หลวงปู่พุทธะอิสระแสดงธรรมเรื่องโลกสมมติ บ่ายวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฏาคม 2569
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน
วันนี้วันอาทิตย์ต้นเดือน สัปดาห์แรกของเดือน มีกิจกรรมหลากหลาย หนึ่งในหลากหลายกิจกรรมก็คือการแสดงธรรม การฟังธรรม
กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด
กระบวนการการทำความเป็นมงคลให้เกิดขึ้นกับชีวิตก็คือการสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา สดับตรับฟังสิ่งที่เป็นมงคลประจำชีวิต
ถามว่าทำไมจึงเรียกการฟังธรรมว่าเป็นมงคล
เป็นวิถีแห่งการเจริญปัญญา
เพราะมีปัญญาจึงเห็นทุกข์
เพราะมีปัญญาจึงรู้เหตุเกิดทุกข์
เพราะมีปัญญาจึงรู้ว่าทุกข์นั้นมันดับได้จริง
และมีปัญญาจึงรู้ข้อปฏิบัติให้ทุกข์นั้นดับได้จริง
หนึ่งในหลักการในการดับทุกข์ก็คือต้องรู้เหตุ
ความหมายของการรู้เหตุก็คือรู้ที่มาที่ไป รู้ฉ้อฉลกลในต้นเค้าของความทุกข์ทั้งปวง
อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสชี้นำให้เห็นว่าอุปาทานในขันธ์ทั้งปวงนี่แหละเป็นต้นเค้าแห่งความทุกข์
และอุปาทานในขันธ์ทั้งปวงก็เป็นที่มาของความเดือดร้อนทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วก็ทางจิตใจ
สมมติเนี่ยมันมาจากไหน ใครเป็นคนสอน
ว่าที่จริงแล้ว สมมติเนี่ยไม่มีคนสอนหรอก
ถึงจะพูดก็ไม่ได้สอน แค่พูดผ่าน ๆ เฉย
แต่ถ้าสอน ก็คงจะมีแต่พุทธะอิสระอย่างเดียวแหละที่สอน เหตุผลที่สอนก็เพราะเอามาจากไหนเล่า ก็เอามาจากเหตุแห่งทุกข์ไง
สมมติเนี่ยมันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง
พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์
และสมมตินั่นน่ะเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง ก็คือโลกสมมติทั้งนั้น
ตาเห็นรูป สมมติมั้ย รูปที่เห็น สมมติมั้ย
หูฟังเสียง เสียงที่ฟังเป็นสมมติมั้ย
จมูกดมกลิ่น กลิ่นที่ดมนั่นเป็นสมมติมั้ย
ลิ้นรับรส รสที่รับนั่นเป็นสมมติมั้ย
กายสัมผัส สิ่งที่สัมผัสนั่นเป็นสมมติมั้ย
เพราะฉะนั้น ต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงเนี่ย มันมาจากโลกสมมติ
แล้วใครเป็นคนสร้างสมมติ
ตัวเราเองนี่แหละเป็นผู้สร้างสมมติ
การเรียนรู้เหตุแห่งทุกข์มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเรียนรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุและความดับเหตุแห่งธรรมนั้น
