วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

บทที่ ๑ อานิสงส์และวิธีการเจริญมนต์คาถาเทพรัญจวน สุคติภพไม่ต้องมุ่งหวัง ทำดีแล้วมันไปเอง

บทสวดมนต์คาถาเทพรัญจวน วิธีการเจริญมนต์โดยใช้กายรวมใจ (เทวตานุสติกรรมฐาน) ปี ๒๕๖๗

ชื่อเรื่อง อานิสงส์และวิธีการเจริญมนต์คาถาเทพรัญจวน สุคติภพไม่ต้องมุ่งหวัง ทำดีแล้วมันไปเอง 

แสดงธรรม วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๗ ช่วงบ่าย โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ

สาระสังเขป

          ยกตัวอย่างวิธีกรวดน้ำให้ได้ผลคือต้องกรวดด้วยจิตกุศล ไม่กรวดน้ำแบบรีบร้อน การกรวดน้ำหลังจากให้จิตรวมกับกายจะได้ผลดีคือผู้กรวดและผู้รับบุญจะเย็นชุ่มฉ่ำ ให้มีภาพของบุคคลที่เรากล่าวอ้างเป็นเครื่องหมาย เป็นนิมิตปรากฏเห็นชัด สมหวังทั้งบุคคลผู้ให้ แล้วก็ผู้รับสมบูรณ์ เราจะมีญาติเต็มไปหมด ทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ มีผู้ปกป้องคุ้มครองภัย ไม่มีภัยอันตรายใดๆ อยู่ที่ไหนก็แล้วคลาดปลอดภัย อุปสรรคขวากหนามทั้งหลาย ก็โดนขจัดปัดเป่าขัดเกลาไป การกรวดน้ำถ้าทำด้วยจิตก็ครบองค์ประกอบของจิต ๑๐

หนึ่งใน อนุสสติ ๑๐อย่าง ระลึกถึงคุณแห่งเทวดา คือหนึ่งใน อนุสสติ ๑๐ ละอุปทานขันธ์ นรกก็ไม่มีสิทธิ์จะคุมขัง ในอปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง หนึ่งใน ๓ อย่างก็คือ อินทรีย์สังวร  สํารวมสังวรระวัง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัสแล้วจิตไม่ทุรนทุราย อวิชชา สอง ตัณหา สาม อุปาทาน ละมันให้ได้

 

 

เนื้อหา

พบอาคันตุกะ 

พูดถึงคนแก่ คือตีหนึ่งกว่า อาคันตุกะแปลกหน้ามา โอ้โห กลิ่นตลบอบอวลไปหมด  ไม่เคยได้กลิ่น เป็น กลิ่นคล้ายกับกํายานผสมกับกฤษณา ผสมกับดอกไม้หลากหลายกลิ่นน่ะ  รวมกันแล้วก็ โอ้ ใส่น้ําหอมอะไรมา กลิ่นจะสําลักอยู่แล้วเนี่ย  

เขาบอกไม่ใช่ครับ ไม่ได้ใส่น้ำหอม เป็นกลิ่นตัวของผมเอง  

ทีหลังมาก็ดับกลิ่นซะหน่อย อย่าให้มันกลิ่นเยอะขนาดนี้ ตลบอบอวล เพราะนั้นกลิ่นติดจมูกอ่ะ ตื่นขึ้นมายังมีกลิ่นติดจมูก คุยไปคุยมา แนะนําตัว เทพสุนทรีวาณี อุตส่าห์มาเยี่ยม เห็นว่าท่านป่วยไม่สบาย ขอบคุณมาก อุตส่าห์กรวดน้ำให้ทุกวัน มึงก็เอาบ้างดิ กรวดทุกวันหรือเปล่า ไม่ได้กรวดเลย เวลากรวดน้ำ   

 

จิตเบื้องต้น วิธีกรวดน้ำให้ได้ผล   

คืออย่างกูกรวดให้สมจิตอ่ะ กวดคนให้แก่คนชื่อยายจิต อื้อหือมากันเป็นร้อย  

ท่าน...สรุปแล้วจะให้ใครเนี่ย ฉันก็ชื่อสมจิต นู่นก็ชื่อสมจิต นู่นทําไมไม่บอกว่าจิตไหนแน่ เอ้าแล้วกูจะรู้เหรอ มึงน่ะจิตนามสกุลอะไร เอ้าจิต ตลาดไทย หรือจิต วัดอ้อน้อย เออ..แต่มาก็เป็นร้อย เอ้ามึงมาเป็นร้อย มึงก็เอาไปทั้งร้อยแหละ  

คนชื่อสมจิตมันมีเยอะไหม โอ้โห มาเป็นเป็นฝูง เวลากรวดน้ำเนี่ย  

อันดับต้นเลยก็คือ ทําให้กายกับใจมันรวมกัน ใจกับกาย กายกับใจมันรวมกัน แล้วก็ทําให้บทกรวดน้ำกลายเป็นนิมิต คือเครื่องหมาย  

