บทที่ ๓ ผู้เจริญเทวตานุสติกรรมฐาน กระบวนการภาวนาในคาถาเทพรัญจวน ปุจฉา และ ปฏิบัติธรรม
บทสวดมนต์คาถาเทพรัญจวน วิธีการเจริญมนต์โดยใช้กายรวมใจ (เทวตานุสติกรรมฐาน) ปี ๒๕๖๗
ชื่อเรื่อง ผู้เจริญเทวตานุสติกรรมฐาน กระบวนการภาวนาในคาถาเทพรัญจวน
ปุจฉา และ ปฏิบัติธรรม วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ บ่าย โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
กล่าวถึงขั้นตอนการเจริญมนตร์คาถาเทพรัญจวน ๓ ขั้น คือ กายรวมใจ ใจวมอักษร และน้อมภาพตามคำภาวนาให้ปรากฎในใจเป็นการฝึกให้จิตตั้งมั่นมีจิตตานุภาพ: คนวิตกกังวลเรื่องต่างๆ เพราะจิตไม่ตั้งมั่น การอุทิศกุศล ให้นึกนิมิตเห็นหน้าของผู้ที่จะอุทิศกุศลให้ด้วย
เนื้อหา
ฝึกเจริญคาถาเทพรัญจวน ๓ ขั้น
ขั้นที่ ๑ กายรวมใจ ใจนี้มีกายเป็นนิมิต
ขั้นที่ ๒ ใจรวมอักษร ใจมีคำภาวนา ตัวอักษรเป็นนิมิต
ขั้นที่ ๓ น้อมรูปลักษณ์ตามคำภาวนา เข้ามาในใจให้ปรากฏเป็นนิมิต
เป็นวิธีการฝึกสัมมาสมาธิ ให้จิตมีการงานที่ตั้งมั่น และมีจิตตานุภาพ สามารถนำไปฝึกมโนมยิทธิได้โดยง่าย
-------------------
ปุจฉา : คนวิตกกังวลเรื่องต่างๆ พยายามไม่ปรุง แต่เดี๋ยวก็แวบเข้ามา แผ่เมตตา สักครู่ก็หลุดคำภาวนาบ่อยๆ ควรจะแก้ด้วยกรรมฐานใด
วิสัชนา : เขาเรียกว่า ผู้มีการงานอันไม่ตั้งมั่น
สมาธิ คือการงานตั้งมั่น กูเขียนไว้
สำหรับพ่อแล้ว ทาน คือ เครื่องมือสำรอกความเห็นแก่ตัว
ศีล คือ สิ่งที่ต้องยึดถือ
สมาธิ คือ การงานที่ตั้งมั่น
การภาวนา เป็นการงานมั้ย (เป็น) แสดงว่า เราไม่มีสมาธิ สมาธิอ่อนด้อยต้องฝึก“เพ่งจิต”ไว้ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอยู่นานๆ นั่นแหละ วิธีแก้กูสอนไปแล้วให้ กายรวมใจ มึงไม่รวมเอง
กายรวมใจ จะเป็นสมาธิมั้ย (เป็น)
วิธี ก็คือ ทำให้ กายกับใจ รวมกันให้ได้ เราจะได้ไม่สับส่าย สับสน แล้วพวกนี้จะเป็นคนขี้หลงขี้ลืมนะ ได้หน้าลืมหลัง..สวดๆไป เอ๊ะ เมื่อกี้กูบทอะไรหว่า บทนี้กูสวดหรือยังวะ เพราะแวบไปนู่น แวบมานี่ เดี๋ยวก็ฟุ้งไปเรื่อย กลับมาอีกที ต่อไม่ติดแล้ว แบบนี้ เรียกว่า เป็นผู้ที่มีการงานไม่ตั้งมั่น ไม่มีกายกับใจรวมกันไม่อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จบ