ถ้าจะดับความทุกข์ก็ต้องดับที่เหตุ
ที่นั่งกันอยู่ทั้งหมดเนี่ยมันเป็นสมมติทั้งนั้นน่ะ ไม่มีใครไม่สมมติเลย สมมติไปหมด
แต่เราก็ไปยึดถือมันจนกลายเป็นความทุกข์เดือดร้อน กลายเป็นความแบกหาม พยุง หอบ หิ้วไปเรื่อยเปื่อย เลอะเทอะ จนกระทั่งเรากลายเป็นทาสของสมมติไม่จบไม่สิ้น
งั้นโลกของสมมติเนี่ยมันจะไม่เล็กลงเลย มันจะโตวันโตคืน ตราบใดที่เรายังยึดมั่นในอุปาทานแห่งสมมติทั้งปวง คือมีอุปาทานในสมมติทั้งปวง ที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามีอุปาทานในขันธ์ทั้งปวงเนี่ยแหละ
แต่พุทธะอิสระปัญญาไม่ได้เยอะขนาดนั้น
ก็ต้องบอกว่าสรุปรวมแล้วขันธ์ทั้งปวงเป็นสมมติทั้งสิ้น ทุกอย่างมันเป็นสมมติทั้งหมด ไม่มีอะไรคงที่ตลอดกาลตลอดสมัย
ถามว่าทำไมมันเป็นสมมติเล่า
ก็ของจริงมันไม่มีไง มันเป็นของเทียม
หลายสิ่งรวมเป็นหนึ่งสิ่ง เรียกหนึ่งสิ่งนั้นว่าเช่นนั้นเช่นนี้ และการเรียกหนึ่งสิ่งนั้นก็คือบุคคลเป็นผู้บัญญัติเรียกขานขึ้นตามเหตุตามปัจจัย และความจำเป็น และประโยชน์ที่ได้ใช้สอย
เพราะงั้นเมื่อเราอยู่ในโลกสมมติ เราจะอยู่ยังไงอย่างเป็นผู้ที่เข้าใจรู้จัก
เหมือนดั่งบทโศลกที่เขียนไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
รู้จักสมมติ
เข้าใจในสมมติ
ได้ประโยชน์จากสมมติ ก็ให้ประโยชน์แก่สมมติ
แล้วสุดท้าย อย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ
กระบวนการสมมติทั้งปวงนี่แหละมันเป็นรากเหง้าและต้นตอของสารพัดโรคร้ายที่มันเกิดขึ้น โรคทางกายกับโรคทางใจ มันเป็นเหตุปัจจัยของโรคสารพัดอย่าง
งั้นถ้าเรารู้จักและเข้าใจมันและใช้มันอย่างชาญฉลาด
เหมือนดั่งมีคำกล่าวว่า คนฉลาดใช้กิเลส คนโง่ถูกกิเลสใช้
ถ้าเมื่อใดที่เราชาญฉลาด เราก็ใช้สมมติ ใช้กิเลสได้อย่างช่ำชองเชี่ยวชาญ เกิดประโยชน์สูง ประหยัดสุด มีชีวิตกับโลกสมมติได้อย่างกำไรเสมอ
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราโง่เขลา เราก็จะเป็นผู้ถูกกิเลสใช้ เป็นผู้ที่ถูกโลกสมมติครอบงำเรา
ถ้าเข้าใจความหมายว่า ทุกสิ่งในโลกรอบตัวเราและทั้งในตัวเรามันเป็นสมมติทั้งปวงเนี่ย มันจบลง ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ต่อไปอีก มันไม่ต้องมาบรรยายอะไรเยอะ
ผัวสมมติ เมียสมมติ
