงว่า ทำไมลื่นไปหมด ไม่มีเหลี่ยมเลย

........

ฝึกต่อไป... ศึกษา สั่งสม อบรม ปัญญาไปเรื่อยๆ ..อย่างพวกมึงนี่ เขาไม่เรียก ฝนทั่งให้เป็นเข็ม เขาเรียก ฝนเรือรบให้เป็นเข็ม..... เรือรบระดับเรือบรรทุกเครื่องบิน

........

อกุศลจิต ๑๒ มีเอาไว้ ตอบคำถามให้ตัวเอง....เอาไว้เทียบชั้นให้กับจิตตัวเองว่า เวลานี้ จิตเรา อยู่ในระดับไหน ...เราหลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้ง ๑๒ ดวงนี้ แล้วหรือยัง

ถ้ายัง ก็แสดงว่า เรายังไม่ไปถึงไหน ก็ต้องขยับ ต้องขยัน ต้องสงสัย แสวงหา ขวนขวาย เพิ่มขึ้น ทำให้มากขึ้น

เพราะถ้าเรายังผ่านอกุศลจิต ๑๒ ดวงนี้ไม่ได้ ก็อย่าหวังที่จะไปเจอ มโนวิญญาณธาตุ.. ก็ยิ่งยากใหญ่

เมื่อกี้ แว็ปๆ เข้าไปหน่อย ทำให้เห็นว่า มันไม่ได้ยากกับการที่จะเข้าไปถึง มโนวิญญาณธาตุ

ก็คือ

เมื่อ รู้กาย รู้เวทนาของกาย... รู้เวทนาของจิต รู้จิต ...แยกกายกับจิต แยกเวทนาของกายกับจิต ชัดเจนแล้ว เรียกว่า แยกรูป – แยกนาม ได้ชัดเจนแล้ว

ที่นี้ก็ ดู อาการที่ปรากฏกับจิตในวิญญาณทั้ง ๖ ก็คือ ตาที่เห็น หูที่ฟัง จมูกที่ได้ ลิ้นที่รับ กายที่สัมผัส มีผลกระทบต่อจิต มั้ย

แล้วก็ รู้ ถึง ธาตุ ไอ้ที่กระทบ ก็เพราะว่า เราไปมีพันธนาการ มีความเห็นผิดว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ในกายเรา มันเป็นตัวเรา เราไม่ได้มองโดยธาตุ เรามอง เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

เมื่อมอง เป็นสัตว์ เป็นบุคค เป็นตัวตน เรา เขา เป็นสิ่งของ อย่างนั้น ก็จะต้องมี “ตัวเรา” อยู่ ในน้ำ ในดิน ในลม ในไฟ .. ก็ยังมองไม่ผ่านขั้นนี้ ด้วยเหตุผลว่า เรายังไม่ก้าวข้ามอกุศลจิต ๑๒ ดวงไปเลย เพราะว่า เรายังไม่มีปัญญา เรายังมีความเห็นผิดอยู่

ก็ให้งัดเอา แผ่น อกุศลจิต ขึ้นมาเทียบ ว่า นี่ เรายังไม่ผ่าน ก็เพราะเรายังมีความเห็นผิด

เราบอกว่า เราสบายใจ... เราบอกว่า เราเฉยๆ แต่มีปัญญามั้ย ... ไม่มี ยังไม่มีปัญญา

ยังไม่เห็นสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม... ยัง เชื่อกรรม ไม่สนิท

ถ้า เชื่อกรรม สนิทนี่ ทำ พูด คิด นี่ จะต้องไม่พลาดเลย

แค่ เชื่อหลัก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ยังไม่ถือว่า ใช่ แค่ เชื่อว่า ดีเป็นดี...ชั่วเป็นชั่ว ก็ยังไม่ถือว่า ใช่

ถ้า ขยับขึ้นมาอีกหน่อย ก็คือ เชื่อกฏของกรรม เชื่อหลักกรรม ว่า กัมมุนา วัตตติโลโก สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม จริงๆ ไม่ว่าจะช้า จะเร็ว ทำกรรมอย่างไร.. กรรม นี่มีอะไรบ้าง ..กายกรรม วจีกรรม

มโนกรรม ทำกรรมอย่างไร รับผลอย่างนั้น ไม่พลาด

ถ้าเชื่ออย่างนี้ เราก็จะระมัดระวัง มันก็จะกระโดดข้ามไปสู่ความหมายของคำว่า อินทรีย์สังวร สำรวม สังวร ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