ปุจฉา : ช่วงบวชเนกขัมมะระหว่างวันที่ ๒-๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา หลวงปู่นำสวดคาถาเทพรัญจวน หลังบวชเนกขัมมะกลับบ้าน ได้มีโอกาส อ่านเฟซบุ๊กหลวงปู่พุทธะอิสระ บทความเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจนัก แต่กลับมาถึงบ้าน จัดเวลาสวดคาถาเทพรัญจวน ระหว่างที่สวด ได้ยินเสียงมาสอนธรรมะปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๓ วันในช่วงเวลาที่สวดมนต์อยากทราบว่า เสียงนี้ผมคิดไปเอง หรือเพราะสวดคาถาเทพรัญจวน ส่งผลให้ครับ
วิสัชนา : มึงไม่ได้คิดเองหรอก การสวดคาถาเทพรัญจวน คือ ผูกสัมพันธภาพอันดีกับสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ สรรพชีวิต สรรพวิญญาณ สัพพโลกธาตุ อะไรที่เราติดขัด มีปัญหา ว้าวุ่น สับสน หาคำตอบไม่ได้ สามารถรู้ได้ จากเพื่อน มิตร ญาติใกล้ชิด ผู้ร่วมอนุเคราะห์การุณย์ต่อกันและกัน ไม่ได้เป็นเรื่องคิดเอง ไม่ใช่มีมึงคนเดียว หลายคนเขาก็เป็นอย่างนี้
สวดให้ได้ทุกวันเถอะ วันหนึ่ง ๒ เวลาเช้า-เย็นได้ ก็จะดีมากๆ ๓ เวลาได้ ยิ่งดีใหญ่ ให้เขาไปทุกวัน ดีกว่าปล่อยจิตให้ล่องลอยไปกับอกุศลครอบรู้จักให้ ฝึกให้ ทำจิตใจที่พร้อมให้ แม้ที่สุด ก็คือ ให้อภัย
ทำไปทุกวันๆ แล้วเราจะรู้ว่าโลกธาตุนี้ไม่ได้มีเราอยู่คนเดียว รอบๆ ตัวเรา มีญาติ พี่น้อง บุคคลใกล้ชิด เพื่อนฝูงแสนสนิทเยอะแยะ มากมายจะไปคิดเอง จบ
.....
ปุจฉา : ตามที่หลวงปู่สอนเจริญคาถาเทพรัญจวน ขั้นที่ ๑ และ ๒ อยากทราบว่าขั้นที่ ๓
หลวงปู่ : เดี๋ยวก่อน ก่อนที่มึงจะถามกู กูถามมึง สวดคาถาเทพรัญจวน
ขั้นที่ ๑ คือ กายรวมใจ
ขั้นที่ ๒ คือ ใจรวมภาวนา ใจอยู่กับองค์ภาวนา
ขั้นที่ ๓ วันนี้จะสอน คือ ใจอยู่กับนิมิตอะไร...นิมิตของคำที่พูด
เช่น เราขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่เทพพระธรณี นิมิตถึงเทพพระธรณีปรากฏตรงหน้า อย่างนี้เป็นต้น หรือไม่ก็ นิมิตถึงบิดา มารดา พ่อแม่เรา รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