หลับตาเห็น เห็นบุคคลที่พูดถึง พ่อเราเราก็เห็นภาพพ่อเรา เอ่ยชื่อพ่อเรา พูดถึงแม่เรา เราก็เห็นภาพแม่เรา เอ่ยชื่อแม่เรา อย่างเงี้ยเค้าเรียกว่า มีนิมิต มีศุภนิมิตอันอันงดงาม ในการกรวดอุทิศให้ เรียกว่าศุภนิมิต หรือ นิมิตอันงดงาม นิมิตอันเป็นเครื่องหมายแห่งจิต กรวดไปเรื่อยๆ  

แล้วอย่ากรวด ด้วยการใช้สมอง อย่ากรวดด้วยการใช้ปาก ใช้จิต กรวดด้วยจิต จิตกรวดน้ํา จิตกรวดน้ำเราจะรู้สึกได้ว่ามันจะเบา มันจะเบา มันจะมันจะซาบซ่าน มันจะเย็นสบาย มันจะผ่อนคลาย คนกรวดก็ผ่อนคลาย คนรับการกรวดน้ำ ก็คลายทุกข์คลายโศก  

เราอยากให้เค้าเป็นสุข พ้นจากความทุกข์ภัย ด้วยอํานาจแห่งจิตตานุภาพของเรา ที่กรวดอุทิศให้ ก็ทําให้เค้าผ่อนคลายเย็น ชุ่มฉ่ํา และสบายทั้งกายและจิตใจ มันจึงจะได้ผล  

แต่ถ้ากรวดเพื่อให้มันจบ จบเร็วๆ  ไวๆ เดี๋ยวละครจะมา เดี๋ยวกูจะไปทําธุระ ไอ้นั่นแหละอย่าทําเลย อย่าทํา  อาจจะทําได้ทําแบบชนิดที่ผูกจิตเอาไว้กับบทภาวนาโดยไม่ให้อกุศลมันเข้ามาแทรก คือป้องกันเภทภัย เขาเรียกว่าสวดเพื่อป้องกันภัย ภัยจากอะไร ภัยจากอกุศลกรรม อกุศลจิตไง แต่มันไม่เข้าไปถึงใจ มันไม่เข้าไปถึงใจ มันทําให้จิตใจเรายังสับส่าย ทุรนทุราย กระเสือกกระสน ดิ้นรนอยู่  

 ถ้ากรวดน้ำแบบชนิดที่มันเข้าไปถึงหัวจิตหัวใจ มันจะเย็นชุ่มฉ่ํา ใจ เราก็จะเย็น ผู้รับการกรวดก็จะเย็น ชุ่มฉ่ำไปพร้อมเสร็จ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องไปรีบร้อน ถึงจะกรวดด้วยวาจาก็ตาม กรวดด้วยใจก็ตาม เนี่ยกรวดน้ำทั้งสองชนิด มันก็ดีทั้งนั้นน่ะลูก  

แต่ถ้าจะให้สําเร็จประโยชน์กับผู้ที่มุ่งหวัง ก็ควรจะต้องทําบุพกิจเบื้องต้น ก็คือ ทําให้กายกับใจมันรวมกันซะก่อน ทําให้กายกับใจมันรวมกัน แล้วก็กรวดสาธยายออกไป โดยไม่ต้องไม่ต้องเอ่ยวาจา ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่คุณบิดาและมารดา อะไรก็ว่าไป  ให้มันออกมาจากหัวใจ และให้มีภาพของบุคคลที่เรากล่าวอ้างเป็นเครื่องหมาย เป็นนิมิตปรากฏเห็นชัด อย่างเงี้ยไม่มีใครไม่ได้รับ ได้รับหมด สําเร็จประโยชน์ สมปรารถนา สมหวังทั้งบุคคลผู้ให้ แล้วก็ผู้รับสมบูรณ์ 

นี่คือวิธีการการกรวดน้ำที่ถูกต้อง แต่ว่ากรวดส่งๆ ไปให้มันจบๆ   จบแล้วจบเลย มันดีไหม มันก็ดีนะลูก ถามว่าเพราะอะไร มันก็เป็นสัมมา มันก็เป็นสัมมาดําริ การดําริชอบ ดําริชอบก็คือทําให้กุศลที่ยังไม่เกิดให้มันเกิด ที่มันเกิดแล้วก็ให้เจริญขึ้น ทําให้อกุศลที่มันมีอยู่น้อยลง ที่มันมีแล้วก็เสื่อมไป ก็ถือว่าอยู่ในขั้นตอนของสัมมาปฏิบัติได้อยู่ แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ ก็คือเราต้องการอุทิศผลบุญ เราต้องการให้คนตกทุกข์ได้ยาก เทพ พรหม มารทั้งหลาย ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เราให้ เราเผื่อแผ่ เราเอื้อเฟื้อ นั่นแหละคือสิ่งที่เราพึงกระทำ 

