วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

หลวงปู่พุทธะอิสระแสดงธรรมเรื่องโลกสมมติ บ่ายวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ณ โรงเจหอคุณธรรมฟ้า

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน
วันนี้ก็เลยมาตั้งประเด็นสำคัญที่ควรจะเรียนรู้ศึกษา เรื่องจะอยู่ในโลกสมมติอย่างไรที่จะไม่ให้โลกสมมติครอบงำ หรือเอาตัวรอดจากโลกสมมติได้อย่างไร
ซึ่งว่าจริง ๆ แล้ว ประโยคที่ว่าโลกสมมติเนี่ย 
รู้จักสมมติ  
ยอมรับสมมติ 
ใช้ประโยชน์จากสมมติ 
ได้ประโยชน์จากสมมติ 
ท้ายที่สุด อย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติเนี่ยถือว่าเป็นสมบัติก้นหีบ เป็นสมบัติก้นหีบที่เขียนเอาไว้เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว 
ถือว่าเป็นสมบัติก้นหีบ เป็นสมบัติก้นหีบที่เขียนเอาไว้เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ซึ่งสมัยนั้นไม่มีใครพูดเรื่องโลกสมมติ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องโลกปรมัตถ์ 
จะพูดอยู่ก็ก่อนหน้านั้นสัก 30 ปี 40 ปี มีคนที่พูดคือท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ท่านก็พูดได้ไม่กี่ครั้ง พูดไม่กี่ที แล้วก็ไม่มีใครพูดต่อ เพราะผู้คนอาจจะจำไม่ได้หรือเข้าไม่ถึงหลักธรรมแห่งคำว่าโลกสมมติกับโลกปรมัตถ์หรือเปล่าไม่แน่ใจ แล้วก็หายเงียบไป 
ต่อมาก็ไม่เคยได้ยินใครเป็นคนนำเอาโลกสมมติมาสอนอีกเลย 
ทั้งที่แท้จริงแล้วเนี่ย การเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติเนี่ยมันยิ่งใหญ่มหาศาลเทียบเท่ากับรู้เหตุแห่งทุกข์ทีเดียว 
เพราะพระพุทธเจ้าสอนในอริยสัจ 4 คือ
รู้ทุกข์
รู้เหตุเกิดทุกข์
รู้ทางดับทุกข์
รู้ข้อปฏิบัติให้ทุกข์นั้นดับลง
เพราะฉะนั้น โลกสมมติก็ถือว่าเป็นสาเหตุหลักสำคัญของความทุกข์ 
ถ้าจะสามารถดับทุกข์ได้ ก็ต้องเข้าใจรู้จักโลกสมมติได้อย่างชัดเจน แล้วความทุกข์ในโลกสมมติจะไม่ครอบงำเราได้เลย 
แต่ด้วยความหมายง่าย ๆ อาจจะไม่ซึ้งกินใจ หรือคนฟังแล้วอาจจะไม่เข้าใจ ก็เลยไม่มีใครที่จะนำเอาเรื่องโลกสมมติเอามาพูด เอามาใช้ หรืออาจจะกลัวว่าจะผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว หรือว่าเลอะเลือนไปจากคำสอนดั้งเดิมที่ว่ารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์
แท้จริงแล้ว โลกสมมติก็คือเหตุเกิดทุกข์ โลกสมมติที่มีอยู่รอบ ๆ ตัวเราเนี่ย วิธีที่จะไม่เข้าไปครอบงำ ไม่ถูกให้มันครอบงำ ไม่ให้มันมากล้ำกรายล่วงเกินเรา ไม่ให้เราตกเป็นทาสของมัน ไม่ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนจากมันก็คือแค่ทำให้เราดำรงอยู่ได้เป็นเอกเทศจากมันนั้น 
เรื่องง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร มีอยู่ 2 หลักการ
หลักการแรกก็คือ เรียนรู้ศึกษามันจนแจ่มแจ้ง เข้าใจชัดตามสภาพธรรมแห่งสมมติที่ปรากฎขึ้นในความเป็นจริงแต่ละขณะ ๆ จนกระทั่งเกิดนิพพิทาญาณคือความเบื่อหน่าย
หลักการที่สองก็คือทำจิตให้ไม่กระเพื่อม โลกสมมติก็ครอบงำไม่ได้
สองหลักการเนี่ยมันก็คือกำจัดเหตุแห่งทุกข์ แล้วความทุกข์ในโลกสมมติก็จะไม่ครอบงำ ไม่กล้ำกราย 
เพราะฉะนั้น กระบวนการของการเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติ ว่ากันจริง ๆ แล้วก็คือรู้ต้นเหตุแห่งทุกข์ 
แล้วที่บอกว่ามันเป็นสมบัติก้นหีบก็เพราะว่าเขียนเอาไว้เมื่อสามสี่สิบปีที่แล้ว ตั้งแต่เริ่มทำความเข้าใจรู้จักโลกสมมตินี้ ก็ถือว่าเห็นว่ามีคุณค่า 
แรก ๆ เขียนไว้เยอะมาก สมบัติก้นหีบจริงๆ แล้วไม่ได้มีแค่โลกสมมติน่ะ เขียนไว้เป็นพัน ๆ บท  
หนึ่งในพัน ๆ บทก็คือคำว่ารู้จักสมมติ 
