วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

หลวงปู่พุทธะอิสระแสดงธรรมเรื่องโลกสมมติ บ่ายวันเสาร์ที่ 11 กรกฏาคม 2569

หลวงปู่พุทธะอิสระแสดงธรรมบ่ายวันเสาร์ที่ 11 กรกฏาคม 2569

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน วันนี้เป็นวันแสดงธรรมในสัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม 
อีกไม่กี่วันก็จะเข้าพรรษาแล้ว เป็นวันที่คุณพระคุณเณรทั้งหลายจะต้องทำตามวินัยบัญญัติที่องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติขึ้น 
อีกทั้งพักหลัง สองสามวันที่ผ่านมานี่ ผู้คนก็ทะยอยกันเข้ามาถามว่า หลวงปู่จะกลับไปห่มผ้าเหลืองได้เมื่อไหร่
เมื่อไหร่วะ หา มึงว่ากูควรจะกลับไปห่มผ้าเหลืองได้เมื่อไหร่
ก็คงจะรอให้งานพระเมรุเสร็จเรียบร้อยก่อนมั้งลูก เพราะว่าถ้าจะไปห่มผ้าเหลืองก่อนงานพระเมรุเสร็จ ก็คงจะมาทำครัวทำอะไรยากลำบาก มันมีทั้งคนเห็นชอบกับเห็นไม่ชอบ รำคาญ 
อยู่กับโลกสมมติน่ะลูก มันต้องเข้าใจสมมติ 
รู้จักสมมติแล้ว ต้องทำความเข้าใจสมมติ ใช้สมมติ ก็ให้ประโยชน์กับสมมติ 
ได้ประโยชน์จากสมมติ แล้วก็ให้ประโยชน์แก่สมมติ ให้ประโยชน์แก่สมมติอย่างเหมาะสมตามฐานานุรูปของตน ตามความรู้ความสามารถของตน 
แล้วท้ายที่สุดก็อย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ 
โดยเฉพาะโลกในยุคปัจจุบันเนี่ย มันไม่ใช่สมมติพื้นฐาน มันเป็นสมมติที่ซ้อนสมมติ แล้วซ้ำซ้อนสมมติ ปลูกฝังสมมติ อัดแน่นไปด้วยโลกแห่งสมมติเต็มเปี่ยมไปหมด เป็นชั้น เป็นเชิง เป็นฉาก เป็นเครื่องกางกั้นเยอะแยะมากมาย ซ้ำซ้อนเข้าไป จนกระทั่งสมมติดั้งเดิมก็หายไปหมด 
งั้นเราก็จะอยู่ยากขึ้น การจะไปเรียนรู้ศึกษาสัจธรรมความจริง ก็จะเข้าใจลำบากมากขึ้น 
เพราะสมมติมันซ้อนไปเป็นชั้น ๆ ๆ มันหนาเตอะ ทีนี้จะไปค้นเอาสมมติออก หรือว่าจะเข้าไปศึกษาเรียนรู้สิ่งที่เป็นความจริงที่อยู่ภายใต้สมมติพื้นฐาน เรียกว่าปฐมสมมติหรือสมมติเบื้องต้น มันก็ยาก ทำความเข้าใจลำบากขึ้น
คนที่ยึดติดอยู่ในโลกสมมติก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่อยู่ในโลกแห่งละครน่ะ โลกแห่งละคร โลกแห่งมายากาล 
อยู่ไปก็รื่นเริงไป บันเทิงไป ทุกข์ไป สุขไป คร่ำครวญไป ดีใจไป เสียใจไป หัวเราะไป ร้องไห้ไป ได้ไป เสียไป 
สุดท้ายทั้งหมดก็เป็นแค่มายากาล เป็นเพียงแค่หมอกควัน เป็นแค่ปุยเมฆที่ลอยผ่านมา แล้วลมพัด ปุยเมฆก็หายไป ไม่มีอะไรคงที่ตลอดกาลตลอดสมัย 
ชีวิตทั้งชีวิตตกอยู่ในอำนาจการครอบงำของมายากาล ของโลกสมมติตลอดเวลา 
แล้วอย่าไปถามหาสาระแก่นสารของชีวิต 
อย่าไปถามหาสาระแก่นสารของความมีชาติภพ 
อย่าไปถามหาสาระแก่นสารของการดำรงอยู่ 
พวกนี้จะไม่มีอะไรเหลือเป็นแก่น เป็นสาร เป็นสาระ มีแต่วันทั้งวันก็ซ่องเสพ มีกิน มีกาม มีเกียรติ มีโกรธ แสวงหาของที่โปรด แล้วก็จมปลักอยู่ในโลกแห่งสมมติ ปล่อยให้โลกสมมติครอบงำไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ 
คนที่เข้าใจ รู้จักสมมติแล้วก็เข้าใจสมมติเนี่ย เขาจะทำความเข้าใจว่าจะอยู่ในโลกสมมติได้อย่างไรอย่างที่ไม่เพลี่ยงพล้ำ ไม่พ่ายแพ้ ไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย ไม่โดนสมมติครอบงำ 
เหมือนดังบทโศลกที่หลวงปู่เขียนเอาไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้วว่า คนฉลาดใช้กิเลส มีแต่คนโง่ที่ถูกกิเลสใช้ 