แล้วทีเนี้ยเราก็จะมีญาติเต็มไปหมด ทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ ญาติของเราทั้งนั้น พรหม มาร เทพ เทวดา เปรต อสุรกาย ผีสางนางไม้ สรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นญาติเป็นมิตร เป็นเพื่อนฝูงใกล้ชิด เป็นคนสนิท เป็นคนปกป้องคุ้มครองภัย เราก็จะไม่มีภัยอันตรายใดๆ อยู่ที่ไหนก็แล้วคลาดปลอดภัย อุปสรรคขวากหนามทั้งหลาย ก็โดนขจัดปัดเป่าขัดเกลาไป  ด้วยอํานาจแห่งญาติ รอบๆ ตัวเรา ทําอะไรก็สําเร็จประโยชน์ สัมฤทธิ์ผลสมปรารถนา  

ฉะนั้น คาถาเทพรัญจวน สวดทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น ได้ก็ดี ถึงเราจะบอกว่าเรายังไม่คุ้นชินกับการทํา  

ทําให้เกิดนิมิตในบทกรวด ทําให้เกิดนิมิตในบุคคลผู้รับการกรวด ใช้วาจา หรือว่านึกเอาในมโน ในใจ 

ก็คิด  เป็นจิต  

น้อมมา น้อมไป เป็นมโน    

เก็บไว้ เป็นหทัย 

พอใจ เป็นมนัส    

แช่มชื่นเบิกบาน  เป็นปัณฑระ 

สืบต่อ เป็นมนายตนะ  

การกรวดน้ำเนี่ย มันครบองค์ประกอบของจิต ๑๐ อย่างเลยนะ  ถ้ามันทําด้วยจิตน่ะ ทําให้ครบอ่ะ แล้วมันจะรู้ว่า  เออ ตี ๓  นางไม้ เทพเทวาอารักษ์ทั้งหลายมีอยู่จริง เราให้เค้าทุกวันๆ  คนไม่ดื้อรั้น ดันทุรัง ไม่หน้าด้าน วนไป เดี๋ยวเค้าก็มาแสดงตน ขอบอกขอบใจ มาทําอุปการคุณ เกื้อกูลต่อเราตามเหตุตามปัจจัย 

 

เทวตานุสติ 

พระพุทธเจ้าสอนอนุสติ ๑๐ อย่าง ให้แก่นางวิสาขา มหาอุบาสิกาหนึ่งใน ๑๐ อย่างคืออะไรรู้มั้ย เทวตานุสติ ก็คือระลึกถึงคุณแห่งเทวดา นี่คือหนึ่งใน อนุสสติ ๑๐อย่าง นอกจากธัมมานุสติ กายคตานุสติ  พุทธานุสติ  ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ มรณานุสติ แล้วยังมี เทวตานุสติด้วย หนึ่งในอนุสสติ ๑๐ อย่าง ระลึกอยู่เนืองๆ  คือเราไม่จําเป็นจะต้องไปกํากับพฤติกรรมของเราให้มันจมปลัก เฝ้าอยู่แต่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง อะไรที่เรานึกได้ แล้วมันเป็นเครื่องเกาะเครื่องยึด เครื่องพึ่งแห่งจิตได้ ก็ทําไปเถอะลูก ถ้ามันมันยึดได้ เกาะได้ แล้วมันปลอดภัย ไม่ได้เสียหาย  

พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนกรรมฐานตั้ง ๔๐ อย่าง เอาไว้ เพื่อเราให้เราได้ใช้ คนเราเนี่ยบางทีบางครั้งมันก็โง่บัดซบ ยังไง  โง่บัดซบแบบไหน ก็เนี่ย ขนาดนั่งแสดงธรรมยังโง่ หลับ หัวทิ่มหัวตํา สัปหงก เงิบงาบเข้าใจค่าเข้าใจค่ะ เดี๋ยวมันก็ตกเก้าอี้ บางทีอยากหลับมันไม่ได้หลับนะ ดิ้นจนหนังกลับก็ไม่ได้หลับ หาทางออกไม่ได้ไม่รู้จะทํายังไง แก้อาการนอนไม่หลับ หลายคนเป็นเป็นมั้ย ที่จริงอ่ะเรื่องมันง่ายนิดเดียวเอง แค่เอากายมารวมกับใจ เดี๋ยวมันก็หลับ ไม่จําเป็นต้องไปพึ่งยา หรือว่าแกะตัวที่หนึ่งกระโดด ข้ามรั้ว แกะตัวที่สองมา เป็นร้อยก็ไม่ก็ไม่หลับ เสียเวลาเปล่า แล้วก็ดิ้นกระส่ายกระสับทุกข์ทรมาน อย่างนั้นเนี่ยเค้าเรียกว่า จมปลักอยู่ในความโง่  