เข้าใจแจ่มแจ้งในสมมติ 
ได้ประโยชน์จากสมมติ 
ให้ประโยชน์กับสมมติแล้วก็ยอมรับด้วย ยอมรับสมมติ
ใช้ประโยชน์จากสมมติ 
แล้วก็ท้ายที่สุดก็อย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ 
กระบวนการเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติด้วยความเข้าใจรู้จักนี่แหละมันจะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายว่าโอ้อะไร ๆ รอบตัวเรามันก็สมมติทั้งหมด ความทุกข์เดือดร้อนทั้งหลายที่ไปยึดมั่นถือติดในความเป็นสมมติมันจะไม่ครอบงำเราได้ เพราะมันไม่ใช่ของจริง 
ก็เท่ากับตรงคำสอนว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับเหตุแห่งธรรมนั้น 
แล้วก็ตรงกับคำสอนในหลักอริยสัจ 4 ก็คือรู้เหตุแห่งทุกข์ ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น หรือดับเหตุแห่งทุกข์นั้นได้ ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น 
ผู้เข้าใจรู้จักโลกสมมติก็คือเข้าใจรู้จักเหตุแห่งทุกข์ ผู้เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ก็รู้จักเข้าใจความหมายของคำว่าธรรมใดเกิดแต่เหตุ ถ้าจะดับธรรมนั้น ต้องดับที่เหตุ เรื่องมันง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่พยายามจะสื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจแจ่มชัดให้มากขึ้นกับประชาชนผู้คนที่ไม่รู้จักไม่เข้าใจในสภาวะธรรมแห่งความเป็นจริงของโลกสองชนิดที่ซ้อนกันอยู่คือโลกสมมติกับโลกปรมัตถ์ 
วิถีทางแห่งการเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติเนี่ย ความทุกข์มันจะไม่เกิดขึ้นโดยหลักสองอย่างที่กล่าวไปแล้ว 
นั่นก็คือเรียนรู้ศึกษาอย่างแจ่มชัดจนเกิดนิพพิทาญาณ คือความเบื่อหน่าย หรือไม่ก็รักษาจิตไม่ให้กระเพื่อม โลกสมมติก็ไม่ครอบงำเราได้ 
การรักษาจิตไม่ให้กระเพื่อมเนี่ยมันค่อนข้างจะฉับพลันทันที แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่คงที่อยู่ยาวนาน 
ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการเรียนรู้ศึกษาสมมติได้อย่างแจ่มชัด เรียกว่าเข้าใจรู้จัก ใช้คำว่าเข้าใจรู้จัก รู้สมมติ เข้าใจในสมมติ แจ่มแจ้งในสมมติ อย่างนี้เขาเรียกว่าค่อย ๆ ซึมสิงไปเรื่อย ๆ เหมือนอย่างอากาศที่ซึมสิงไปรอบ ๆ ตัวเรา บรรยากาศรอบกายก็มีอากาศรอบตัวไปหมด จนกระทั่งถึงคำว่าเต็ม อิ่ม และเข้าใจรู้จักแจ่มชัดอย่างแท้จริง จนเกิดหลักการอย่างหนึ่งปรากฎขึ้นในใจเราก็คือหลักการหรือกฎของโลก กฎของโลกที่มีอยู่และเป็นกฎของโลกสมมติที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ 
หลักการและกฎของโลกชนิดนั้นเรียกว่าเกิดขึ้นในเบื้องต้น เพราะเข้าใจรู้จักแล้วก็เข้าถึงหลักการนี้ว่าเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็แตกสลายในที่สุด 
ความแจ่มชัดอย่างนี้แหละ สิ่งที่จะตามมาก็คือคำว่านิพพิทาญาณคือความเบื่อหน่าย 
ถ้าเกิดความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัดก็ปรากฎขึ้น เมื่อเบื่อหน่าย เกิดความคลายกำหนัด 
สิ่งที่จะมาจากความทุกข์ทรมานทั้งหลาย จากความทะยานอยากเรียกว่าตัณหาก็จะไม่ปรากฎ 
อุปาทานความยึดถือในตัณหาและในขันธ์ทั้งหลายก็ไม่ปรากฎ เพราะขันธ์ทั้งหลายอันมีรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ขันธ์ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มาจากโลกสมมติ
แล้วโลกสมมติใครเป็นผู้สร้างขึ้น 
ก็จิตนี่แหละเป็นผู้สร้างโลกสมมติขึ้น 
อาจจะไม่ใช่จิตเรา จิตคนอื่น ๆ เพราะเราก็เกิดไม่ทันตอนที่เขาตั้งชื่อต้นไม้ชนิดนี้เรียกว่ามะม่วงแก้ว 
