เรื่องที่ ๒๐ ปุจฉา-วิสัชนาวิถีจิต
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง ปุจฉา-วิสัชนาวิถีจิต
แสดงธรรมวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๕.๒๐ น. โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
ปุจฉาวิสัชนาวิถีจิต ความแตกต่างระหว่างการรับรู้อารมณ์ การรู้สึกอารมณ์ คือ การรับรู้มีกระบวนการผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจ ส่วนการรู้สึก คืออารมณ์ที่มาจากธัมมารมณ์ เป็นอารมณ์ที่เกิดในจิต ไม่ผ่านตาหูจมูกลิ้นกาย มีทั้งที่เป็นอารมณ์ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ถ้าสำรวมจิตตั้งมั่นในรู้ อารมณ์ที่เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายก็จะไม่เกิดเพราะมีตัวรู้หรือสติ แต่อารมณ์ที่เป็นธัมมารมณ์เป็นสิ่ง
ที่ฝังอยู่ในจิตจึงระวังยาก ต้องมีปัญญาจึงระวังได้ จิตที่รู้อยู่ในการงานที่ทำ เป็นมัชฌิมาจิต เป็นจิตที่ควรแก่การงาน
เนื้อหา
ปุจฉา ๑ : ข้าพเจ้ายังแยกไม่ถูกว่า ระหว่าง ๑. การรับรู้อารมณ์ กับ ๒. ความรู้สึกในอารมณ์ แตกต่าง
กันอย่างไร
วิสัชนา : รับรู้ มีกระบวนการผ่าน ตา เรียกว่า อายตนะ .. ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ส่วน ความรู้สึกในอารมณ์ มีกระบวนการผ่านใจ...อารมณ์ที่ปรากฏกับจิต หรือ อารมณ์ที่ปรากฏกับใจ
อารมณ์ที่มาจากตา - อารมณ์ที่ปรากฏจากหู – อารมณ์ที่ปรากฏจากจมูก - อารมณ์ที่ปรากฏจากลิ้น -อารมณ์ที่ปรากฏจากกาย ที่ผ่านกระบวนการสัมผัส แล้วก็เกิดการปรุงแต่ง ด้วยเหตุผลแห่งความไม่รู้จริง แล้วก็เกิดวิญญาณ การรับรู้ นั่นคือ กระบวนการที่ ๑
กระบวนการที่ ๒. คือ อารมณ์ที่ปรากฏกับใจโดยตรง หรือ จิตโดยตรง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาจากตา - ไม่จำเป็นต้องมาจากหู – ไม่จำเป็นต้องมาจากจมูก - ไม่จำเป็นต้องมาจากลิ้น - ไม่จำเป็นต้องมาจากกาย แต่มาจากธัมมารมณ์ เป็นธัมมารมณ์ที่ปรากฏกับจิต หรือ ธัมมารมณ์ที่ปรากฏกับใจ
ธัมมารมณ์ ตัวนี้ มีทั้งอดีต เรียกว่า อตีตารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ และ อนาคตารมณ์ คือ มีอารมณ์ที่มีมาแล้วในอดีต ที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่า จิตนี้ มีหน้าที่อะไรบ้าง ...เออ รับ แล้วก็ จำมา เพราะงั้น อารมณ์ที่ปรากฏกับจิต จึงเป็นอารมณ์ในส่วนที่เป็นอดีต
การเรียนรู้ศึกษาวิถีจิต ในการศึกษาให้แน่วแน่ แจ่มชัด ต้องศึกษาไปจนถึงขั้น แยกอารมณ์ให้ได้ ว่า อารมณ์ที่เป็นธัมมารมณ์ ที่เกิดกับจิต เป็นอารมณ์ที่มาแต่อดีต หรือ เป็นอารมณ์ที่อยู่ในปัจจุบัน หรือ เป็นอารมณ์ที่ปรุงแต่งในอนาคต
