วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

เรื่องที่ ๑๗ วิถีจิต – ศีล สมาธิ ปัญญา - เราศึกษาพระธรรมเพื่ออะไร

ชุดคำสอนวิถีจิต

ชื่อเรื่อง วิถีจิต – ศีล สมาธิ ปัญญา  - เราศึกษาพระธรรมเพื่ออะไร

แสดงธรรมวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา  ๑๐.๐๐ น.  ณ.ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ 

สาระสังเขป

              การเรียนรู้พระธรรมวินัยมีประด็นที่สำคัญคือการทำความเข้าใจให้แจ่มชัด ตัวอย่างเช่น การรักษาศีล หมายถึง การทำให้ กาย - วาจา ปกติ โดยที่เราไม่ต้องท่องจำ สมาธิ คือ ความตั้งมั่น  ในขณะที่เราตั้งใจฟังพระธรรม ตั้งใจฝึกวิถีจิต คือความตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ปัญญา กระบวนการที่มันเกิดขึ้นโดยความรู้ชัดตามความเป็นจริง การรับ จำ รู้ คิดอน่างรู้ชัดตามความเป็นจริง ถือว่า เรามีปัญญา ผู้เจริญธรรมคือผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา เราศึกษาพระธรรม เพื่อความเข้าใจและได้ใช้กำกับจัดการกายวาจาใจ กำจัดอุปสรรคและแก้ปัญหา ขจัดทุกข์ทั้งปวง พัฒนาจิตวิญญาณให้ก้าวหน้า พระธรรมมีอยู่ทุกแห่งแต่คนที่จะเห็นคือคนที่มีตัวรู้ จิตรู้จึงมีความจำเป็น หน้าที่ของเราต้องสร้างตัวรู้ แล้วธรรมะก็จะหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามา 

เนื้อหา

(กราบ) 

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชน คนใฝ่ดี ที่รักทุกท่าน

เห็นพวกท่านพยายามจะศึกษา-เรียนรู้ พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำอยู่เนืองๆ ทำอยู่เป็นนิจ ทำอยู่บ่อยๆ บางคนเดินทางมาไกล บางคนอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ว่าจะอยู่ไกล อยู่ใกล้ ทำบ่อย ทำน้อย ทำมาก สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การทำความเข้าใจ 

การทำความเข้าใจพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้แจ่มชัด ตัวอย่างเช่น การรักษาศีล

ที่จริง ศีล แปลว่าและหมายถึง การทำให้ กาย - วาจา ปกติ

การที่เราปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรม...กายปกติมั้ย (ปกติ) ในขณะที่เราปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรม กายปกติมั้ย (ปกติ) วาจาปกติมั้ย (ปกติ) ก็เป็นผู้เข้าถึงศีลได้โดยปริยายแล้ว 

เป็นผู้รักษาศีล – ถือศีล โดยที่เราไม่ต้องท่องจำ

สมาธิ คือ ความตั้งมั่น  ในขณะที่เรา :

ตั้งใจ ที่จะสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา หรือ พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ตั้งใจ ที่จะฝึก วิถีจิต ศึกษาสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอบรม สั่งสอน ด้วยความตั้งมั่น

นั่นก็เป็น สมาธิแล้ว

ส่วน ปัญญา กระบวนการที่มันเกิดขึ้นโดยความรู้ชัดตามความเป็นจริง 

ครั้งใดที่เรา รับ อย่างรู้ชัดตามความเป็นจริง... จำ อย่างรู้ชัดตามความเป็นจริง แล้วก็ คิด อย่างรู้ชัดตามความเป็นจริง ครั้งนั้น ก็ถือว่า เรามีปัญญา

งั้น ศีล – สมาธิ - ปัญญา มันรวมอยู่เบ็ดเสร็จในบุคคล ผู้เจริญธรรม ผู้สดับตรับฟัง ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ศึกษาพระธรรม 

แต่ถ้าเมื่อใดที่เราปฏิเสธในการเจริญธรรม ไม่สดับตรับฟังพระธรรม ไม่ศึกษาพระธรรม แม้จะพยายามท่องจำศีล พยายามจะฝึกสมาธิ พยายามจะให้ลุถึงปัญญา มันก็จะเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วขณะ ชั่วครั้ง ชั่วคราว ชั่วเผลอ แต่ไม่ยั่งยืน

ดูตัวอย่างเช่น ปัญญา พระพุทธเจ้าทรง ชี้ – สอน - บอก ว่า สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง – การฟังด้วยดี ย่อมเกิดปัญญา 

ฟังด้วยดี คือ ฟังด้วยความเข้าใจ... ฟังด้วยความเคารพพระธรรม... ฟังด้วยความเอาใจจดจ่อ ตั้งอกตั้งใจ จริงใจ แล้วก็ จริงจัง ในการฟัง

และ ฟัง ทำให้เกิดปัญญา  ก็คือ ฟัง เป็นกระบวนการหนึ่งของการเรียนรู้ - ศึกษา 

สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง – การฟังด้วยดี ย่อมเกิดปัญญา 