แต่มันมาจากจิตแท้ ๆ จิตแน่ ๆ เพราะต้นมะม่วงมันก็คือต้นไม้ แต่ทำไมเรียกชื่อมันว่ามะม่วงแก้ว มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงน้ำดอกไม้ 
ไอ้มะม่วงแก้ว มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงน้ำดอกไม้ก็มาจากจิตที่เห็นประโยชน์ เห็นลักษณะ เห็นประโยชน์ เห็นคุณ เห็นโทษชัดเจน จึงตั้งชื่อให้มัน เพราะมันสำเร็จประโยชน์ชนิดนี้ ควรเรียกชื่อขานอย่างนี้เป็นต้น 
สรุปแล้ว จิตเป็นผู้สร้างต้นไม้ชนิดหนึ่งให้กลายเป็นต้นมะม่วง 
จิตเป็นผู้สร้างกองหิน กองดิน กองทรายให้กลายเป็นปราสาทราชวัง ให้กลายเป็นพระปฏิมา ให้กลายเป็นปูชณียสถาน 
แล้วจิตก็เป็นผู้สร้างบุคคลด้วย เรียกว่าบุคคลบัญญัติ 
บุคคลเป็นผู้บัญญัติขึ้นว่านี่ลูกกู นี่ผัวกู นี่เมียกู นี่พ่อกู นี่ญาติกู นี่ครูกู นี่ศิษย์กู จิตเป็นผู้สร้างขึ้น แล้วการสร้างนั้นไม่ได้สร้างลอย ๆ สร้างจากมีรากฐาน หลักการและเหตุผล รากฐาน 
หลักการและเหตุผลเหล่านั้นก็คือมีองค์ประกอบอะไรบ้าง 
ถ้าเป็นบุคคลบัญญัติก็คือต้องมีคุณสมบัติ มีศีล มีธรรม มีคุณงามความดี มีประโยชน์สมบูรณ์แบบ 
เหมือนดั่งคำกล่าวที่พระพุทธเจ้าทรงอบรมสั่งสอนว่าธรรมเครื่องยังให้สำเร็จประโยชน์ 
ที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามนุษย์มีหลักการมีวิธีคิด มีกระบวนการปฏิบัติและการกระทำพูดคิดที่ยืนอยู่บนพื้นฐานธรรมเครื่องยังให้สำเร็จประโยชน์ เช่น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เรียกว่าอิทธิบาท 4 
และมีคุณเครื่องยังให้สำเร็จประโยชน์ทั้งกายและใจ ก็คือมีสติ-ความระลึกได้ สัมปะชัญญะ-ความรู้ตัว 
นี่คือคุณลักษณะพิเศษที่อยู่ในบุคคล หรือบุคคลทั่ว ๆ ไปซึ่งเรียนรู้ศึกษารับเอาพระธรรมคำสั่งสอนที่องค์พระบรมศาสดาทรงอบรมสั่งสอนแนะนำ แล้วก็นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 
แม้แต่คำว่าพ่อแม่ พระพุทธเจ้าก็ทรงบัญญัติเอาไว้ว่าคุณลักษณะที่พิเศษของพ่อแม่ที่ลูกทั้งหลายควรให้การเคารพกราบไหว้นบนอบเทิดทูนบูชาก็คือ ธรรมเครื่องทำให้กราบไหว้ได้ง่าย เรียกว่าพรหมวิหาร 4 หรือว่ากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ เรียกว่าพรหมวิหาร 4 ก็คือเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อย่างนี้เป็นต้น 
ไม่ได้มีเฉพาะแค่พ่อแม่ คุณสมบัติหรือคุณลักษณะเหล่านี้ บุคคลบัญญัติยังบัญญัติต่อไปว่าพรหมวิหาร 4 ยังเป็นหลักการสำคัญของผู้ใหญ่ บุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ควรจะเรียนรู้ศึกษา 
เพราะงั้นทั้งหลายทั้งปวงเนี่ย แม้จะเป็นคุณธรรม คน ๆ นั้นจะมีคุณธรรม ก็คุณธรรมที่ปรากฎโดยรูปธรรมกับนามธรรม 
รูปธรรมก็คือคนนี้เป็นพ่อเป็นแม่ หลายคนก็รู้กัน ในสังคมก็รู้กันว่าพ่อแม่ต้องมีพรหมวิหาร 4 
คนนี้เป็นครูบาอาจารย์ ก็เป็นที่รู้กันว่าต้องมีพรหมวิหาร 4 
คนนี้กลุ่มนี้เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นที่รู้กันว่าต้องมีพรหมวิหาร 4 
แต่ถ้าไม่มีเหล่านี้ล่ะ ไม่มีพรหมวิหาร 4 ล่ะ ก็ถือว่าไม่สำเร็จประโยชน์โดยคุณลักษณะ ไม่สำเร็จประโยชน์โดยรูปธรรม 
เพราะว่าจะบอกว่าไม่สำเร็จประโยชน์โดยรูปธรรมก็อาจจะไม่ใช่นัก เพราะเหตุผลบางคนเราไม่รู้ว่าเขา ว่าคน ๆ นี้มีพรหมวิหาร 4 หรือไม่มีพรหมวิหาร 4
ผู้ใหญ่คนนี้ พ่อแม่คู่นี้ ครูบาอาจารย์ผู้นี้มีพรหมวิหาร 4 หรือไม่มีพรหมวิหาร 4 
แต่มันก็ไม่ยากต่อการพิสูจน์ 
สุดท้ายก็คือมีคุณลักษณะพิเศษ จึงเรียกคน ๆ นี้ ท่านผู้นี้ว่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้ใหญ่ 
ทั้งหมดนี้ก็เป็นบุคลบัญญัติทั้งนั้น เป็นสิ่งที่สมมติทั้งนั้น เพราะมันเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็แตกสลายในที่สุด 
