วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

บทที่ ๔ ธรรมะวันมาฆบูชา “สัมมาทิฐิ”

บทสวดมนต์คาถาเทพรัญจวน วิธีการเจริญมนต์โดยใช้กายรวมใจ (เทวตานุสติกรรมฐาน) ปี ๒๕๖๗

ชื่อเรื่อง ธรรมะวันมาฆบูชา “สัมมาทิฐิ”              

แสดงธรรมโดย หลวงปู่พุทธะอิสระ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ช่วงเช้า

สาระสังเขป

         กล่าวถึงความสำคัญของวันมาฆบูชาว่า เป็นวันที่ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ หรือหัวใจสำคัญที่ของพระพุทธศาสนาและเป็นรากฐานของพระธรรมและวินัย ได้แก่ การไม่ทำชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ ซึ่งรวมไว้ในศีลห้า การมีสัมมาทิฏฐิ คือ เชื่อกฎแห่งกรรม เห็นหลักอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง  เห็นทุกขัง และเห็นความไม่มีอยู่จริง  และการเห็นอริยสัจ ๔

 

เนื้อหา

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน

วันนี้ต้องขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของทุกท่านที่ได้มาร่วมกันกระทำกุศลทั้งถวายทาน ปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา บำเพ็ญมหาบุญอันยิ่งใหญ่ให้ ต้องบอกว่าให้กับตัวเอง และจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปให้กับหมู่ญาติผู้มีชีวิตอยู่ผู้วายชนม์ ให้คนทั้งหลายเหล่านั้นได้ร่วมอนุโมทนา ในสิ่งที่ตัวเราได้ลงมือกระทำกัน

 

วันมาฆบุรณมี ดิถีเพ็ญกลางเดือน ๓ ถือว่า เป็นการบูชาอันสำคัญยิ่งของพระบรมศาสดา และพระพุทธศาสนา รวมทั้งพระธรรมวินัย เป็นที่รู้กันว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน พระองค์ทรงวางรากฐาน เรียกว่า ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ หรือหัวใจสำคัญที่พวกเรามารู้กันที่หลังว่า เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา 

 

สมัยก่อนเขายังไม่มีคำว่า พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเรียกสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบว่า “พระธรรมและวินัยของเราตถาคต“ เพราะฉะนั้น ต้องบอกว่า หัวใจสำคัญของหลักพระธรรมและวินัยที่ พระสุคตเจ้าได้ทรงค้นพบ และทรงนำเอามาบอกกล่าว เล่าแจ้งให้พวกเราท่านทั้งหลายได้รับรู้วันนี้เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีก่อน ซึ่งเราท่านทั้งหลายได้รับรู้ หรือรับถ่ายทอด รับฟัง และรับมาปฏิบัติ สืบทอด กันเป็นช่วงๆ ต่อๆมาจนถึงทุกวันนี้

 

สิ่งที่เราได้รับมาที่พระบรมศาสดาทรงแสดง ทรงวางรากฐานของพระธรรมและวินัยไว้ คือ ไม่ทำชั่ว มีอะไรบ้าง

 

๑.ไม่ทำชั่วทางกาย    

๒.ไม่ทำชั่วทางวาจา 

๓.ไม่ทำชั่วทางใจ

ไม่ทำชั่วทางกาย  อย่าฆ่าสัตว์ อย่าลักทรัพย์  อย่าประพฤติผิดในกาม

ไม่ทำชั่วทางวาจา อย่าพูดเท็จ อย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเพ้อเจ้อ อย่าพูดคำหยาบ

ไม่ทำชั่วทางใจ  ไม่โลภ อยากได้ของเขา…ความโลภมีเป็นธรรมชาติของมนุษย์  แต่อย่าอยากได้ของๆ เขา พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงห้ามโลภ เราทำมาหาอยู่หากิน มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันทำไร่ไถนา ทำการงาน ทำอาชีพโลภมั้ย เป็นความโลภแต่พระองค์ทรงวงเล็บว่า (อย่าอยากได้ของๆ เขา) ไม่ใช่ของเรา เอาไม่ได้ หยิบไม่ได้ อย่าไปอยากได้ของเขา อย่าไปคดโกงเขา อย่าไปจี้ปล้นเขา อย่าไปทำร้ายเจ้าทรัพย์เพื่อปล้นเอาทรัพย์ของเขา อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่า อย่าอยากได้ของเขา

 

มีความอยาก..มีได้ แต่อย่าหยิบฉวยเอาของคนอื่นที่เขาไม่ยินยอม ไม่ให้ ถ้าเขาให้ เขายินยอม ไม่เป็นไร บางคนบางครั้ง ใช้คำว่า ถือวิสาสะ คืออะไร  กรณีอย่างเช่น เพื่อนฝูงกัน สนิทกัน เจ้าตัวเขาไม่อยู่ ยืมใช้หน่อยนะ แล้วหยิบเอาไปใช้ เสร็จแล้วก็เอามาคืน หรือไม่หลังจากเจ้าตัวกลับมาก็มาบอกกล่าวให้เขารับรู้ว่า นี่ฉันหยิบของแกไปใช้ตอนแกไม่อยู่ ตอนนี้ฉันเอามาคืนแล้ว อย่างนี้เป็นต้น  แต่ไม่ใช่ ยืมใช้หน่อยนะ..คำว่า “ยืมใช้“ คืนมั้ย  สิบปีผ่านไป ก็ยังไม่คืนเสียที…ยี่สิบปีผ่านไป ลืมไปแล้ว อย่างนี้อยากได้ของเขามั้ย ไม่เรียก 

 

ไม่จัดว่า ถือวิสาสะ

 

กระบวนการอยากได้ของเขา เหล่านี้ชั่วหรือไม่ชั่ว เป็นความชั่วทั้งนั้น เพราะฉะนั้น “ความอยาก”มีได้ แต่อย่าอยากได้ของเขา ความชั่วทางใจ ทางมโน ทางอารมณ์ 

 

 

 

ข้อต่อมา ความชั่วทางมโน คือ พยาบาท โกรธ อาฆาต ปองร้ายเขา คิดจะเข่นฆ่า ล้างผลาญให้สิ้นไปต่อหน้า หรือลับหลัง เป็นความผูกพยาบาท  ท่านเปรียบไว้ว่า พยาบาท เมื่อเกิดขึ้นกับใคร ไม่ต่างอะไรกับไฟที่สุมขอน ไม่ลุกโชติช่วง ไม่มีเปลวไฟ แต่สุมเผาไหม้ไปเรื่อยๆ  ถ้าความพยาบาทนั้นไม่ได้ถูกลบล้างหรือทำให้มลายหายไป ก็ไม่ต่างอะไรกับไฟสุมขอน จะกัดกิน เผาลน ทำร้ายทำลายคนๆ นั้น สุดท้ายกลายเป็นความทุกข์ เป็นความทนได้ยาก 

เรื่องง่ายมาก แค่ทิ้งพยาบาทก็หมดทุกข์ แต่ทิ้งไม่ได้ เหมือนพระเทวทัตที่ผูกพยาบาทต่อ พระศาสดา  พยาบาทเป็นความชั่วอย่างร้ายกาจที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดเอาไว้ว่า ชั่วทางใจ ข้ามภพข้ามชาติ  โกรธ กับพยาบาท คนละเรื่องกัน อย่าไปมั่ว ปนกัน ต้องแยกให้ชัด  โกรธ  ชั่วครั้ง ชั่วครู่ ชั่วเผลอ แล้วก็หาย  พยาบาท ไม่ใช่ชั่วครั้ง ชั่วครู่ ชั่วเผลอ แล้วหาย มันไม่หาย ไม่ต่างอะไรกับไฟที่สุมขอน ลมพัดไม่หาย เว้นเสียแต่ว่า ต้องเข็นขอนไม้นั้นทิ้งลงน้ำ ไฟถึงจะดับได้

 

เรื่องโกรธ โมโห เป็นธรรมชาติ แต่พยาบาท ผิดธรรมชาติจนกลายเป็นสนิมกินใจ 

 

ใช้คำว่าเป็นมะเร็งของจิตใจ ก็ว่าได้  พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ว่า ความพยาบาทเป็นความชั่วทางใจที่มีผล ร้ายแรงมาก  

                                          

และข้อสุดท้าย สำคัญสุด เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม หรือเห็นผิดจากความเป็นจริง ข้อนี้ต้องยกระดับเข้ามาสู่ความเป็นสัมมาทิฏฐิ  เมื่อใดที่เรามีมิจฉาทิฏฐิ เราถือว่า เป็นผู้เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

 

เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม 

คือเห็นว่า สัตว์โลกไม่เป็นไปตามกรรม

              เห็นว่า กรรม ไม่ได้จำแนกสัตว์ให้ ดีชั่ว เลวหยาบ

              เห็นว่า ทำดีไม่ได้ดี

              เห็นว่า ทำชั่วไม่ได้ชั่ว 

              เห็นว่า ทุกอย่างเที่ยง

เหล่านี้ คือ ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม คือเห็นในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ หลักสัมมาทิฏฐิ

 

 สัมมาทิฏฐิ เห็นอย่างไร

ข้อที่ ๑ เห็นว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

              เห็นว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีชั่วเลวหยาบ ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ผู้ใดทำกรรมอย่างไรย่อมรับผลอย่างนั้น เรามีกรรมเป็นกำเนิด เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่พึ่งพาอาศัย มีกรรมเป็นเครื่องพามา และมีกรรมเป็นเครื่องพาไป  อย่างนี้เรียกว่า เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม หรือไม่ก็เห็นตรง ถูกต้องตามหลักสัมมาทิฏฐิ  นี่ข้อต้น

ข้อที่ ๒ เห็นหลักอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง  เห็นทุกขัง และเห็นความไม่มีอยู่จริง 

ความเห็นอย่างนี้แหละ เมื่อใดที่เห็นมุมกลับกัน คือ เห็นคนละฝั่ง คนละข้าง หรือเห็นผิดออก ไปจากตรงนี้ว่า ทุกอย่างเที่ยง ทุกอย่างคงที่ ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง และทุกอย่างสามารถทำให้เกิดสุขได้ โดยไม่ต้องเจอทุกข์เลย เป็นอย่างนั้นได้หรือ

ถ้าเรามีปัญญาสักนิด เราจะดูรู้และวิเคราะห์จิตวิญญาณและสันดานตน กายตนได้เลยว่า ทั้งชีวิตเรามีอายุ ๖๐ ปี ถามจริงๆ เรามีทุกข์กี่ขีด ต้องใช้คำว่าทุกข์กี่กิโล แล้วสุขจริงๆ กี่ขีด 

บางคนสุขไม่ถึงขีด ทั้งชีวิตทุกข์ตลอด มีอะไรบ้าง

หิวเป็นทุกข์ ร้อนเป็นทุกข์ กระหายเป็นทุกข์ นั่งนานเป็นทุกข์ ยืนนานเป็นทุกข์ หนาวเป็นทุกข์ อย่างนี้เขาเรียกว่า ปกิณกะทุกข์ คือ ทุกข์เรื่อยเปื่อย ทุกข์ไปเรื่อย

 

ทุกข์จำเป็น และทุกข์สำคัญยิ่ง คือ กระบวนการความทุกข์ที่เกิดจากโลภอยากได้ของเขา พยาบาท ปองร้ายเขา เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทำร้ายทำลายกันและกัน อย่างนี้เป็นทุกข์ที่เรากระทำเกิดขึ้น

 

แต่ทุกข์ประจำ ปกิณกะทุกข์ เป็นทุกข์ที่เกิดมากับตัวเรา พอมีเกิดก็มีทุกข์แล้ว อย่างเมื่อครู่นี้ที่กล่าว คือ นั่นนานเป็นทุกข์ อยู่นานเป็นทุกข์ หิวเป็นทุกข์ ร้อนเป็นทุกข์ กระหายเป็นทุกข์ ฝุ่นมากเป็นทุกข์ หนาวเกินไปเป็นทุกข์ อย่างนี้เรียกว่า ทุกข์ประจำ ซึ่งมีอยู่ในชาติภพของตน ใครก็ปฏิเสธไม่ได้

 

ฉะนั้น ถ้าเอา “ทุกข์ประจำ”ชาติภพกับ“ทุกข์จร”ที่มีมาเป็นครั้งเป็นครา ในขณะที่เราทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เอามาชั่งกิโลดู เราจะรู้ได้ทันทีว่า ทุกข์แบบนี้มีมากกว่าความสุขที่เราหวังลมๆ แล้งๆ เสียอีก

 

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า หลัก ๓ อย่างซึ่งเป็นสัจธรรม ใครมาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์อยู่ และข้อสุดท้าย ไม่มีอยู่จริง

 

เอาล่ะ เราหลงไป เราคิดว่าเที่ยง  เราคิดว่าไม่เป็นทุกข์ แต่สุดท้ายก็จบลงตรงคำว่า 

 

“ไม่มีอยู่จริง”  ทุกอย่างสมมติขึ้น  นี่ก็สมมติเป็นพุทธะอิสระ สมมติเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นหัว เป็นขน เป็นเล็บ เป็นหนัง สมมติขึ้นทั้งนั้น

 

เราบอกว่า นี่คือผม นี่คือหัว จับไปจับมา เราจะตัองรู้ว่า นี่ไม่ใช่หัว ถ้า“หัว”ต้องมีองค์ ประกอบชัดเจนของมัน แต่นี่ หลายสิ่งรวมเป็นหนึ่งสิ่ง เรียกหนึ่งสิ่งนี้ว่า หนึ่งหัว

 

หลายสิ่ง คืออะไรบ้าง นี่หนังหัว..หนัง เรียกว่าหัวมั้ย ก็ไม่เรียกว่า หัวนี่เราเรียก แขน แต่จับจริงๆ คือ หนัง ไม่ใช่แขน เพราะสมมุติหลายอย่างรวมกันจึงเรียกรูปร่างเช่นนี้ว่า แขน

 

อันนี้คือ ไมค์ มาแยกดูแต่ละชิ้นๆ จะรู้ว่า ตัวไมค์จริงๆไม่มี มันหลายสิ่งมาประกอบกัน ใช้ประโยชน์ได้ จึงเรียกสิ่งนี้ว่า ไมค์ อย่างนี้เป็นต้น สรรพสิ่งในศาลานี้ก็เหมือนกันลูก ถ้าไม่ได้หิน ปูน น้ำ ทราย เหล็ก จะเรียกได้มั้ยว่าเป็นศาลา เรียกไม่ได้

 

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไร มีหลายสิ่งรวมกันจนเป็นหนึ่งสิ่ง แล้วสมมติบัญญัติหนึ่งสิ่งนั้นว่า เป็นสิ่งที่สำเร็จประโยชน์ของเรา หรือของผู้บัญญัติขึ้น จึงไม่มีอยู่จริง

 

รวมๆ สรุปแล้ว ความไม่มีอยู่จริงของสรรพสิ่ง สรรพชีวิต สรรพธาตุ สรรพวัตถุ 

 

แม้แต่ดิน เราบอกว่า ร่างกายเรามี มหาภูตรูป ๔ มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ลองไปเอาดินแท้ๆมาให้ดูหน่อย ไม่มีหรอกลูก เป็นสารประกอบ มีน้ำ มีความชื้น มีลมอยู่ในธาตุดิน มีไฟอยู่ในธาตุดิน ดินจริงๆไม่มี

 

ลมก็เหมือนกัน มีองค์ประกอบของลม มีก๊าซ มีธาตุประกอบอยู่ในธาตุเหล่านั้นสุดท้ายเรียกขานว่า เป็นลม อย่างนี้เป็นต้น 

 

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มันไม่มีอยู่จริง เราอาจจะทุกข์ อาจจะเห็นว่าเที่ยง แต่ถึงคำว่า ไม่มีอยู่จริง ความทุกข์คงที่มั้ย (ไม่) นั่นคือ วิธีแก้ วิธีแก้ทุกข์ เมื่อเห็นว่า ทุกอย่างไม่มีอยู่จริง  ความทุกข์ก็ไม่มีอยู่จริง  เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่กำลังรู้สึกกระอักกระอ่วน ทรมาน ทุกข์ระทม ว้าวุ่น วุ่นวาย ถ้าคิดเป็น มันไม่มีอยู่จริง  เวลาเจอทุกข์ เจอความไม่เที่ยง สามารถลบไปได้อย่างอันตรธานหายไปเลย คือ มันไม่มีอยู่จริง แล้วหลวงปู่ใช้วิธีนี้มาชั่วชีวิต

 

ธรรมะของพระพุทธเจ้า ทรงสอนไว้เพื่อ”สำรอก”

สำรอกความทุกข์ทั้งจรและประจำให้ลดน้อย ถดถอยลงถ้ารู้จักวิจัย วิจารณ์ พินิจพิจารณา ใคร่ครวญ และนำเอามาใช้กับชีวิต บูรณาการกับชีวิตเรา เราจะสามารถอยู่ได้อย่าง ไม่ใช้คำว่า ผาสุก แต่สงบและผ่อนคลายในทุกสถานการณ์ ไม่ต้องทุรนทุราย โวยวาย ตีโพยตีพาย นั่นคนโง่ เรียกว่าไม่มีชีวิตอยู่ในทำนองคลองธรรม คือ คลาดเคลื่อนจากหลักคุณธรรม จากหลักสัมมาทิฏฐิ

 

ข้อที่ ๓  สัมมาทิฏฐิข้อสุดท้าย อริยสัจ ๔

              เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นทางดับทุกข์ เห็นข้อปฏิบัติให้ทุกข์นั้นดับลง อันนี้คือ หัวใจ   หรือ วิธีการที่จะมาพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วิธีที่จะเอามาใช้พิจารณา

 

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

 

ดังนั้น อริยสัจ ๔ คือวิธีการ เราจะใช้กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างไร กลับไปดู พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกข์ เกิดจากเหตุ ค้นหาเหตุสิ อย่างนี้เป็นต้น

 

อนิจจัง ความไม่เที่ยง มาอย่างไร ไปยึดถือมันแล้วเป็นทุกข์ ก็ค้นหาดู ใช้หลักอริยสัจ ๔  เพราะฉะนั้น อริยสัจธรรม ๔ เป็นทั้งวิธีการ และกระบวนการ รวมทั้งหลักการ ที่จะนำมาลงไม้ลงมือ กระทำให้สำเร็จประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์ของสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ตามหัวข้อของคำว่าอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง 

 

ที่พูดมาทั้งหมด คือ หลักสัมมาทิฏฐิ

 

......

 

ทีนี้มาดู มิจฉาทิฏฐิ ที่ไม่อยู่ทำนองคลองธรรม คืออะไร

เห็นตรงกันข้ามไปหมดเลย ไม่เที่ยง บอกว่าเที่ยง

เป็นทุกข์ บอกว่าเป็นสุข ต้องหาทุกอย่างเพื่อให้เกิดสุข

คนสมัยนี้เกิดขึ้นแสวงหาสุขมากกว่าที่จะหนีทุกข์ ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ไม่เคยคิดจะหนีทุกข์ แต่อยากจะหาความสุข เพื่อมาปิดบังทุกข์ลักษณะ กลบเกลื่อนความทุกข์ที่มีทั้งจร และประจำ หรือปกิณกะทุกข์ และคิดว่าปิดได้ อยู่ตรงนี้เป็นทุกข์เหลือเกิน ไม่ไหว ทุรนทุราย เร่าร้อน คนนู้นก็ด่า คนนี้ก็บ่น   ที่จริง คนเขาบ่น เขาด่า ปากเขา หูเขาอยู่ชิดกัน แต่หูของเราอยู่ไกลกว่าปากมันตั้งเยอะแยะ แต่ไม่เอาหูไปฟัง หรือฟังแล้วมันไม่มีอยู่จริงก็จบ แต่เราเอาเสียงนั้นมาใส่หูเรา แล้วเราก็รู้สึกทุกข์ระทม ทรมาน ทุรนทุราย 

 

นี่คือวิธีคิดแบบมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ถูกทำนองคลองธรรม

กระบวนการที่ถูกทำนองคลองธรรม 

ฉะนั้น กระบวนการที่ถูกทำนองคลองธรรม คือ ต้องเป็นไปตามหลักการ ๓ อย่าง

๑.เห็นว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

๒.ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง

๓.เห็นอริยสัจ ๔ คือ เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นทางดับทุกข์ เห็นข้อ           ปฏิบัติให้ทุกข์นั้นดับไป

กระบวนการทั้ง ๓ อย่างนี้แหละลูก คือ กระบวนการที่จะลบล้างความผิดพลาด จากทำนองคลองธรรมได้  

พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักการเหล่านี้ในทุจริต เรียกว่า มโนทุจริต เพื่อทำให้เกิดมโนสุจริต

มโนทุจริต ความชั่วทางใจ มีอะไรบ้าง

๑. โลภ อยากได้ของเขา

๒.พยาบาท ปองร้ายเขา

๓.เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

แล้วอะไรมีโทษมากที่สุด เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม มีโทษมากที่สุด ทำให้เราไม่ตั้งมั่นอยู่ได้อย่างผ่อนคลาย  ทำให้เราต้องเผชิญต่อวิบากกรรมอันหนักหนาสาหัส จากการกระทำของเรา

แต่ถ้าเมื่อใดที่เราเห็นถูกตามทำนองคลองธรรม  เราเชื่อเรื่องกรรม สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีชั่วเลวหยาบ เรามาได้ด้วยอำนาจกรรม และไปได้ด้วยอำนาจกรรม  

เมื่อเชื่อกรรมอย่างถูกต้อง ชัดเจน  กรรม แก้ไม่ได้ แต่สามารถผ่อนคลายได้ เหมือนอย่างโจรองคุลีมาล ฆ่าคนมาเป็นพัน แต่ทำให้กรรมนั้นผ่อนคลายได้โดยยอมรับมัน แล้วเร่งมุ่งมั่นปฏิบัติจนลุถึงพระอรหันต์

ฉะนั้น กรรมแก้ไม่ได้ ย้ำ แต่ทำให้เบาบางได้โดยการพัฒนาตัวเอง 

ไม่ใช่ด้วยการทำบุญด้วยนะ  อาจจะแปลคำว่า บุญ เป็นเครื่องยังให้สำเร็จประโยชน์ถึงสมบัติทั้งปวง อย่างที่หลวงปู่เขียนบทโศลกไว้ ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะหมายรวมถึงคำว่า กุศล ความฉลาดด้วย

บุญ แปลว่า ความอิ่มใจ ทำอะไรด้วยความชาญฉลาด แล้วอิ่มใจ 

 

นั่นแหละ คือ กระบวนการที่จะทำให้กรรมอันหนักเหล่านั้นเบาบางลง ในระดับที่เราสามารถไม่ทุกข์เกินไป แต่ก็หนีไม่พ้นในการชดใช้กรรมนั้น 