เพราะฉะนั้น อารมณ์ที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ที่จริงแล้ว ตาเห็นรูป ถ้ามีคำว่า มี ตัวรู้ อยู่กับการเห็น... จะมีอารมณ์มั้ย
ตา เห็นรูป... มีคำว่า ตัวรู้ อยู่กับการเห็น... จะมีอารมณ์มั้ย (ไม่มี) เออ
หู ฟังเสียง... มีคำว่า ตัวรู้ อยู่กับเสียงที่ฟัง... จะเกิดอารมณ์มั้ย (ไม่มี) เออ
ก็เพราะไม่รู้ไง มีอวิชชา... เมื่อไม่รู้... ก็เกิดสังขาร การปรุงแต่ง....เกิดวิญญาณ การรับรู้อารมณ์ แล้วก็ไป สร้างนาม รูป...สร้างสฬายตนะ คือ แดนต่ออารมณ์...แล้วทีนี้ ก็เกิดผัสสะ... เกิดเวทนา ...กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นไวมาก ไวจนเราจับมันไม่อยู่ ...ไม่รู้ว่า มันเกิดในช่วงไหน ขณะใด
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราสำรวมไง ...สำรวมตาเห็นรูป สำรวมหูฟังเสียง สำรวมจมูกรับกลิ่น สำรวมลิ้นรับรส สำรวมกายรับสัมผัส เพราะว่า ความสำรวม เมื่อตั้งอยู่ อารมณ์ที่จะปรากฏ ก็จะไม่เกิด อารมณ์ใดๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น
เมื่อใดที่ไม่มีความสำรวมตั้งมั่นอยู่ เมื่อนั้นก็จะเกิดสารพัดอารมณ์ เพราะความไม่รู้
ความสำรวม นี่หมายถึง สติ ความระลึกได้...สัมปชัญญะ ความรู้ตัว
ความไม่สำรวม คือ ไม่มีสติ สัมปชัญญะ ก็คือ ไม่มีปัญญา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง
เมื่อไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ก็เป็นธรรมชาติที่มันจะต้องปรุงแต่งไปตามเหตุตามปัจจัย
อารมณ์ที่เกิดโดยเหตุปัจจัยข้างนอก เป็นอารมณ์ที่ระวังได้ง่าย เพราะมาให้เห็นๆ เราสัมผัสได้
แต่อารมณ์ที่เกิดโดยธัมมารมณ์ที่มีมาแต่อดีต มีมาแต่ปัจจุบัน แล้วก็มีต่อไปในอนาคต ซึ่งฝังอยู่ในสันดาน เป็นรากเหง้าของจิต ระวังยาก เพราะมันมาไม่เห็น ..เห็นต่อเมื่อเป็นอารมณ์เสียแล้ว
ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญา ก็จะโดนครอบงำอยู่ตลอดเวลา จบ (สาธุ)
ปุจฉา ๒ : ขอกราบเรียนถามว่า ในขณะที่เราปฏิบัติภารกิจประจำวันโดยอัตโนมัติ จิตขณะนั้น เป็นจิตรู้ อย่างเดียว ใช่หรือไม่
วิสัชนา : รู้อยู่ในกาย... รู้อยู่ในการงานที่ทำ... จิตตั้งอยู่ในกายพร้อมทำการงาน... จิตที่วางไว้ดีแล้วอย่างเหมาะสม... เป็นกลางๆ เป็นมัชฌิมาจิต ก็เป็นจิตที่ควรต่อการงานทั้งปวง จบ (สาธุ)
ปุจฉา ๓ : เราจะสังเกต รู้ ได้อย่างไรว่า ขณะนั้น จิตเราเกิดเวทนา และเราจะแก้ไขได้อย่างไร
วิสัชนา : ก็ไม่ยาก เดินไปสะกิดสีข้าง ให้พวกตีกะบาล สักเปรี้ยงหนึ่ง เดี๋ยวก็รู้ จบ (สาธุ)
พิธีกร คำถามหมดแล้วครับ หลวงปู่
_________________________________
แหล่งที่มา
พุทธะอิสระ ๖ ส.ค ๖๐ ธรรมะต้นเดือน บ่าย, สืบค้นวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๙ จาก
https://www.youtube.com/watch?v=Dn20Zt4HxVw