เพราะไม่ได้ฝึกสัมมาทิฏฐิเอาไว้ ไม่ได้มีความเห็นอันถูกตรง ชอบธรรม เลยไม่รู้วิธีจะออก จากทุกข์  

คนนอนไม่หลับนี่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คนกลัดกลุ้มว้าวุ่นนี่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คนทุรนทุราย สับส่าย กระเสือกกระสน เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คนวิตกกังวลนี่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์  

เรื่องมันง่ายมาก เพราะเราเอาจิตไปผูกไว้กับอารมณ์ไง ถ้าเอาจิตมาผูกไว้กับกาย มีหรือมันจะต้องทุกข์ แค่ดึงจิตกลับมาเท่านั้น ปล่อยให้จิตมันล่องลอยไปตามตาเห็น หูฟัง จมูกดม ลิ้นรับ กายสัมผัส คนเหล่านี้มันโง่ ปล่อยให้ตัวเองโดนทุกข์ครอบงํา ขยําย่ำยี บีทาเหยียดหยาม เหยียบย่ำอยู่อย่างงั้น แทนที่จะเอาตัวเองให้รอด ดึงมันกลับมา  

ถ้ารู้ว่าข้างนอกมันไม่ปลอดภัย ก็กลับมาอยู่ในบ้านเราพอ จบ   
เอาจิตกลับมาอยู่ในถ้ํา อยู่ในกายซะ มันก็จบ  

 

ละอุปาทานในขันธ์เสีย นรกก็ไม่มีสิทธิ์มาคุมขัง   

แต่ถามว่าพูดแต่มันดูมันง่ายนะ แต่เวลาคนมันเผชิญต่อเหตุการณ์ เหมือนกับคนนอนไม่หลับ ดิ้นจนหนังกลับมันไม่มีทางออก ถามว่าเหตุผลอะไรมันถึงไม่มีทางออก ก็เพราะไม่ฝึกไง ไม่ได้ศึกษาสั่งสม พระธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้สดับตรับฟัง พระธรรมของพระอริยเจ้าอยู่เนืองๆ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ได้คบหาสมาคมกับบัณฑิตอยู่เนืองๆ เราบอกว่าเราก็คบนี่ แต่มันน้อยไง คบน้อย ศึกษาสั่งสมก็น้อย เรียนรู้ปฏิบัติในธรรม ของพระพุทธเจ้าก็น้อย ก็เลยไม่รู้ช่องทางที่จะหาทางออก ก็ต้องจมปลักอยู่อย่างงั้น  

เหมือนกับสัตว์นรกน่ะ สัตว์นรกนี่จริงแล้วพ้นนรกง่ายมากนะ พ้นจากขุมนรกเนี่ยง่ายมาก ไม่ได้ยากเลย  ก็ละอุปทานขันธ์ ซะก็จบแล้ว วันใดที่สัตว์นรกละอุปทาน คือละความยึดถือว่า ตัวกู ของกู ซะจบ  

ไม่มีนรกขุมไหน กักขังบุคคลที่เป็นอิสระเสรีภาพจากอุปทานได้ ไม่มี แค่ละอุปทานขันธ์ นรกก็ไม่มีสิทธิ์จะคุมขัง ไม่มีกระทะใบไหนจะกล้าจะมาต้มสัตว์ผู้ละอุปทานในขันธ์ทั้ง ๕ ได้  

 

อุปทานขันธ์ทั้ง  มีอะไรบ้าง  

รูป รูปคืออะไร  ง่ายๆ ก็คือ รูปคือธาตุทั้ง ๔   มีอยู่ที่ไหน มีอยู่ในกายเรา และอุปทานในธาตุทั้ง ๔  ก็คือ ละอุปทานในกายเรา  

ต่อไปอะไร เวทนา เป็นไง เวทนาคือความรู้สึก รู้สึก รับรู้อารมณ์ เวทนานี่เป็นรูป หรือเป็นนาม เป็นนาม หลวงปู่โต ท่านถึงได้สอน  

ละรูปนามได้ ก็วิเศษแล้วลูกเอ้ย  ละรูปนามได้ก็วิเศษแล้วลูกเอ้ย   

ท่านไปไหน ก็จะตะโกนเหมือนกับคนบ้า ไปบิณฑบาตก็เค้าใส่บาตรกัน เดินสงบ หลวงปู่โตบอก ละรูปนามได้ ก็วิเศษนะลูกเอ้ย ไปก็ละรูปนามได้ ก็วิเศษนะลูกเอ้ย ใครๆ ก็ว่า ขรัวโตบ้า ขรัวโตบ้า ที่ไหนได้ ขรัวโตพูดจริง พูดถูก พูดตรง  แต่คนไม่เข้าใจไง  

อะไรคือรูป อะไรคือนาม ละรูปนามได้ ก็วิเศษแล้วลูกเอ้ย ละรูปนามได้ ก็ไม่ต้องตกนรกแล้วลูกเอ้ย  ละรูปนามได้ ไม่มีนรกให้มึงอยู่แล้วลูกเอ้ย   

