เรื่องที่ ๑๘ การวางจิตไว้เป็นกลางในที่เหมาะสม คือ จิตที่รู้อย่างมีปัญญา
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง การวางจิตไว้เป็นกลางในที่เหมาะสม คือ จิตที่รู้อย่างมีปัญญา
แสดงธรรมวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๑๐ น. โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
จิตที่ไม่รู้ ทำให้เกิดการปรุงแต่งที่เรียกสังขาร เมื่อ สังขาร การปรุงแต่งเกิดขึ้น ก็จะเกิด วิญญาณ การรับรู้เมื่อ วิญญาณ การรับรู้ เกิดขึ้น ก็จะเกิด นาม-รูปตามมาด้วย สฬายตนะ คือ แดนต่ออารมณ์ ที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กายแล้วก็จะตามมาด้วย ผัสสะ ตามมาด้วย เวทนา แล้วก็ ตามมาด้วย ตัณหา ความทะยานอยาก อุปาทาน ความยึดถือ ทำให้เกิดภพ เกิดชาติ เกิด ชรา มรณะ พยาธิ วางจิตหนักไป ก็จะกลายเป็นการเพ่งอารมณ์ เราวางจิตเบาเกินไป ก็จะกลายเป็น เกียจคร้าน สันหลังยาว แล้ว วางจิตแบบพอดีๆ แต่มี ตัวรู้พร้อมเฉพาะ รู้ รักษาจิต ไม่ให้จิตกระเพื่อมตามอารมณ์ที่ครอบงำ ปฏิจจสมุปบาท... วิถีจิต ๑๐ อย่าง... อาการจิต ๔ อย่าง... มหาสติปัฏฐาน ๔ ...อริยสัจ ๔ ...มรรคมีองค์ ๘ คือ เรื่องเดียวกัน ไม่ใช่คนละเรื่อง
เนื้อหา
(กราบ)
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชน คนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน
วันนี้ มี เก้าอี้ lecture เก้าอี้เรียน มาให้นั่ง ใช้แล้วก็เก็บรักษาให้ดีแล้วกัน ต้องขออนุโมทนากับคุณวิชัย (สิงหะ) เจ้าของโรงงาน เขาทำมาถวาย เห็นว่า ทำมาประมาณ 300 ตัวมั้ง เราปฏิบัติธรรม เป็น
จิตภาวนา ก็แบ่งบุญให้เขาด้วยล่ะกัน
วันนี้ จะใช้เสียงให้น้อยลง แต่ว่าจะปฏิบัติให้เยอะหน่อย ใช้เสียงเยอะไป แล้วเดี๋ยวมันกลับมาอักเสบอีก ก็เลยเอาเสียงให้น้อยลงแล้วกัน
คราวที่แล้ว เราสอนกันถึงเรื่อง จิตคิด จิตรู้
ให้สังเกต ตัวรู้ของจิต ตัวคิดของจิต ว่า จิตนี้ รู้อยู่ หรือ คิดอยู่
ก็เป็นที่รู้กันว่าโดยหลัก ปฏิจจสมุปปันนธรรม :
เมื่อใดที่เรามี ความโง่ ความไม่รู้ ก็จะทำให้เกิด สังขาร การปรุงแต่ง
เมื่อ สังขาร การปรุงแต่งเกิดขึ้น ก็จะเกิด วิญญาณ การรับรู้
เมื่อ วิญญาณ การรับรู้ เกิดขึ้น ก็จะเกิด นาม-รูป
ตามมาด้วย สฬายตนะ คือ แดนต่ออารมณ์ ที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย
แล้วก็จะตามมาด้วย ผัสสะ ตามมาด้วย เวทนา แล้วก็ ตามมาด้วย ตัณหา ความทะยานอยาก อุปาทาน ความยึดถือ ทำให้เกิดภพ เกิดชาติ เกิด ชรา มรณะ พยาธิ