แล้ว วิถีแห่งปัญญา เมื่อฟังแล้วก็เกิด จินตามยปัญญา ก็คือ พินิจ – พิจารณา... เกิดจินตภาพ หรือ การพินิจ – พิจารณา

สุตมยปัญญา ฟัง... แล้วก็เกิด จินตมยปัญญา... สุดท้าย มันก็จบลงคำว่า ภาวนา ก็คือ ทำเสียที ลงมือทำเสียที

ทีนี้ พูดไปพูดมา เราศึกษาพระธรรม เพื่ออะไร

เพื่อความเข้าใจ..เพื่อได้ใช้ถูก-ใช้เป็น..เพื่อนำเอาพระธรรมเหล่านั้นมาสำหรับ กำกับ–กำจัด- บริหาร

กำกับ ก็คือ กำกับ  กาย –วาจา – ใจ

กำจัด ก็คือ ขจัด อุปสรรค ปัญหา และ ความทุกข์ทั้งปวง

บริหาร ก็คือ บริหาร ชีวิต - จิตวิญญาณของตนให้เดินไปข้างหน้า ก็คือ มีพัฒนาการ ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่

เพราะฉะนั้น หลายวันที่ผ่านมา หลายสัปดาห์ที่ผ่านไป หลายเดือนที่ผ่านมา แล้วก็ หลายปีที่มีมา 

เราเคยถามตัวเองบ้างมั้ย ว่า เรามีพัฒนาการมากขึ้น หรือ น้อยลง (...) ได้เคยถามตัวเองบ้างมั้ย ว่า วันๆหนึ่ง เราปล่อยให้จิตนี้ มันเสพอยู่แต่อารมณ์ หรือว่า อยู่แบบเป็นผู้ไม่มีอารมณ์

เรามักจะโดน กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย แดกดันว่า อยู่อย่างไร้อารมณ์ อยู่แบบคนไม่มีอารมณ์ อยู่แบบหมดอารมณ์ ...มันดีมั้ย (...) ดีมั้ย (ไม่ดี) อ้าว ไม่มีอารมณ์ นี่ไม่ดีเหรอ  

อ๋อ ต้องมีอารมณ์ ถึงจะดี  ใช่มั้ย (...) 

ก็นี่ไง มันก็เลย เป็นความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ

พระผู้มีพระภาคเจ้า พระอรหันตเจ้า ถึงขนาดมีคำจารึกในพระไตรปิฎก ว่า คราใดที่พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ เป็นความมหัศจรรย์...เป็นความมหัศจรรย์ ไม่ได้หัวเราะ แค่แย้มพระโอษฐ์ ก็คือ ยิ้มเล็กๆ เป็นความมหัศจรรย์ แสดงว่า พระองค์ได้ทรงเสพความโสมนัส

พระอรหันตเจ้า ยิ้มเล็กๆ แสดงว่า ขณะนั้น พระองค์ได้เสพความโสมนัส...โสมนัสจิต

และเป็นความมหัศจรรย์ ที่ต้องถึงกับจารึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ 

แล้วก่อนหน้านี้ พระองค์ไม่ได้แย้มพระโอษฐ์เหรอ ...ไม่.. ไม่ได้แย้มพระโอษฐ์ คือ พระองค์ไม่ได้อาศัย อารมณ์ อยู่ ...พระอรหันตเจ้า ก็ไม่ได้อาศัย อารมณ์ อยู่ …พอไม่ได้อาศัยอารมณ์อยู่ ก็ไม่สร้างเหตุปัจจัยของภพ จึงไม่จำเป็นต้องอาศัย อารมณ์ อยู่

แล้วพระองค์ อาศัยอะไรอยู่....อาศัยธรรม ถึงขนาดในค่ำคืนที่พระองค์ทรงตรัสรู้ พระองค์ก็ยังทรงปรารภว่า บุคคลในโลก ไม่มีที่พึ่ง ไม่มี แม้เรา ตถาคต ก็ต้องมีที่พึ่ง แล้วก็ทรงใช้ข่ายพระญาณ เล็งดู สำรวจดูว่า พระพุทธเจ้าที่มีมาแล้วแต่อดีต พึ่งอะไร 

ก็ทรงทราบว่า พระพุทธเจ้าที่มีมาแล้วแต่อดีต ก็มีที่พึ่ง และ ที่พึ่งของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็คือ พระธรรม พระองค์ก็ตกลงปลงใจว่า ถ้าอย่างนั้น เรา ตถาคต จะพึ่ง พระธรรม แสดงว่า จิตนี้ พระองค์พึ่งพระธรรม ใคร่ครวญพระธรรม ศึกษา เรียนรู้ นำพา ขวนขวายในพระธรรมอยู่ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของจิต จะใช้คำว่า อารมณ์ คงไม่ได้  

