บทที่ ๒ คำถามเรื่องกายรวมใจ
คำถามเรื่องกายรวมใจ
แสดงธรรมโดย หลวงปู่พุทธะอิสระ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗
สาระสังเขป
รวมคำถามเกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติให้กายรวมใจ เช่น ความฟุ้งซ่านระหว่างทำกายรวมใจ แสดงว่ากายใจไม่ได้รวมกันจริง เพราะตัณหาทำให้เกิดมายาจิตฟุ้งซ่าน แก้โดยให้ใจมารวมกับกาย การที่จะทำให้รู้ตัวว่าฟุ้งต้องฝึกสัมมาทิฏฐิ การภาวนาคาถาไปด้วยทำกิจวัตรประจำวันไปด้วยสามารถทำได้ แต่ถ้าพวกฝึกสมถะจะบอกว่าทำได้ทีละอย่าง
พิธีกร : ผู้ที่ฝึกกายรวมใจ พบมายาจิต หรือจิตฟุ้งซ่านจะแก้ไขอย่างไร
หลวงปู่ : แสดงว่า ไม่รวม ถึงได้เจอมายาจิต ถ้ารวมแล้วจะเอามายาจิตจากไหน
แสดงว่า “ใจ“ออกไปหามายาจิตแล้ว คือ สรุปแล้ว ไม่ได้รวม ไม่มีคำว่า “รวม” แล้วมีมายาจิตหรอก
“กายรวมใจ” มีแต่สติ มีตัวรู้
เอาคำว่า มายา คือความไม่รับรู้มาจากไหน ความรู้ไม่จริงมาจากไหน
มายา คือความรู้ไม่จริง
พิธีกร : ถ้าติดอยู่ตรงนั้น แล้วต้องการจะกลับมาเพื่อ”รู้ให้จริง” ล่ะครับ จะทำอย่างไร
หลวงปู่ : ก็ไปอยู่กับ “กายรวมใจ“ ฝึก ทำกายรวมใจ.ผ่อนคลาย กายรวมใจ.ผ่อนคลาย
กายรวมใจ.ผ่อนคลาย จนเป็น”วสี“ เป็นความชำนาญ เป็นความคุ้นชิน ทำบ่อยๆ จะเอาที่ไหนมา มีมายาจิตเข้ามาแทรก
วันนี้ ตอนนอนเอาตีนชี้ฟ้า แผ่เมตตาอยู่ เห็นธรรมชาติของตัณหา คนที่ไม่คุ้นเคย และไม่เคยชิน ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่ได้ปฏิบัติในวิถีแห่งสัมมาทิฏฐิ และวันๆ คร่ำหวอด จมปลักอยู่กับคำว่า ตัณหา ความทะยานอยาก ทางตาเห็น หูฟัง จมูกดม ลิ้นรับ กายสัมผัส ทุกอย่างขับเคลื่อนเลื่อนไปด้วยอำนาจแห่งตัณหาตลอด ถึงคราวที่จะให้ “กายรวมใจ“ หรือ “ใจรวมกาย” ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ มันไม่ชอบ
ตัวตัณหา ซึ่งคุ้นเคยอยู่ มันชอบ ก็จะแวบออกไป นั่นแหละ คือ ที่มาของคำว่า มายาจิต ของชอบทั้งหลายจะเข้ามาแทนที่ ไม่ปล่อยให้เราหลุดจากอำนาจการครอบงำของมัน
พิธีกร : เพราะมันคุ้นชิน คุ้นเคย หรือฮะ
หลวงปู่ : “ตัณหา” เป็นสิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้ว “กายรวมใจ” นี่เป็นของแปลกใหม่ ซึ่งจิตไม่ชอบ ไม่คุ้นเคย โดยธรรมชาติ มันก็ต้องกลับเข้าไปหาสิ่งที่ชอบ ที่คุ้นเคย เพราะอำนาจของ “สติ”มีน้อย เลยคุมไม่อยู่ นั่นแหละ ที่มาของมายาการ จะตามมาเยอะแยะมากมาย เลยมีคำกล่าวว่า
“ป่วยการไปใยที่จะมานั่งเอาแต่ภาวนา หลับตา สวดมนต์ เจริญเมตตาถ้าเมื่อใดที่เราทำแล้ว ไม่สามารถทำให้จิตนี้สงบได้” พูดง่ายๆ คือ เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ภาวนาอย่างชัดเจน ก็ถือว่า เสียเวลาเปล่า
ดังนั้น การตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ภาวนาอย่างชัดเจน นั่นแหละ คือ ความสำเร็จในการภาวนา ในระดับหนึ่ง
พิธีกร : แต่โดยธรรมชาติของจิต ชอบแวบออกไป
หลวงปู่ : มันคุ้นเคยแบบนั้น เราอยู่กับมันมาเป็นชาติ เป็นภพ เป็นอสงไขย เป็นกัปป์ เป็นกัลป์ คุ้นเคยแบบนั้น ถ้ายิ่งมีความเพียรย่อหย่อน สติน้อยนิด สมาธิไม่ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ต้องแวบออกไป เดี๋ยวๆก็หลุดออกไป แล้วไม่ได้ฝึกสัมมาทิฏฐิมา ก็จะไม่เห็นโทษเห็นภัย ก็ปล่อยเลยตามเลย…จะแวบก็แวบ หลุดก็หลุด