พอมี ความ สำรวม สังวร ระวัง แล้วทีนี้ ก็จะมีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น ทีนี้ จะเรียนรู้ศึกษาอะไร ก็ง่าย

การเชื่อกรรม นี่ เป็นเหตุปัจจัยในการที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ด้วย

เป็นธรรมมรรคสมังคี น่ะลูก เพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนั้นเกิด สิ่งนู้นจึงปรากฏ มันหนีกันไม่ได้

ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ได้แยกไม่ได้แตก พอเดินตามตรง ตามเส้นทางแล้ว ก็จะไปตามทางของมันได้ แต่อย่าเลี้ยวก็แล้วกัน อย่าเลี้ยว ต้องไปให้ตรง

พระพุทธเจ้าจึงได้สอนเรื่อง สุจริตธรรม ธัมมังจเร สุจริตัง จเร - ผู้ประพฤติธรรมอันสุจริต ย่อมเข้าถึงธรรมที่สุจริต

ต้องเริ่มต้นจาก ความเห็น เหมือนกับวันเข้าพรรษา ที่สอนไปว่า ต้องเริ่มต้นจากความเห็น... ทุกอย่าง ถ้าความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว อย่าหวังเลย

แยกดี แยกชั่วไม่ได้... แยกบุญ แยกบาปไม่ได้... แยกกรรม กุศล อกุศลไม่ได้ อย่าไปถามหา ความถูก ผิด ...อย่าไปถามหาความชอบ ความใช่ ..ไม่มี สำหรับคนๆ นั้น แล้วก็ อย่าไปถามหา คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์... ก็ไม่มี สำหรับคนๆ นั้น

อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ก็เป็นได้แค่สัตว์เดรัจฉาน ที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ ...แค่ได้โอกาสมากกว่าเดรัจฉาน จริงๆ เท่านั้นเอง

เพราะว่า ถ้ามนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว จะต้อง แยกดี แยกชั่วได้... แยกถูก แยกผิดได้... แยกบุญ แยกบาปได้... แยกกุศลกรรม อกุศลกรรมได้ จึงจะเรียกว่า เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

นี่คือ คุณลักษณะอันพิเศษของมนุษย์ที่สมบูรณ์

ท่านทั้งหลาย ก็ค่อยๆ ศึกษา... ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน ต้องค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ซึมซับ วันละนิด วันละหน่อย ศึกษาไปเรื่อยๆ

อย่ามาอาศัยเฉพาะแค่กำลังสมาธิ ถึงเวลาวันเสาร์อาทิตย์ มานั่งสมาธิ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มาปฏิบัติธรรม

แต่วันจันทร์ อังคาร ถึงพฤหัส ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แยกดี แยกชั่วไม่ได้เลย แยกบุญ แยกบาปไม่ได้ ไม่

เข้าใจเรื่อง กรรมดี กรรมชั่ว ตัวเองก็ประพฤติละเมิดกรรมคนอื่น ละเมิดกรรมตน อยู่เป็นเนืองๆ

แล้วถึงเวลา ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะมานั่งปฏิบัติธรรม ก็ได้แค่นั้นล่ะ ไม่ไปไหน พายเรือวนอยู่ในอ่าง ไม่ออกทะเลซะที เพราะอะไร

ก็เพราะเหตุปัจจัย องค์ประกอบไม่ครบสมบูรณ์ มีเรือแต่ไม่มีพาย หรือ มีเรือ มีพาย แต่ดันรั่ว อะไรประมาณนี้ มันไปไหนไม่ได้

สุดท้าย ก็วนกลับมาที่เก่า.. อ้าว เห็นมั้ยนั่น มึงสบายใจ ..สบายใจมั้ย ..สบายใจ เห็นผิดหรือเห็นถูก(เห็นผิด) ..เหมือนเดิมอีก เห็นมั้ย กลับมาที่เก่าอีก

ในเรื่องความเชื่อ รากฐานพื้นๆ ของมนุษย์ที่พึงมี คุณลักษณะของมนุษย์ที่จะต้องมี ยังไม่ครบองค์