พระธรรม เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของจิต อย่างไร

ที่จริง พระธรรม ต้องอยู่ในวัดมั้ย(ไม่) พระธรรม จำเป็นต้องมาอยู่กับพระมั้ย (ไม่) แล้วต้องอยู่กับหลวงปู่ หลวงพ่อ หลวงพี่ อาจารย์มั้ย (ไม่)  

 

พระธรรมอยู่ในบ้านมีมั้ย (มี) พระทำ อร่อยมั้ย (ไม่อร่อย) พระทำ ไม่อร่อย ถ้ายายชีทำ ถึงอร่อย

พระทำ ไม่ดีล่ะนะ ถ้ายายชีทำ ถึงจะดี

เพราะฉะนั้น พระธรรม ไม่จำเป็นต้องอยู่ในวัด ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพระหรือชี หรือ ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในที่ใด ....พระธรรม อยู่ทุกที่แหละ ลูก ...อยู่ทุกที่ ที่เราหายใจ 

ที่ใดที่มีลมหายใจ ที่นั่นมีพระธรรม

ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีพระธรรม

ที่ใดมีการเกิด ที่นั่นมีพระธรรม

ที่ใดมีการตั้งอยู่ และแก่ ที่นั่นมีพระธรรม

ที่ใดมีความเสื่อมสลายและตายในที่สุด ที่นั่นก็มีพระธรรม

งั้น พระธรรมอยู่ในทุกที่  ในเมื่อพระธรรมอยู่ในทุกที่ แล้วทำไมเราไม่เห็นพระธรรม 

นั่นแหละ คือ ปัญหา ….ทำไมเราถึงไม่เห็นพระธรรม  

ก็เพราะว่า เรามีอะไร (อวิชชา) ความไม่รู้ หรือ อวิชชา เรามีความไม่รู้ คือ อวิชชา 

จิตนี้ มีหน้าที่รับ มีหน้าที่จำ มีหน้าที่คิด มีหน้าที่รู้ 

 เรา รับ แบบผู้รู้ เคยมีมั้ย (มี) มากหรือน้อย (น้อย) น้อยมาก  

เพราะฉะนั้น จิตนี้ ส่วนใหญ่ก็จะรับแบบผู้ที่มากไปด้วย อวิชชา คือ ความไม่รู้ จิตนี้ รับแบบจิตไม่รู้ 

จิตนี้ จำแบบ ผู้รู้ มีมั้ย (มี) มีแต่น้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จะจำแบบไม่รู้  จำแบบไม่รู้ เหมือนกับเมื่อเช้า สวดมนต์ ก็ สวดแบบไม่รู้ กลัวควายหาย ก็รีบตามควายไวๆ หรือ กลัวว่า จะหมดเวลาก่อน จะเลิกก่อน ไม่ทันเวลา  

เมื่อเรา รับแบบไม่รู้ จำแบบไม่รู้ แล้ว “ตัวรู้” มันอยู่ตรงไหน... “ตัวรู้” มันหายไปไหน

“ตัวรู้” ทำไมไม่เกิดในขณะที่เรารับ... “ตัวรู้” ทำไมไม่เกิดในขณะที่เรา จำ แม้ที่สุด เวลาเราคิด... มีมั้ย ที่เราคิดแบบไม่รู้ (มี) คิดแบบไม่รู้น่ะ มีมั้ย (มี) มากหรือน้อย (มาก) 

แล้วเราจะพิสูจน์ได้ยังไงว่า คิดแบบไม่รู้อย่างไร พิสูจน์ยังไง 

 

ก็ไม่ยาก กลางคืน เวลานอนไม่หลับ ดิ้นจนหนังกลับไม่หลับซะที เพราะจิตนี้ มันเป็นอะไร 

เพราะจิตนี้ มัน คิด มันคิดแบบไม่รู้... ถ้ามันรู้ มันจะคิดมั้ย(ไม่คิด) ไม่รู้ มันถึงคิด ...ถ้ารู้ มันไม่คิด  

เพราะงั้น จิตรู้ เรามีอยู่มั้ย (มี) แต่มันอ่อนด้อยมาก มันอ่อนแอมาก มันแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ลย มันกลายเป็นเด็กอ่อนๆ เป็นเด็กอนุบาลอยู่ตลอดเวลา มันยากที่เราจะไปให้มันรับผิดชอบหลายหน้าที่ ในทุกเวลา ทุกสถานการณ์ เมื่อจิตรู้ มันอ่อนด้อย ทั้งที่พระธรรมมีอยู่หลากหลาย ความรู้ก็อยู่รอบตัว ทั้งภายในและภายนอก แต่ ตัวรับรู้ - ท่านผู้รู้ กลับมืดบอด 

เราจึงมองไม่เห็นพระธรรม  เราจึงไม่สามารถสัมพันธ์ สัมผัส จับต้อง ถึงกลิ่นไอแห่งพระธรรมที่มีอยู่กับการมีลมหายใจ.. พระธรรมที่มีอยู่กับการมีชีวิต ..พระธรรมที่มีปรากฏอยู่กับการได้เกิด.. พระธรรมที่ปรากฏอยู่กับการตั้งอยู่ และเสื่อมสลาย.. พระธรรมที่ปรากฏอยู่กับความดับไป เราไม่เห็นเลย ทั้งที่ เกิดขึ้น – ตั้งอยู่ - ดับไป 