พ่อแม่ตายมั้ย ครูบาอาจารย์ตายมั้ย ผู้ใหญ่ก็ตายด้วย ทุกอย่างมันไม่มีอะไรเหลือเลยอย่างนี้เป็นต้น 
แต่ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงเนี่ยเป็นสมมติมั้ย 
สมมติทั้งนั้น
คนเป็นพ่อแม่ชาตินี้ก็ไม่ได้หมายถึงชาติหน้าจะได้เป็นพ่อเป็นแม่ อาจจะเป็นลูกก็ได้ 
คนเป็นลูกชาตินี้ ไม่ได้หมายถึงชาติหน้าจะได้เป็นลูก ก็อาจจะเป็นพ่อเป็นแม่ หรือเป็นศิษย์ หรือเป็นใครที่ไม่รู้จัก 
คนเป็นครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์ทุกภพทุกชาติไป 
สรุปแล้ว ทุกอย่างมันตกอยู่ในหลักการของกฎแห่งโลกสมมติที่เรียกว่าเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็แตกสลายในที่สุด นี่คือหลักการในโลกสมมติซึ่งใครก็ปฏิเสธไม่ได้ 
แม้แต่พรหม มาร เทวดา ยักษ์ ภูตผีปีศาจ ภูตพราย เปรต อสุรกาย ก็ตกอยู่ในหลักการนี้ ไม่มีใครจะหลีกลี้หนีพ้นจากโลกสมมตินี้ได้
เมื่อเข้าใจรู้จักมันอย่างนี้ มันก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าผ่อนคลายจากอุปาทาน อุปาทานความยึดถือทั้งหลายที่มาจากครูกู พ่อกู แม่กู ตัวกู ญาติกู สมบัติกู สิ่งที่เป็นที่รักของกูมันก็จะผ่อนคลายไป เพราะมันเป็นแค่สมมติอย่างหนึ่ง สมมติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นขณะหนึ่ง ๆ พอสมมตินี้มันสิ้นสภาพ คือเข้าอยู่ในหลักการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน และก็แตกสลาย มันก็หายไปแล้ว มันไม่มีอะไรคงที่ตลอดกาลตลอดสมัย แล้วเป็นแต่เพียงแค่สัญญาจิตที่ทรงจำไว้ว่าท่านผู้นั้นอดีตชาติเคยเป็นพ่อเรา ท่านผู้นี้อดีตชาติเคยเป็นลูกเรา ท่านผู้นั้นอดีตเคยเป็นแม่เรา เมื่อวานซืนยังเป็นแม่เราอยู่เลย เมื่อคืนที่แล้วยังเป็นพ่อเราอยู่เลย แต่คืนนี้เป็นอะไร ก็เป็นผีในโลงไง 
นั่นแหละเป็นหลักการที่ชี้ให้เห็นชัดว่ามันเป็นเพียงแค่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ แล้วก็แปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็แตกสลายในที่สุดจริง ๆ 
ด้วยความเข้าใจรู้จักอย่างนี้แหละมันก็จะตรงกับคำว่าภาวนา ก็คือปัญญาภาวนา 
ทีนี้มาเทียบกับภาวนาทั้ง 4 อย่าง ภาวนาทั้ง 4 อย่างมีอะไรบ้าง
ว่าจริง ๆ แล้วเกจิผู้ทรงภูมิความรู้ ผู้เข้าใจรู้จักบาลีและคำสอน ก็จะเริ่มต้นคำสอนด้วยคำว่าศีลภาวนา 
แต่สำหรับพุทธะอิสระแล้วไม่เยิ่นเย้อยืดยาดขนาดนั้น 
ที่เขียนไว้ในก้นหีบ ไม่ได้เขียนในเรื่องนี้ด้วยเหตุผลว่าอะไร 
ด้วยเหตุผลว่าเมื่อใดที่จิตและกายมันรวมกัน ถือว่ามีศีลมั้ย กายรวมใจ ใจรวมกายนี่ถือว่าปกติไหม 
ร่างกายปกติไหม 
ชีวิตปกติไหม
ความคิดอ่านก็ปกติ 
เมื่ออยู่ในคำว่าปกติ ศีลแปลว่าปกติ เพราะงั้นเมื่อขณะใดที่กายรวมใจ เราก็กลายเป็นคนปกติ 
ก็เลยไม่อธิบายความหมายของคำว่าศีลภาวนา กระโดดข้ามมาเป็นกายภาวนา 
แต่กายภาวนาก็คือทำให้กายกับใจมันรวมกัน มันรวมอยู่ในคำว่าศีลภาวนาด้วย 
พอมีคำว่ากายภาวนา นั่นคือกายกับใจรวมกันจนตั้งมั่น ตั้งมั่นจนก่อกำเนิดเกิดความสงบ สงบ ผ่อนคลาย ปลอดภัย 
สงบ ผ่อนคลาย ปลอดภัย   
พอมีความสงบผ่อนคลายปลอดภัยตั้งมั่นแล้ว ก็พัฒนามาสู่คำว่าจิตภาวนา ก็คือรักษาจิตไม่ให้กระเพื่อม 
รักษาจิตไม่ให้กระเพื่อม เมื่อจิตเราตั้งมั่นอยู่อย่างไม่กระเพื่อม ก็ถือว่าเป็นจิตภาวนา
จิตภาวนาแล้ว ก็จะทำปัญญาภาวนา ก็ไม่ได้ยากอะไร ก็พิจารณาโลกสมมติ
สมมติที่ปรากฎขึ้นทั้งตาเห็น หูฟัง จมูกดม ลิ้นรับ กายสัมผัส ในขณะที่จิตเราไม่กระเพื่อม นำเอาโลกสมมติมาพิจารณาไล่เรียงตั้งแต่ตัวเรา จนออกไปนอกตัวเรา ว่าในตัวเรามีอะไรเป็นสมมติบ้าง ในตัวเรามีอะไรเป็นของจริงบ้าง ในตัวเรามีอะไรเป็นของเที่ยงบ้าง ในตัวเรามีอะไรเป็นของคงที่บ้าง นั่นคือหลักการที่จะให้พิจารณา 