กระบวนการที่พระพุทธเจ้าทรงสอน 

ไม่ทำชั่วทางกาย ไม่ทำชั่วทางวาจา และไม่ทำชั่วทางใจ

เป็นคำสอนเบื้องต้นของหัวใจพระพุทธศาสนา หรือคำสอนเบื้องต้นของโอวาทปาฏิโมกข์ โดยมีพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มารวมประชุมพร้อมกันเพื่อจะรับฟังคำสอนนั้น หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน  แล้วพระองค์ทรงสอนข้อต่อมาว่าอะไร

 

 

 

ทำกุศลให้ถึงพร้อม

กุศล แปลว่า ความฉลาด แสดงว่า พระองค์ทรงเน้นสติปัญญา ความชาญฉลาดต้องถึงพร้อม อยู่ตลอดเวลา แล้วกระบวนการ “กุศล”หรือความชาญฉลาด ให้ถึงพร้อม ต้องทำอย่างไร ต้องไปสู่คำสอนที่ ๓ คือ 

รักษาจิตของตนให้ผ่องแผ้วและแจ่มใส  

จิตนี้จะไม่กระเพื่อม ด้วยกระบวนการอะไร  “จิต” จะรักษาได้ต้องมีอะไรเป็นเครื่องมือในการรักษา คืออะไร ทาน ศีล ภาวนา นั่นคือ กระบวนการรักษาจิต

ถามว่า ”ทาน“เกี่ยวอะไรกับการรักษาจิต

คนโลภ ต้องกำจัดความโลภด้วยการอะไร เสียสละ แบ่งปัน และให้ 

ไม่ใช่โลภแล้วมานั่งภาวนา  จำไว้ ให้รู้ไว้เลยว่า คนโลภ แล้วเอาแต่มานั่งภาวนา ยิ่งโลภหนักกว่าเก่า แล้วมีวิธีซิกแซ็กในการทำความโลภให้บรรเจิด เลิศหรูเยอะแยะ  หลวงปู่เจอมากับตัว สมัยก่อนอยู่กรุงเทพฯ หลวงตาแกช่างเคร่ง นั่งสมาธิ ภาวนาตลอด แต่เข้าไปในกุฏิ หาที่ยืนไม่ได้ มีช่องเดียวที่แกนอน ที่เหลือนอกนั้น มีแต่กระป๋องสังฆทาน เต็มยันเพดาน โลภไง

ภาวนาแล้ว นั่นก็มีค่า นี่ก็มีค่า ทิ้งไม่ได้ นี่ก็ราคาแพง สุดท้ายเก็บไว้เต็มไปหมด วันดีคืนดี เราต้องไปช่วยเขารื้อ แต่แกเก่งภาวนามาก ทำสมาธิตลอด ฉะนั้น วิธีแก้ที่ดีที่สุดในการกำจัดความโลภ ไม่ใช่การภาวนา แต่คืออะไร

 

              การเสียสละ การแบ่งปัน

              ความมีเมตตา เอื้ออาทร การุณ

              ความอนุเคราะห์ เกื้อกูล

วิธีกำจัดความโกรธ ความพยาบาท ต้องทำอย่างไร 

เจริญเมตตา แผ่เมตตา นี่คือ หลักการในกระบวนการที่จะรักษาจิตของตน

ทาน ปฏิบัติทาน เป็นการทำลายความโลภและไม่ใช่แค่ทำลายความโลภอย่างเดียว นะลูก

 

การเสียสละ การแบ่งปัน ทำลายอีโก้ ทำลายอัตตา ความมีตัวมีตนด้วย ทำให้เรามีความรู้สึกว่า ตัวเราเล็กลงได้ พร้อมที่จะอยู่ในทุกที่อย่างไม่ลำบากเกินไป

แต่ในมุมกลับกันถ้า“ตัวกู”ใหญ่ แล้วกูมีมากขึ้นๆ จะพองเหมือนอึ่งอ่าง 

ใครมาอยู่ใกล้ก็ไม่ได้  เข้าไปตรงไหนก็ไม่ได้ สุดท้าย เราจะท้องแตกตาย จะอยู่ได้ยาก วางตัวลำบาก เข้าสังคมใดก็ยุ่งยากไปหมด มีขั้นมีตอน มีข้อแม้เยอะแยะมากมาย  แต่ถ้าเรา”ลด“อัตตา เสียสละ แบ่งปัน ทำให้ทุกอย่างกลายเป็น “ของกลาง”  มีมากก็แบ่งกันใช้  มีกินก็แบ่งกันกิน เกื้อกูล อนุเคราะห์ การุณ เราแข็งแรงกว่าก็ช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่า  เรามีโอกาสมากกว่าก็แบ่งปันคนมีโอกาสน้อยกว่า

ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยเขา แต่ช่วยตัวเราด้วย ทำให้ตัวเราสามารถยืนอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก นั่งอยู่ได้ไม่ทุกข์ เดินอยู่ได้อย่างผ่อนคลาย นอนอยู่ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องพูดถึงคำว่า สุข

ผ่อนคลายความทุกข์ ด้วยการรักษาจิตไม่ให้กระเพื่อม 

จะสังเกตเห็นว่า หลวงปู่ไม่เคยใช้คำว่า สุข พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนเรื่องสุข อย่างดีที่สุดพระองค์จะทรงสอนคำว่า ผ่อนคลาย เพราะอะไร

ทุกข์ เกิดกับชาติภพ เมื่อใดที่ยังมี“ความเกิด”อยู่ ปฏิเสธความทุกข์ไม่ได้

หิวเป็นทุกข์มั้ย ร้อนเป็นทุกข์มั้ย กระหายเป็นทุกข์มั้ย เจ็บเป็นทุกข์มั้ย ป่วยเป็นทุกข์มั้ย แก่เป็นทุกข์มั้ย (เป็น) เป็นเหรอ กูนึกว่า พวกมึงไม่เป็น เห็นหน้าระรื่น ชื่นบาน 

เป็นทุกข์  แล้วทำอย่างไรให้ทุกข์ผ่อนคลาย  เข้าใจ รู้จักตามความเป็นจริง กลับมาอยู่ในหลักสัมมาทิฏฐิ หรือ เห็นถูกตามทำนองคลองธรรม

ดังนั้น กระบวนการรักษาจิตไม่ให้กระเพื่อม นี่แหละจะทำความเข้าใจกับ กระบวนการย้อนกลับ คือกลับไปทำดี ทำกุศล และรักษาจิตให้ผ่องแผ้วแจ่มใส เหมือนวงกลมเป็นงูกินหาง ถ้าเริ่มต้นถูกต้องจะเขียนวงกลมได้สำเร็จ

ถ้าเริ่มต้นไม่ถูกต้อง เราเข้าใจผิดๆ อย่างเช่น 

ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อกฎของกรรม ไม่เชื่อสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

ไม่เชื่อว่า การให้ การเสียสละ จะทำให้อีโก้ ไอ้โก้กูลดลง  

ไม่เชื่อแม้กระทั่งว่า ความทุกข์เป็นสิ่งประจำ แสวงหาความสุขได้โดยการลบล้างความทุกข์ อันนี้เรียกว่า ไม่เชื่อแบบเลวร้าย จนทำลายสัมมาทิฏฐิให้หมดไป เหลือแต่มิจฉาทิฏฐิล้วนๆ ซึ่งน่าเห็นใจ น่าห่วงใยว่า เกิดมาเป็นมนุษย์กับเขาชาติหนึ่ง ยังหลงเดินทางผิด 

เหมือนอย่างที่หลวงปู่พูดและบอกบ่อยๆ ว่าสัตว์นรก มีวิธีเห็น และวิธีคิดไม่เหมือนกับผู้มีปัญญา หรือปราชญ์บัณฑิต  ปราชญ์บัณฑิตผู้มีปัญญา เขาจะเห็นว่า อันนั้นถ่านไฟ น้ำทองแดง ขี้เถ้านรกขุมโลกันตนรก อันนี้คือเหล็กแดงๆ แต่สัตว์นรกจะเห็นว่า อันนั้นอร่อย น้ำที่ควรดื่มกิน นี่คือ โทษฐานแห่งมิจฉาทิฏฐิ เหมือนกับหนอนขี้ กูเล่าให้ฟังบ่อยๆ  

สัตว์นรกเหมือนกันหมดลูก เมื่อใดที่สัตว์นรกตนใดเห็นว่า นรกที่ตัวเองตกอยู่เป็นความทุกข์ แล้วเป็นทุกข์มาจากเหตุปัจจัยอะไร ไม่ได้ตกนรกล่ะ นรกขุมนั้นเป็นอันตรธานหายไปจากสัตว์นรกตัวนั้น 

จำไว้เป็นบทเรียนเผื่อจะได้ไปเยี่ยมเยียนกับเขาบ้าง ที่พูดให้ฟังว่า เมื่อใดที่ตกนรกแล้ว วิธีคิด คือ

อันดับต้น มีสัมมาทิฏฐิ เห็นความจริง สัมมาทิฏฐิ หลักๆโดยรวม ไม่ว่าจะเห็นกรรม เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่า เห็นสามัญลักษณะ หรือเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รวมกันตรงคำว่า เห็นตรง ถูกต้อง ตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงหมด ใครก็มาแหกตาเราไม่ได้ หลอกลวงเราไม่ได้ แม้แต่ภาพมายาการทั้งหลายก็หลอกเราไม่ได้ เพราะเราเห็นตรง ถูกต้อง  แต่ที่เขาหลอกเราได้ ไม่ว่าผีหลอก เทวดาหลอก มนุษย์หลอก สัตว์หลอก แสดงว่า เราฝึกตนมาเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มองโลกอย่างบิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามหลักแห่งความเป็นจริง เราไปยึดติดอยู่ในสมมติ เลยเป็นที่มาของบทโศลกที่หลวงปู่เขียนไว้เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วว่า

“ลูกรัก อยู่ในโลกใบนี้ ต้องรู้จักสมมติ ใช้สมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ ก็รู้จักที่จะให้ประโยชน์กับสมมติ ท้ายที่สุด อย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ”

เพื่อจะบอกว่า นี่เป็นมายาการ ไม่มีอยู่จริง เป็นสมมติบัญญัติที่บุคคลบัญญัติขึ้นเท่านั้น  ถ้าเข้าใจความหมายแบบนี้ ทุกข์อะไรก็แทรกเราไม่ได้ลูก ความเศร้าโศก เสียใจ ทุรนทุราย อาลัยอาวรณ์ ตีโพยตีพาย ร้องห่มร้องไห้ มีปัญหาคาราคาซัง จะไม่เกิดขึ้น จะไม่มี

ถ้าพวกมึงเป็นกู ทุกวันมีแต่ปัญหา ถามว่าหลวงปู่อยู่ได้อย่างไร 

เข้าใจ รู้จักโลกตามความเป็นจริง 

 

.....

 

อยากบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม มีหลักคิดในหลักสัมมาทิฏฐิ แม้แต่ผีและมัจจุราชก็หลอกมึงไม่ได้ ใครก็หลอกไม่ได้

 

ความมายาการของจิต จิตที่มีมายา เกิดจากอำนาจอุปาทานขันธ์ คือ ความยึดถือในขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จะอันตรธานหายไป และสามารถเห็นชัดตามความเป็นจริงว่า จริงๆ แล้วควรจะต้องทำอะไร 

 

โลกหลังความตายไม่ได้สุขสมเหมือนขณะมีชีวิตอยู่ โลกมีชีวิตอยู่ ยังเห็น นี่พี่ นี่น้อง นี่พ่อ นี่แม่ นี่ญาติ นี่คนรู้จัก มีทุกข์ร้อน เดือดร้อน ยังคุยด้วยได้ อนุเคราะห์การุณกันได้ แต่โลกหลัง

 

ความตาย ญาติคือญาติ น้องคือน้อง พี่คือพี่  แต่ถามว่า น้องพี่เหล่านั้นช่วยเราได้มั้ย ตัวมันยังเอาตัวไม่รอดเลย จะมาช่วยอะไรเรา ก็เดินแบบคนไม่รู้จัก แล้วถ้าไม่มีต้นทุนบุญกุศล หลักคิดที่ถูกต้อง ตรงวิธีตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ สรรพชีวิต จะมีอะไรเป็นเครื่องอยู่อาศัย ก็ความทุกข์อย่างเดียว นั่นแหละ เขาเรียกว่า ผู้ตกอยู่ในทุคติภพ ภพแห่งความทุกข์

เรื่องไม่ได้ยากเลยถ้าจะพ้นจากทุคติภพ ง่ายมาก เห็นโลกตามความเป็นจริงแค่แว็บเดียว ทุคติภพก็อันตรธาน 

เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องยาก ปัญหาอยู่ที่ว่า เรามองอย่างไร เราเห็นอย่างไร

เรามีชีวิตอยู่ในการฝึกปรือ เรียนรู้ ศึกษา สั่งสม อบรม สัมมาทิฏฐิไว้อย่างชัดเจนหรือไม่  มึงไปฟังเทปเก่าๆ กู ไม่มีวันใดที่กูจะไม่พูดถึงคำว่า สัมมาทิฏฐิ พูดทุกครั้ง ไม่ว่าจะ ๒๐ปี ๓๐ปี ๔๐ปีที่ผ่านมา พูดแต่เรื่องสัมมาทิฏฐิ เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างผ่อนคลาย จากความทุกข์ที่รุมเร้า และบีบคั้น ทั้งทุกข์จร ทุกข์ประจำ และปกิณกะทุกข์ทั้งปวง

                                                          ______________________

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระแสดงธรรมวันมาฆบูชาในช่วงเช้า ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗, สืบค้นวันที่ ๒๗ กรกฎาคม

 ๒๕๖๙ จาก https://www.youtube.com/watch?v=p_7k9xJXUIo

 

 

254 | 27 กรกฎาคม 2026, 15:47
บทความอื่นๆ