งั้นถ้าเรารู้จักชาญฉลาดที่จะใช้กิเลส ก็จะมีสาระ มีแก่นสาร ชีวิตมันก็จะเกิดสาระแก่นสาร เรียกว่าชีวิตไม่ขาดทุน มีชีวิตแล้วได้กำไร 
ภพชาติของเราก็เป็นภพชาติแห่งการสั่งสมอบรมเจริญปัญญา เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญบุญ เจริญคุณงามความดี เรียกว่าเจริญกุศล 
แต่ภพชาติของคนที่จมปลักอยู่ในโลกสมมติ แล้วก็โง่ถูกกิเลสใช้ ไม่ใช่เป็นผู้ใช้กิเลสอย่างแท้จริง ก็เป็นภพชาติแห่งการโง่เขลาเบาปัญญา ขาดทุน จมปลัก ตกเป็นทาส อยู่ในอำนาจการครอบงำของโลกสมมติจนเสียพลวัตดั้งเดิม เสียทุนเดิมของการมีชีวิตตัวเองไป 
แล้วก็จะหมุนเวียนอย่างนี้ ตัวเองเป็นผู้ผูกเงื่อนงำของวัฎฎะ เขาเรียกว่าเป็นผู้ผูกเงื่อนงำของวัฎฎะ ทำให้ตัวเองหมุนวนอยู่ในโลกแห่งความหลงลืม หลงใหล จมปลักอยู่ในคำว่าอุปาทาน คือความยึดถือ อุปาทานในขันธ์ทั้งปวง 
ขันธ์ทั้งปวงนี่ไม่ได้หมายรวมเพียงแค่ขันธ์อันเป็นสมมติอย่างเดียวก็คือธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มันหมายรวมไปถึงขันธ์ที่เกิดจากการปรุงแต่งจากจิตใจ จากอารมณ์ จากความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบ ได้-เสีย รัก-ชังเกลียดโกรธ นิยม-ปฏิเสธ 
สิ่งเหล่านี้เขาเรียกว่าการปรุงแต่ง เรียกว่าขันธ์ทั้งปวง ขันธ์ที่ปรากฎอยู่ทั้งภายในและภายนอก
เราผู้ที่โง่เขลาไม่รู้จักการใช้สมมติ เราก็จะกลายเป็นผู้ที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งขันธ์ทั้งปวงที่มีอุปาทานเป็นตัวร้อยรัด อุปาทานคือความยึดถือในขันธ์ทั้งปวง ก็ยิ่งพันธนาการโลกสมมติให้มันตราตรึงแนบแน่น ดึงรั้งยึดถือผูกพันไปเรื่อยจนกลายเป็นผู้ที่สร้างเภทภัยแห่งวัฏฏะขึ้น สร้างเงื่อนงำการผูกร้อยกรองแห่งโซ่ตรวนของวัฎฎะมากขึ้น ก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ ชาติภพ ภพชาติไปเรื่อย ๆๆ 
เพราะงั้นเมื่อใดที่เราเข้าใจรู้จักหลักการพื้นฐานที่จะทำให้ก่อเกิดอุปาทานในขันธ์ที่ปวง แล้วหลักการพื้นฐานคืออะไร พระพุทธเจ้าเรียกมันว่าอวิชชา 
อวิชชาคือความไม่รู้ ไม่รู้ในอะไร ก็ไม่รู้จักว่าความหมายของโลกใบนี้มันเป็นแค่ของเทียม ไม่ใช่ของแท้ มันเป็นความสมมติอยู่เท่านั้น เป็นเพียงแค่บุคคลบัญญัติขึ้นว่านี่คือสมมติเรียกอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นนั้น เช่นนี้ มีประโยชน์แบบนั้นแบบนี้ มีโทษเช่นนั้น เช่นนี้
ทุกอย่างมันเป็นสมมติ 
ถ้าเข้าใจรู้จัก ก็ฉลาดขึ้น 
ถ้าไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ก็โง่ลงไปเรื่อย ๆ 
เข้าใจรู้จัก ฉลาดขึ้น ก็เป็นผู้มีวิชา
ถ้าไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก โง่ลงไปเรื่อย ๆ ก็เป็นผู้มีอวิชชา
เพราะงั้นอวิชชาจึงเป็นเหตุปัจจัย เหมือนดั่งคำกล่าวในบทปฏิจจสมุปปัณธรรม
หรือ ปฏิจจสมุปบาท
เพราะอวิชชาจึงทำให้เกิดสังขาร
เพราะสังขารคือการปรุงแต่ง 
อวิชชาคืออะไร คือความโง่เขลาเบาปัญญา ความไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ไม่รู้ว่าโลกนี้มันเป็นแค่ของเทียม ไม่ใช่ของแท้ ไม่รู้ว่าโลกนี้มันเป็นสมมติ แต่ยึดถือเอาเป็นเรื่องจริงจังเพราะอวิชชาทำให้เกิดสังขาร
เพราะสังขารทำให้เกิดวิญญาณ
เพราะวิญญาณทำให้เกิดอะไร
นามรูป 
นามรูปก็คืออะไรล่ะ นามรูปคือกายกับใจ
เพราะนามรูปทำให้เกิดอะไร
สฬายตนะ คือแดนต่ออารมรณ์ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เพราะสฬายตนะทำให้เกิดอะไร 
ผัสสะ ผัสสะในอะไร 