มีลมหายใจมีชีวิต มันอยู่กับใคร (ตัวเรา) มันอยู่กับตัวเรามานานมั้ย (นาน) นานมากมั้ย (มาก)  มัน

นานเทียบพอๆ กับหนังหน้า ที่เหี่ยวย่น ใช่มั้ย (ใช่) เทียบได้มั้ย มากกว่าอีกเหรอ มากกว่าหนังหน้าที่เหี่ยวย่น ก็แสดงว่า ความไม่รู้ของเรา มันหนามาก

จิต ที่ทำหน้าที่ รู้ มันหน่อมแน้ม มันเปราะบาง มันอ่อนด้อย มันอ่อนแอ มันแย่มากๆ จนกระทั่ง เราไม่สามารถจะสังเกต สังกา แม้กระทั่ง เวลาเราจะ “รับ” เราก็ไม่รู้จัก “เลือก”  

แม้เวลาเรา “จำ”  เราก็ “เลือกไม่เป็น” จำมันหมดทุกเรื่อง ไม่ว่า ดีชั่ว – เลวหยาบ – ได้เสีย - มี

เราจำมันหมด แล้วก็เอามาเป็น ขยะ ของจิตเรา

เรารับมา ก็รับมันหมดทุกเรื่อง... “รับ” จนกลายเป็นว่า เราคือ นายขยะ นางขยะ นั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่   

วันทั้งวัน เราเสพแต่ขยะ ขยะจากการรับ – การจำ 

นี่ยังไม่รวมหมายถึง ขยะที่เกิดจากวัตถุ ที่มาจาก ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ แต่แค่เป็นขยะที่เกิดจากเจตสิก - เครื่องปรุงจิต หรือ เรียกว่า ขยะอารมณ์    

วันหนึ่งเรารับมา เยอะมั้ย (เยอะ) หลายกระบุงมั้ย (หลาย) เป็นคันรถ ๑๐ ล้อ ?

วันๆ หนึ่งเรา”รับ” มัน มาเยอะมาก... “จำ” มัน ก็เยอะมาก 

“รับ” แล้วยังไม่พอ ยังไปฝังใจที่จะ“จดจำ” มันไว้อีก มันดีหรือไม่ดี (ไม่ดี) มันไม่ดี 

มันไม่ดี พระพุทธเจ้าจึงไม่อยู่กับมันไง  พระอริยเจ้าจึงไม่อยู่กับมัน 

 

พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า อยู่กับตัวรู้ อยู่กับปัญญา อยู่กับความเป็นจริง 

พระธรรม  ก็คือ  ความจริง

ความจริง  ก็คือ  ตัวรู้

ตัว รู้  ก็คือ  ปัญญา

ปัญญา  - พระธรรม -  ความจริง คือ ตัวเดียวกัน

สรุปรวมๆ แล้ว ถ้าวันทั้งวัน เราอยู่กับปัญญา อยู่กับพระธรรม อยู่กับตัวรู้ อยู่กับท่านผู้รู้  

เราจะเห็นธรรมมั้ย (เห็น) 

เห็นธรรม จากการเกิดมั้ย (เห็น)

เห็นธรรม จากการมีชีวิตมั๊ย (เห็น)  

เห็นธรรม จากการแก่มั้ย (เห็น)

แล้วก็ สุดท้าย เห็นธรรม จากการตายด้วย  

เพราะฉะนั้น พระธรรมอยู่ที่ไหน.. อยู่เต็มไปหมด 

แล้ว เมื่อพระองค์ทรงเห็นพระธรรมแล้ว ก็ทรงมีบทสรุปให้ด้วยนะ ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ  

ธรรมที่เราเห็นๆ ทั้งหลายทั้งปวง นี่เเหละ ไม่ว่าเป็นธรรมทั้งภายในและธรรมทั้งภายนอก เป็นอะไร...ไม่มีตัวตน... อนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน  สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

อารมณ์ เป็นธรรมมั้ย (เป็น) อารมณ์สุข เป็นธรรมมั้ย (เป็น) อารมณ์ทุกข์ล่ะ(เป็น) กุศลล่ะ(เป็น)  อกุศลล่ะ(เป็น)  แล้วเฉยๆ ล่ะ (เป็น) เป็นหมดน่ะ ลูก 

ปฐมฌาน เป็นธรรมมั้ย (เป็น) ทุติฯ ล่ะ (เป็น) .ตติฯ (เป็น) จตุตฌานฯ (เป็น) สมาบัติ ๘ เป็นมั้ย (เป็น) 

ทั้งหมดอยู่ในคำว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ    

เพราะฉะนั้น จิตรับล่ะ เป็นธรรมมั้ย (เป็น) จิตจำล่ะ (เป็น) จิตคิดล่ะ (เป็น) จิตรู้ล่ะ (เป็น)  