สัญญา  สัญญาคืออะไร ความจําได้ไหมรู้ ละได้ วางได้ ก็ไม่ต้องมีภพ ไม่มีชาติ ไม่มีญาติกู ไม่มีสมบัติกู ไม่มีพ่อกู ไม่มีแม่กู แม้ที่สุดไม่มีตัวกู สัญญา 

สังขาร ล่ะ การคิดการใคร่ครวญ การคํานวณการคิด พิจารณา  ย้ำทำ ย้ำคิด ทุกข์โศกเอามาครุ่นคิด  สังขารคือการปรุงแต่ง ปรุงแต่งกับสิ่งที่เป็นอะไร ปรุงแต่งจากหูฟังเสียง ตาเห็นรูป จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และอารมณ์ที่ปรากฏในใจ  

ข้อสุดท้ายคืออะไร วิญญาณ คือการรับรู้ รับรู้อารมณ์ รับรู้อารมณ์ เพราะฉะนั้นขันธ์ทั้ง ๕  คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ   

ย่อลงมาเหลือสองคือ รูปกับนาม   

มันเป็นรูป เป็นนามอยู่ได้ เพราะมันมีโซ่ตรวนล็อคไว้ มีสายใยโยงใยถูกพันธนาการไว้ มันจึงมีรูปมีนามปรากฏอยู่ให้เห็น แต่ถ้าวันใดที่ตัดโซ่ตรวน ตัดสายใย ตัดพันธนาการ เป็นรูปเป็นนามมันกระจายกันไป อะไรก็ไม่เหลือ   

แล้วอะไรคือสายใย อุปาทานขันธ์  เพราะอุปทานในขันธ์ทั้ง  นี่แหละ ไม่งั้นสัตว์นรกพ้นจากนรกง่ายมาก ง่ายมากๆ แค่ละอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ หรือละรูปนามได้ แล้วทุกข์มันจะเกิดจากตรงไหน เมื่อกูไม่มี  

เมื่อเราไม่มี เมื่อตัวกูไม่มี เมื่อสัตว์นรกนั้นไม่มี เมื่อนรกมันก็ไม่มี มันไม่มีอะไรทั้งนั้น เป็นอันตรธานทุกข์ทรมานจากนรกภูมิ ทุกขุม ทุกชั้น สัตว์นรกที่ตกนรก ก็เป็นสัตว์นรกที่หมกมุ่นไง หมกมุ่นและมัวเมาประมาท เหมือนกับคนที่ทุกข์นอนดิ้น จนหนังกลับอยู่บนที่นอนน่ะ ไม่รู้จักหลับสักที  

 

ยึดถือ หมกมุ่น เพราะไม่คุ้นเคยกับสัมมาทิฐิ  

เพราะอะไร หมกมุ่น หมกมุ่นมัวเมาประมาท ขาดสติ ไม่มีสัมมาสติ ไม่รู้จักพินิจพิจารณา ใคร่ครวญ ให้ถี่ถ้วนละเอียดรอบคอบ ไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยชินกับ หลักสัมมาสติ  สัมมาทิฐิ ไม่คุ้นเคย แล้วไม่เคยชินกับหลักสัมมาสติ และสัมมาทิฏฐิ ที่จะพิจารณาให้เห็นชัดว่า  

โอ้ สรรพสิ่งในโลกเนี่ย มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ตามเหตุตามปัจจัยอะไร การจะพิจารณาเรื่องละอุปทานขันธ์ ละรูปนาม จะเอากฎของกรรมมาทั้งหมดก็ไม่ได้ เราจะเยิ่นเย้อยืดยาด เดี๋ยวก็มัวแต่นอนคิด ดิ้นจนหนังกลับ สว่างพอดี เอ้ยกูมีกรรมมั้งเนี่ย กูนอนดิ้นไม่หลับสักที ไม่รู้จักหลับ คิดแต่เรื่องกรรม เสียเวลาเยิ่นเย้อ  

งั้น ควรคิดเรื่องอะไร คิดเรื่องอนิจจัง ไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แล้วก็ไม่มีอยู่จริง เพื่ออะไร เพื่อให้ละในรูปในนามของตัวเอง ละจากความทุกข์เดือดร้อน ความทุรนทุราย บางทีสมองเนี่ย นอนเท่าไหร่มันสมองมันไม่หลับ ดิ้นกูว่ากูก็หลับ  เอ๊ะทําไมทําสมองมันไม่ยอมหลับ เพราะอะไร เพราะสมองมันไปยึดถือ ระบบโสตประสาททั้งหลายมันไปยึดถือในอุปทานขันธ์ มาตั้งแต่ตอนกลางวันไง โอ้ยดูทีวี กูอยากตบตัวอิจฉา ดูละคร มันหมั่นไส้มัน ดูดิ ดูซิไอ้นี่มันโกงนะ  พระเอกหล่อ นางเอกก็สวย  เนี่ยอยู่บ้านหลังโต ฝันเฟื่องไปเรื่อย เราจะนอนขึ้นมาเก็บมาคิดและ แหมอุปทานมันมีตอนไหน มันมีตอนไปดู ตาเห็น หูฟัง จมูกดม ลิ้มรับ เสร็จแล้วพอตอนนอนมันยังฉายภาพออกมา แสดงออกมา   