ก็กลับไปผัสสะในโลกแห่งสมมติน่ะแหละ ผัสสะในโลกสมมติ ไม่ได้ผัสสะในเรื่องอื่นใดเลย ผัสสะอยู่กับโลกสมมติอย่างเดียวเลย 
มีสักกี่เวลาในหนึ่งวันที่เราผัสสะในโลกแห่งปรมัตถ์ มีสักกี่วันที่เราจะทำความเข้าใจรู้จักว่า โอ้ กฎของโลกปรมัตถ์เนี่ยมันมีเกิดขึ้น มันมีทุกข์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีอยู่จริง
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีอยู่จริง
เมื่อวานนี้ทหารมันมาลาหลวงปู่ มันบอกว่าขออนุญาตจะกลับบ้านครับ 
ถามมัน กลับไปทำไม 
เมียผมมีชู้ 
ไอ้สันขวาน เมียมึงมีชู้ เป็นกูดีใจตายห่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นกู กูดีใจตายห่าเลย 
มันถามทำไม
กูจะได้หาเมียใหม่ไง (หัวเราะ) สมมตินี้มันเน่าแล้ว กูก็ไปหาสมมติตัวใหม่ 
กลับไปทำไม กลับไปเดี๋ยวมึงก็ไปทะเลาะกับเขา ไปตีหัวเขา ไปฆ่าเขา สร้างเรื่องราวเยอะแยะ 
สมมติซ้อนสมมติ ต่อสมมติ ตกอยู่ในอำนาจสมมติ ถูกสมมติครอบงำไม่จบไม่สิ้น
ฟังเข้าใจไหม
เข้าใจครับ
เนี่ยมันยังอยู่เลย มันยังไม่ไป (หัวเราะ) 
แสดงว่ามันเข้าใจ มันไม่ไปไง
เอ้อเว้ย กูก็หาเมียใหม่สิ ไม่เห็นจะยากอะไร
เมียเก่ามันไปมีชู้ จะไปกลัวอะไรกับมัน 
แล้วมึงจะกลับไปทำอะไร มึงจะกลับไปทวงเอาของเน่ากลับมาหรือไง 
ก็เมื่อมันเน่าแล้ว มึงก็ยกไปให้คนอื่น ก็จบกัน ดีสิมึงไม่ต้องยก มันไปเอง ก็ถือว่ามึงต้องขอบใจมัน มึงจะมานั่งเฝ้าอะไรกับของเน่า 
ตัดใจได้ ยังอยู่ 
เมื่อกี๊นี้ก่อนจะมาก็สั่งงาน บอก เฮ้ย มึงว่างมากนักเดี๋ยวเหงา เอากระเทียม พริก หอม ไปปั่นให้เผ็ดร้อนเล่น 
เรื่องธรรมชาติ ชีวิตเป็นต้องเป็นอย่างนี้แหละ เผ็ดร้อนอยู่เรื่อย ต้องเข้าใจรู้จัก 
เพราะอวิชชาทำให้เกิดสังขาร
เพราะสังขารทำให้เกิดวิญญาณ
เพราะวิญญาณทำให้เกิดนามรูป 
เพราะนามรูป ก็มีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะคือแดนต่ออารมรณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ทำให้เกิดผัสสะ
เพราะผัสสะก็ทำให้เกิดเวทนาสุขทุกข์ เวทนาที่ปรากฎทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจ 
พอเวทนาเกิด เกิดอะไร
ตัณหา ความทะยานอยากตามมา
พอตัณหา ความทะยานอยาก เกิดอะไร 
อุปาทาน ความยึดถือ
อุปาทาน ความยึดถือ แล้วต่อไปอะไร
ภพชาติตามมาแล้ว
ชรา มรณะ พยาธิ ตามมาแล้ว
สรุปแล้วมาจากตัวไหน
ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก
มาจากความไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ก็คือความโง่ใช่มั้ย ไม่เข้าใจก็คือความโง่นั่นแหละ ไม่รู้จักก็คือความโง่นั่นแหละ ที่พระพุทธเจ้ารวมเรียกมันว่าอวิชชาคือความไม่รู้นั่นเอง ไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่านี่มันเป็นสมมติเท่านั้น มันไม่ใช่ของจริงเลย
กฎของปรมัตถ์ที่มันมีคำว่าทุกข์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง 
ปีทั้งปี เดือนทั้งเดือน วันทั้งวัน เราไม่เคยไปสัมผัสโลกแห่งความเป็นจริง เพราะชีวิตเราจมปลักหมุนวนอยู่กับโลกแห่งสมมติ 
อยู่กับสมมติ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วปรมัตถ์เนี่ยมันเกิดขึ้นทุกขณะ   
ปรมัตถ์เนี่ยมันเกิดขึ้นทุกขณะ   
ถ้าวันหนึ่งเราเดินส่องกระจกดูสักครั้งหนึ่ง เราก็จะเห็นว่า โอ้ ปรมัตถ์ปรากฏแล้ว 
ทำไมหนังเราเหี่ยวลง ผมเราหงอกขึ้น ตาเราฝ้าฟางมากขึ้น ตัวเราคุ้มงอมากขึ้น ร่างกายเราเสื่อมโทรมมากขึ้น 
เนี่ยหลักของปรมัตถ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง
ถ้าทำความเข้าใจมันอย่างนี้ โลกสมมติมันก็เบาบางลง ไม่มีอำนาจในการครอบงำเรามากจนเกินไป 
แต่ทุกวัน เราปฏิเสธปรมัตถ์ตลอด เราพยายามจะผูกเงื่อนงำของสมมติให้มันแน่นขึ้น เยอะขึ้น มากขึ้น 
หน้าเหี่ยวใช่มั้ย หน้าเหี่ยวทำไง ไปหาครีมมาพอก 
ผมหงอกใช่มั้ย ก็หาอะไรมาย้อม 
เนี่ยเขาเรียกว่าสมมติซ้อนสมมติ ติดยึดอยู่ในโลกแห่งสมมติ
ตรงนี้มันไม่ตึง มันหย่อน ก็ไปดึงให้มันตึง 
ตรงไหนมันไม่สวย ก็ไปทำให้มันสวย
ตรงไหนไม่หล่อ ก็ไปเสริมจมูก 
เดี๋ยวนี้หน้าพ่อหน้าแม่ไม่มีอยู่ในมนุษย์ปัจจุบันแล้ว มีแต่หน้าเกาหลี หน้าฝรั่ง หน้าสารพัดหน้า
เพราะมีตังค์ เดี๋ยวมันก็ไปทำหน้า ๆ
อย่างนี้เขาเรียกว่าสมมติซ้อนสมมติน่ะ
อยู่กับโลกสมมติตลอด แล้วก็ภูมิใจในโลกสมมติของตัวเองอย่างมากมาย จนกระทั่งกลายเป็นว่าโลกปรมัตถ์ที่เราควรจะเห็นมันจริง ๆ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง 
เราจับต้องไม่ได้ เราเข้าใจมันไม่ได้ เรารู้จักมันไม่ได้
หลวงปู่อยากจะยกตัวอย่างให้ฟังสักสองพระองค์ท่านนะ 
พระเจ้าอยู่หัวร. 9 เคยเห็นพระองค์ทรงย้อมพระเกศามั้ย 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเคยเห็นพระองค์ทรงย้อมพระเกศามั้ย ไปทำหน้า ไปดึงหน้าดึงพระพักตร์อะไรมั้ย
ท่านผู้ที่อยู่ในโลกสมมติอย่างเป็นผู้เข้าใจรู้จักสมมติ และเข้าใจปรมัตถ์โลกว่ามันไม่เที่ยงนะ มันเป็นทุกข์ มันไม่มีอยู่จริงนะ ก็ใช้สมมุติอย่างคุ้มค่าคุ้มราคา 
พระองค์มีพระราชทรัพย์มหาศาล ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนหน้า ไม่ได้ไปเปลี่ยนผม ไม่ได้เปลี่ยนทรง เพราะพระองค์ทรงยึดถือว่า 
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน 
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน 
คนจะรวย รวยศีล รวยทาน ใช่บ้านโต
นี่หลักการของบรรพบุรุษที่ใช้อยู่ในโลกแห่งสมมุติ บอกลูกหลานว่าคนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน คืออย่าไปยึดติด อย่าไปยึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ จนกลายเป็นจริงเป็นจัง 
แต่ทำให้รู้ว่าความสวยจริงๆ แท้จริงนั้นน่ะมันคือกิริยามารยาท คุณงามความดี และบุญกุศล จริยาวัตรที่งดงามดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายเป็นปกติ 
ศีลแปลว่าปกติ ทำชีวิตของตนให้เป็นคนปกติ ก็สามารถทำตนเป็นคนสวย คนรวย คนหล่อได้ คนจะรวย รวยศีล รวยทาน ใช่บ้านโต 
นี่คือคนโบราณ สอนให้ลูกหลานอยู่ในโลกสมมติได้อย่างชนิดที่ไม่ต้องถูกสมมติครอบงำ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ไง ความหล่อความสวย ต้องหาเงินมาสร้างหน้าสร้างผม ดีไม่ดีมันลอกหนังหน้าออกไปเปลี่ยนหนังใหม่ด้วยซ้ำไป
กลับไปบ้านนี่ปู่ย่าตายายงง เฮ้ยมึงลูกใครน่ะ 
แต่ปู่ย่ายายสมัยนี้ก็ไม่ไม่งงหรอก เพราะปู่ย่าตายายสมัยนี้ก็ เออมึงมีตังค์พากูไปทำด้วย ประมาณนั้นน่ะ
แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ เมื่อเราอยู่ในโลกสมมติซ้อนสมมติ และซ้อนกันไป ซ้ำไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แล้วสิ่งที่ตามมาคืออะไร 
ไม่รู้จริง 
ไม่มีสติปัญญาในการพิจารณาทั้งโลกสมมติและโลกปรมัตถ์ ไม่เข้าใจชัดเจน 
เมื่อถึงคราวที่จะใช้มัน ก็ใช้มันอย่างบ้าคลั่ง ใช้มันอย่างเมามัน ใช้มันอย่างตกอยู่ในอำนาจการครอบงำ
แล้วสุดท้ายก็ถูกมันใช้ เพราะเราไม่ฉลาดในการใช้มันไง เราไม่ได้ชาญฉลาดในการใช้สมมติ