ส่วนนิมิตจะชัด นี่อยู่ในหลักการ อาการ ๑๐ อย่าง
คิดเป็น จิต
น้อมมาเป็น มโน
เก็บไว้เป็น หทัย
พอใจเป็น มนัส
แช่มชื่น เบิกบานเป็น ปัณฑระ
สืบต่อเป็น มนายตนะ
เป็นใหญ่เป็น มนินทรีย์
ว่าไปตามกระบวนการ ใช้หลักนี้ในการพิจารณาภาวนาในคาถาเทพรัญจวน
เพราะฉะนั้น การพิจารณาภาวนาต่างๆ ถ้ามีคำภาวนาเป็นนิมิต ถือว่าสำเร็จประโยชน์ไปขั้นหนึ่ง ถ้ามีภาพนิมิตปรากฏในคำภาวนานั้นๆ ก็สำเร็จไปขั้นสุดท้าย
เอ้าถามต่อ
ขอปุจฉาว่า เทพเทวดาต่างๆ จะนึกหน้าท่านอย่างไร
วิสัชนา : มึงนึกคนอื่นไม่ออก มึงก็นึกหน้าสุดหล่ออย่างกู หรือ นึกหน้ากูไม่ได้ เพราะนึกทีไรก็แก่ทุกที แล้วแต่มึงจะนึกเอาแล้วกัน
คนสมัยโบราณ เขาถึงมีคำสอน มีภาพสอนตามผนังโบสถ์…ภาพนรก ภาพสวรรค์ ภาพวิมาน ภาพเทวดา ภาพนางฟ้า สมัยนี้ วาดภาพอะไรไม่รู้ เลอะเทอะ โดเรม่อนถือไอโฟน อะไรก็ไม่รู้
ไม่สร้าง ญาณทัศนวิสุทธิ คือ ความเห็นอันประเสริฐให้เกิดขึ้นในคนยุคปัจจุบัน มีแต่ อทัศนวิสุทธิ คือความเห็นอันไม่ประเสริฐ
เวลาเราจะระลึกนึกถึง เอามาเป็นนิมิต น้อมเข้ามาไม่ได้ เพราะน้อมแล้วเป็นมลทิน มลพิษ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ไม่ยาก พระองค์ทรงสอนให้เป็นธรรมะทันสมัยที่สุดในคำสอน
อปัณณกปฏิปทา…อินทรีย์สังวร สำรวมสังวร ระวัง
ถ้าน้อมมาไม่ได้ น้อมมาแล้วจะเป็นมลทิน มลพิษ อย่างนั้นก็สำรวม สังวรระวัง…ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และอารมณ์ที่ปรากฏ…สำรวม สังวร ระวัง เหมือนกับพระองค์จะทรงรู้ว่า โลกอดีต โลกอนาคต น้อมเข้ามาทั้งหมดไม่ได้ อย่างนั้นก็สำรวม สังวร ระวังซะ เรียกว่า อินทรีย์สังวร
ฉะนั้น กระบวนการน้อมเข้า แม้เราจะรู้สึกว่า น้อมไม่ถึง ไม่เห็นรูปภาพ แต่เมื่อน้อมเข้ามาแล้วก็ถือว่า ใช้ได้ สุดท้าย เดี๋ยวก็มาปรากฏให้เราได้เห็นเอง จบ
......
ลุกขึ้นยืนเตรียม ปฎิบัติธรรม
๐ เริ่มจากกายรวมใจ
ว่าที่จริงนะ ความหมายของคําว่ากายรวมใจก็คือ ใจนี้มีกายอันเป็นนิมิต ติดตั้งมั่นอยู่ในกาย จิตกําหนดรู้ พร้อมเฉพาะภายในกาย นั้นเรียกว่ากายรวมใจ หรือมีกายเป็นนิมิตแห่งใจ จิตจะนิมิตได้หรือจับกายได้ หรือกายรวมกับใจได้เนี่ย มันจะคลายมันจะปลดล็อก ปลดล็อกความเขมึงทึงตึงเครียดทั้งหลาย ค่อยๆ ผ่อนไปทีละเปลาะๆได้