จิตที่ไม่รู้ จิตที่ปรุงแต่ง ก็ต้องย้อนกลับไปเบื้องต้น....จิตที่มีอวิชชา หรือ จิตที่ไม่รู้ เรียกว่า อวิชชาปรากฏขึ้น ก็จะเกิดการปรุงแต่ง เกิดวิญญาณ การรับรู้ แล้วก็สร้าง กาย ใจ นาม รูป ...สร้างสฬายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น ...สร้างมโนวิญญาณ จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ ก็จะสร้างต่อไปเรื่อยๆ
กระบวนการเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิตนี่ สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ ทำความเข้าใจ สงสัย ขวนขวาย แล้วก็ แสวงหา...แสวงหาคำตอบ
เราต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นว่า จิตที่ดำรงอยู่ด้วยความโง่ ไม่มีปัญญา เราก็จะวางจิตไว้ไม่ถูก
บางทีบางครั้ง เราก็ตั้งจิตเอาไว้รุนแรงเกินไป อาจจะไปจดจ่อ มากไป บางทีบางครั้ง ก็วางจิตเอาไว้ในที่ที่เบาบางเกินไป ที่เรียกว่า ขี้เกียจ ความเกียจคร้าน สันหลังยาว ก็ต้องคำนึงถึงคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ใช้หลัก มัชฌิมาปฏิปทา วางจิตไว้ให้เป็นกลาง
ในขณะที่เราวางจิตหนักไป ก็จะกลายเป็นการเพ่งอารมณ์ เราวางจิตเบาเกินไป ก็จะกลายเป็น เกียจคร้าน สันหลังยาว แล้ว วางจิตแบบพอดีๆ แต่มี ตัวรู้พร้อมเฉพาะ
เมื่อเกิด ตัวรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ไม่ว่าจะยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี เดินอยู่ นอนอยู่ หรือว่า ทำกิจกรรมการงานใดๆ อยู่ จิตที่ รู้พร้อมเฉพาะ จะทำให้เกิดสัมมาสติ
เราไม่จำเป็นต้องมานั่งเพ่งอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องมานั่งคอยเฝ้าระวัง เพราะว่า วางจิตไว้อย่างเหมาะสม พอดีๆ ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา จิตเป็นกลางๆ ไม่เครียดเกินไป ไม่ตึงเกินไป แล้วก็ไม่หย่อนยานจนกลายเป็นความสันหลังยาว
บ่อยครั้ง ที่เรา วางจิต ไว้ไม่พอดี ตึงเกินไป ก็จะกลายเป็นความเครียด
พอเบาบางเกินไป ก็กลายเป็นความไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง
เทคนิคการวางจิต สำคัญมาก สำหรับ คนฝึกจิต
คนเรียนรู้ ศึกษา เรื่องจิต เขาไม่สะดุ้งหวาดกลัว หรือ ไม่มาวิตกกังวล กับคำว่า นรก หรือว่า สวรรค์ เพราะว่า วิถีจิต เป็นปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่สูงกว่านรกกับสวรรค์ไปแล้ว มันเป็นตัวการสร้างนรก สวรรค์
เรากำลังเรียน กระบวนการ สร้างนรก สวรรค์ ไม่ใช่ผู้ที่ต้องมาอยู่ใน นรก สวรรค์ หรือว่า หวาดกลัวต่อนรก หรือว่า แสวงหาสวรรค์
ถ้าจะพูดถึง นรก สวรรค์ กับคนศึกษาวิถีจิต เขาจะไม่ค่อยสนใจ ไม่ใส่ใจ เพราะเขารู้ว่า สวรรค์ใครเป็นคนสร้าง... ใครสร้าง (ตัวเรา) แล้ว นรก ใครสร้าง (ตัวเรา) อืม งั้น สวรรค์กับนรก ก็จะกลายเป็นคนละเรื่องกับคนศึกษาวิถีจิต...บุญล่ะ ใครเป็นคนสร้าง (ตัวเรา) บาปล่ะ (ตัวเรา)