 

ข้อปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง  

พระพุทธเจ้าจึงสอนอีก ในอปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง หนึ่งใน ๓ อย่างก็คือ อินทรีย์สังวร  สํารวมสังวรระวัง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส วันๆ ได้เอาแต่นั่งฟัง นั่งดู นั่งดม นั่งชม นั่งนิยมยอมรับ นู่นนี่นั่นเยอะแยะมากมาย สุดท้ายมันก็กลายเป็นขยะ ถึงเวลาเราจะสงบ มันไม่สงบ ถึงเวลาเราจะหลับ มันไม่ยอมหลับ ถึงเวลาเราจะนิ่ง มันไม่นิ่งอะ มันเข้ามารบกวนจิตใจ รบกวนคลื่นโสตประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุรนทุรายไปกับสิ่งที่รับเข้ามา  แล้วไปโทษใคร ใครทํามึง สมน้ําหน้า   

 ละรูปนามแล้วไม่ต้องตกนรก 

 

มันต้องคิดให้ได้ ต้องวิเคราะห์ให้ได้ ต้องใคร่ครวญให้ได้  

ละรูปนามแล้ว ก็ไม่ต้องตกนรกแล้วนะลูก  
ละรูปนามแล้วก็ไม่ต้องทุกข์มากเลยลูก 
ละรูปนามแล้วก็ไม่ต้องทําให้เราต้องตกเป็นทาสของอะไร และใครๆ เลยลูก 

ปราชญ์บัณฑิตเขาท่องให้เราฟังประจํา แต่เราไม่ค่อยสนใจ เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นรูป เป็นนาม เราไม่รู้ด้วยซ้ําว่า วิธีละคืออย่างไร  
 

อุปาทานขันธ์เกิดจากอะไร  

ว่าจริงๆ แล้ว อุปทานขันธ์นี่มันสําคัญมาก อุปทานในขันธ์ทั้ง ๕ เนี่ยมันทําให้พาเราไปทุกข์ เดือดร้อนทุรนทุราย มีภพชาติ ชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามา  

และอุปทานมันเกิดจากอะไร อุปทานมันเกิดจาก ตัณหา ความทะยานอยาก ไปไล่ปฏิจจสมุปปัณธรรม อวิชา ปัจจะยาสังขารา อวิชชาทําให้เกิด  

อวิชชา ทำให้เกิด สังขาร 

สังขาร ปัจจะยา  วิญญาณัง 

วิญญาณ ทําให้เกิด นามรูป  

นามรูป  ทําให้เกิด เวทนา 

เวทนา   ทําให้เกิด ตัณหา 

ตัณหา   ทําให้เกิด อุปาทาน 

และอุปาทาน ทําให้เกิด ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ ก็ตามมา 

ปฏิจจสมุปปันนธรรม หลักสําคัญ มีอยู่แค่  อย่าง  

  1. อวิชชา  
  1. ตัณหา  
  1. อุปาทาน  

เอาแค่นี้ เราไม่ต้องไปนั่งไล่มันจนครบ ๑๒  ลักษณะ เอาเพียงแค่ หนึ่ง อวิชชา สอง ตัณหา สาม อุปาทาน ละมันให้ได้ 

อวิชชามันถูกกําจัดไปได้ด้วยอะไร   

ด้วยปัญญา ด้วยสัมมาทิฏฐิ โดยหลักคิดที่ถูกตรง  เพราะอวิชามันคือหลักคิดที่บิดเบี้ยวผิดเพี้ยน มันคือหลักคิดและวิธีคิดที่มันวิปลาส วิปริต เห็นว่างาม เห็นว่าเที่ยง เห็นนู่นเป็นสุข อย่างนี้เป็นต้น  

เหมือนเหมือนกันเกจิบางคนเขาสอน ฟังเค้ามานั่งเล่าให้ฟังคนราชบุรีก็มานั่งคุยเล่าให้ฟัง สอนเรื่อง รูปเนี่ยมันตั้งอยู่ได้ เพราะพ่อแม่เกิด  

พ่อแม่ทําให้เกิด รูปก็ตั้งอยู่ได้ เอาไม่ผิดพูดถูก แล้วเราก็ต้องดูแลรักษารูปนี้ อย่างดี ทะนุถนอมอุปถัมภ์บํารุง เลี้ยงดูมันอย่างดี เอ้าก็สอนไม่ผิด สอนถูก เรียกว่า มันเป็นสมมุติ ก็ให้ประโยชน์กับสมมุติ ตามเหตุตามปัจจัย   

