เรื่องที่ ๑๙ ธรรมชาติแห่งธาตุรู้เดิม คือ ธาตุแห่งการตรัสรู้
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง ธรรมชาติแห่งธาตุรู้เดิม คือ ธาตุแห่งการตรัสรู้
แสดงธรรมวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๕.๒๐ น. โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
การเรียนรู้วิถีจิตจำเป็นต้องรู้ว่า อะไรทำให้จิตตั้งมั่นไดนานหรือน้อย วิญญาณทั้ง ๖ มีอะไร ...จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และ มโนวิญญาณ
ธาตุทั้ง ๕ มีอะไร.... ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และ อากาศธาตุ ปัญญา ที่ เห็นสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
เห็นสรรพสิ่งในโลก เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้าย แตกสลายในที่สุด
เห็นหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิต ถือว่า เป็นสุดยอดแห่งการเรียนรู้ เพราะทุกเรื่องทุกราว ต้องพัฒนา ธรรมชาติแห่งธาตุรู้ ที่เรียกว่า ปัญญาในจิตตน เสมอๆ เสมอ โดยไม่อาศัยสัญญา
ผู้ที่เข้าถึงปัญญา ธรรมชาติแห่งธาตุรู้ นี้ จะเป็นผู้ที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ตน คือ ที่พึ่งแห่งตน อย่างแท้จริง
เนื้อหา
(ต่อจากปุจฉา วิสัชนา)
อารมณ์ เมื่อใดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะ ดีก็ตาม เลวก็ตาม..เป็นกุศลก็ตาม เป็นอกุศลก็ตาม ก็คือ เครื่องหล่อเลี้ยงจิตให้ตั้งอยู่
เราเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิต เพราะเราอยากจะรู้ว่า อะไรเป็นเหตุให้จิตตั้งอยู่ได้ และอะไรเป็นเหตุให้จิตนี้ตั้งอยู่ไม่ได้ คือ จิตดับ เพราะเมื่อใดที่ จิต ตั้งอยู่ เมื่อนั้น ภพ ก็จะต้องเกิดตามมา...มีภพก็ต้องมีชาติ...มีชาติก็มีชรา มีมรณะ มีพยาธิ มีทุกขโทมนัส ความทุกข์มากมายที่บีบคั้นอย่างเผ็ดร้อนก็จะตามมา
เราเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิต ไม่ใช่เพื่อให้จิตนี้ เป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แม้นคำว่า อารมณ์กุศล หรือ นิพพิทาญาณ ใดๆ
ให้เข้าใจเสียให้ชัด คำว่า มโนวิญญาณธาตุ หมายถึง รู้แจ้งในวิญญาณทั้ง ๖ และ ธาตุทั้ง ๕
วิญญาณทั้ง ๖ มีอะไร ...จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และ มโนวิญญาณ
ธาตุทั้ง ๕ มีอะไร.... ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และ อากาศธาตุ
ถ้าเรายังไม่รู้แจ้งสิ่งเหล่านี้ แล้วเราจะบอกว่า ถึงแล้วซึ่งนิพพิทาญาณ คือ ความเบื่อหน่าย
ความเบื่อหน่าย เป็นอารมณ์มั้ยล่ะ (เป็น)
แล้วเรารู้มั้ย เกิดทางไหน (ไม่รู้)
ยังไม่รู้เลย มันเกิดทางตา หรือ เกิดทางหู หรือเกิดทางลิ้น เกิดทางกาย หรือ เกิดทางใจ
แล้วจะบอกว่า เห็นตามความเป็นจริง ได้อย่างไร
เห็นอะไร...เห็นมายาหรือไง เห็นเครื่องหลอกลวง แหกตา
ยัง ...ยังอีกนาน
ถ้ามึงเก่งขนาดนั้น กูคงไม่ต้องมาแบกสังขาร ทรมานอยู่ขนาดนี้หรอก
เขา ยังไม่หดไปเล๊ย..ยัง ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก
ศรัทธาเป็นอารมณ์... วิริยะเป็นอารมณ์มั้ย (เป็น)
โจร เพียรปล้นเขาสำเร็จ เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น)
เป็นพระอยู่ที่ไหนก็ได้ ...เป็นพระไม่ใช่อยู่ที่วัดนะ แต่เป็นพระอยู่ที่ใจกับการปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง ก็เป็นพระได้ ถ้าคนเป็นพระ
คนที่ขวนขวายเพื่อกาม กับขวนขวายเพื่อจะละกาม มันดูกันง่ายมาก ไม่ใช่ดูยากหรอก ไม่ดูกันเองแหละ แล้วก็ไปไหว้กันส่งเดช
เพราะฉะนั้น ศรัทธาเป็นอารมณ์.... ความเพียรก็เป็นอารมณ์
โจร เพียรที่จะปล้นเขาสำเร็จ ก็เป็นอารมณ์....พระ เพียรที่จะปฏิบัติธรรม เป็นอารมณ์มั้ย
เห็นมั้ย ในฝ่ายกุศล ก็ยังเป็นอารมณ์อยู่
ความเพียรเป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศล ... ความเพียร เป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล
ศรัทธา เป็นฝ่ายกุศล หรือ อกุศล ... เออ เป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง ...ศรัทธา ความเพียร