ขอเพียง วางจิตไว้เหมาะสม... แล้ว วางจิตอย่างไร ที่เรียกว่า วางจิตไว้อย่างเหมาะสม
ก็วางจิตอย่างมีปัญญา วางจิตอย่าง ผู้ รู้ ตื่น เบิกบาน แล้วก็ มีปัญญา ไว้ให้เหมาะสม
พอมี ปัญญา จะ เหมาะสมเอง คือ ไม่ตึงเกินไป ไม่สันหลังยาว ไม่เกียจคร้านเกินไป ไม่หย่อนเกินไป แต่พอดีๆ อย่างเหมาะสม...ยืนอยู่ก็รู้ นั่งอยู่ก็รู้ นอนอยู่ก็รู้ ใส่ผ้า นุ่งห่ม อาบน้ำชำระล้างร่างกาย
ล้างหน้า แปรงฟัน หวีผม เขียนหนังสือ ทำภารกิจใดๆ ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วย จิตรู้
รู้อย่างมีปัญญา ไม่ใช่รู้แบบเบาบาง.....รู้แบบเบาบาง ก็ทำให้ไม่มีปัญญา แล้วก็ไม่ใช่ รู้แบบขมึงทึงจนเครียด เรียกว่า จ้อง ไปเพ่งจนเครียด ก็ไม่ใช่
เรื่อง วางจิตพอดี สำคัญมากสำหรับคนศึกษาวิถีจิต
เราอาจจะ เรียนรู้ เรื่อง จิตรับ จิตจำ จิตคิด จิตรู้ มาแล้ว
เราอาจพอจะเริ่มทำความเข้าใจ คิดเป็นจิต... รู้อารมณ์ รู้กระบวนการในการทำงานขณะหนึ่งๆ ที่จิตแปรเปลี่ยนไปที่เรียกว่า อาการจิต ๑๐ อย่าง แต่ถ้าเราวางจิตไว้ไม่พอดี เราก็จะกลายเป็นคนที่เหมือน กับ ตึงไป ก็เหมือนกับบุรุษ บุคคล ผู้แบกจิต มากไป
ถ้าหย่อนไป ก็จะกลายเป็นบุคคล หรือ บุรุษ สตรี ผู้โดนกระบวนการมายาของจิตครอบงำ
คิดเป็นจิต... น้อมไปเป็นมโน... เก็บไว้เป็นหทัย ...พอใจเป็นบัณฑระ....สืบต่อเป็นมนายตนะ... เป็นใหญ่ เรียกว่า มนินทรีย์... รู้อารมณ์เป็นวิญญาณ... รู้เป็นเรื่องๆ เป็นอย่างๆ วิญญาณขันธ์...รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง มโนวิญญาณธาตุ ...ทั้งหมดนี่ ถ้าไม่วางจิตไว้กลาง ไว้พอดี
ตึงไป ก็จะแบก...เบาไป จะกลายเป็นโดนครอบงำ
แล้ว “พอดี” คือ อะไร
พอดี คือ ต้อง รู้ มี ปัญญา...รู้อย่างมีปัญญา
จิตที่รู้อย่างมีปัญญา ฝึกกันได้กับชีวิตประจำวัน...ฝึกได้จากการยืน ฝึกได้จากเดิน ฝึกได้จากการนั่ง ฝึกได้จากการนอน ฝึกได้จากกิจกรรมทั้งภายในและภายนอก… ฝึกได้หมดแหละ
เพราะเมื่อใดที่เรา มีปัญญา ... อวิชชา ก็ไม่เกิด
เมื่อ อวิชชาไม่เกิด... สังขาร การปรุงแต่ง ก็ไม่เกิด
วิญญาณ การรับรู้ ที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ อวิชชา จากการปรุงแต่ง ก็จะไม่เกิดนาม รูป... กายใจ ก็จะหยุดยั้งไว้แค่นั้น จะไม่สืบต่อ...สฬายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย...ผัสสะที่เข้ามาจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ก็จะไม่เกิด... แล้วก็จะไม่เกิด เวทนา ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ความยึดถือ แล้วก็ ไม่สร้างภพ ไม่สร้างชาติ ชรา มรณะ พยาธิ ต่อไป
ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะพูดได้เต็มปากว่า ครั้งนี้ ชาตินี้ ปัจจุบันนี้ เป็นครั้งนี้ ปัจจุบันนี้ ชาตินี้สุดท้าย เราจะไม่สร้างต่อไปอีกแล้ว ก็ถือว่า เราหักยอดของโครงเรือนนี้เสียแล้ว เราไม่ได้สร้างตัวเรือน โครงเรือน