เราเลี้ยงดูมันเสร็จเรียบร้อยแล้วทําไงต่อ ก็ต้องหาบํารุงบําเรอ หาอยู่หากิน หาบ้านช่อง ทรัพย์สินเงินทอง เหตุปัจจัยพร้อมมูล ก็ไม่ผิดอีก ก็ยังเป็นโลกสมมติอยู่ 

แล้วก็ทําบุญสุนทาน รักษาศีล แผ่เมตตา เจริญภาวนา และก็อธิษฐาน ให้ได้ไปเกิด ในภพภูมิที่ดี  เอ้า อย่างงั้นผิด ถามว่าเพราะอะไร  

 

สอนคนให้ปฏิบัติธรรมเพื่อไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง 

เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้ไปอยู่ในพระภูมิที่ดีเหรอ พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีเหรอ สอนให้อยู่ด้วยภพภูมิที่ดีหรือ มันก็เลยเป็นที่มา หลวงปู่ก็เลยไปเขียนบทโศลกเมื่อวานนี้ เขาลงอ่านให้ฟัง   

 

ลูกรัก สําหรับพ่อแล้ว ทาน คือเครื่องมือ คือวิถีทางและเครื่องมือของการวาง วาง ว่าง หรือปล่อยวาง วางตัวกู เป็นบทบททดสอบเบื้องต้นในการวางตัวกู  

ศีลล่ะ มันมันจะขัดขัดสวนสวนกันนะ เอ๊ะทานให้วาง แล้วศีลทําไมต้องมายึด ต้องมาพันธนาการต้องมาผูกต้องจับ อ้าว..ศีลต้องรักษาไหม รักษามันคือยึดไหม ต้องรักษาก็คือ มันเป็นเครื่องที่เราจะต้องเป็นเรื่องราวที่เราจะต้องยึด  

สติล่ะ ก็คือเครื่องช่วยไม่ให้เราบ้าหรือหลงผิด  

สมาธิล่ะ การทําการงานที่ตั้งมั่น ทําการงานที่ตั้งมั่น  

แล้วแม้ที่สุด ปัญญา คือ อากาศที่ซึมสิงเข้าไปในทุกอณูของสิ่งมีชีวิต ใครจะว่าปัญญาเป็นแสงสว่างของโลก ก็ไม่ได้ผิด แต่มันก็จะไม่สว่างตอนกลางคืน เหมือนดั่งคํา บทโศลก ที่หลวงปู่เขียนเอาไว้ว่า  

ลูกรัก พระอาทิตย์สว่างกลางวัน พระจันทร์สว่างกลางคืน คนมีปัญญา มันต้องสว่างได้ทั้งคืนทั้งวัน  

ถ้าจะเปรียบปัญญา ก็เหมือนดั่งอากาศ ที่มันซึมสิงเข้าไปในทุกอณูของสิ่งมีชีวิต เนกขัมมะล่ะ ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร แล้วก็ไม่เหลืออะไร เพราะฉะนั้น การถือบวชมันจะต้องมีภพภูมิที่ดีมั้ย มันไม่ใช่  

ก็ถึงได้บอกว่าผิดไง เป็นที่มาของการมานั่งเขียนบทโศลกอธิบายความไว้ว่า ผู้เข้าถึงเนกขัมมะ จะไปสอนให้คนปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ใช่เป็นเรื่องถูก ไม่ใช่เรื่อง เค้าบอกว่า เวลาจะเก็บลูกมะม่วงอ่ะ ให้มองลูกยอดเอาไว้ก่อน ถ้ามุมมองลูกต่ําๆ  เดี๋ยวมึงปีนไปไม่ถึงยอด แล้วก็ไม่อยากจะปีน เพราะแค่เอื้อมก็หยิบถึงแล้ว แต่ถ้ามองลูกยอด มันยังขวนขวาย ยังตะกายตะเกียกตะกาย ยังเพียรพยายาม เขาเอาความเพียรนั่นแหละเป็นตัวตั้ง  เขาต้องการทําให้เกิดความเพียร ก็มองให้มันสูงๆ ไว้  ก็คือทําให้ตัวเองมีความรู้สึกว่า เราจะไม่ได้มุ่งหวังในการปฏิบัติธรรม ไม่ได้ความมุ่งหวัง เราไม่ต้องการมุ่งหวังผล จากการปฏิบัติธรรมเพื่อภพภูมิ  