ทรัพย์สมมติ สมบัติสมมติ
ลูกสมมติ หลานสมมติ
เรือกสวนไร่นาเป็นสมมติ ไม่ใช่ของเที่ยง ไม่ใช่ของจริง
ก็พอมันเป็นสมมติจนถึงที่สุดแห่งโลกสมมติ โลกสมมติมันมีกฎอยู่ว่ายังไง
เกิดขึ้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน และแตกสลาย
นั่นคือกฎของโลกสมมติ
พระพุทธเจ้าก็เตือนให้รู้ แต่เราไม่ค่อยเข้าใจ หรือเข้าใจก็ไม่แจ่มแจ้ง แจ่มแจ้งก็ไม่รู้จริง ไม่รู้ซึ้ง ไม่สามรถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
คำสอน 84,000 พระธรรมขันธ์มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่เข้าใจความหมายว่านั่นคือสมมติ
มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่เข้าใจความหมายว่าสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงเป็นเพียงแค่สมมติเรียกขานบัญญัติขึ้นเป็นบุคคล บัญญัติขึ้นเท่านั้น
เพราะเมื่อเข้าสู่โลกปรมัตถ์แล้ว มันมีหลัก 3 อย่างของปรมัตถ์ก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีอยู่จริง
เมื่อมันไม่มีอยู่จริง มันก็คือจบ
แล้วที่มันมีอยู่ล่ะ ก็เป็นสมมติไงเล่า
ที่เป็นอยู่ มีอยู่ ดำรงอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ เป็นเพียงสมมติเท่านั้น มันไม่ได้มีอะไรของแท้ ไม่มีอะไรของจริงเลย
ความทุกข์มันจะมาจากไหนเล่า เมื่อเราเข้าใจว่ามันเป็นสมมติ
แต่ที่มันยังต้องทุกข์อยู่ เพราะเรามองว่ามันเป็นของจริงไงเล่า มันเป็นของเที่ยง มันเป็นของเรา
มันเป็นของสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา และสิ่งของ แล้วเราต้องไปแบกมัน ต้องไปยึดมัน ต้องไปหามมัน ต้องมีพันธนาการกับมัน มันพันธนาการกับเรา เราตกเป็นทาสมัน มันเป็นนายเรา มันก็เลยทำให้เราต้องแบกหามและเป็นทุกข์
ถ้ารู้จักเข้าใจโลกสมมติเสียแล้ว ความทุกข์ทำอะไรเราไม่ได้
เราจะยืนหยัด ยืน เดิน นั่ง นอนได้อย่างอหังการ อย่างรื่นเริงบันเทิง อย่างอาจหาญ ดำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระและมีความสุขสมบูรณ์ตลอดเวลา
งั้นความหมายของโลกสมมติว่าจริง ๆ แล้วต้องเรียนรู้ให้เข้าใจแจ่มชัด
บทโศลกที่หลวงปู่เขียนไว้น่ะ ไม่ได้เขียนขึ้นเล่น ๆ ลอย ๆ เขียนเพราะทำความเข้าใจในธรรมชาติธรรมแท้ที่ปรากฏตามความเป็นจริงในขณะหนึ่ง ๆ ที่ปฏิบัติธรรม เป็นประสบการณ์ทางวิญญาณในการเรียนรู้ศึกษาและลุถึงแห่งธรรมนั้น ๆ จึงนำมาเขียนเพื่อนำมาสู่การอธิบายความให้เข้าใจแจ่มชัดสำหรับผู้มีปัญญา