ใดๆ อีกแล้ว เพราะจิตเราวางไว้พอดี เหมาะสมด้วยปัญญา ด้วยความรู้ชัดตามความเป็นจริง ความโง่เขลาก็ไม่มี การปรุงแต่ง... วิญญาณ การรับรู้ แบบผิดๆ ก็จะไม่เกิด
ปัญหาอยู่ที่ว่า เราทำความเข้าใจ รู้จักแจ่มชัดตามความเป็นจริง ได้แค่ไหน ต้องฝึก ค่อยๆ ทำไป
อยู่ดีๆ จะให้เราไปรู้ เข้าใจหมดทุกเรื่อง แจ่มชัดทุกเรื่อง จนกลายเป็น หลักปัจจยาการ คือ ความสอดคล้อง เรียกว่า ธรรมมรรคสมังคี คงไม่ได้ด้วยเหตุผลว่า เราเป็นบุคคลที่แยก เราโดนสอนให้แยกเป็นอย่างๆ เป็นเรื่องๆ เป็นชนิดๆ มายาวนานหลายภพ หลายชาติ
เราโดนสอนให้แยก แล้วก็ไม่เข้าใจว่า จุดเกิดแห่งความแยก คือ ต้นกำเนิดของแต่ละชนิดที่เราแยกมาจากไหน เมื่อความไม่เข้าใจแจ่มชัด เราก็เลยยึดถือสิ่งที่แยกเป็นเรื่องๆ เป็นชนิด เป็นอย่างๆ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นเพศภาวะ เป็นปุริสภาวะ เป็นอิตถีภาวะ แล้วก็แยกโดยไม่เข้าใจจุดกำเนิด ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ เราไม่เข้าใจ
พอเราไม่เข้าใจ เราก็ยึดถือสิ่งที่แยก เป็นอิตถีภาวะ เป็นเพศภาวะ ปุคคลภาวะ วัตถุภาวะ แล้วเราก็ยึดเป็นตัวเป็นตน...เป็นรูปเป็นนาม... เป็นตุเป็นตะ ก็ยิ่งสร้างอวิชชา ความไม่รู้มากขึ้นๆๆ
พอสร้าง ความไม่รู้ มากขึ้นๆ ก็จะทำให้เรากลายเป็นคนโง่ได้มากขึ้น ก็มีการปรุงแต่งได้มากขึ้น เป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นสิ่งที่แยกออกมา แล้วเราก็มีอุปาทานเกิดขึ้น ตัณหา อุปาทาน ตามมา
พระพุทธเจ้าสอนให้เราศึกษาจากส่วนที่แยก และเข้าใจจุดกำเนิดของส่วนที่แยก
เมื่อ ศึกษาส่วนที่แยก เข้าใจจุดกำเนิดของส่วนที่แยก ก็จะได้เห็นชัดว่า สรรพสิ่งล้วนมาจากหนึ่งสิ่ง หนึ่งสิ่งนั้นแตกออกเป็นหลายสิ่ง แล้วหลายสิ่งนั้น สุดท้ายก็รวมอยู่ในหนึ่งสิ่ง คือ ความแตกสลาย แล้วก็เกิดสรรพสิ่งขึ้นมาอีก แล้วสรรพสิ่งนั้น ก็คือ อวิชชา ความไม่รู้ ความโง่ ทำให้เกิดหลายๆ สิ่ง เมื่อหลายๆ สิ่งเกิดขึ้น เราก็ไปตามล้าง ตามเช็ด ตามไล่บี้ ตามรับ ตามปฏิเสธ เรื่องเหล่านี้เป็น ความเข้าใจ รู้จัก ของผู้ที่ศึกษาวิถีจิต
เพราะงั้น จะเห็นว่า มันมีสรรค์มั้ย มีมั้ย ... มีนรกมั้ย ... เอ่อ มันไม่มีอะไร
มีแต่ จิต กับ อารมณ์แห่งจิต ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก มีแต่จิตกับอารมณ์แห่งจิต
แล้วเมื่อรักษาจิตได้อย่างเหมาะสม... สวรรค์ ก็เกิดเองตามเหตุตามปัจจัย
รักษาจิตได้ไม่เหมาะสม ...นรก ก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย
ดี ชั่ว ถูก ผิด ก็ตามมา สิ่งสำคัญ คือ การวางจิตไว้ในที่เหมาะสม
จิตที่เหมาะสม ย้ำอีกครั้งว่า คือ จิตที่ต้องรู้ จิตที่ต้องมีปัญญา...รู้อย่างมีปัญญา
รู้แบบไม่มีปัญญา มีมั้ย มีมั้ย (มี) ทุกวันนี้รู้มั้ย ขณะนี้รู้มั้ย (รู้) แล้ว มีปัญญามั้ย มีปัญญามั้ย (มี)
มี กูก็ไม่ต้องสอนแล้วสิ
ขณะนี้ มึงรู้ แต่ว่า ไม่มีปัญญา หรือ ถ้ามีปัญญา กูจะมาเสียเวลามาสอน ทรมานสังขาร ทำไม
ในขณะนี้ เราไม่มีปัญญา ถ้าเรามีปัญญา เราก็จะเข้าใจธรรมชาติแห่งความเป็นจริง เราก็จะไม่ไปปรุงแต่ง เรียกว่า มีปัญญาแล้วไม่ปรุงแต่ง ก็ไม่ทำให้เกิด..สุดท้าย ก็คือ ภพ ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส
ในขณะนี้ เราต้องยอมรับ ต้องบอกตัวเองอยู่เนืองๆ ว่า เราไม่ใช่คนมีปัญญา เราเป็นคนโง่ คนไม่มีปัญญา...คนมีปัญญา เขาไม่ปรุงแต่ง ไม่มีสิ่งที่จะตามมาอีกมากมายเยอะแยะจากวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ หรือ อายตนะ ผัสสะ เวทนา มีอีกเยอะแยะมากมาย
เมื่อเราไม่มีปัญญา สิ่งที่จะต้องขวนขวาย แสวงหา ไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่นรก ไม่ใช่สวรรค์ ไม่ใช่พรหม ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่ข้าทาสบริวารหญิงชาย แต่คือ ความรู้ ปัญญา
ความรู้ ก็คือ จิตรู้ กับ ปัญญา ...จิตรู้ ที่สัมปยุตไปด้วย ปัญญา
ถ้า รู้ แล้วไม่สัมปยุตไปด้วยปัญญา สุดท้าย เราก็จะต้องไปปรุงแต่งอีก
ปัญญา ในที่นี้ ไม่ใช่ปัญญาในส่วนโลกียะ...รู้บุญ รู้บาป... รู้ดี รู้ชั่ว นี่เป็นโลกียะ หรือ โลกุตตระ ... ยังเป็นโลกียะอยู่ ...รู้นรก รู้สวรรค์... รู้บุญ รู้บาป... รู้ถูก รู้ผิด... รู้ดี รู้ชั่ว.. รู้รักษาศีล ระมัดระวังพฤติกรรมในการรักษาศีล ไม่ให้พร่อง ไม่ให้ตก ก็ยังจัดว่า เป็น โลกียะปัญญา
แต่ถ้า รู้ รักษาจิต ไม่ให้จิตกระเพื่อมตามอารมณ์ที่ครอบงำ ...ไม่ให้จิตนี้ปรุงแต่งในทางที่โง่ หรือว่า ทางที่ผิด...ไม่ให้จิตนี้ไปสร้างวิญญาณ การรับรู้ ผิดๆ...ไม่ให้จิตนี้ไปสร้าง รูป นามผิดๆ...ไม่ให้จิตนี้ไปสร้างวิญญาณ การับรู้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบผิดๆ...ไม่ให้จิตนี้ไปสร้าง ผัสสะแบบผิดๆ....ไม่ให้จิตนี้ไปสร้างเวทนา สุข ทุกข์แบบผิดๆ...ไม่ให้จิตนี้ไปสร้าง ความอยากแบบผิดๆ...ไม่ให้จิตนี้ไป
สร้าง ความยึดถือแบบผิดๆ...ไม่ให้จิตนี้ไปสร้างภพผิดๆ... ไม่ให้จิตนี้ไปสร้างชาติผิด แล้วก็ ไม่ให้จิตนี้ไปสร้างทุกข์ และรองรับทุกข์แบบผิดๆ ...แม้สุข ก็ไม่ควร
รวมแล้ว พระพุทธเจ้า จึงยกย่องว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง ผู้รักษาจิตดีแล้ว ย่อมยังความสุขมาให้
จิตที่รักษาดีแล้ว รักษาอย่างไร
ก็ย้อนกลับไป ย้ำเรื่องเดิมว่า วางจิตไว้ให้เป็นกลาง ไม่ตึงเกินไป ไม่ใช่เพ่งอารมณ์