เรียกว่าจิตก็ไม่สับส่าย ไม่ฟุ้งซ่านไม่ทุรนทุราย ไม่กระเสือกกระสน ไม่ดิ้นรน ดํารงตั้งมั่นอยู่ ดํารงตั้งมั่นแล้วต้องมั่นคงมั่นคงจนมั่นใจแล้วจึงจะเริ่มกระบวนการภาวนาในขั้นต่อมา ที่พูดนี่คือกระบวนการภาวนาในคาถาเทพรัญจวน
แต่ถ้ายังสับส่าย ทุรนทุราย กระเสือกกระสนอยู่ ยังภาวนาไม่ได้ จิตตั้งมั่นได้พร้อมเฉพาะดีแล้ว
ต่อไปก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการภาวนาคาถาเทพรัญจวน ใครที่คิดว่าตัวเองยืนไม่ได้นาน ก็หาที่นั่งลงนั่ง แล้วสํารวมกายพร้อมจิต ไอ้ที่คิดว่ายืนได้ ก็ยืนตามอัธยาศัย
เมื่อเราผ่านขั้นแรกในการรวมใจมาแล้วก็เข้าสู่
๐ ขั้นที่สอง ใจรวมอักษร
เห็นอักษรหรือสัมผัสอักษรเป็นนิมิต สัมผัสอักษรเป็นนิมิตหรือไม่ก็สัมผัส สิ่งที่น้อมเข้ามาในใจเป็นนิมิตนิมิตนิมิตก็คือคําภาวนา
สัมผัสอักษรเป็นนิมิต หรือไม่ก็สัมผัสสิ่งที่น้อมเข้ามาในใจเป็นนิมิต
นั่นก็คือ คําภาวนาในใจว่า
…(บทสวดคาถาเทพรัญจวน).....
หลวงปู่อธิบาย ระหว่างการเจริญมนต์ :
ช่วงตอนการภาวนาเนี่ยเรียกว่า ขั้นทําคําภาวนาให้เป็นนิมิต หรือทําอักษรให้เป็นนิมิต ถ้าจะพัฒนาถึงคําว่า ทํารูปลักษณ์ให้ปรากฏเป็นนิมิต นั่นหมายถึงเราต้องน้อมเข้ามาให้มากขึ้น คิดเป็นจิต น้อมเข้ามาเป็นมโน ให้มากขึ้น
แล้วเทพทั้งหลายที่เรากล่าวนามก็จะปรากฏให้เห็น ยึดถือเป็นนิมิตในขณะหนึ่ง ๆ ที่ภาวนาเอ่ยนาม
หรือบุคคลหรือสัตว์ที่เรากล่าวนามเอ่ยนาม ก็จะปรากฏให้เป็นภาพนิมิต ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่ต้องคิดเป็นจิต น้อมเข้ามาให้มากขึ้นเป็นมโน จึงจะเห็นภาพเป็นนิมิตได้ชัดเจน
.....
คนที่มีจิตสับส่ายเนี่ย เรื่องของเรื่องก็คือนิมิตมันส่งออกไปนอกกาย
วิธีแก้ก็คือ ดึงนิมิตเข้ามาไว้ในกายก็คือเข้ามาอยู่ในตัว อย่าส่งนิมิตออกไปนอกกาย
แล้วนิมิตจะหยุดนิ่ง แล้วตั้งมั่นโดยเอาจิตจับนิมิตนั้นให้ชัดเจน
รู้อยู่พร้อมเฉพาะหน้าภายในกายนี้
นั่นคือหลักการที่จะทําให้นิมิตนิ่งสนิทโดยไม่สับส่าย
.........