ถ้าฝึก“สัมมาทิฏฐิ”มา จะเห็นว่านี่หลุดอีกแล้ว ต้องดึงกลับ นี่แวบอีกแล้ว ต้องดึงกลับ ความรู้เนื้อรู้ตัว จะเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ได้ฝึกมา ก็จะไม่รู้เนื้อรู้ตัว รู้อีกที อ้าว หมดเวลาเสียแล้ว เสียเวลาไปตั้งเยอะแล้ว อย่างนี้เป็นต้น
พิธีกร : ขนาดระดับหลวงปู่ นี่ฝึกทุกวินาที ไม่เผลอเลย
หลวงปู่ : กูไม่ฝึกทุกวินาทีแล้วกูจะสามารถยืนอยู่บนหินที่กำลังลอยหล่นลงมาได้ไง กูจะสามารถหยุดยั้งวัวกระทิงที่วิ่งชนกูได้ไง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความฉิบหาย เป็นหนทางแห่งความตาย
พิธีกร : ขณะทึ่เรากำลังทำกิจวัตรประจำวันอยู่ เราสวดคาถาเทพรัญจวนไปด้วย แต่เรารู้ว่า เดี๋ยวเราคิดออกไปนอกเรื่องบ้าง แต่พยายามตะล่อมเข้ามาสวดจนจบ กับการที่เรามานั่ง ตั้งใจสวด แบบไหนจะดีกว่ากันครับ
หลวงปู่ : ทำได้ทั้ง ๒ อย่าง ดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่า คนทำได้แค่ไหน ไม่ใช่อย่างไหนดีกว่ากัน พวกที่ฝึกสมถะมา จะบอกว่าต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้จิตรวมตัวได้ง่ายได้เร็ว พวกที่ฝึกปัญญามา ก็บอกว่าทำได้ทั้ง ๒ อย่าง
วันนี้กูขับรถไปกูก็ภาวนา แล้วกูก็ถามกูว่า ถ้าขับรถไปด้วย ภาวนาไปด้วย กับภาวนาอย่างเดียว ไม่ต้องขับรถ อันไหนดีกว่า
คำตอบกลับมา คือ ภาวนาอย่างเดียวเป็นพวกสมถะ ขับรถไปด้วยภาวนาไปด้วย เป็นพวกปัญญา ขึ้นอยู่กับว่าใครฝึกมาอย่างไร แบบไหน อย่างน้อยก็ไม่ให้ไปวุ่นวายอยู่กับอกุศลกับตัณหา
สติ เกิด-ดับ ตามจิต จิตแต่ละดวง เกิด-ดับ มีทั้งสัมมาสติ มิจฉาสติ หน้าที่ของเราต้องฝึก ประคับประคองจิตนี้ให้มีสัมมาสติอยู่ทุกดวงทุกขณะ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นริ้วรอยแห่งกรรมอย่างหนึ่ง ไม่ได้หายไป
พิธีกร : การเจริญปัญญา อย่างที่หลวงปู่บอก มีอะไรเป็นอารมณ์ไหม
หลวงปู่ : มีความจริงเป็นอารมณ์
ถ้าเจริญสมถะก็มีนิมิต หรือเครื่องหมายเป็นอารมณ์
พิธีกร : หลวงปู่ให้ความสำคัญกับการทำสมถะ มากน้อยแค่ไหน
หลวงปู่ : ขึ้นอยู่กับว่า มีชีวิตอยู่อย่างไร นั่นต่างหากเล่าที่สำคัญ ถ้าเรามีชีวิตอยู่เพื่อแสวงหาความสงบเฉพาะตน อย่างนั้นต้องหาสมถะมาเป็นของเล่น ถ้ามีชีวิตอยู่เพื่อจะทำประโยชน์ให้กับหมู่สัตว์ อย่างนั้นก็ต้องทำปัญญามาเป็นของเล่น
ขึ้นอยู่กับว่า มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
หลักการภาวนาที่ถูกต้อง จำเป็นต้องรู้ว่าจิตดวงใดเป็นสติ เป็นสัมปชัญญะหรือไม่
หลวงปู่ : ไม่ต้องไปสนใจอะไรเลย เอาเพียงแค่ว่า ถูกต้อง ซื่อตรง แม่นยำ ชัดเจน และก็มั่นคง ในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ว่าจะเป็นคำภาวนา อ่านหนังสือ ทำงาน ขับรถ รับฟังคนมาโกหกให้ฟัง อะไรอย่างนี้
ถูกต้อง ชัดเจน แม่นยำ ตั้งมั่น เท่านั้นแหละ แค่นั้นพอ ไม่ต้องไปรู้เลยว่า จิตดวงไหนเป็นสติ ดวงไหนเป็นสัมปชัญญะ ..ไม่ต้อง
.....