ตึงเกินไปจนกลายเป็นความเครียด เพราะช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสอนวิถีจิตแล้ว หลายคนก็ไปเพ่งอารมณ์จนทำให้เกิดความเครียด นอนไม่หลับ...โง่ ตื่น แล้วก็ไปตีโพยตีพายว่า นี่คือผลิตผลที่ถูกต้องของการรักษาวิถีจิต ว่า เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ ไอ้อย่างนั้น โง่ ไม่ถูกต้อง
หรือไม่ก็ หย่อน จนกระทั่งกลายเป็น สันหลังยาว...เช้าอยู่ เอาอีกสักตื่นแล้วกัน...ร้อนเหลือเกิน ขอพักหน่อย.... หิว เดี๋ยวกินอิ่มก่อน...เพลีย ขอนอนนิด อย่างนี้ ถือว่า สันหลังยาว หย่อน ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทั้งชาตินี้ ชาติหน้า
การวางจิตไว้เป็นกลางที่เหมาะสม คือ จิตที่รู้อย่างมีปัญญา
รู้อย่างมีปัญญา เหมือนกับแสงเอ็กซเรย์ ไม่ได้เห็นแค่ผิวหนัง ไม่ได้เห็นแค่เปลือก ไม่ได้เห็นแค่กะพี้ มันเห็นไปถึงไส้ ถึงพุง
ถ้าเราบอกว่า เราเป็นผู้รู้อย่างมีปัญญา รู้แบบชนิดข้ามภพ ข้ามชาติ คำว่า ข้ามภพ ข้ามชาติ หมายถึง ข้าม สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งของ มันทะลุปรุโปร่งไปยัน ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม ผู้หญิงสวยก็ตาม ผู้ชายหล่อก็ตาม สุดท้ายก็แค่ กองดิน กองน้ำ กองลม กองไฟ ที่ประชุมพร้อมกันด้วยอำนาจของกรรม วิบากกรรมนำพามาให้เป็นอย่างนี้
อย่างนี้ เขาเรียก รู้แบบทะลุทะลวง ข้ามภพ ข้ามชาติ ...รู้จนถึงไส้ถึงพุง ...รู้ถึงแก่น
อย่างนี้ต่างหากเล่า ที่เรียกว่า โลกุตตระปัญญา...ปัญญา รู้แจ่มชัดตามความเป็นจริง
แต่ถ้าเรารู้เพียงแค่ว่า นี่คือผู้หญิง นี่คือผู้ชาย นี่คือคนแก่ นี่คือคนหนุ่ม นี่คือเด็ก นี่คือผู้ใหญ่ อย่างนี้ ยังไม่ใช่... นี่เป็น สมมติบัญญัติ ที่เกิดจากบุคคลบัญญัติขึ้น เรียกว่า ปุคคลบัญญัติ ยังเป็นส่วนโลกียะปัญญาอยู่
เมื่อรู้แค่โลกียะปัญญา ก็ไม่เรียกตัวเองว่า เป็น ผู้รู้ ได้เลย เพราะไม่สามารถจะพ้นจากการครอบงำของอวิชชา
พอมีความไม่รู้ ที่เรียกว่า อวิชชา ก็ต้องกลับมาปรุงแต่งอีก ทีนี้ ก็จะย้อนกลับมา มีภพ มีชาติ ต่อไปอีก จิตนี้ก็จะต้องรับภาระต่อไป
เช่นนั้น ผู้ศึกษาวิถีจิต สิ่งสำคัญที่สุด อย่าเผาเวลาให้หมดไปกับการรอ สัปดาห์หนึ่ง เสาร์-อาทิตย์ มาเรียน ศึกษา... แต่ต้อง ทุกเวลา ที่ลมหายใจเข้าและออก...ยืนอยู่ นั่งอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ ทำงานอยู่ กินข้าว กินน้ำ ทำกิจกรรมทั้งปวง...รู้อย่างมีปัญญา ...วางจิตไว้เหมาะสม
อย่าเคร่ง จนกลายเป็นความเครียด ...อย่าหย่อน จนกลายเป็นความสันหลังยาว เรียกว่า ประคับประคอง ใช้คำว่า ประคับประคอง ให้มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