ผู้เจริญเทวตานุสสติกรรมฐาน
บทสรุป : วิธีการฝึกเจริญมนต์ให้มีจิตตานุภาพ
คิด เป็น จิต
น้อมไป น้อมเข้ามา เป็น มโน
เก็บไว้ เป็น หทัย
พอใจ เป็น มนัส
แช่มชื่นเบิกบาน เป็น ปัณฑระ
สืบต่อ เป็น มนายตนะ
เป็นใหญ่ เรียกว่า มนินทรีย์ ถึงขั้นเป็นใหญ่เราจะเห็นภาพบุคคลที่เรากล่าวอ้าง
นั่นก็แสดงว่าเราน้อมมาจนมั่นคงแล้ว
วิถีนี้ถือว่าเป็นการฝึกสมาธิฝึกจิตตานุภาพทําให้จิตมีอํานาจมีอานุภาพ
ทําทุกวันทุกวัน เช้าเย็น เช้าเย็น บ่อยบ่อยเรื่อยๆ เราก็จะเป็น ผู้เจริญเทวตานุสสติกรรมฐาน เรียกว่ามีมีอารมณ์เป็นเทวดา มีเทวดาเป็นอารมณ์ของเรา
นึกถึงหน้าเทวดาก็ปรากฏทันที นึกถึงหน้ามารก็ปรากฏทันที นึกถึงหน้ายักษ์ หน้าอินทร์หน้าพรหมก็ปรากฏทันที นึกถึงหน้าญาติก็ปรากฏทันที แม้ที่สุดนึกนึกถึงหน้าสัตว์เดรัจฉาน อย่างเช่น ครุฑ ครุฑ นาค คนธรรพ์ก็สามารถปรากฏได้ทันที เพราะด้วยอานุภาพแห่งจิตที่ฝึกดีแล้ว ทําให้จนเป็นวะสี กรรมฐานโดยวิธีทางแห่งสมาธิ
สมาธิ คือความหมายแห่งการงานที่ตั้งมั่น การที่เราทําการภาวนาจนตั้งมั่นและสามารถน้อมเข้ามาจนกลายเป็นนิมิต คือเครื่องหมาย หรือภาพปรากฏได้ นั่นถือว่าเป็นอานุภาพแห่งจิต เรียกได้ว่าเป็นผู้มีจิตตานุภาพ ฝึกบ่อย ๆ ทําบ่อยๆ
แต่สิ่งนึงที่ได้ก็คือ ความสงบสงบไหม เออสงบแล้วก็รู้ตัวทั่วพร้อม ฝึกไปศึกษาสั่งสม
เริ่มต้นจากขั้นแรกต้องเริ่มต้นจากอะไร
หนึ่ง กายรวมใจ
สองก็คือ จิตรวมคำภาวนา
สามก็คือ ไม่ต้องอะไร เพราะเมื่อถึงคําว่าภาวนาตั้งมั่น จนน้อมมาเป็น มโน แล้วมโนนั้นตั้งมั่นแล้ว เมื่อน้อมเข้ามาแล้ว อนุภาพอันนี้ จะทําให้เราถึงคําว่า มนินทรีย์ คือเป็นใหญ่ละ จิตเป็นใหญ่ ทีนี้จะเนรมิตจะบันดาลจะทําอะไรก็ได้
แม้แต่จะเรียน มโนมยิทธิ ก็ง่ายดังปอกกล้วย จะฝึกศึกษาวิชามโนมยิทธิ ก็ยิ่งง่ายใหญ่ ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แต่ต้องเริ่มต้นมาจากกายรวมใจให้ได้ก่อน
เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ เดี๋ยวเตรียมตัวหนังสือสวดมนต์มา
-----------------------------
หลวงปู่พุทธะอิสระ. (๒๕๖๗). ผู้เจริญเทวตานุสติกรรมฐาน กระบวนการภาวนาในคาถาเทพรัญจวน
ปุจฉา และ ปฏิบัติธรรม ใน บทสวดมนต์คาถาเทพรัญจวน วิธีการเจริญมนต์โดยใช้กายรวมใจ (เทวตานุสติกรรมฐาน) ปี ๒๕๖๗. น. ๙๗ - ๑๐๕. นครปฐม: มูลนิธิธรรมอิสระ.
หลวงปู่พุทธะอิสระ. ผู้เจริญเทวตานุสติกรรมฐาน กระบวนการภาวนาในคาถาเทพรัญจวน ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ช่วงบ่าย , สืบค้นวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ จาก
https://www.youtube.com/watch?v=F-72IlyHvNw