ทั้งหมด ลงตรงคำว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าคำว่า  สัพเพ ธรรมมา อนัตตาติ  เลย

 

ทำไมเราถึงไม่เห็นธรรมเหล่านี้ กลับมาดูต้นเหตุ

เพราะวันทั้งวัน เราหมักหมม สะสม เสพ แต่อะไร (ขยะ)  ขยะ ขยะอะไร ...ขยะอารมณ์ 

เราไม่พูดถึงกาย ...ไม่พูดถึง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ  ...เราไม่พูดถึงสังขาร - การปรุงแต่ง 

เราไม่พูดถึงวิญญาณทั้ง ๖  ธาตุทั้ง๕... เราไม่พูดถึง   

เราพูดถึงเพียงแค่ จิต  ...จิต มันยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะมันพิการ มันก็รับมา แบบคนตะกละ มันจะจำ แบบคนพิการ แล้วเวลามันคิด ก็คิดแบบคนสมองฝ่อ คนปัญญาอ่อน คือ คิดไม่ครบรอบ... คิดไม่ตลอดสาย...คิดไม่จบสิ้น... คิดลุ่มๆ ดอนๆ กลางๆ

ด้วยเหตุผลว่า จิตรู้ ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ทำหน้าที่ หรือ ทำหน้าที่ยังไม่ดี... “ตัวรู้” มันหายไป

“ตัวรู้” มันมาจากไหนได้บ้าง... ก็ย้อนกลับไป 

สุตมยปัญญา - ฟัง

จินตามยปัญา -  คิด  

ภาวนามยปัญญา - ทำ  ....ฟัง – คิด - ทำ

สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง  ย้อนกลับไปอีก ฟังด้วยดี ย่อมเกิดปัญญา

ทำไมต้องฟังล่ะ ทำไมพระพุทธเจ้าจึงต้องเอาคำว่า “ฟัง” เป็นหลัก แล้วก็ทรงยืนยันว่า ต้องฟังเท่านั้น   เพราะ "ฟัง"  คือ การเรียนรู้ศึกษา ใช่มั้ย

ตาดู หูฟัง จมูกดม ลิ้นรับรส กายสัมผัส ใจรู้อารมณ์ ถือว่า เป็นการเรียนรู้ ศึกษามั้ย (เป็น)  

เป็นธรรมะมั้ย (เป็น)  เป็นธรรมะทั้งฝ่ายกุศล และ อกุศล 

เพราะฉะนั้น คำว่า มโนวิญญาณธาตุ – รู้แจ้งได้วิญญานทั้ง ๖  มันไม่ได้หมายรวมเพียงแค่วิญญาณในฝ่ายกุศลเท่านั้น  แต่มันหมายรวมไปถึง วิญญาณในฝ่ายอกุศล ด้วย ...กุศลก็ดี อกุศลก็ดี หน้าที่ของเรา ไม่ได้กระโดดไปเล่นกับมัน แต่มีหน้าที่ที่จะยืนอยู่บนที่สูง แล้วดูมันเล่น เราต้องอยู่บนที่สูงและดูมันเล่น ทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล อยู่ในคำว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

 ถ้าเราไปเล่นกับมัน มันจะกลายเป็นอะไรขึ้นมาทันที ...เป็น “อัตตา” ขึ้นมาทันที.. ของกู กุศลของกู ใข่มั้ย อกุศลของกู ตามมาทันที 

 

เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นจะต้อง ฟัง ให้เกิดความเข้าใจ  จึงจำเป็นจะต้อง ศึกษา สงสัย  ขวนขวาย เรียนรู้

พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า 

ไม่ใช่ได้มาจากการนั่งหลับตาอย่างเดียว  

ไม่ใช่ได้มาจากการรักษาศีลอย่างเดียว  

ไม่ใช่ได้มาจากการทำสมาธิอย่างเดียว  

แต่มันต้องได้มาจากการ ขวนขวาย ศึกษา สงสัย  เรียนรู้ สั่งสม ความรู้ ทำให้สติปัญญามันแหลมคม ทำให้ “ตัวรู้” ช่ำชอง พูดง่ายๆ นั่นคือ เป้าประสงค์ในการฝึก “จิตรู้”... รับอย่างผู้รู้  จำอย่างผู้รู้  และ คิดอย่างผู้รู้ ไม่ใช่ รับแบบไม่รู้ 

เขาบอกว่า รับศีล ก็รับตามเขาไป ทั้งที่เราเอง ก็มีศีลอยู่ เพราะเรากำลังปฏิบัติธรรม 

เขาให้ศีล เราก็รับตามเขาไป เรียกว่า รับแบบไม่รู้ 

เขาบอกให้นั่งสมาธิ เราก็นั่งตามเขาไป ทั้งที่ “ความตั้งมั่นในจิตในขณะที่รู้ชัดตามความเป็นจริง”เป็นสมาธิมั้ย (เป็น) เป็นแล้ว สมาธิมันเกิดขึ้นแล้ว 