สติ คือ ตัวกลางรักษา ศรัทธา ความชอบใจในการเรียนรู้ ศึกษา วิถีจิต
ความเพียร อย่างต่อเนื่อง... อย่าหยุด แล้วก็ ไม่ขมึงทึงจนตึงเครียด โดยมี สติ เป็นตัวแจกแจง แยกแยะว่า อะไรควรไม่ควร แล้วก็ ประกอบไปด้วยปัญญา แล้วก็ต้องทำให้มันตั้งมั่น
ทำตั้งมั่น ...คำว่า ตั้งมั่น ในที่นี้ สมมุติว่า สมาธิมันกำลังสัก ๑๐ การเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิต เขาใช้แค่ ๕
แต่ถ้าหากว่า เราเรียนรู้ ศึกษาเรื่อง สมถะ การเพ่งอารมณ์ ต้องใช้ ๑๐
กำลังของสมาธิ ใช้แค่ ๕ ที่จะใช้กับการเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิต
แล้ว กำลังศรัทธา ใช้แค่ไหน...กำลังศรัทธา ต้องใช้อยู่ตลอดเวลา มี ๑๐๐ ต้องใช้ ๑๐๐
เพราะ ศรัทธา เป็นตัวหนุน ทำให้เราโน้มเหนี่ยวจิตใจเรา อารมณ์เรา ความดำรงอยู่ในการศึกษาวิถีจิตของเราให้ต่อเนื่อง
จะมี ศรัทธาแล้ว.... ความเพียรระดับใด
ความเพียร ร้อยหนึ่ง ก็ใช้แค่ ๕๐ ...ถ้าเพียรมากไป ก็จะกลายเป็นคนบ้า
สติ มีร้อย ใช้เท่าไหร่...ใช้เต็ม ๑๐๐
ปัญญามีร้อย ใช้เท่าไหร่...ยิ่งสว่างมาก ก็ยิ่งแจกแจงกระบวนการปรุงแต่งของจิตมาก
รวมๆ สรุปแล้ว พละ คือ กำลัง ๕ อย่าง เป็นเครื่องหนุนการศึกษา เรียนรู้ วิถีจิตให้เหมาะสม
ที่ต้องพูดเยอะขนาดนี้ ก็เพื่อให้ท่านเข้าใจตัวการสำคัญในการวางจิต
ถ้าเมื่อใดที่ท่านวางจิตไว้ไม่เหมาะสม
สมาธิมากไป ก็กลายเป็นการเพ่งอารมณ์
ความเพียรน้อยไป ก็กลายเป็นสันหลังยาว
ศรัทธาน้อยไป ก็ไม่เหนี่ยวนำอารมณ์ ไม่เชื่อมั่น... ไม่รัก เรียกว่า ไม่ศรัทธา
ไม่รัก ไม่ศรัทธาในการศึกษาวิถีจิต
สติน้อยไป ก็แจกแจงไม่ถูก คุมไม่เป็น
ปัญญาน้อยไป ก็ขมุขมัว เห็นอะไรไม่แจ่มชัดตามความเป็นจริง
เมื่อความจริงไม่แจ่มชัด ก็ยากที่จะแบ่งแยกว่า อะไรคือดิน ...อะไรคือน้ำ... อะไรคือลม
และอะไรคือไฟ.... จตุธาตุววัฏฐานทั้ง ๔ ที่อยู่ในกายเรา ก็จะรวมกลุ่มกันกลายเป็น นายก. ขึ้นมาทันที
...นางข. ขึ้นมาทันที
เมื่อรวมกลุ่มกันแล้ว ทีนี้ ลำบากล่ะ เราก็จะมี โมหะ ความโง่ ความหลง...อุปาทาน ความยึดถือ
พูดเยอะขนาดนี้ ก็เพื่อหวังว่า ท่านจะทำความเข้าใจ อารมณ์ในการวางจิตให้เหมาะสม
(ต่อ ด้วย การปฏิบัติ ฝึก จิตคิด)
---------------------------------
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ อบรมวิถีจิต เช้า วันเสาร์ ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕,
สืบค้นวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๖๙ จากhttps://www.youtube.com/watch?app=desktop&v=GyEbZhE-4tc
หลวงปู่พุทธะอิสระ อบรมวิถีจิต บ่าย วันเสาร์ ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๖๙ จาก
https://www.youtube.com/watch?v=Lc3PJXKKP4M