เมื่อพิจารณาอยู่จนถึงขั้นว่าเกิดความเข้าใจรู้จักสภาพธรรมที่ปรากฎตามความเป็นจริงในโลกแห่งสมมติที่ปรากฎอยู่ในปัญญาภาวนาแล้วเนี่ย มันก็จะทำให้เราเกิดรู้สึกว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริงปรากฎ 
ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีอยู่จริงเป็นกฎของโลกอะไร 
เป็นกฎของโลกปรมัตถ์
เราก็จะก้าวเข้าไปสู่โลกปรมัตถ์โดยที่ไม่ได้อยากเข้า แต่มันเข้าด้วยการเข้าใจ
สภาพธรรมที่ปรากฎตามความเป็นจริงอย่างถ่องแท้ในโลกสมมติ หรือเข้าใจโลกสมมติอย่างถ่องแท้ จนกระทั่งเบื่อหน่ายในโลกสมมติ ก็ก้าวเข้าไปสู่โลกปรมัตถ์โดยหลักคำว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีอยู่จริงนั่นแหละ 
เรื่องมันไม่ได้สลับซับซ้อน 
ทำอย่างนี้ก็ทำให้ปรากฎอย่างนั้น ทำอย่างนั้นก็ปรากฎอย่างนู้น 
แต่ทำแต่ละอย่าง ๆ ก็ให้มันชัดเจนแจ่มชัด อย่าคลุมเครือ อย่าข้ามขั้น ให้เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย 
เพราะทุกอย่างต้องไม่มีหลีกลี้หนีห่างจากคำสอนที่ว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับเหตุแห่งธรรมนั้น 
ถ้าทุกอย่างมีเหตุและมีผลแก่กันและกัน เมื่อจบสิ้นจากเหตุจากผล มันก็คือไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย 
นั่นเองก็คือความเข้าใจรู้จักว่าธรรมทั้งหลายมันไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย 
เพราะงั้นกระบวนการของโลกปรมัตถ์นี่ลูก เจตนาจะเข้าถึงไม่ใช่โลกปรมัตถ์ แต่การเข้าถึงโดยเหตุโดยปัจจัยที่แท้จริงต่างหากเล่าจึงเรียกว่าเห็นโลกปรมัตถ์อย่างแท้จริง 
เจตนาจะเข้าถึงโลกปรมัตถ์นั่นไม่ใช่โลกปรมัตถ์ เรียกโลกตัณหา โลกแห่งความอยาก ความตะกละ ไม่ใช่ปรมัตถ์โลก 
แต่ถ้าเข้าถึงโดยเหตุและปัจจัย มีเหตุปัจจัยให้เข้าถึง ไม่ใช่เข้าถึงโดยความอยาก ไม่ใช่เข้าถึงโดยความต้องการ แต่เข้าถึงโดยเหตุ โดยปัจจัย แล้วปัจจัยเหล่านั้นก็มาจากเบื้องต้นเลย รากฐานทำความเข้าใจรู้จักสมมติ เข้าใจสมมติ ใช้ประโยชน์จากสมมติ ให้ประโยชน์กับสมมติ แจ่มแจ้งเข้าใจรู้จักสมมติได้ชัดเจน ท้ายที่สุดยอมรับสมมติแล้วก็อย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ 
ความหมายเหล่านี้มันเป็นเหตุและปัจจัยของกันและกันในการที่เราจะก้าวเข้าสู่ปรมัตถ์โลกได้อย่างแจ่มชัด 
ทีนี้ย้อนกลับมาดูโลกสมมติ 
ในขณะที่เราเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติเนี่ย มันจะค่อย ๆ เปลื้องพันธนาการของคำว่ายึดติด มันจะค่อย ๆ เปลื้องพันธนาการของคำว่าตัวกู ของกู 
มันจะค่อย ๆ ละวางปล่อยเว้นอุปาทานในขันธ์ทั้งปวง มันจะไม่ตกอยู่ในอำนาจและมัวเมาประมาทในขันธ์ทั้งหลาย 
เราจะไม่กลายเป็นทาสของขันธ์ทั้งปวง เช่น รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ 
ขันธ์เหล่านี้ก็แบ่งเป็นสองชนิดก็คือรูปกับนาม 
ทั้งรูปและนามก็จะไม่มีอำนาจครอบงำเราได้ เพราะทุกอย่างมันหลายสิ่งรวมเป็นหนึ่งสิ่ง เรียกหนึ่งสิ่งนั้นว่าตัวกูหรือบุคคล หรือสัตว์ หรือสิ่งของ 
ทำความเข้าใจรู้จักให้แจ่มชัดไปอย่างละนิด อย่างละชนิด อย่างละเรื่อง ๆ จนกระทั่ง อ้อ ใช้คำว่า รู้ล่ะ เรารู้แล้วล่ะ 
เมื่อถึงคำว่าเรารู้แล้วล่ะ มันก็ไม่มีอะไรจะเกิดข้อกังขา 
มันจะมีแต่คำว่ามองด้วยความเข้าใจ ฟังด้วยความเข้าใจ เรียนรู้ศึกษาและอยู่กับมันด้วยความเข้าใจ 
พอเข้าใจเสียแล้วทีนี้ก็ไม่ต้องแบกมัน ไม่มีภาระที่จะต้องยึดถือผูกพัน ไม่มีพันธนาการอะไร แต่ใช้มัน เขาเรียกว่าคนฉลาด