เขาให้ท่องจำ เพื่อให้เกิดปัญญา เราก็ท่องตามเขาไป ทั้งที่ปัญญา มันรู้แจ้งตามความเป็นจริง เห็นความจริงที่ปรากฏในขณะ หายใจ ยืน เดิน นั่ง นอน ...มีชีวิต ตั้งอยู่ เสื่อมสลาย และตายลง

ถ้าเข้าใจ รู้จักมัน เป็นปัญญามั้ย (เป็น) เป็นหมด 

เพราะงั้น พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า อยู่ที่ความเข้าใจแจ่มชัด 

การจะฝึกจิตรู้  ธรรมชาติรู้ และ ธาตุรู้ ของจิตให้แจ่มชัดให้รับอย่างผู้รู้  ให้จำอย่างผู้รู้  ให้คิดอย่างผู้รู้ 

ก็ต้องย้อนกลับมาในการศึกษา ...ทำความเข้าใจให้แจ่มชัด ในทุกเรื่อง ...ในทุกเรื่อง ในที่นี้ เว้นเรื่องชีวิตเราได้มั้ย (ไม่ได้) ไม่ได้  ...เว้นเรื่องลมหายใจเราได้มั้ย (ไม่ได้) เว้นเรื่องปัญหาที่เกิดในชีวิตเราได้มั้ย (ไม่ได้) รวมแล้ว ชีวิต คือ การเรียนรู้  

เรามีชีวิต เพื่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการ...ไม่ใช่มีชีวิตเพื่อเสพ

 

ทุกวันนี้ เราใช้ชีวิตแบบเสพ หรือ เรียนรู้ ศึกษา (เสพ) เสพ แล้ว สิ่งที่เสพ ที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รส ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่สัมผัส แต่คืออะไร  (อารมณ์) 

อารมณ์ เป็นการเสพที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันเสพแล้ว มันจะติดไป ไม่รู้กี่ภพ กี่ชาติ 

เสพรสเปรี้ยว เดี๋ยวกินน้ำ หายมั๊ย (หาย) หายแล้ว 

ตา เห็นรูปสวย พอรูปมันแก่ หายมั้ย (หาย) ความสวย หายแล้ว

หู ฟังเสียงเพราะ พอเลิกฟัง เพราะยังอยู่มั้ย (ไม่อยู่) ไม่อยู่แล้ว

จมูก ดมกลิ่นหอม พอห่างจากกลิ่นนั้น ยังได้กลิ่นหอมนั้นอยู่มั้ย(ไม่)ไม่ได้แล้ว

ลิ้น รับรสอร่อย มันอร่อยได้ตลอดทุกมื้อมั้ย (ไม่) ไม่

 แต่ใจเสพอารมณ์ 

จิตที่มีหน้าที่ รับแล้วจำเอาไว้ รับแล้วจำเอาไว้...วันหนึ่ง มันหายมั้ย (ไม่)  สองวัน หายมั้ย (ไม่)  อาทิตย์หนึ่ง หายมั้ย(ไม่) ปีหนึ่ง หายมั้ย (ไม่) ชาติหนึ่ง หายมั้ย (ไม่) 

มันไม่หาย ตราบใดที่เรายังไม่มีวิชชา  ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญา  ตราบใดที่ จิตรู้ เรายังไม่แข็งแรง  

มันจะยังไม่หายไปไหนเลย ..น่ากลัวมั้ย เสพติดอารมณ์นี่.. น่ากลัวมากๆ 

ที่พูดซะเยอะ ก็เพื่อชี้ให้ท่านทั้งหลายได้เห็นว่า ทำไมจึงสั่งว่า :

อย่าเสพติดอารมณ์ 

อย่ามีอารมณ์เป็นเครื่องอยู่ 

อย่าอยู่และจมปลักอยู่ในวังวนแห่งอารมณ์ 

อย่าทำอารมณ์ให้เป็นอะไร จะได้ไม่มีอาลัยในอารมณ์  

ทุกวันนี้ เราคิด เราวิเคราะห์ เราใคร่ครวญ เราพิจารณา เราแยกแยะ อารมณ์ - จิต - การปรุงแต่ง ออกได้บ้างแล้วหรือยัง….กองแห่งอารมณ์ – กองแห่งสังขาร - กองแห่งจิต พอจะแยกออกได้บ้างแล้วหรือยัง พอทำความเข้าใจได้บ้างหรือยัง (....) เอา พอสำเหนียกได้บ้างหรือยัง (ได้) 

พอสำเหนียกนะ ยังอยู่ในขั้น พอสำเหนียก ไม่ได้ขั้นทำความเข้าใจ ไม่ได้ขั้นแยกแยะ 

เอา พอสำเหนียก... สำเหนียกแล้วรู้สึกอะไร (....) เหมือนตักน้ำรดหัวตอมั้ย (...) หรือ เหมือนหมาเยี่ยวรดโคนต้นเสาไฟฟ้ามั้ย รู้สึกอะไรมั้ย (...) รู้สึกอะไรมั้ย (...) รู้สึกว่า สำเหนียก (...) เหรอ ไม่รู้สึกอะไร เหมือนเดิม สงสัยเยี่ยวน้อยไปหน่อยมั้ง อย่างนี้ ต้องเยี่ยวทุกวัน