การเรียนรู้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าเป็น
หนึ่ง สุตมยปัญญา ฟัง
สอง จินตามยปัญญา คิด
สาม ภาวนามยปัญญา ทำ
ฟัง คิด แล้วก็ทำ
ไม่ใช่ฟัง คิด แล้วหลับเว้ย
ฟัง คิด แล้วทำ
อย่าหลับสิเว้ย ตื่น
ทำความเข้าใจ
กูชักไม่เข้าใจมึงแล้ว เพราะกูพูด แล้วพวกมึงหลับน่ะ
จบเหอะ
ให้ถามปัญหา 5 ข้อ
ปุจฉา: ลูกได้อ่านบทความของหลวงปู่ที่เขียนไว้ในเฟสบุ๊ก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 หลวงปู่ตั้งข้อสงสัยตัวเองอยู่ทุกขณะว่าขณะนี้อยู่ในโลกสมมติหรือโลกปรมัตถ์ ขอความเมตตาหลวงปู่อธิบายสภาวะนี้ด้วยเจ้าค่ะว่าเป็นเช่นไร สภาวะจิตในโลกสมมติกับสภาวะจิตในโลกปรมัตถ์เป็นอย่างไร และแตกต่างกันอย่างไรเจ้าคะ
วิสัชนา: สภาะจิตของโลกสมมติก็คือมืดบอด ขมุกขมัว สลัว ๆ แสงอับเฉา มันไม่สว่างกระจ่างชัด
สภาวะจิตของโลกปรมัตถ์ก็คือพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
ถ้าเปรียบเป็นดวงอาทิตย์ สภาวะจิตของโลกสมมติมันก็คือพระอาทิตย์ยามจะตกโพล้เพล้น่ะ มึงเคยเห็นพระอาทิตย์โพล้เพล้ไหม เคยรู้จักคำว่าโพล้เพล้ไหม เขาเรียกว่าผีตากผ้าอ้อมน่ะ แดดเหลือง ๆ หรือไม่ก็จะตกแหล่ไม่ตกแหล่อะไรประมาณนั้นน่ะ มาอีกทีหนึ่งก็พระอาทิตย์ยามมีพายุเข้า ฟ้ามืดมัวสลัวไปหมด มองเห็นอะไรไม่แจ่มชัด นั่นแหละคือสภาวะจิตของโลกสมมติ
ส่วนสภาวะจิตของโลกปรมัตถ์ก็คือพระอาทิตย์ยามเที่ยงวันที่มองอะไรก็แจ่มแจ้ง กระจ่างชัด แต่ไม่ร้อนแรง แจ่มแจ้ง กระจ่างชัด ไม่ร้อนแรง
ถ้าเปรียบสภาวะจิตเป็นดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ ก็ต้องบอกว่าโลกปรมัตถ์เป็นดวงอาทิตย์ โลกสมมติเป็นดวงจันทร์
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ดวงจันทร์ก็มีวันสว่าง ก็คือดวงจันทร์ยามข้างขึ้น
แล้วมึงเป็นดวงจันทร์ข้างขึ้นหรือข้างไหน
ข้างตก ข้างหล่น ดวงจันทร์ข้างหล่นหรือข้างแรม แล้วแรมก็ต้องแรมกี่ค่ำด้วยนะ ของพวกมึงนี่แรมกี่ค่ำ
แรม 14 ค่ำ?
อ้อ แรม 1 ค่ำ
งั้นสภาวะจิตของคนที่อยู่ในโลกสมมติเนี่ยมันเปรียบกันไม่ได้ทุกคนให้เท่าเทียมกันหรอกลูก มันขึ้นอยู่กับสภาวธรรมแห่งจิต และสภาวะธรรมแห่งปัญญาของท่านผู้นั้น แต่ละคน แต่ละท่าน แตกต่างมากน้อยกันอย่างไร