ประกอบ... ก็ได้แค่ สบายใจ กับ เฉยๆ เท่านั้น ทำมากกว่านี้ไม่ได้

นี่แหละ คือปัญหาว่า ทำไมเราปฏิบัติธรรมแล้วเราไม่ได้อะไรเลย ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมไม่ก้าวหน้า ไม่ขยับเขยื้อน เคลื่อนไปไหนเลย ก็เพราะว่า เรามีพื้นฐานที่ไม่สมบูรณ์ มีพื้นฐานที่ไม่ครบองค์ประกอบ ความเห็น จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อตอนเข้าพรรษา จึงพยายามพูดเรื่อง ความเห็น ชี้ให้เห็นถึง ความเห็น ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา... ครั้งแรกที่พระองค์ทรงสอน ก็คือ สอนให้ ละสิ่งที่ชั่ว ละสิ่งที่ผิด ละสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ ทำสิ่ง ที่ดี ที่ถูกต้อง ก็คือ ละอกุศล ทำกุศล แล้วก็ ทำความเห็นให้ตรง ถูกต้อง ในปฐมเทศนา ก็เป็นคำสอนแบบนี้

เมื่อมีความเห็นที่ตรงและถูกต้องแล้ว เราก็จะเห็นทุกข์ ว่า เกิดจากเหตุ แต่ถ้าไม่มีความเห็นที่ตรงและถูกต้อง ไม่ได้ละชั่ว ไม่ได้ทำดี ไม่ได้มีความเห็นตรง ถูกต้อง ให้ทุกข์ถาโถมเข้ามาจนกระทั่งเดินขาขาด เราก็มองไม่เห็นหรอกว่า ทุกข์จะเกิดจากเหตุอะไร เราก็ยังโทษคนโน้น โทษคนนี้ โทษคนนั้น โทษไปเรื่อย แต่ไม่โทษตัวเอง

ในหลักวิธีแห่งการเจริญวิถีจิต จึงมีหลักคำสอนอยู่ว่า ศึกษา สงสัย ตั้งข้อสงสัย สงสัยใคร..สงสัยตัวเอง.. สงสัยว่า ตัวเอง ทำไมทุกข์ (เสียงจากญาติธรรม ทำไมโง่) ตัวเองทำไมโง่

อย่าว่าแต่มึงสงสัยเล๊ย กูก็ยังสงสัยว่า กูจะทำยาอะไรให้พวกมึงกินดี ถึงจะได้ไม่โง่ สงสัยจะต้อง ยาลูกกลอน ผสมไบก้อน ...เผื่อจะหายโง่

เพราะงั้น ความสงสัย ...ตั้งข้อสงสัยในตัวเอง เป็นหลักการเบื้องต้นในพัฒนาการ ลูก

ถ้าไม่สงสัยในตัวเอง มันไม่มีพัฒนาการ

พอไม่สงสัย ก็ไม่แสวงหาคำตอบ

พอไม่แสวงหาคำตอบ ก็เลยไม่รู้ล่ะทีนี้ ไม่ตั้งคำถามแก่ตัวเองอยู่ตลอด แล้วเราก็จะโทษคนอื่นอยู่ตลอด

ทีนี้ เราก็จะก้าวล่วงกรรมล่ะ... เห็นมั้ย มันเป็นธรรมมรรคสมังคี คือ เราก็จะล้ำเส้นกรรมคนอื่น ทำให้คนอื่นเสียหาย แม้กระทั่ง ความคิดเรา ก็ล้ำเส้นเขา เสียหายไปหมด เพราะเหตุผลของความเห็นผิด ไม่ตั้งข้อสงสัยในตนเอง

พระพุทธเจ้า เริ่มต้นมาจาก ดูตัวเอง ศึกษาตัวเอง พระองค์ตะลอนไปเรียนรอบประเทศ ชมพูทวีปใช้เวลา ๖ ปี เรียนกับคนนู้น นู่นนี่นั่นมากมาย จนได้วิชามาสารพัด แต่ตอบปัญหาตัวเองไม่ได้

สุดท้าย ก็ต้องมาเรียนรู้ ศึกษาตัวเอง จึงได้เห็นว่า สิ้นข้อสงสัยได้เพราะตัวเอง

ศึกษาสิ่งที่อยู่ในตัวเอง แล้วสิ่งที่อยู่ในตัวเอง มันก็เป็นความรู้ เป็นวิชา เป็นธรรมชาติ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา มีอยู่ในตัวเองมั้ย (มี)

ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ก็มีอยู่ในตัวเอง ทางดับทุกข์ ก็ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้อยู่จากที่ใดเลย ก็อยู่ในตัวเอง แค่ทำความเห็นตรง ถูกต้องข้อแรก

พอ เห็นถูกต้อง แล้วก็ดำริ ...ดำริที่จะออกจากความผิดพลาด แต่ถ้าเห็นไม่ตรง ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ดำริที่จะออกจากความผิดพลาด เวลาจะ เจรจาก็ อ้าว สร้างกรรมอีกแล้ว... ทำ ก็สร้างกรรมอีกแล้ว ก็วนจมปลัก อยู่อย่างนี้ มันหนีไม่พ้นหรอก ลูก

ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ละเอียด ลึกซึ้งมาก

ศึกษาให้ถ่องแท้ แล้วเราจะเข้าใจว่า ความหมายของพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือ การดัด กาย วาจา ใจ ของเราให้เป็นผู้มีสุจริตธรรม ซื่อตรง ชัดเจน ไม่ใช่บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน หรือว่า คดในข้อ งอในกระดูก ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก ถูกๆ ผิดๆ ใม่แยกแยะดี ชั่ว ไม่เคารพกฏของกรรม ทำเลวระยำ อย่างนั้นไม่ใช่ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า

แค่ เรื่องถูก เรื่องผิด เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องกฏของกรรม ก็ยังเป็นเพียงแค่ปัญญาพื้นๆ ที่เรียกว่า ชั้นของโลกียปัญญา อยู่เลย นี่ยังไม่ได้ขยับเข้ามาสู่ โลกุตตรปัญญาเลย ทั้งที่พยายามสอนสอนโลกียะ หรือ

สอนโลกุตตระ (โลกุตตระ) แล้วได้มั้ย โลกุตตระได้มั้ย มีแต่โลกุตตะเละ ก็ต้องย้อนกลับมาดู โลกียะ

กูก็วิเคราะห์นะ ทุกครั้งที่กูสอนพวกมึง กูก็จะกลับไปทบทวนว่า สิ่งที่กูสอนนี่ ถูกมั้ย คือ ถูกกับจริตของคนรับฟังมั้ย แล้วคนฟังนี่เข้าใจมั้ย ..ไม่ใช่สอนก็สักแต่ว่าสอน... พูดก็สักแต่ว่าพูด

แล้วก็ พยายามจะหาทางแก้จริต จะพยายามหาหนทางที่จะอธิบายความให้เข้าใจ พยายามจะหาข้อสอบ คำถาม คำตอบให้กระจ่างชัดในสิ่งที่เรียนรู้ ศึกษา แล้วเทียบเคียงดูสภาพจิตของตนว่า เวลานี้ จิตอยู่ในขั้นไหน ชั้นไหน

แล้วตอนนี้ พอมาเทียบดูกับ อาการจิต ๑๒ ดวง ของอกุศลมูล ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ แล้ว จิตอยู่ในขั้นไหนจ๊ะ (...) ขั้นไหน (...)

มีโทสะมั้ย..(มี) มีโลภะมั้ย (มี) มีโมหะมั้ย (มี) ..ไม่ไปไหนเลย อีห่า เอ๊ย... ไม่ไปไหนเลย

มีหมด...เป็นผู้มั่งคั่ง.. มั่งคั่ง ด้วยความซกหมก

กูต้องตาย แล้วเกิดใหม่อีกกี่รอบ กว่ามึงจะไปได้ไกล พ้นจิต จาก ๑๒ ดวงนี่..คิดว่า ซักกี่รอบ

ซักแป๊บหนึ่ง..รอเดี๋ยว

เพราะงั้น หลักสำคัญ ก็คือ อย่าเอาแต่ว่า มารอวันศุกร์ วันเสาร์ อาทิตย์ ลูก

กลับไปทบทวนตัวเองในช่วงเข้าพรรษาว่า หลักคิดของเรานี่ แยกดี - แยกชั่ว ได้หรือยัง... แยกบุญ แยกบาป... แยกกุศล อกุศล คือ เราเลือกที่จะทำดี ละชั่ว ได้หรือยัง

หลักคิดเบื้องต้นปฐมเทศนา ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เลือกที่จะทำดี ละชั่ว แล้วเลือกที่จะเชื่อกรรมได้หรือยัง เชื่อว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเรา จะต้องไม่เพลี่ยงพล้ำไปทำอกุศล

ถ้ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เรา ไปเพลี่ยงพล้ำ ทำให้เกิดอกุศล ก็ยากที่จะก้าวล่วงไปสู่คำว่า โลกุตตรปัญญา เพราะโลกียปัญญา เรายังก้าวข้ามไม่พ้น แล้วโลกุตตรปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องปัญญาตามรู้ เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เรื่องนิพพาน ยิ่งยากใหญ่ ยิ่งละเอียด สุขุม ลุ่มลึกใหญ่