วิธีการทำงานของจิตผู้เจริญปัญญา
วันนี้อาตมาก็ขับรถกอล์ฟ มาดูรถแม็คโครหลังวัด หลังจากทำพระเสร็จ อาตมาก็ภาวนาจากที่ทำพระออกมา มาอยู่กลางทางนึกว่า
นี่กูกำลังจะขับรถ แล้วจิตก็ภาวนา นี่เป็นปัญญา
แล้วถ้าพวกสมถะ เขาจะทำอะไร
พวกสมถะ คือ ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ทำ ๒ อย่างในเวลาเดียวกัน
แล้วถามตัวเองว่า นี่เวลานี้ กูเหยียบคันเร่งอยู่ มือจับพวงมาลัยอยู่ ตามองไปข้างหน้า แต่ไม่ให้ราคากับตีนเหยียบคันเร่ง มือจับพวงมาลัย ตามองไปข้างหน้า แต่ให้ราคากับ จิต ที่ภาวนา แสดงว่าแยกจิตออกมาจากกาย เพื่อจะภาวนา ร่างกายทำหน้าที่ด้วยการสั่งงานของจิต แต่กระบวนการสั่งงานของจิต ผิวเผินมากกับการสั่งกายให้ทำ
สมมติว่า สัดส่วนของจิต เกิด-ดับ หนึ่งนาที ร้อยดวง
จิตสั่งกายทำงาน อย่างดีก็แค่ ๓๐ ดวง ที่เหลืออีก ๗๐ ดวงไปอยู่กับคำภาวนา
จิตที่สั่งกายทำงาน เป็นสติหรือไม่
ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอะไร
เพราะว่า กระบวนการเหยียบคันเร่ง หนึ่งใช้ตีน ใช่มั้ย มือจับพวงมาลัย ถูกมั้ย ตา มองไปข้างหน้า ใช้ตาใช่มั้ย อย่างนั้นจะบอกว่าเป็นสติทั้งหมดไม่ได้ ต้องมีสัมปชัญญะเข้าไปด้วย เพราะตามองแล้วจะต้องรู้ว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เดินหน้า ถอยหลัง
ขึ้นอยู่กับว่า เราจะให้ความสำคัญกับจิตชนิดไหน
วิถีแห่งปัญญาซับซ้อน ไม่เหมือนวิถีแห่งสมถะ คือ นิ่งๆ เงียบๆ
ฉะนั้น จิตของผู้เจริญปัญญาจะไวมาก ที่จริงจิตของผู้เจริญสมถะก็ไว แต่ไม่ฝึกให้ไว คือทำให้มันช้าเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น สติของผู้เจริญปัญญา จึงมีมากกว่าสติของผู้เจริญสมถะ เพราะต้องคุมจิตที่ไวนั้นให้อยู่ เข้าใจรึเปล่า
ให้อยู่ ให้ทัน ต่อพฤติกรรมที่กำลังกระทำ…จึงเป็นปัญญาได้ทั้งวันทั้งคืน
….
__________________________
แหล่งข้อมูล
คุยเฟื่องเรื่องโลกกับธรรม Ep ๔๕๒ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เรื่อง พระกีสาโคตมีเถรี, สืบค้นวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙ จาก