วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

บทที่ ๕ จิตสุดท้ายอันศักดิ์สิทธิ์

บทสวดมนต์คาถาเทพรัญจวน วิธีการเจริญมนต์โดยใช้กายรวมใจ (เทวตานุสติกรรมฐาน) ปี ๒๕๖๗

ชื่อเรื่อง จิตสุดท้ายอันศักดิ์สิทธิ์  

แสดงธรรมโดย หลวงปู่พุทธะอิสระ ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ คุณสมรัก วงษ์ขวัญเมือง 
๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗  เวลา ๑๘.๐๐ น.  

สาระสังเขป

         ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด อุปถัมภกกรรม กรรมเลี้ยงดู อุปปีฬกกรรม กรรมสนับสนุน

อุปฆาตกรรม กรรมตัดรอน จะมีผลต่อจิตสุดท้าย ระหว่างมีชีวิตจึงต้องสั่งสมบุญกุศล

ใครที่สั่งสมอบรมต้นทุนบุญกุศล คุณงามความดี ทาน ศีล ภาวนา เจริญคุณธรรมทั้งกาย วาจา ใจ เป็นผู้ทำให้ซื่อตรง สุจริต เรียกว่า มี กายสุจริต วจีสุจริต  มโนสุจริต  สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนดั่งพ่วงแพที่พึ่งเราได้เมื่อยามที่เราลำบากหรือตาย ความตายเป็นของไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ ต้องตายทุกคน มีอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในจิตสุดท้ายบ้าง เราอาจทำอกุศลกรรมหนักมาในอดีต ดังนั้นจึงต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่หลงใหล ไม่มัวเมาในขณะที่มีชีวิตอยู่ และทำตนให้เป็นคนที่พึ่งตัวเองได้ เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ และสั่งสมอบรมบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา เจริญปัญญา หมั่นฝึกหัดดัด กาย วาจา   ใจ คนใกล้ตายที่มีอาการวิปลาส ละเมอเพ้อพก ขาดสติ แสดงว่าไม่มีต้นทุนบุญกุศล

เนื้อหา

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน 

วันพรุ่งนี้ จะมีกิจกรรมวันวิสาขบูชา บวชเนกขัมมะ ปฏิบัติธรรม น้อมถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อสั่งสมอบรมบุญกุศล ถือว่า เป็นทุนใหญ่สำคัญที่จะก่อร่างสร้างตนให้เข้าไปสู่จิตสุดท้ายอันศักดิ์สิทธิ์ 

อย่าลืมว่า ใช้คำว่า จิตสุดท้ายอันศักดิ์สิทธิ์   
ศักดิ์สิทธิ์ แปลว่า สำเร็จประโยชน์ 

จิตสุดท้าย จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ และไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้เลย ถ้าขณะที่มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างวัน ระหว่างวัย ระหว่างกาล ระหว่างสมัย เราเป็นคนมัวเมา ประมาท พลาดพลั้ง และขาดสติ ทำตนเป็นคนเลอะเลือน เปรอะเปื้อน รุกรุงรังไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เบญจพิษ กามคุณทั้ง ๕ ทะเยอทะยานอยาก มักมากไปในตัณหาและอุปาทานทั้งปวง โดนครอบงำจนไม่ลืมหูลืมตา   

ต่อให้มาทุ่มเททำบุญใกล้ๆ วันตาย หรือว่าวาระจิตสุดท้าย คงจะมุ่งหวังอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่า อำนาจแห่งกรรม ซึ่งมีทั้ง 

ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด 
อุปถัมภกกรรม กรรมเลี้ยงดู 
อุปปีฬกกรรม กรรมสนับสนุน 
อุปฆาตกรรม กรรมตัดรอน 

กรรมทั้ง ๔ นี่จะให้ผลในจิตสุดท้ายอย่างรุนแรงหรือเปล่า โดยเฉพาะเรื่อง อุปฆาตกรรม กรรมตัดรอน 

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท การสั่งสมต้นทุนบุญกุศล…ใช้คำว่า บุญ กับ กุศล   
บุญ แปลว่า ความอิ่มใจ  กุศล แปลว่า ความชาญฉลาด  
เอาความอิ่มใจอย่างชาญฉลาด สั่งสมไว้เรื่อยๆ เป็นต้นทุนเอาไว้ใช้ในจิตสุดท้าย 

 ถามว่า ทำไมต้องใช้ในจิตสุดท้าย 

ชีวิตปัจจุบันนี้ยังปากกัดตีนถีบ ยังคุยภาษามนุษย์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ยังส่งสัญญาณ ยังมองหน้ารู้จัก รู้ใจ ยังพูดคุยส่งภาษากันได้อย่างโอภาปราศรัย ขอความช่วยเหลือได้ แต่พวกท่านจะรู้ไหมว่า เวลาตายไปแล้ว เราคุยกับใครไม่รู้เรื่อง ถ้าไม่ใช่ญาติเขาไม่คุยด้วย ไปโอภาปราศรัย ขอความช่วยเหลือกับใครก็เมินเสียเถอะ  
           เพราะว่า กรรมใครกรรมมัน  บุญใครบุญมัน 

ใครจะมาช่วยใคร ถ้าไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีวิชชาความรู้ มีตบะแกร่งกล้า มีธรรมอันสูงส่ง มีจิตเมตตากรุณา เขาจะไม่ยี่หระใยดี ต่างคนต่างไป ต่างสัตว์ต่างตนก็ทุกขเวทนากันไปตามเหตุตามปัจจัย   

ฉะนั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายจึงต้องขวนขวายดั่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมจริงเลยว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน   

ตอนนี้เราคิดว่า เรายังพึ่งคนนั้นได้ พึ่งคนนี้ได้ แต่ตายไปแล้วอย่าไปหวังพึ่งใคร พึ่งใครไม่ได้จะพึ่งญาติ ตัวเองก็ยังไม่เป็นภาชนะที่จะรองรับการพึ่งพา เพราะยังมัวเมาประมาท ยังโง่ หลง งมงาย โดนอุปาทาน ตัณหาครอบงำ โดนอวิชชาบ่อนทำลาย  สุดท้าย ไม่รู้จะพึ่งใคร เพราะว่า คิดไม่ได้ บอกไม่ออก นึกไม่ถึง  แม้คิดได้ บอกออก นึกถึง ก็ญาติไม่คิดถึงเราอีกเหมือนกัน   

รวมๆแล้ว ตนเป็นที่พึ่งของตน ดีที่สุด 

 

โลกปัจจุบัน เราอาจจะมองคำนี้ไม่ออก พูดไม่ได้ อธิบายไม่ชัด เพราะว่า เราเห็นยังพึ่งพ่อพึ่งแม่ ครูบาอาจารย์ ญาติมิตร เพื่อนฝูงใกล้ชิด พึ่งญาติสนิท คนนั้นคนนี้ยังพอพึ่งได้ แต่พอถึงเวลาตาย ชีวิตหลังความตาย พึ่งใครไม่ได้นอกจากพึ่งตัวเอง 

 

ตัวเองที่มีอะไรเป็นที่พึ่งบ้าง 

          ใครที่ทำ มักมากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีอวิชชา มีตัณหา มีอุปาทาน ครอบหัวอยู่เต็มไปหมด คงจะพึ่งสิ่งเหล่านั้นไป 

           ใครที่สั่งสมอบรมต้นทุนบุญกุศล คุณงามความดี ทาน ศีล ภาวนา เจริญคุณธรรมทั้งกาย วาจา ใจ เป็นผู้ทำให้ซื่อตรง สุจริต เรียกว่า มี กายสุจริต วจีสุจริต  มโนสุจริต  สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนดั่งพ่วงแพที่พึ่งเราได้เมื่อยามที่เราตกน้ำลงไป พ่วงแพเหล่านี้จะมารับเราให้พ้นจากกระแสน้ำไหลที่พัดพาเราจมหายไป เราก็ไม่ต้องจม เพราะเราทำของเราเอาไว้ 

ฉะนั้น คำว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ ชาติปัจจุบันยังมองไม่เห็นชัด แต่หลังจากตายแล้วจะเห็นชัดว่า “กูพึ่งใครไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่ได้พึ่งตัวเอง” 

เพราะฉะนั้น วันพรุ่งนี้ ถือว่า เป็นวันที่เราจะสร้างที่พึ่ง สั่งสมอบรมที่พึ่งของพวกเรา ว่าเราจะต้องใช้เวลาที่มีอยู่ทั้งหมด  คนบางคนที่นั่งอยู่ในศาลานี้ นอกศาลา หรือที่ฟังอยู่ทางบ้าน ก็รู้ตัวอยู่หรอกว่า เรามีเวลาเหลืออันน้อยนิด มีเวลาเสื่อมโทรม ทรุดโทรมไป …กาลเวลากัดกินสรรพสิ่ง กลืนกินชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา เราไม่รู้เราจะตายเวลาไหน ถ้ายังทำตนเป็นคนเลอะเทอะ ไร้สาระ มัวเมา ประมาท ไม่จำเป็นต้องแก่ก็ตาย 

สมัยนี้ เด็กๆ ตายก็มี วัยรุ่นตายก็มี วัยฉกรรจ์ตายก็มี รูปร่างสวยงามยังอ่อนเยาว์ตายแล้วก็มี แก่แล้วบางทียังไม่ตาย ตายยาก กระเสือกกระสนอยู่นาน พวกหนุ่มๆ สาวๆ ตายกันไปหมดแล้วก็มี 

เพราะฉะนั้น ความตายเป็นของไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ ต้องตายทุกคน 

  

เราได้คิดถึงเวลาตาย วันที่ตาย เดือน-ปีที่ตาย และจิตสุดท้ายที่ต้องตายแล้วหรือยัง 

มีอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในจิตสุดท้ายบ้าง 

ถ้าเราจะบอกว่า ถ้าท่านพูดแค่นี้ แสดงว่า จิตสุดท้ายสำคัญสุด อย่างนั้นก็เอาไว้ทำดีตอนจิตสุดท้าย 

           เอาอะไรมาทำ เอาสติปัญญาที่ไหนจะมาทำ  เพราะทั้งชีวิตมัวแต่ทำอัปรีย์ แล้วความดีที่ไหนจะหลั่งไหลพรั่งพรูมายามจิตสุดท้ายเล่า แม้ทั้งชีวิตเราจะทำดีบ้าง อัปรีย์บ้าง ทำอัปรีย์บ้าง ดีบ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไป …อย่าลืมว่า มนุษย์มีกรรม ..ไม่แน่เราอาจจะมีอกุศลกรรมที่มีมาแล้วในอดีตมาตัดรอนเรา ทำให้ผลบุญกุศลที่เราทำไว้ขณะมีชีวิต  มีแรง มีกำลัง มีสติปัญญา มันสงบระงับ มันไม่ให้ผล มีอุปฆาตกรรมมาตัดรอนให้อุปฆาตกรรมที่เลวร้ายกว่า ให้อนันตริยกรรมที่หนักหนาสาหัสกว่าเข้ามาแทรกแทนที่เสียก็มี 

เพราะฉะนั้น ไม่ประมาท นั่นแหละ คือ ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่หลงใหล ไม่มัวเมาในขณะที่มีชีวิตอยู่ และทำตนให้เป็นคนที่พึ่งตัวเองได้ เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ และสั่งสมอบรมบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา เจริญปัญญา หมั่นฝึกหัดดัด กาย วาจา   ใจ …ซ้อมตายอยู่ตลอดเวลา  