คนที่อยู่ในโลกสมมติแต่เปรียบประดุจดวงจันทร์ยามขึ้น 15 ค่ำ มันก็ยังพอมองเห็นอะไรได้ในที่มืดแบบสบาย ๆ ไม่อับเฉา ไม่โดนครอบงำ ไม่ต้องตกหลุมตกร่อง เดินไปก็ไม่สะดุดตอ ไม่ปล่อยอะไรให้ทิ่มตีน เพราะยังมองเห็นได้ นั่นเรียกว่าสภาวะจิตของคนที่อยู่ในโลกสมมติยามดวงจันทร์เมื่อขึ้น 15 ค่ำ
สภาวะจิตของโลกสมมติยามดวงจันทร์แรม 14 ค่ำ มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด คลำไปเรื่อย เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ขมุกขมัว แล้วก็นึกเอา เดาเอา เผื่อว่า อาจจะ ใช่มั้ง ปรุงแต่งไปเรื่อย โลกสมมติซ้อนสมมติไง
ดวงจันทร์ยาม 15 ค่ำ มองแล้วก็ไม่ต้องซ้อนสมมติ คือไม่ต้องปรุงแต่งไง มันเห็นชัด เห็นกระจ่าง
แต่พอดวงจันทร์แรม 14 ค่ำ มันใช่มั้ยวะ มันน่าจะไม่ใช่นะ มันต้องเป็นแบบนี้น่า นี่อย่างนี้เขาเรียกว่าสมมติซ้อนสมมติ
เพราะใครเป็นผู้สร้างสมมติ
จิตเราน่ะเป็นผู้สร้างสมมติ
พอมันไม่เห็นเข้า มันก็เลยซ้อนสมมติเข้าไป
เออ มันไม่ใช่นะ มันต้องเป็นอย่างนี้
เขาถึงได้บอกว่าเปรียบประดุจดั่งคนตาบอดคลำช้าง จับหางก็บอกว่าช้างมันตัวแบบนี้นะ อีกคนหนึ่งจับงวงก็บอกว่าช้างนี่มันยาว ๆ นะ ตัวมันแบบนี้ อีกคนจับขา เอ๊ย ไม่ใช่ ช้างมันเป็นแท่ง ๆ แบบนี้ อะไรประมาณนี้
เขาเรียกว่าสมมติซ้อนสมมติไง
สรุปแล้วผู้มีปัญญาเหมือนดั่งพระจันทร์ยามขึ้น 15 ค่ำ หรือพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ไม่ใช่ซ้อนสมมติ มองสมมติเป็นสมมติ โดยที่ไม่ต้องไปซ้อนสมมติ
แต่คนขาดปัญญาเปรียบประดุจดั่งพระจันทร์ยามข้างแรม 14 ค่ำ มองไม่ชัด มองสมมติก็ไม่เข้าใจ ก็ซ้อนสมมติไปอีก คือคิดไปอีก ปรุงแต่งไปอีก คำนวณใคร่ครวญไปอีก
แล้วสุดท้ายไอ้สมมติที่มันควรจะจับต้องได้กลายเป็นจับต้องไม่ได้แล้ว เพราะมันซ้อนหลายชั้นเสียเหลือเกิน จนเทียมหลอกเทียม เทียม ๆ หลอก หลอกเทียม ๆ อะไรซ้ำซ้อนกันไปเรื่อย ๆ ๆ ทีนี้ความจริงมันเกิดจากตรงไหน ความจริงมันก็ไม่เกิด
จนเป็นที่มาของบทโศลกที่ว่า
คนมีปัญญาใช้กิเลส เพราะสมมติเป็นกิเลสไหม
คนโง่ถูกกิเลสใช้ไงเล่า
บทโศลกหลวงปู่แต่ละบทเนี่ยมันมีที่มาที่ไปแจ่มชัด ถ้าวิเคราะห์ใคร่ครวญ พินิจพิจารณา ก็จะเข้าใจแจ่มชัดในสภาพธรรมที่ปรากฎตามความเป็นจริงในโลกทั้งสมมติและปรมัตถ์อย่างชัดเจน ไม่ได้พูดเรื่องอื่นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเลย
ขอเพียงเข้าใจอย่างชาญฉลาด จะรู้ว่าประตูหรือหนทางที่จะเข้าไปสู่วิถีแห่งการรู้จักความเป็นจริง เท่านั้นเอง
ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน
ฟังเข้าใจไหม จบ
ปุจฉา: หากเราเข้าใจในโลกสมมติแล้ว เราจะเข้าสู่โลกปรมัตถ์ได้อย่างไรเจ้าคะ
วิสัชนา: ไม่ต้องถาม ถ้ามึงเข้าใจโลกสมมติ มึงก็จะเห็นประตูสู่โลกปรมัตถ์
ถ้ามึงไม่เข้าใจ ต่อให้ถามให้ตาย ก็ไม่เจอ
เพราะโลกสมมติกับโลกปรมัตถ์มันเป็นเขตกั้นเบาบางมากดั่งใยบัว พริบตาเดียวก็เข้าสู่ปรมัตถ์หรือโลกปรมัตถ์ได้แล้ว
ในขณะเดียวกัน กว่าจะก้าวข้ามโลกสมมติได้เนี่ยไม่ใช่เรื่องง่ายนะ เพราะอะไร คนแต่ละคน สัตว์แต่ละตัว พรหม มารแต่ละที่
เมื่อกี๊กูนั่ง ๆ แผ่เมตตาอยู่จนถึงชั้นพรหม แล้วก็ยังนึก
ไอ้ห่าเอ๊ย เมื่อคืนนี้กูทำงานถึงตี 1 กว่าจะได้นอนก็ตี 3 ตื่นตี 5 เช้าก็ตาลีตาเหลือกขึ้นมาทำกับข้าว แล้วพอสายหน่อยก็ต้องตาลีตาเหลือกไปรักษาไข้ เพลก็ต้องตาลีตาเหลือกรีบกลับมาสรงน้ำเตรียมฉันข้าว โอ๊ะ เป็นพระพรหมนี่ก็น่าจะดีอย่างนึงนะ (หัวเราะ) แวบเดียวนะ ขณะที่กูแผ่เมตตาในชั้นพรหมน่ะ กูเป็นพระพรหมนี่ก็ดีอย่าง
แล้วเสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังก้องเข้ามา เอ๊ย พรหมก็สมมติ
อ้าว ไอ้ห่า งั้นก็ไม่ดีสิวะ เออ พรหมมันก็เป็นสมมติ ก็ไม่ดี ก็ไม่ยั่งยืน เพียงแค่มันสมมตินานเท่านั้นเอง
สมมตินาน สมมติสั้น สมมติยาว สมมติสั้น เท่านั้นเอง
พรหมมันสมมติยาว
มนุษย์สมมติสั้น
หมูหมากาไก่ยิ่งสั้นกว่าอีก
เพราะงั้นมันสั้นอย่างนี้ไม่ดีแน่ ไม่เอา เป็นอย่างที่กูเป็นเนี่ยดีแล้ว (หัวเราะ)
กูก็สรุปอย่างนี้ เป็นอย่างที่กูเป็นเนี่ยดีแล้ว (หัวเราะ)
แวบเดียว ชั่วขณะจิต แล้วหลวงปู่ตามดูอะไรในขณะที่ภาวนาถึงชั้นพรหม
กูจะเข้าสู่มารแล้ว จิตมันเกิดดับในขณะหนึ่ง ๆ ทำให้เห็นภาพชัดว่า โอ นี่ระหว่างที่กูพิจารณาในโลกสมมติในชั้นพรหมเนี่ย จิตกูเกิดดับจนกระทั่งนี่จะมาชั้นมารแล้ว
สภาวะมาร สภาวะจิตของมารเป็นยังไงบ้าง จิตมารก็สมมติอีกแหละ เห็นจิตมารเป็นสมมติ มารไม่ได้อยู่ที่กาย แต่มารมันอยู่ที่จิต
วันไหนที่ทำเลวชั่วร้ายทั้งหลายก็เป็นมารทั้งหมด
เมื่อใดที่ทำดีก็เป็นพรหมเป็นเทวดาทั้งหมด
มารก็คือบาป เทวดาก็คือบุญ
สุดท้ายใครเป็นผู้สร้างสมมติ
เพราะฉะนั้นพรหมใครเป็นคนสร้าง
ตัวเราเป็นคนสร้าง
มารใครเป็นคนสร้าง
จิตเราเป็นคนสร้าง