งั้น ต้องมีพัฒนาการ อยู่เนืองๆ

เราเคยพูดอยู่เสมอๆ ว่า เราชอบหาที่อยู่ให้จิต มันซับซ้อนมาก.. ว่างๆ ก็เอาจิตไปอยู่กับหนัง อยู่กับพระเอกละคร อยู่กับดนตรี อยู่กับมโหรี อยู่กับอะไรต่ออะไร ก็ไม่รู้ แต่เราไม่เคย เอา จิต มาอยู่กับ จิต เลย.. มันก็เลยกลายเป็นแบบนี้ อย่างที่เห็น

เราก็เอาแต่สงสัยคนอื่น แต่ไม่สงสัยตัวเอง คือ ชีวิตเราไม่ได้เกิดขึ้นมา เพื่อการเรียนรู้ เพื่อการขวนขวาย ที่จะพัฒนา ...พอ มีชีวิตมา ก็เพื่อให้ได้มีชีวิต แล้วก็ เพื่อเสพ

ถ้า คนที่มีชีวิตมา เพื่อการเรียนรู้ เพื่อการขวนขวาย เพื่อการพัฒนา ก็ต้องมีคำตอบในบั้นปลายสุดท้าย

แต่ถ้ามีชีวิตขึ้นมาเพื่อจะเสพ ..มันไม่มีคำตอบอะไร แค่ขวนขวาย หาของเสพเฉยๆ แล้วก็ เสพติดในสิ่งที่เสพ เท่านั้นเอง นี่คือ ชีวิต

แล้วทั้งชีวิต เมื่อใดที่เราเลือกที่จะเสพ ก็แสดงว่า เราก็ยังไม่สามารถจะ แยกถูก แยกผิด... แยกบุญ แยกบาป... แยกกุศล แยกอกุศลได้

ถามว่า เสพ เป็นสิ่งดีมั้ย.... ก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลวถ้ารู้จักเสพ แล้วเราเป็นผู้เสพ

แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่รู้จักเสพ แล้วเราเป็นคนโดนเสพ โดนเสพมั้ย ...คือ เสพติดในอารมณ์... เสพติดในราคะ เสพติดในโทสะ เสพติดในโมหะ เสพติดในตัณหา

เสพติดในความโง่ อะไรบ้างล่ะ ความโง่ใครอยากจะเสพ....ขี้เกียจไง ..ขี้กียจ นี่คือ ต้นเหตุแห่งความโง่ รากเหง้า...ไม่ขวนขวาย แล้วก็เสพติดในความขี้เกียจ

พอดี ให้นั่งขีดจิต มันก็นั่ง (หลวงปู่ทำท่าหลับตา ..เหลือกตา) อะไรของมันก็ไม่รู้ กูอยากเอาหนังกะติ๊กยิงกบาลมัน กำลังเคลิ้ม แรกๆ ก็จับตั้งดี ...ไปล่ะ (หลวงปู่ทำท่าหลับตา สัปหงก) แล้วก็ หลุด..แล้วก็ไปยังไงของมัน ก็ไม่รู้

เห็นแล้วก็ อนาถตัวกูเอง ทำไมกูต้องมานั่งสอนไอ้คนพวกนี้ ลำบากเหลือเกิน วาสนากูนี่ มันอับเฉา

ก็ เอ้า พยายามจะพัฒนา เดี๋ยววันนี้ วันพระสิ้นเดือน เขาจะมีปาฏิโมกข์ ..เดี่ยวรอลงปาฏิโมกข์

เจริญพระพุทธมนต์...ไปเอาหนังสือสวดมนต์มา .. เอ้า ถวายทานซะก่อนก็ได้

(ถวายทาน ..นะโม ตัสสะ..ต่อ ด้วย เจริญพระพุทธมนต์ )

ต่อ ด้วยการบริการหลังการสอน ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ

 

 

 

 

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมอบรมวิถีจิต บ่าย วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560, สืบค้นวันที่ ๑๙

มกราคม ๒๕๖๙ จาก

https://www.youtube.com/watch?v=x_9zqgg9c6M&list=PLJmPSYMcXHqdqEVLaVeSbP3FGA2ZiQLb3

 

 

242 | 19 มกราคม 2026, 21:18
บทความอื่นๆ