”จิตสุดท้าย กูตายแล้วกูจะพึ่งอะไรได้บ้าง?“ 

สิ่งที่เลวร้ายที่ทำมาแต่อดีต ท่านไม่รู้หรอกว่า ถึงเวลาแล้วมันจะแสดงออกเหมือนกับดอกเห็ดเลย พอใกล้จิตสุดท้าย มันจะโผล่ออกมา…ไอ้นั่นมาทวงหนี้ ไอ้นี่มาทวงบุญ ไอ้นั่นมาทวงคุณ เยอะแยะมากมาย 

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นคนใกล้ตายมีอาการวิปลาส ละเมอเพ้อพก ขาดสติ เพ้อเจ้อไปเรื่อย บางทีก็โวยวาย ตีโพยตีพาย หวาดกลัว สะดุ้ง ผวาต่อความตาย สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องแสดงออกว่า ไม่มีต้นทุนบุญกุศลให้พึ่งพาอาศัย แล้วแม้ที่สุด จิตสุดท้ายคงไม่ได้ไปสู่สุคติ เพราะตายด้วยอารมณ์สะดุ้ง ผวา หวาดกลัว  จิตสุดท้ายที่จมปลักอยู่ในความกังวล ความวิตก ความว้าวุ่น ความร้อนรุ่ม ความทุรนทุราย ความทุกข์ทรมาน จะเอาสุคติภพมาจากไหน 

 

เพราะฉะนั้น พรุ่งนี้ถึงกาล ท่านทั้งหลาย ถึงกาลที่เราจะมาสั่งสม อบรมต้นทุนบุญกุศลในวันวิสาขบูชาใหญ่ของพระพุทธศาสนา เป็นการบูชาองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ บูชาคุณงามความดี บูชาคุณศีล คุณทาน คุณธรรม คุณสติ คุณปัญญา ที่เราจะสั่งสมอบรมได้ ก็จงมุ่งหมั่นมั่นหมายใจ เร่งกระทำ เพื่อสั่งสมอบรมไว้ใช้ในจิตสุดท้าย 

เหมือนกับเมื่อเช้า มีคนมาถาม ท่านจะขายทุเรียนหรือไม่  บอกว่า กูได้ตังค์มา กูก็กินชาตินี้ แต่ถ้ากูแจก กูจะกินหลายๆ ชาติ อย่างนั้นเดี๋ยวกูคิดดูก่อนว่า กูจะขายดีหรือกูจะแจกดี  

รวมๆ สรุปแล้ว คือ คิดยาวๆ อย่าเห็นแก่ได้ในชั่วครั้ง ชั่วครู่ ชั่วแว็บ ชั่วเดี๋ยว ชั่วแป๊บ ชั่วเผลอ แล้วก็แวบหายไป 

จงคิดยาวๆ คิดถึงวันพรุ่งนี้ ปีหน้า ชาติหน้า และสุดท้ายของจิตที่เราจะต้องจะพ้นจากภพชาตินี้ไป เราจะเอาอะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง เราจะหยิบยื่น จะกำอะไรไป ส่วนใหญ่จะมีแต่กรรมแหละ 

กรรม มี ๒ อย่าง กรรมชั่ว กับกรรมดี ที่จะติดตามมนุษย์ไป  

ทรัพย์สิน เงินทอง แก้วแหวน เพชรนิลจินดาทั้งหลาย ทรัพย์สมบัติ ข้าทาส บริวารหญิง-ชายก็ทิ้งเอาไว้ให้ชาวบ้านเขา ไม่มีโอกาสจะได้เอาไป แม้แต่ผ้าผ่อนท่อนสไบที่ตัวเองชอบ เฟอร์นิเจอร์ที่ตัวเองสะสมไว้…สิ่งทั้งหลายทั้งปวงดูกลายเป็นขยะไปเมื่อถึงคราวตาย 

ฉะนั้น อะไรบ้างที่เราจะเอาไป  ในอดีตมีคหบดี เพื่อนฝูงกันพ่อแม่ทิ้งทรัพย์ไว้ เป็นเจ็ดสิบ แปดสิบโกฏิ ก็มานึกว่า.. 