เพราะฉะนั้น กระจอก เป็นกูน่ะดีแล้ว กูนึกอย่างนี้จริง ๆ ขณะที่กูกำลังแผ่เมตตาเนี่ย มารก็กระจอก สู้พุทธะอิสระก็ไม่ได้ (หัวเราะ) เออ จบ
ปุจฉา: ประเทศชาติมีกฎหมาย โลกสมมติมีกฎของตัวเองหรือไม่
วิสัชนา: อ้าว ถามเมื่อกี๊ ก็ตอบไปแล้วไม่ใช่เหรอ
โลกสมมติมีกฎของมันเองมั้ย
(เสียงตอบ) เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
นั่นไง ตอบไปแล้ว แล้วมาถามทำไม
ปุจฉา: ที่องค์หลวงปู่กล่าวสอน เมื่อเข้าใจสมมติ เราจะรู้และเห็นช่องว่างระหว่างสมมติกับโลกปรมัตถ์ จะปรากฏในช่องว่าง
ลูกขอความเมตตาขององค์หลวงปู่ช่วยอธิบายขยายความอีกครั้งเจ้าค่ะ
วิสัชนา: ก็ไม่เห็นยากอะไร มันไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแค่เมื่อใดที่เราเรียนรู้ศึกษาโลกสมมติ อ้อ นี่สมมติว่าพ่อ นี่สมมติว่าแม่ นี่สมมติว่าเมีย นี่สมมติว่าลูก แล้วพ่อแม่เมียลูกเนี่ยมันอยู่นานมั้ย ไม่เที่ยงใช่มั้ย
เป็นปรมัตถ์มั้ย
ก็นี่ไง
เป็นทุกข์มั้ย
ถ้าแบกมัน เป็นทุกข์
แล้วมีอยู่จริงมั้ย
มันก็ไม่มีอยู่จริง แค่สมมติชาติภพหนึ่งเท่านั้น นี่ไงโลกปรมัตถ์ปรากฏแล้ว
ในขณะที่อยู่ในโลกสมมติ ทำความเข้าใจรู้จักกับโลกสมมติ ปรมัตถ์ก็เข้ามาในทันที เมื่อเราพิจารณาเห็นสภาพธรรมของสมมติอย่างแท้จริง ก็จะเข้าใจว่านี่มันไม่ใช่ นี่มันเป็นปรมัตถ์
โลกปรมัตถ์เข้ามาแทรกทันที
ขณะที่ปรมัตถ์แทรกและเจริญรุ่งเรืองนั้นน่ะ กรรมแห่งสมมติไม่สามารถเอื้อมถึงนะมึง
ถึงได้บอกว่าเมื่อใดที่อยู่ในโลกปรมัตถ์ สมมติเอื้อมไม่ถึง
แต่ว่าเมื่อใดที่สมมติเอื้อมไม่ถึงแล้วทำยังไง
พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าคนที่อยู่ในโลกปรมัตถ์เนี่ยไม่ต้องใช้หนี้กรรมใช่มั้ย
ใช้ ยังใช้อยู่
ดูอย่างพระพุทธเจ้า ดูอย่างพระโมคคัลลานะ ก็ยังต้องใช้อยู่ แล้วถามว่าใช้ยังไง
ใช้เพราะว่าท่านยอมที่จะใช้
เหมือนอย่างพระโมคคัลลานะ เขาจะมาทุบ เหาะหนี
ครั้งที่สอง เหาะหนี
ครั้งที่สาม อุ๊ย เหาะไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร หนีไปเดี๋ยวมันก็ต้องตามอยู่ดี เอ้า ยอม ๆ ให้มันทุบเสียให้ตาย
เห็นมั้ย ใช้ก็ต่อเมื่อยอมให้ใช้ ยอมที่จะชดใช้
แต่ถ้าไม่ยอมล่ะ ก็ใช้ไม่ได้ กรรมก็เอื้อมไม่ถึง จะเอื้อมถึงก็ต่อเมื่อยินยอม
เพราะฉะนั้นอำนาจของปรมัตถ์เนี่ยยิ่งใหญ่ สามารถที่จะสกัดกั้นอำนาจแห่งกรรม ไม่ว่าจะเป็นกรรมใด ๆ กุศลกรรม อกุศลกรรม สามารถสกัดกั้นได้