บทโศลกที่หลวงปู่เขียนไว้เมื่อสามสี่สิบปีที่แล้วว่า
ลูกรักชั่วชีวิตของพ่อ ผู้รุ่งเรืองเจริญที่สุดก็คือผู้ที่รู้จักโลกสมมติ รู้จักสมมติ แจ่มแจ้งในสมมติ ใช้สมมติ ให้ประโยชน์กับสมมติ และท้ายที่สุดอย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ
แล้วทั้งชีวิตกูมีชีวิตอยู่ในโลกสมมติอย่างเป็นผู้ใช้ ไม่ใช่ผู้ถูกใช้ 
กูใช้มันอย่างเต็มที่ ใช้มันจนกระทั่งกลายเป็นสาระ เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ประโยชน์แค่ตนเอง ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ด้วยหลักการที่ว่าอย่าประมาทเท่านั้นเอง 
งั้นวิถีชีวิตที่อยู่ในโลกสมมุติอย่างชัดแจ้ง อย่างเข้าใจรู้จักนี่แหละมันไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจรู้จักในโลกสมมติเท่านั้น เมื่อทำความเข้าใจรู้จักในโลกสมมติเนี่ย มันจะเห็นริ้วรอยของปรมัตถ์ปรากฏขึ้น เแล้วริ้วรอยของปรมัตถ์ก็คือไม่เที่ยง คือมันไม่คงที่น่ะ แล้วมันก็เป็นทุกข์ สุดท้ายมันก็ไม่มีอยู่จริง
เมื่อมันไม่มีอยู่จริง ก็ไม่มีอะไรสาระที่ต้องไปยึด 
เมื่อเช้ากูตื่นมาประมาณสักตีสี่กว่าๆ ก็สวดมนต์ทำวัตร รู้สึกเหมือนไม่อยากจะตื่นเลย สุขภาพร่างกายเรามันเหมือนไม่อยากตื่น รู้สึกเป็นไข้อ่อน ๆ ต่ำ ๆ เกิดอาการอักเสบภายใน
มึงจะประท้วงอะไรเนี่ย กูถามมันนะ
มึงจะประท้วงอะไรเนี่ย มึงจะเอาอะไรกับกู
หกโมงเนี่ย เดี๋ยวกูต้องลุกขึ้นไปทำกับข้าว มึงจะประท้วงอะไร 
วันนี้ให้เวลามึงหนึ่งชั่วโมง ต้องหาย
เสร็จแล้วมันก็หาย 
ถึงเวลาหกโมง กูมาทำกับข้าวต่อ ฉันแต่น้ำอย่างเดียว 
เรารู้ดีว่าเราทำงานทั้งวัน ออกมาทำงานอีกทีก็ตีหนึ่ง กว่าจะได้นอนก็ตีสาม มาตื่นเอาตีห้าหรือตีสี่ ก็นอนวันหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ สองชั่วโมง บ่อยเข้า ๆ ธาตุทั้งสี่ในร่างกายมันก็เริ่มบอก เฮ้ย ไม่ไหวแล้วนะ กูจะรวมตัวไม่ติดแล้ว 
ประท้วงใช่มั้ย ทำงานหนักขึ้น 
ทำให้หนักขึ้น เดี๋ยวมึงจะไม่มีโอกาสจะได้ทำ
เมื่อวานนี้ตอนบ่าย ๆ ยังสอนเณร อ้าว เณรไปไหนเนี่ย ยังไม่ตื่นเหรอ หรือยังไม่มา
สอนเณรบอกว่าสำนักนี้เขาสอนให้แข็งแรงทั้งกายและจิตใจ เพราะคนอ่อนแอจะอยู่ในโลกนี้ไม่ได้
และร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง คือร่างกายและจิตใจที่ต้องไม่ถูกใครคอนโทรล เราต้องเป็นผู้คอนโทรลทั้งร่างกายและจิต ใจตัวเราเองนะ
ถ้าเมื่อใดที่เราถูกคอนโทรลหรือถูกควบคุม สุดท้ายเนี่ยเราจะกลายเป็นเหยื่อตกอยู่ภายใต้อำนาจการครอบงำของสรรพสิ่ง สรรพชีวิต สรรพวัตถุ และสรรพธรรมชาติ
แล้วยังไงต่อล่ะ เมื่อคนเป็นทาสแล้ว ผู้เป็นทาสไม่มีสิทธิ์จะร้องขอ คนอ่อนแอไม่มีสิทธิ์จะขอโอกาส 
คนที่ท้อแท้พ่ายแพ้ ใครจะคบค้าสมาคม ใครเขาจะสงสาร ใครเขาจะให้โอกาส 
เพราะฉะนั้นต้องทำตัวให้แข็งแรง ทำตัวและร่างกายจิตใจให้แข็งแรง ทำตัวเองก็คือร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็ง และแข็งแรงอย่างชนิดที่เราต้องไม่ถูกครอบงำ อะไรก็ครอบงำเราไม่ได้ อะไรก็มาบ่อนทำลายความตั้งมั่นองอาจงดงามของเราไม่ได้ 
นั่นคือหลักการที่แท้จริงของการเรียนรู้ศึกษาพระธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนให้มีชัยชนะไม่ใช่ต่อคนอื่น ต่อตัวเอง 
ชนะตัวเองเป็นยอดแห่งชัยชนะ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ 
การชนะตัวเองก็คือชนะอะไร 
ชนะโลกสมมติไง ชนะสิ่งที่มันเป็นสมมติทั้งปวง 
ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของบุคคลสมมติขึ้น บัญญัติขึ้น แล้วเรียกขานมัน หลายสิ่งรวมเป็นหนึ่งสิ่ง เรียกหนึ่งสิ่งนั้นว่าเช่นนั้นเช่นนี้ ชื่อนั้นชื่อนี้ ประโยชน์แบบนั้นแบบนี้
และสุดท้ายเมื่อถึงคราวปรมัตถ์มันเข้ามาปุ๊บ ก็จะเห็นภาพชัดเจนว่าไม่เที่ยงนะ มันไม่อยู่จริงหรอก มันไม่คงที่ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไป 
เหล็กที่ว่าแข็ง ๆ เนี่ย สายไฟที่ว่าแน่ ๆ ไมค์ที่ว่าใช้แล้วได้ประโยชน์เนี่ย เมื่อถึงคราวที่อายุขัยของสมุติมันหมดไป มันก็พังมันก็ผุร้าว มันก็สนิมขึ้น มันก็แตก มันก็ย่อยสลาย สาอะไรกับมนุษย์ที่มีแต่เนื้อ แต่หนัง แต่เลือด เมื่อถึงคราวมันก็จะต้องคร่ำคร่าเสื่อมชราลง แล้วสุดท้ายมันก็จะแตกสลายไป 
ปรมัตถ์เนี่ยมันมีอยู่ทุกเวลาลูกทุกขณะ สำคัญว่าเราจะเข้าใกล้เข้าถึงมันหรือไม่ แล้วเข้าใจรู้จักมันอย่างแท้จริงหรือเปล่าเท่านั้นแหละ
งั้นโลกของปรมัตถ์เนี่ยมันปรากฏต่อเมื่อเราเข้าใจรู้จักสมมตินะ 
เข้าใจและรู้จักสมมติได้อย่างแจ่มชัด ก็จะเห็นปรมัตถ์ชัดเจน
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไม่เข้าใจไม่รู้จักสมมติ ต่อให้ไปนั่งหลับตาบนตักพระพุทธเจ้าก็มองไม่เห็นปรมัตถ์ 
เพราะมันจะถูกโลกสมมติบดบัง ปิดบังอำพราง และสร้างมายาการครอบงำ
ตัวอย่างอะไร พวกนั่ง ๆ อยู่น่ะ เดี๋ยวหลับ นี่ไงเดี๋ยวก็ตกเก้าอี้เนี่ย ข้าง ๆ ข้างหน้ามึงน่ะ เนี่ย ๆ โลกสมมุติครอบงำเนี่ย หลับ เดี๋ยวก็คอหัก นั่ง ๆ เดี๋ยวก็เคลิ้ม นั่ง ๆ เดี๋ยวก็เพลิน นี่ไงเพราะโลกสมมุติมันไม่ยอมให้ปลดเปลื้องมันไง มันจะเข้าครอบงำอยู่ตลอดเวลาไง แล้วอย่างนี้จะไปเห็นปรมัตถ์ได้อย่างไร มองไม่เห็นปรมัตถ์
เมื่อวานซืน หลวงปู่สอนเณรเณรใหม่ ถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่าเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ 
หลวงปู่ก็เลยบอก สำหรับนักบวชในพระพุทธศาสนา คำว่านอนไม่หลับเนี่ยถือว่าเป็นคุณ เป็นประโยชน์ เพราะอะไร เพราะคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนในอปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติไม่ผิด 3 อย่าง คือ อินทรีย์สังวรสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ
ข้อที่ 2 ก็คือชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่เสมอ
การนอนไม่หลับของบุคคลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเนี่ยเป็นเรื่องดี เพราะจะได้ไม่ใช้เวลาให้สิ้นเปลืองไปกับเรื่อง เลอะเทอะไร้สาระ
แน่นอนละการนอนเป็นการพักผ่อนของร่างกายอย่างดี แต่ถ้านอนมากไปก็กลายเป็นอะไร หา ขี้เกียจเป็นขนเลย เป็นงูเหลือมเลย กินแล้วนอน ๆ เลื้อยเอื้องไปเรื่อย
เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยชีวิตให้หมดไปกับเรื่องไร้สาระ ถ้าคิดว่าการนอนเป็นเรื่องการบรรลุธรรมได้ อย่างงั้นไอ้เด็กที่มันนอนอยู่ในท้องแม่ตั้ง 10 กว่าเดือนเนี่ย มันก็คงบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ไปหมดแล้ว มันออกมาก็เป็นอริยเจ้าแล้วนะ มนุษย์ควรจะแบ่งเวลาให้ชัดเจน 
พระพุทธเจ้าจึงบอกชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่เสมอ
แล้วก็ข้อสุดท้ายใน 3 ข้อ ก็คือ โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักบริโภคอาหาร รู้จักประมาณ ในการบริโภคปัจจัย 4 อย่าฟุ่มเฟือย เหลือเฟือ เลอะเทอะ 