สมบัติก้นหีบอีกคำสอนหนึ่งก็คือ คนฉลาดใช้อะไร
คนฉลาดใช้กิเลส 
นั่นคือสมบัติก้นหีบชิ้นที่สองที่จะหยิบขึ้นมาใช้ในการที่จะมีชีวิตอยู่กับความเข้าใจรู้จักกับโลกสมมติ ก็ใช้มันอย่างเป็นผู้ชาญฉลาด 
คนที่รู้จักโลกสมมติเนี่ยจะบริหารจัดการสิ่งที่เป็นสมมติรอบตัวได้อย่างไม่ขาดทุน มีแต่กำไรทั้งนั้น มีประโยชน์สูงประหยัดสุดทั้งนั้น 
แต่ถ้าไม่รู้จักโลกสมมติ ทองก็กลายเป็นขี้ได้ เพราะไม่เข้าใจรู้จักที่จะบริหารจัดการและใช้มันไง 
เพราะงั้นการเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติเนี่ยมันทำให้เรามีชีวิตอยู่กับโลกสมมติได้อย่างกำไรเสมอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร มีแต่ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ทำทุกอย่างได้อย่างมีคุณค่า มีราคา เกิดประโยชน์สมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรเสียทิ้งเปล่า 
เพราะความเข้าใจรู้จักทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เป็นสมมติถึงคุณค่าและคุณภาพของมัน แล้วใช้มันอย่างคุ้ม ใช้มันอย่างเกิดประโยชน์สูงประหยัดสุด
นั่นคือหลักการ ใช้คำว่าอะไร ประโยชน์สูงสุดของผู้ที่อยู่ในโลกสมมติด้วยความเข้าใจ เข้าใจรู้จัก ได้ประโยชน์ ก็ให้ประโยชน์ รับประโยชน์ ก็เอื้ออาทรประโยชน์ แบ่งปันประโยชน์ตามเหตุตามปัจจัย 
งั้นสมบัติก้นหีบที่ว่าด้วยคนฉลาดใช้กิเลสไม่ใช่เพียงแค่ฉลาดทางสมอง ฉลาดด้วยความหมายของคำว่าเข้าใจรู้จักสมมติอย่างแจ่มชัด จึงจะเรียกว่าความฉลาด 
แต่ถ้าไม่เข้าใจรู้จักโลกสมมติ ต่อให้จบปริญญาเอก เป็นศาสตราจารย์ เป็นดอกเตอร์ มีปริญญาหลายมหาวิทยาลัย มีเป็นสิบ ๆ ใบ แต่ตกอยู่ในอำนาจการครอบงำของกิเลสตัณหาอุปาทาน ตกอยู่ในอำนาจการครอบงำของโลกสมมติ ความทะยานอยากในโลกสมมติไม่จบสิ้น ตกอยู่ในแรงกดดันของโลกสมมติทั้งภายในและภายนอกตัวเอง อย่างนี้ไม่เรียกว่าความชาญฉลาด 
เพราะฉะนั้นคนฉลาดจะใช้กิเลส ต้องฉลาดในโลกสมมติ แล้วเราจะใช้โลกสมมติได้อย่างคุ้มค่า มีประโยชน์สูง ประหยัดสุดได้อย่างแท้จริง 
ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละคือที่มาของคำว่าการเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติเนี่ยมันไม่ต่างอะไรกับการเรียนรู้พระธรรมที่ว่าด้วยอริยสัจ 4 ข้อที่ว่าด้วยรู้เหตุแห่งทุกข์ 
ทุกข์น่ะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้มันหรอก เพราะทุกข์มันมีอยู่รอบตัวเรา ยืนเดินนั่งนอนก็เป็นทุกข์ อยู่เฉย ๆ ยังเป็นทุกข์เลย อย่าว่าแต่ต้องไปทำงาน 
ยืนก็เป็นทุกข์ นั่งก็เป็นทุกข์ นอนก็เป็นทุกข์
ยิ่งอายุมากยิ่งทุกข์มาก อายุน้อยก็ทุกข์น้อย 
บางคนอายุน้อยทุกข์มากกว่าคนอายุมากด้วยซ้ำไป 
ถ้าโง่มากก็ทุกข์มากอีก เรียกว่าต้องอาศัยเหตุปัจจัยเป็นเครื่องหนุน ไม่ใช่อายุขัยเป็นตัวกำหนดความทุกข์อย่างเดียว 
เพราะงั้นกระบวนการเรียนรู้ศึกษาเหตุ ซึ่งเป็นรากฐานและหลักการสำคัญในอริยสัจ 4 ที่เราจะสามารถเข้าใจรู้จักมันอย่างแจ่มชัด 
บางทีบางครั้งใช้คำว่ารู้เหตุเนี่ยมันอาจจะไม่แจ่มชัดสำหรับคนยุคหนึ่ง อาจจะรุ่งเรืองเจริญแจ่มชัดสำหรับคนอีกยุคหนึ่ง แต่พอพ้น ผ่านพ้น วันเวลาผันแปร คืนวันผันเปลี่ยน คำว่ารู้เหตุนี่ชักจะไม่ซึมซับแล้ว 
มันต้องหาคำใหม่ที่เป็นนิยามเดียวกัน ความหมายเดียวกัน แต่เป็นคำใหม่ที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ในทุกเพศทุกวัย 
เพราะของเทียมกับของสมมติ ของจริงกับของเทียม ของสมมติกับของจริง มันเห็นกันชัด ๆ มันเข้าใจรู้จักถึงคุณค่าว่าอะไรเป็นสมมติ 
สมมติคือของหลอก ซึ่งยังเลวมากกว่าของเทียมอีกนะ