ปัญหามันอยู่ที่ว่าเราเข้าถึงโลกปรมัตถ์อย่างชัดเจนแจ่มชัดหรือไม่เท่านั้นเอง ถ้าเข้าถึงได้ อะไรก็ทำอะไรเราไม่ได้ จบ
ปุจฉา: ในขณะที่ผมทำกายรวมใจในท่านั่ง แล้วก็ก้าวขึ้นสู่จิตภาวนา แล้วก็ทำให้จิตไม่กระเพื่อม ในขณะที่ตาเห็นรูปแล้วก็หูฟังเสียง ก็พอจะทำจิตให้ไม่กระเพื่อมได้ แต่บางครั้งมันเกิดเวทนาที่ปวดขา แล้วก็มีการขี้เกียจแล้วก็ง่วงบ้าง ก็ใช้ปัญญาพิจารณาว่ามันสมมติ เวทนานั้นมันไม่เที่ยง มันตั้งอยู่ แล้วบางครั้งมันก็ดับไป
ภาวนาอยู่อย่างนี้ 1 รอบ 2 รอบ แล้วรอบที่ 3 ที่ 4 ก็อดทนไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจหลับเลย
จะเรียนถามหลวงปู่ว่าเราจะใช้ธรรมข้อไหนช่วยปราบหรือเอาชนะตรงนี้ได้
วิสัชนา: มึงหลับแล้วมึงจะมาถามกูทำไม
ปุจฉา: อยากจะทำให้ได้นานขึ้นน่ะครับ
วิสัชนา: หลับก็หลับไปสิ ก็ไม่เห็นยากอะไร มึงอยากหลับก็หลับ
เป็นธรรมชาติของคนที่มีอุปาทานในขันธ์ ยังไง่ ยังไม่ฉลาด ยังไม่แข็งแรงพอ ยังก้าวข้ามขีดจำกัดของอำนาจแห่งการครอบงำของสมมติยังไม่ได้ ก็เป็นธรรมชาติ
วันหนึ่งกูนอนชั่วโมงสองชั่วโมงสามชั่วโมง เคยเห็นกูนั่งหลับมั้ย มึงเคยเห็นกูหาวสัปหงกเงิกงาก ๆ มั้ย
ก็นี่ไง คำว่ากายภาวนามันต้องทำให้ได้อย่างนี้ จึงจะเรียกว่ากายภาวนา
ถ้ามึงบอกว่านั่ง ๆ เมื่อย นั่ง ๆ ปวด นั่ง ๆ หลับ นั่ง ๆ เพลีย ทำงานอ่อนแรง หมดเรี่ยวหมดแรง นั่นไม่ใช่เรียกว่าเข้าถึงกายภาวนา
กายภาวนาที่แท้จริงคือกายต้องนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ถึงเรียกว่ากายภาวนา
ภาวนาหมายถึงความก้าวหน้ารุ่งเรืองเจริญ
แต่ถ้านั่งเมื่อไหร่หลับทุกที มันจะบอกว่ามีกายภาวนาอย่างไร
กายภาวนามันคือการทำกายให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกสมมติให้ได้ นั่นถึงเรียกว่าผู้เข้าถึงกายภาวนา
เพราะหลักการกายภาวนามีหลักอะไร
สงบ ปลอดภัย ผ่อนคลาย เบาสบายใช่มั้ย
แล้วมันจะสงบ ปลอดภัย ผ่อนคลาย เบาสบายยังไง ถ้ากูยังง่วงอยู่น่ะ มึงยังหลับอยู่ มึงยังปวดอยู่ มึงยังเมื่อยอยู่ แล้วจะบอกว่าเป็นผู้เข้าถึงกายภาวนาได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นกายภาวนาที่แท้จริงมันคือกระบวนการที่ทำให้กายนี้แกร่ง
กูเนี่ย 70 แล้วนะ มึงดูสิ กูยังพลิ้วอยู่มั้ย (หัวเราะ) พูดแล้วจะขำ จบ