สติ เป็นฝ่ายกุศล หรือป็นอกุศล ... เป็นอารมณ์มั้ย ...อืม สติก็เป็นอารมณ์ แล้วก็เป็นได้ทั้งกุศล แล้วก็เป็นทั้งฝ่ายอกุศลได้ด้วย
สมาธิล่ะ สมาธิ เป็นกุศล หรืออกุศล ...เป็นอารมณ์มั้ย ... อืม แล้วก็เป็นอารมณ์มากด้วย
พระพุทธเจ้าจัดอารมณ์สมาธิ ไว้ถึง ๘ ขั้นตอนที่เรียกว่า สมาบัติ ๘ ทีเดียว
แล้ว ปัญญาล่ะ ปัญญาเป็นอารมณ์มั้ย ... ปัญญาเป็นอารมณ์หรือเปล่า ... อ้าว อย่าตอบส่งเดช
ปัญญาแบ่งเป็น ๒ อย่าง มี โลกียปัญญา กับ โลกุตตรปัญญา
ปัญญาที่หาอยู่ หากิน ผัวคนหนึ่งที่พยายามทำนา ๔๐ ไร่ เพื่อให้ได้ข้าว เอาไปขาย แล้วก็เอาเงินมาปรนเปรอเมียตัวเอง อย่างนี้ถือว่า มีปัญญามั้ย ... เออ มีปัญญา มีปัญญาหาอยู่หากิน เป็นอารมณ์มั้ย ...เป็นได้ทั้งอารมณ์ เป็นได้ทั้งธาตุรู้ ...แต่เป็นธาตุรู้ ที่เป็นการปรุงแต่ง ที่เรียกว่า สังขาร
เห็นมั้ย มันสัมปยุตหลายตัวมาก...เป็นอารมณ์..เป็นธาตุรู้ แล้วก็สัมปยุตไปด้วยสังขาร การปรุงแต่ง
ในมุมกลับกัน ปัญญา ที่ เห็นสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
เห็นสรรพสิ่งในโลก เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้าย แตกสลายในที่สุด
เห็นหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นทางดับทุกข์ เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงความทุกข์ดับ
และเห็นหลัก ปฏิจจสมุปบาท ...เห็นในโทษภัยแห่งวัฏฏะ
รวมทั้งเห็น จิต เจตสิก รูป แล้วก็ ความดับเย็น – นิพพาน
ปัญญาชนิดนี้ ท่านเรียกว่า ธรรมชาติแห่งธาตุรู้เดิม ซึ่งผ่านกระบวนการชำระล้าง ขัดเกลา แคะ แกะ สนิมขุมเก่า ออกจนไม่เหลือซาก จนถึงธรรมชาติแห่งธาตุรู้เดิม เรียกว่า ธาตุแห่งการตรัสรู้ ท่านไม่เรียกว่า อารมณ์
ถ้ายังไม่ถึงขั้นนี้ เพียงแค่ เบื่อ เฉยๆ...อารมณ์มั้ย ...เบื่อ เฉยๆ อย่างนี้เขาเรียกว่า เบื่อๆ อยากๆ ยังไม่ไปไหน
ที่ยกมาทั้งหมดนี่ อยู่ในหลักอินทรีย์ หรือ พละ ๕ อย่าง มีอะไรบ้าง ...ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เอ้อ ก็ยังเป็นอารมณ์
มีอยู่ ธรรมชาติเดียว คือ ธรรมชาติแห่งธาตุรู้ในปัญญา เท่านั้นที่ยังเป็นได้ทั้งอารมณ์ และเป็นได้ทั้งธรรมชาติแห่งธาตุรู้เดิม
ผู้ที่เข้าถึงปัญญา ธรรมชาติแห่งธาตุรู้ นี้ จะเป็นผู้ที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ตน คือ ที่พึ่งแห่งตน อย่างแท้จริง
ถ้าตราบใดที่ยังไม่ถึงธรรมชาติแห่งธาตุรู้เดิม เรายังต้องพึ่งคนอื่นอยู่มั้ย ...ยังพึ่งอยู่...ยังพึ่งคนนั้น - พึ่งคนนี้...พึ่งไม่จบสิ้น...พึ่งข้ามภพ ข้ามชาติ
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราถึงธรรมชาติของจิตที่เป็นธาตุรู้เดิม คือ ธาตุแห่งการตรัสรู้
มนุษย์และสัตว์ทุกตน มีธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อยู่หมด ส่วนจะตรัสรู้เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับ ทำให้ปัญญาเดิมที่เป็นธรรมชาติแห่งธาตุรู้นั้นปรากฏแจ่มชัดได้เมื่อไหร่ ภพชาติไหน เวลาใด
ถ้ายัง ก็เป็นอย่างนี้แหละ เขาเรียกว่า อะไร...เขาเรียกว่า หัวมงกุฎ ท้ายมังกร
ทำผิดๆ ถูกๆ หลอกตัวเอง แหกตาไปเรื่อย.. ใช้คำว่า เผื่อว่า - อาจจะ - ใช่มั้ง – เข้าใจเอา
เรียกว่า เป็น อตฺตโนมติ คือ เอาความรู้สึกของตนเป็นประมาณ
ความรู้สึก นี่เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น) อืม แล้วเป็นของจริงมั้ยล่ะ (ไม่จริง) แล้วจะเป็นประมาณได้มั้ย (ไม่ได้) มันเป็นประมาณไม่ได้
จำไว้ว่า เรา จะ รู้ ตัว ได้ เมื่อเราเข้าถึงธรรมชาติแห่งธาตุรู้ ได้เมื่อไหร่
ก็ต้องถามกลับไปว่า เราพึ่งตัวเองได้หรือยัง...เราพึ่งตัวเองได้ในทุกเรื่อง แล้วหรือยัง
ถ้ายัง อย่ามาบอกว่า เรา คือ ผู้เข้าถึงธรรมชาติแห่งธาตุรู้เดิม ...ทีนี้ เข้าใจหรือยัง
_________________
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมประจำเดือน สิงหาคม วันอาทิตย์ที่ ๐๖ สิงหาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที่ ๑๑
เมษายน ๒๕๖๐ จาก https://www.youtube.com/watch?v=JRNuGUlZVb0&t=1027s