ของเทียมมันเป็นของที่ทำคล้ายเหมือน แต่สมมตินี่มันดูเหมือน แต่มันหลอกจริง ๆ มันหลอกหมดเลย มันหลอกทุกเรื่อง 
เพราะงั้นถ้าสรุปคำว่าของเทียมกับของสมมติ ของหลอก จบลงตรงคำว่า เออ มันเป็นของไม่จริงนะ เป็นของเท็จนะ เป็นคำหลอกลวงนะ มันแค่สมมติขึ้นมาเฉย ๆ เท่านั้นนะ 
สมมติว่ามึงเป็นแม่ สมมติว่ามึงเป็นพ่อ สมมติว่ามึงเป็นผัว สมมติว่ามึงเป็นเมีย สมมติว่ามึงเป็นลูก สมมติว่ามึงเป็นครู สมมติว่ามึงเป็นศิษย์ พอพ้นจากบทบาทนี้สมมตินั้นก็หายไป 
มันก็ไม่ต่างอะไรกับลิเกที่เขาเล่น ตอนกลางคืนมันเป็นเจ้านั่งอยู่บนบัลลังก์ทอง พอตอนกลางวันมันมาทำอะไร ขายไก่ย่าง ปิ้งข้าวเหนียวปิ้ง อย่างนี้เป็นต้น 
เออ เมื่อคืนกูยังเป็นเจ้าอยู่เลยนี่หว่า (หัวเราะ) ทำไมเช้าขึ้นมานั่งขายไก่ย่างก็สมมติไง 
ก็เมื่อคืนกูสมมติว่ากูเป็นเจ้า 
แล้วตอนนี้มึงสมมติว่าเป็นอะไร เป็นพ่อค้าไก่ย่าง 
แล้วเดี๋ยวกลางวันบ่ายๆ มึงจะไปสมมติอะไร อ๋อ เป็นคนเดินตลาดไปหาซื้อเศษไก่มาย่างอะไรประมาณนี้ 
สมมติไปเรื่อย ๆ 
อย่างนี้ก็เข้าใจง่ายว่าโอ้โลกสมมตินี่มันไม่มีอะไรจีรังเลย มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย มันไม่มีอะไรคงที่เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายแตกสลายในที่สุด 
แม้แต่บทบาทของสมมติแต่ละอย่าง ๆ มันก็แตกสลาย มันก็หายไปในที่สุด
คนเล่นเป็นเจ้านี่มันเล่นได้ตลอดไปมั้ย หา มันเล่นไปยันตายไหม มันไม่ได้เล่นยันตายหรอก 
คนเล่นเป็นไพร่มันก็ไม่ได้เล่นยันตาย คือตายแล้วมันก็ไม่มีสิทธิ์เป็นไพร่แล้ว มันอาจจะเป็นเศรษฐีขึ้นมาในอนาคตก็ได้ ไม่แน่นอน 
คนเป็นเจ้าก็อาจจะกลายเป็นไพร่ในอนาคตก็ได้ ไม่แน่นอน ทุกอย่างเป็นเพียงแค่สมมติ 
เมื่อโลกทั้งโลกตกอยู่ในอำนาจสมมติครอบงำขนาดนี้แล้ว ถ้าเรายังไม่เรียนรู้ ไม่ศึกษา ไม่เข้าใจมันอยู่ สิ่งที่ได้มาก็อย่างที่เห็น ๆ น่ะ ต้องทะเลาะเบาะแว้ง ฆ่าฟัน แก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบ ตระหนี่คับแคบ เห็นแก่ตัว ยื้อแย่ง ปล้นสะดม เข่นฆ่า ทำร้ายทำลายกัน 
แล้วกฎแห่งกรรมเนี่ย การเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติเนี่ยมันช่วยชะลออำนาจกรรมได้ 
ประโยชน์ต่อมาก็คือเมื่อเราเข้าใจรู้จักกลเกมของสมมติได้อย่างชัดเจน กรรมทั้งหลายที่มีมาแล้วแต่อดีตและมีอยู่ในปัจจุบัน อดีตนี่หมายถึงข้ามภพข้ามชาติไปเลย ปัจจุบันก็หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในขณะปัจจุบัน รวมไปถึงคำว่าเมื่อวานนี้ เมื่อนาทีที่แล้ว เมื่อช่วงโมงที่แล้ว ปัจจุบันขณะหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ 
เมื่อเข้าใจในสมมติอย่างชัดเจนเนี่ย มันจะมีแง่มุมที่ทำให้เรารู้ถึงเหลี่ยมคูรูในฉ้อฉลวงในของคำว่าโลกสมมติแต่ละโลก แต่ละเรื่อง แต่ละอย่างเนี่ยมันจะมีลักษณะพิเศษที่ทำให้เห็นช่องว่างระหว่างสมมติ ไอ้คำว่าช่องว่างระหว่างสมมติเนี่ยมันจะต้องใช้ปัญญาขั้นปรมัตถ์ปัญญา เพราะช่องว่างระหว่างสมมติก็คือโลกแห่งปรมัตถ์ปรากฎขึ้นในช่องว่างนั้น 
กรรมนั้นไม่ถึงที่สุด ไม่ถึงที่สุดก็คือไม่ถูกโลกปรมัตถ์มันซึมซับ
กรรมที่กำลังทำอยู่ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ มันจะโดนตัดทอนบั่นทอน นี่หมายถึงกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลนะมันจะโดนตัดทอนและบั่นทอนออกไปจากอำนาจของคำว่าปรมัตถ์โลก 
เพราะอะไร เพราะคำว่าปรมัตถ์โลก ปรมัตถ์เมื่อมันเกิดขึ้นในขณะที่เกิดในช่องว่างของโลกสมมติ ในช่องว่างแห่งกรรม คนที่เราคุ้นชินหรือสิ่งที่เราคุ้นชินมาแต่อดีตในการเรียนรู้ศึกษาปรมัตถ์ หรือโลกปรมัตถ์ หรือวิถีปรมัตถ์เนี่ย มันจะเป็นอนุสัยติดตามมา เช่นเข้าใจ รู้จัก 