สามข้อเนี่ยพระพุทธเจ้าเรียกว่าอปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติไม่ผิด 3 อย่าง อยู่กับใครก็ทำพูดคิดไม่ผิดพลาด
วิธีเรียนรู้โลกสมมติง่ายๆ ลูก ถ้าจะถามว่า แล้วจะเรียนรู้ทำความเข้าใจรู้จักโลกสมมติได้อย่างไร เบื้องต้นก็ภาวนาสมมติ เริ่มจากการภาวนาสมมติ 
ตาเห็นรูป 
หูฟังเสียง 
จมูกดมกลิ่น 
ลิ้นลับรส 
กายถูกต้องสัมผัส 
อารมณ์ปรากฏในใจ
ตาเห็นรูป ก็บอกว่านั่นรูปสมมติ 
หูฟังเสียง ก็บอกว่านั่นเสียงสมมติ
จมูกดมกลิ่น ก็บอกว่านั่นกลิ่นสมมติ
ลิ้นรับรส ก็บอกว่านั่นรสสมมติ 
กายสัมผัสก็บอกว่านั่นสัมผัสสมมติ
เมื่อเตือนตัวเองอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้เขาเรียกว่าภาวนาสมมติ 
เสียงไม่ว่าจะเสียงดี เสียงไม่ดี เสียงรุ่งเรืองเจริญ เสียงตกต่ำอับเฉา เสียงทำให้เราใจฟูฟ่อง เสียงทำให้เราใจสับสนวุ่นวาย เสียงทำให้เราปรากฏอารมณ์ซึมเศร้า ทุกอย่างเป็นเสียงสมมติ
รสก็เหมือนกัน กลิ่นก็เหมือนกัน และสิ่งที่สัมผัสก็เช่นเดียวกัน 
ภาวนาสมมติแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งมันติดตาตรึงใจ จนเกิดความรู้สึกคุ้นเคยว่า โอ้ ความจริงมันไม่มี โลกใบนี้มันเป็นเพียงแค่สมมติเท่านั้นนะ 
ของจริงไม่มีอยู่เลยในโลกใบนี้ มันสมมติทั้งนั้น 
สมมุติว่าเป็นพ่อ สมมุติว่าเป็นผัว สมมุติว่าเป็นเมีย สมมุติว่าเป็นพี่ สมมุติว่าเป็นน้อง สมมุติว่าเป็นเพื่อน สมมุติว่าเป็นครูบาอาจารย์ สมมุติว่าเป็นคนรู้จัก สมมุติว่าเป็นศัตรู สมมุติว่าเป็นมิตร 
สรรพสิ่งเป็นสมมติทั้งหมด 
แล้วเมื่อมันเป็นสมมติ แล้วทำยังไงล่ะ 
ใช้สมมติ ใช้มัน ได้ประโยชน์จากมัน 
รู้จักสมมติ แจ่มแจ้งในสมมติ 
ใช้สมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ ให้ประโยชน์แก่สมมติ 
ทำหน้าที่ของผัวเนี่ย อย่านี้เขาเรียกว่าให้ประโยชน์กับสมมติ 
ทำหน้าที่ของเมีย ทำหน้าที่ของแม่ ทำหน้าที่ของลูก ทำหน้าที่ของเพื่อน ทำหน้าที่ของครูบาอาจารย์ อย่างนี้เขาเรียกว่าใช้สมมุติ พร้อมทั้งให้ประโยชน์แก่สมมติ
ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เขาเรียกว่าใช้สมมติกับให้ประโยชน์สมมติ แต่ยังไม่มีคำว่าอย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ
แล้วใช้สมมติกับให้ประโยชน์กับสมมติแล้ว ถามว่ารู้จักสมมติมั้ย 
ไม่รู้จัก ไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสมมติ เขาเรียกว่าเราเลยไม่รู้จักสมมติไง
เฮ้ย นั่นมันผัวกูนะ ไอ้นั่นมันเมียกู เดี๋ยวกูต้องตามไปฆ่าไอ้ชู้มันอย่างนี้ ประมาณนี้น่ะ 
เพราะมันเมียกู กูต้องตามไปตบ ไปตี ไปกระทืบไอ้ชู้ 
อย่างนี้เรียกว่าไม่รู้จักสมมติ ไม่เข้าใจสมมติ
แล้วก็เราไปใช้สมมติ ก็ถูกสมมติครอบงำอีก 
มันก็เลยเป็นที่มาของบทโศลกบทที่ 2 ว่าคนโง่ถูกกิเลสใช้ คนฉลาดเป็นผู้ใช้กิเลส 
งั้นทั้งใช้สมมติ รู้จักสมมติ แจ่มแจ้งในสมมติ แล้วใช้สมมติ 
ได้ประโยชน์จากสมมติ แล้วให้ประโยชน์กับสมมติ 
ท้ายที่สุดอย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ 
มันจบลงตรงคำว่าโง่หรือฉลาด
ถ้าโง่ก็ถูกใช้ ถ้าฉลาดก็เป็นผู้ใช้ เราจะโง่หรือฉลาด ปัญหามันอยู่ตรงนั้นน่ะ
โลกใบนี้มันจะกลายเป็นเหมือนกับหมาก ให้เราเล่นได้เมื่อเราฉลาด เบี้ยให้เราปั่นได้เมื่อเราฉลาด 
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราโง่เขลาเบาปัญญา เราจะกลายเป็นหมากเป็นเบี้ยให้ใครก็ไม่รู้มาเล่นเรา แล้วใครไม่รู้นั่นแหละมันคือตัวสมมติมาปั่นเรา มาใช้เรา มาครอบงำเรา 