หมาเยี่ยวรดต้นเสาไฟฟ้า ถ้ามันเยี่ยวรดในที่เดียวกันทุกวันๆๆ เสาล้มมั้ย (ไม่ล้ม) อืม กูคงหมดเยี่ยวก่อนที่จะให้มันล้ม กูคงหมดแรงเยี่ยวกว่าเสาพวกมึงล้ม เพราะมึงไม่ใช่เสาธรรมดา มึงมันเสาพระสุเมรุ หมดแรงเบ่งเยี่ยว กว่าจะทำให้เสาพระสุเมรุพวกมึงล้มได้นี่

รวมความว่า รับไม่รู้ ได้มั้ย (....) จำไม่รู้ ได้มั้ย (...) จิตจำไม่รู้ ได้มั้ย(...) จิตคิดแบบไม่รู้ได้มั้ย (...)

เอ้า งงๆ ..พูดมาตั้งเยอะแล้ว ก็สรุปว่า รวมความว่า :

จิตรับแบบไม่รู้ ได้มั้ย(ได้) มันรับได้ แล้วควรมั้ยล่ะ(ไม่ควร)

จิตจำแบบไม่รู้ ได้มั้ย (ได้) มันได้ แล้วควรมั้ยล่ะ (ไม่ควร) 

แล้ว จิตคิดแบบไม่รู้ ได้มั้ย(ได้) มีอยู่มั้ย (มี) 

รับ จำ คิด แบบไม่รู้ มีอยู่จริงมั้ย (มี) แล้วมันควรมั้ย (ไม่ควร) 

แล้วทำ ทำไมล่ะ.. อ๋อ ก็ไม่รู้ไง ...ฉลาด เอ้อ ฉลาดขึ้น.. ก็ ไม่รู้ไง

แล้วเมื่อไหร่จะ รู้ ล่ะ หนู 

เราจะรักษาศีล จำเป็นต้องท่องศีลมั้ย (ไม่)  

เราจะเจริญสมาธิ จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ หลับตามั้ย (ไม่) 

เราจะเจริญปัญญา จำเป็นจะต้องเรียนรู้ปัญญามั้ย (จำเป็น)  จำเป็น ..เจริญปัญญา เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ศึกษา ทำความเข้าใจ

ศีล   คือ การสำรวม กาย วาจา

สมาธิ  คือ ความตั้งมั่น ในการเรียนรู้ ศึกษา

ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดแก่ท่านผู้ขวนขวาย สงสัย ศึกษา แสวงหา พระธรรม

เป็นการฝึก จิตรับ จิตจำ จิตคิด อย่าง จิตผู้รู้ 

เพราะ การเรียนรู้ ศึกษา ขวนขวาย พระธรรม เท่านั้น จึงจะทำให้จิตนี้ รับอย่างรู้ รับแบบรู้ 

รู้จึงรับ  รู้แล้วจึงจำ  รู้แล้วจึงคิด

ถ้าศึกษาอย่างอื่น จะทำให้จิตนี้ รู้แล้วรับ รู้แล้วจำ รู้แล้วคิดได้มั้ย (ไม่ได้)ไม่ได้เลย 

ไม่ได้เลย ด้วยเหตุผลว่า เพราะ อย่างอื่น สิ่งอื่นไม่ใช่สัจธรรม ไม่ใช่ของจริงอันประเสริฐ

ศึกษาในศีล เป็นสัจธรรมมั้ย (เป็น) ศึกษาในสมาธิ เป็นสัจธรรมมั้ย (เป็น)

มันจะเป็นได้ยังไง ในเมื่อมันเป็น สัพเพ ธรรมมา อนัตตาติ  

สัจธรรม ก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ..  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  

 

เพราะงั้น ศีล มีเกิด ดับมั้ย (มี)  ศีล มีตั้งอยู่มั้ย (มี)   

สมาธิ มีเกิด ดับมั้ย (มี)  สมาธิ มีตั้งอยู่มั้ย (มี)  

แล้ว มันจะเป็นสัจจะ – ความจริง ได้อย่างไร คำว่า สัจจะ  ก็คือ ความจริงที่ไม่ตาย  ความจริงอันประเสริฐที่ไม่แปลเปลี่ยน มันคงรูป ไม่เปลี่ยนแปลง  

เมื่อวานนี้ ได้พูดถึง ผู้มีปัญญา ปิดนรก - ถล่มสวรรค์ - กำจัดพรหม 

ผู้มีปัญญาสูงสุด เขาไม่ได้มีชีวิต เพื่อจะตกนรก ไม่ได้มีชีวิตเพื่อจะขึ้นสวรรค์  ไม่ได้มีชีวิตไปเกิดแดนพรหมโลก เพราะนรก เป็นภพมั้ย (เป็น) สวรรค์ เป็นภพมั้ย (เป็น) พรหมโลก เป็นภพมั้ย (เป็น) 