เหมือน ๆ อย่างในอดีตชาติของพระจูฬปันถก ที่ว่าด้วยเรื่องท่านเป็นพระราชาแล้วออกเลียบพระนคร ขณะที่เสด็จทรงคอช้าง ขณะรับราชสมบัติ เกิดฝนฟ้าร้อนอบอ้าว ฝุ่นละอองก็พัดคลุ้งไปหมด พระเสโทไหล เหงื่อไคลก็ไหล พูดเป็นภาษาชาวบ้าน นั่งอยู่บนคอช้างก็ร้อน เหงื่อไหลก็ทำยังไงล่ะ ควักเอาผ้ามาซับพระพักตร์ เช็ดหน้า เช็ดคอ เช็ดแขน แล้วก็เอามาดู โอ้หนอ ร่างกายเรานี่มีความสกปรกเป็นธรรมดา มีแต่สิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจให้พบเห็นอยู่ตลอดเวลา ความคิดอย่างนี้แหละ เขาเรียกว่าคิดแบบปรมัตถ์โลก คิดเห็นสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงในสิ่งที่มันอยู่บนสมมติคือความสกปรก ความสกปรกที่เกิดอยู่ในสิ่งที่เป็นสมมตินี่แหละมันทำให้เห็นวงจรของกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลโดนตัดรอนไป แล้วปรากฏกุศลแสงสว่างเห็นซาบซ่านขึ้นมา เกิดปีติสุขปราโมทย์ขึ้นมาในทันทีว่า โอ้ เรารู้แล้วล่ะว่าร่างกายนี้มันสกปรกเป็นธรรมดา ภพชาตินั้นเนี่ยทำให้พระราชาอยู่อย่างเป็นผู้ไม่ประมาท ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่มัวเมาประมาท จนมีอานิสงส์ส่งผลให้มาเกิดเป็นพระสาวกของพระศาสดาและได้พบพระบรมศาสดา และได้ฟังธรรมจนบรรลุธรรม 
เห็นไหมว่าปรมัตถ์โลกเนี่ยเมื่อมันแทรกเข้าไปในโลกสมมติแล้วก็โลกแห่งกรรมหรือกฎแห่งกรรมเนี่ย มันเหมือนช่องว่างช่องหนึ่งที่มันจะทำหน้าที่เบี่ยงเบนหรือผลักดันฝ่ายกรรมไม่ดีที่เรียกว่าอกุศลกรรมได้ แล้วก็สนับสนุนกุศลกรรมฝ่ายกรรมดีให้รุ่งเรืองเจริญได้ในอนาคต ในวันเวลาหรือช่วงต่อ ๆ ไปได้ตามเหตุตามปัจจัย 
เหมือนๆ อย่างกรณีลูกพญานกคุ้ม ที่เรียกว่าคาถาพญานกคุ้ม เพราะอดีตชาติได้ทำสัจจะอธิษฐานมาอย่างเก่าก่อน แม้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตั้งอธิษฐานจิต เมื่อมีไฟป่ามาจากทิศทั้ง 4 สองปีกข้ามีอยู่ก็บินไม่ได้ สองขาข้ามีอยู่ แต่ไม่แข็งแรงที่จะวิ่งหนี บิดามารดาข้ามีอยู่แต่ไม่ได้อยู่ในอู่คือในที่พัก ไปหากินข้างนอก บัดนี้ไฟในทิศทั้ง 4 ปรากฏขึ้น ด้วยสัจจะอธิษฐานนี้ ขอไฟจงอย่าได้มากล้ำกรายย่ำยีบีฑาข้า เท่านั้นแหละไฟก็ไม่ไหม้ ไม่เข้ามาใกล้ ไม่ย่ำยีบีฑา พญานกคุ้มก็เลยรอดพ้นจากพิษแห่งไฟนรกที่หมุนวนหรือว่าลุกลามเข้ามาใกล้ แม้ปัจจุบันนี้สถานที่ตรงนั้นท่านว่ากันว่าติดไฟยังไม่ติดเลย เหตุการณ์ผ่านพ้นไปไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีแล้ว ใคร ๆ พยายามเอาไฟไปติดก็ไม่ติด ต้องฝากคุณหมอเขาชอบไปอินเดีย ช่วยเอาไฟไปจุดให้ทีว่าติดไหม แต่เห็นพระเขามาเล่าให้ฟังนะว่าเขาไปทดลองเอาไม้ขีดไปจุด จุดทั้งกล่องก็ไม่ติด ไฟแช็กก็ไม่ติด ทุกอย่างมาจากเหตุลูก ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับเหตุแห่งธรรมนั้น 
กระบวนการของโลกสมมติเนี่ยเรียนรู้ศึกษาให้แจ่มชัดเถอะ แม้เราจะไม่เข้าใจรู้จักอะไรกับมันมากมายนักหนา แต่สิ่งที่จะได้ตามมาก็คือเราจะกลายเป็นบุคคลที่อยู่กับโลกสมมติได้อย่างกำไรที่สุด เราจะใช้สมมติได้อย่างคุ้มที่สุด เกิดผลประโยชน์มากที่สุด มีกำไรมากที่สุด เสียน้อยที่สุด ทิ้งน้อยที่สุด ได้ประโยชน์สูงสุด 
มึงเห็นชีวิตกูมั้ยว่ากูใช้ทุกอย่างเนี่ยอย่างประหยัดสูงประโยชน์สุด ทุกอย่างกูทำให้เกิดประโยชน์หมด แม้แต่ของที่ชาวบ้านทิ้ง กูก็เอามาทำให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะเป็นคนที่เข้าใจรู้จักสมมติไง แล้วเราก็มองเห็นศักยภาพของสมมติแต่ละอย่าง ๆ ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร จบ           
    
    

83 | 28 มิถุนายน 2026, 13:00
บทความอื่นๆ