เอ.. ทรัพย์เยอะๆ อย่างนี้เราตายเราจะเอาไปได้มั๊ย  สองคนเพื่อนเกลอก็เลยปรึกษากันว่า ถ้าอย่างนั้น ทรัพย์เยอะๆ อย่างนี้ ถ้าคิดว่าเราตายจะเอาไปได้มีอยู่ทางเดียวล่ะเกลอเอ๊ย.. 

ยังไงล่ะ?.. เอ้า.. ก็เอาไปบริจาคทานสิ ไปสร้างถาวรวัตถุ สร้างศาลาการเปรียญ สร้างหนทาง สร้างห้องน้ำ สร้างจิตสาธารณะ สร้างโรงทาน บริจาคให้สมณะชีพราหมณ์ ช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ แล้วพอเราตายก็จะได้ใช้ทรัพย์นี้ แล้วผลปรากฏเมื่อถึงคราวตาย ทรัพย์เหล่านั้นคนละ ๘๐ โกฏิ ก็ได้ไปถึงมือท่านผู้วายชนม์ เพราะเป็นคนคิดเป็น คิดการใหญ่ คิดยาวว่า สั่งสมอบรมเอาไว้ ไม่ได้คิดสั้นๆ  

 

หลวงปู่เห็นข่าวบางครั้งก็เศร้าใจว่าบางทีเป็นระดับพระผู้ใหญ่ ตายแล้วมีเงินสั่งสมเป็นเงินร้อยๆล้าน เอาไปทำอะไร ตอนมีชีวิตอยู่ ไม่รู้จักให้ ไม่รู้จักเสียสละ ไม่รู้จักการุญแบ่งปัน ทั้งๆ ที่คนก็ลำบากลำบน สังคมก็อดอยากแร้นแค้นทุกข์ยาก รอบๆ วัดก็แย่ แล้วไม่คิดจะเจือจาน การุญกับใครเขาบ้าง ยังสั่งสมเอาไว้ 

พระถ้าตายแล้วมีสมบัติเยอะ .. น่ารังเกียจนะ ถ้าสมบัตินั้นเป็นของวัดก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าสมบัตินั้นเป็นของตัวเอง นี่ถือว่า น่ารังเกียจ  แสดงว่า ขณะที่อยู่ กิเลสท่วมหัว ตัณหา อุปาทาน ท่วมหัวใจ เลยไม่รู้จัก จาคะ การบริจาค เสียสละ การให้  ตายไปก็อดอยากล่ะทีนี้ 

อย่างนี้เขาเรียกว่าคิดสั้น คิดแค่ชั่วครั้ง ชั่วครู่ ชั่วเผลอ ชั่วยาม   

เพราะฉะนั้น เราท่านที่รักทั้งหลาย จิตสุดท้าย เริ่มต้นจากการมีชีวิตประจำวัน 

จิตสุดท้ายที่ศักดิ์สิทธิ์  

ชีวิตประจำวันของเราๆ ทำอะไร ถ้าทำดี ก็ส่งผลไปให้จิตสุดท้ายได้รับคุณงามความดีกลายเป็น จิตศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าทำอัปรีย์ ทำชั่ว ก็ส่งผลให้จิตสุดท้ายเราต้องไปตกนรกหมกไหม้ ไปรับทุกขเวทนา ได้รับความเลวร้ายเสียหาย ทีนี้ก็มาโวยวาย ขอร้องให้ใครช่วยก็ไม่มีใครช่วยใครได้ ก็บอกแล้วว่า..   

'อัตตา หิ อัตโนนาโถ  ตนเป็นที่พึ่งของตน”

                     _________________________

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ ส่วนหนึ่งของพิธีบำเพ็ญกุศลและแสดงธรรมอุทิศแด่คุณสมรัก วงษ์ขวัญเมือง

๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗, สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ จาก https://www.youtube.com/watch?app=desktop&v=Zs9Ygc8vaIs

 

https://www.onoi.org/blog/detail/843/%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%98-%E0%B9%92%E0%B9%91-%E0%B8%9E%E0%B8

182 | 7 สิงหาคม 2026, 14:46
บทความอื่นๆ