เมื่อเป็นภพ ผู้มีปัญญาไม่สร้างภพ จึงถือว่า ผู้มีปัญญา กำจัดภพ ทั้งสุคติภพ และ ทุคติภพ

นี่คือ ที่มาของคำว่า นิพพาน -  ดับแล้วเย็น  นิพพาน จึงไม่มีภพ ไม่มีภูมิ 

แต่นิพพานได้ต่อเมื่อ ต้องมีปัญญา รู้ชัดตามความเป็นจริง 

พูดมาซะเยอะ ก็เพื่อยืนยัน ให้เห็นว่า :

จิตรู้  เป็นความจำเป็นสำหรับ ธรรม มาก

จิตรู้  จำเป็นสำหรับ การรับ

จิตรู้  จำเป็นสำหรับ ความจำ

จิตรู้  จำเป็นสำหรับ การคิด

ถ้า รับ จำ คิด โดยไม่รู้... ถูกหรือ ผิด (ผิด) โง่หรือฉลาด (โง่)  

หลายคนอาจคิดว่า คิดแล้ว มันทำไมเรียกว่า โง่ ได้อย่างไร 

สงสัยมั้ย ก็เมื่อมันคิด แล้วทำไมมันจะเรียกว่า โง่ ล่ะ ..ก็มัน “คิด” โดยไม่รู้ไง

ไปดู มูลแห่งอกุศลจิต ...โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิตอีก ๒ 

คนมีโลภมูลจิต ๘ ลองเช็คดูในจิตแต่ละดวงใน ๘ อย่างซิว่า มีจิตคิดมั้ย มีจิตมีปัญญามีมั้ย ลองเช็คซิ  ศึกษา ขวนขวาย สงสัย แสวงหา  

ตอบสั้นๆ ง่ายๆ ให้เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะ ความคิด ไม่ได้หมายถึง เป็นการสร้างให้เกิดปัญญาได้เสมอ ถ้าคิดใน มูลแห่งจิตที่เป็นโลภะ มันจะพาไปทำอะไร...พาไปปล้นเขา  พาไปโลภ อย่างนี้ รู้ มั้ย (รู้) รู้ได้ยังไง...มันไม่รู้ 

เห็นมั้ยน่ะ แสดงว่า มึงฉลาดที่จะปล้นเขา  ฉลาดที่จะโลภ ใช่มั้ย(ใช่)  

ถ้า คิด ด้วย มูลแห่งโทสะ  ก็จะพาไปทำร้ายเขา  ฉลาดที่จะทำร้ายเขา รู้มั้ย (รู้)

รู้แล้ว จะไปทำร้ายเขาทำไม... รู้ว่า ทำมันก็ตาย... ไม่ทำ มันก็ต้องตาย  

รู้ว่า ปล้นมา สุดท้าย เราก็ต้องตายจากของที่เราปล้น 

รู้ว่า ของที่ปล้นมา มันไม่มีค่าตลอดกาล ตลอดสมัย 

อย่างนี้ เรียกว่า รู้ได้มั้ย (ได้) ...ก็มันไปปล้นมาแล้ว จะรู้ได้ยังไง  

คิดที่จะปล้น คิดที่จะฆ่า คิดที่จะโลภ คิดที่จะโกรธ และคิดวางแผน ที่จะหลง 

อือหือ สาวผู้นี้สวยเหลือเกิน เดี๋ยวกูจะต้องไปหาวิธีไปจีบมัน  คิดมั้ย (คิด) รู้มั้ย (รู้) 

ถ้ามันรู้ว่า คนสวยที่สุด มันมีขี้มั้ยล่ะ (มี)  หรือใครไม่มี 

สวยที่สุดก็มีขี้ ไม่สวยที่สุดก็มีขี้  ขี้เหม็นหรือหอม (เหม็น)

เดี๋ยว มึงกลับไป มึงก็ไปนั่งกระจก แต่งก้อนขี้ ทาคิ้ว เขียนปาก มีความสุขกับการถนอมขี้ 

รักษาขี้เอาไว้ให้ดูสดใส

เพราะงั้น หน้าที่ของเรา สร้างตัวรู้ แล้ว ธรรมะ ก็จะหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามา  

ต่อด้วยปฏิบัติ ฝึก จิตรับ

 

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมอบรมวิถีจิต เช้า วันเสาร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที ๑๕ กุทภ่พันธ์ ๒๕๖๙ จาก

https://www.youtube.com/watc?v=HEy_cljNGa0

หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมอบรมวิถีจิต บ่ายวันอาทิตย์ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที ๑๕ กุทภ่พันธ์ ๒๕๖๙ จาก

https://www.youtube.com/watch?v=XTjOHiFaCys

200 | 18 กุมภาพันธ์ 2026, 17:31
บทความอื่นๆ