ภพภูมิ เป็นผลจากการกระทำ พระอรหันต์อสีติมหาสาวก ไม่ได้หวังภพภูมิ 

พระอรหันต์อสีติมหาสาวก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้หญิง หรือฝ่ายผู้ชาย เราจะท่านทั้งหลายจะศึกษา แล้วที่หลวงปู่เขียนเขียนให้เค้าไปอ่านให้ฟังตอนคลับเฮ้าส์ เราจะเห็นว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังภพภูมิ แต่ผลจากการกระทํามันส่งผล ไปให้สู่ภพภูมิโดยไม่ได้มุ่งหวัง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องหวัง ทุคติภพ ก็ไม่ต้องหวัง ก็รู้หรอกมึงไม่หวังอยู่แล้วละ ไม่มีใครหวัง แต่ผลจากการกระทํานั่นแหละ มันจะเป็นเครื่องชี้บอกว่าเราควรจะไปอยู่สุคติ หรือทุคติ  

เหมือนกับ สมาบัติ  ต้องมุ่งหวัง ทําให้มันสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เดี๋ยวมันถึงเอง ดับเบญจขันธ์ ดับวาจา ดับจิตในขั้นสุดท้าย มันถึงเอง กระบวนการมันมี สมบูรณ์แล้วเดี๋ยวมันถึงเอง  

สุคติภพก็เหมือนกัน เราทํากุศลสมบูรณ์ มีสติตั้งมั่น มีจิตผ่อนคลาย ทําตัวเองให้เบา โปร่ง เบาสบาย เดี๋ยวก็สุคติภพแต่ละชั้นก็ปรากฏขึ้นแก่เราเอง  

แล้วทุคติภพ ต้องมุ่งหวังมั้ย ทุคติก็ไม่มีใครมุ่งหวัง แต่มันไปเองมั้ย เออถ้ามึงเผลอทํา ถ้ามึงบ้าทํา แล้วถ้าผิด ทําแบบผิดๆ สุคติภพมีค่าเท่ากับทุคติภพตรงนี้  

ทำดีไม่ต้องมุ่งหวัง แล้วมันไปเองตามเหตุปัจจัย 

 งั้นพระองค์ไหนสอนบอกว่า ทําบุญเยอะๆ จะได้ไปสวรรค์ มันสอนผิด สอนผิดไง  

ทําดีอ่ะ แม้นไม่อธิษฐาน ไม่ภาวนา ไม่สาธยาย ไม่ได้แสดงความต้องการ เดี๋ยวมันไปเอง เหมือนกับมึงขึ้นรถไฟอ่ะ มึงตีตั๋วเข้าไปขึ้นไปนั่ง สุดท้ายมันถึงปลายทางสถานีมั้ย เออถ้ามันไม่มีอุบัติเหตุตกรางซะก่อน  ถ้าตั๋วนั้นมันไม่หมดอายุ คนทําดีก็เหมือนกัน ทําชั่วก็เหมือนกัน ไม่มีใครอธิษฐานเลย เจ้าประคู้น การปล้นครั้งนี้ ขอให้กูได้ตกนรก ไม่มี แต่มันก็ตกไหม  เออเหมือนกัน ทําดีมึงก็ไม่ต้องอธิษฐาน ไม่ต้องไปอธิษฐาน  

พระอริยเจ้าพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย  ดูอัตชีวประวัติของท่านทั้งหลายเนี่ย ท่านไม่ได้อธิษฐานให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี แต่ท่านอธิษฐานให้ถึงธรรม ถึงคุณธรรม ถึงภูมิธรรม ถึงธรรมที่ดี อันเนี่ยต้องอธิษฐาน  

ถามว่าเพราะอะไร เพราะธรรมมันไม่ได้เกิดโดยเหตุ โดยปัจจัยเสมอ มันเกิดด้วยการขวนขวายด้วย มันอาจจะเป็นอาจจะเป็นไปได้ว่า เหตุปัจจัยหนึ่งในนั้นคือ การขวนขวาย อาการขวนขวาย มีความเพียร การมีความเพียรอย่างตั้งมั่น อย่างจดจ่อ จับจ้อง จริงจัง แล้วก็ตั้งใจ เพื่อให้ถึงซึ่งธรรมอันพระคุณเจ้า พระพุทธเจ้าถึงแล้ว อย่างนี้เป็นต้น อันเนี่ยต้องอธิษฐาน แต่ภพภูมิเนี่ย มึงไม่ต้องอธิษฐาน เลอะเทอะ 

                                         ______________

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ. (๒๕๖๗). อานิสงส์และวิธีการเจริญมนต์คาถาเทพรัญจวน สุคติภพไม่ต้องมุ่งหวัง ทำดีแล้ว

มันไปเอง ใน บทสวดมนต์คาถาเทพรัญจวน วิธีการเจริญมนต์โดยใช้กายรวมใจ (เทวตานุสติกรรมฐาน) ปี ๒๕๖๗. น. ๘๓ - ๙๕. นครปฐม: มูลนิธิธรรมอิสระ.

วัดอ้อน้อยธรรมอิสระ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๗, สืบค้นวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ จาก

https://www.youtube.com/watch?v=Za2jk8AnhXw&t=21s

267 | 27 พฤษภาคม 2026, 15:25
บทความอื่นๆ