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าปัญญาเป็นดั่งแสงสว่างในโลกไง มีปัญญาเหมือนดั่งมีทรัพย์อยู่นับแสน
เวลาเรียนหนังสือ พวกมึงได้เรียนหรือเปล่า 
มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน
ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว
แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
คนสมัยนี้เขาเรียนไหมวะ 
มันถึงโง่ไง มันถึงได้ไม่ฉลาดเลยไง
กูท่องสมัยก่อน เด็ก ๆ น่ะแม่จับให้ท่องแต่เรื่องนี้ แม่กับตาบังคับให้ท่องเรื่องนี้ให้จำให้ได้ อย่างน้อยมันทำไม่ได้ ก็จำได้ เหมือนจำได้ ก็จะเอามาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต
แต่คนสมัยนี้เขาไม่ชอบคำว่าท่องจำ เพราะเขามองว่าเป็นนกแก้วนกขุนทอง 
แต่หารู้ไม่ว่าบทที่ท่องจำน่ะเป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจ เป็นเครื่องเตือนให้เรารู้จักว่าเราจะทำพูดคิดอย่างไรให้มันเหมาะสมต่อกาล ต่อสมัย ต่อเหตุปัจจัยรอบกาย ต่อสถานะรอบตัว แล้วเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ
นั่นแหละไม่เข้าใจไม่รู้จัก เมื่อไม่เข้าใจไม่รู้จักสมมุติ เวลาใช้สมมติ มันก็จะต้องถูกสมมุติใช้อยู่ดี
เพราะเราเป็นผู้ใช้มันแล้ว มันก็ไม่มีสิทธิ์ใช้เราเหรอ 
มันก็ใช้เรา 
ถามตัวเองมั้ยว่าที่เราใช้สมมุติเนี่ย เราเคยถูกสมมุติใช้เราบ้างมั้ย 
ถูกรสใช้มั้ย ถูกกลิ่นใช้มั้ย ถูกเสียงใช้มั้ย ถูกสัมผัสใช้มั้ย ถูกอารมณ์ใช้มั้ย 
ทั้งวัน 
ทั้งวันคืออะไร 
เป็นผู้ถูกใช้ ไม่ใช่เราใช้มัน
เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นผู้ถูกใช้ ใครเป็นคนโง่ เป็นคนฉลาด
สมน้ำหน้า โง่ไม่เลิก
เพราะฉะนั้น หลักการเข้าถึงสมมติ ภาวนาสมมติเบื้องต้น วันนี้สอนแล้วนะ เดี๋ยวจะมาถามว่าเราจะเข้าถึงสมมติได้ยังไง 
เขาเรียกว่าภาวนาสมมติ
ภาวนาสมมติก็คือตาเห็นรูป ก็บอกว่ารูปสมมติ 
อย่างนี้เขาเรียกภาวนาสมมติ
หูฟังเสียง ก็บอกว่าเสียงสมมติ 
จมูกดมกลิ่น ก็ภาวนาว่ากลิ่นสมมติ
อารมณ์ที่ปรากฏในใจ ก็เรียกว่าอารมณ์สมมติ 
กายสัมผัสก็เรียกว่าสัมผัสสมมติ
ภาวนาไปอย่างนี้ ภาวนาจนทำความเข้าใจรู้จักสภาพสมมติที่ปรากฏตามความเป็นจริงอย่างชัดเจน 
เมื่อถึงคราวใช้มัน จะได้ไม่ต้องทุ่มสุดตัวไง จะได้ไม่ต้องตกเป็นทาสมันไง แล้วมันก็ไม่สามารถที่จะครอบงำเราต่อไปได้ 
สมัยก่อน 30 กว่าปีที่แล้วเนี่ย กูสอนพระเณรที่มาอยู่วัด ตอนสร้างวัดใหม่ ๆ น่ะ จาก 130 องค์นะ เมื่อก่อนวัดกูสร้างใหม่ ๆ 130 กว่าองค์ สอนไปสอนมาเหลือ 6 องค์ ไปหมด มันติดสมมติ ไปหมด มันไปหาวัดสบาย ๆ อยู่ ไปอยู่วัดสังฆทาน อยู่วัดราชนัดดา วัดเทพศิรินทร์
เพราะว่าตอนบวชน่ะมีพระธรรมยุตด้วยไง แล้วเขาแยกกันไปอยู่ตามวัดหลวงวัดราษฎร์อะไรนั่น 
เขาก็เคยมาเยี่ยม มาบ่อย มีทั้งธรรมยุตทั้งมหานิกายมาเยี่ยม เพราะว่า อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่เข้าใจความหมายของคำว่าสมมติก็ได้มั้ง
ครั้งหนึ่ง สมัยที่หลวงปู่ไปลาสมเด็จพระญาณสังวรฯ ลาสึก สึกเช้าบวชเย็นน่ะ 
ท่านบอกว่า ท่านปู่ มาอยู่กับเรามั้ย หมายถึงให้กูไปอยู่เป็นธรรมยุตในวัดบวรน่ะนะ
ฝ่าพระบาท เกล้ากระหม่อมคิดว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ ถ้าจะดับธรรมนั้น ดับที่เหตุ 
ให้เกล้าฯ อยู่ในเหตุที่มันเกิด 
แล้วถ้าจะดับ ก็ต้องดับที่เหตุที่เกิด 
แต่ถ้าหนีเหตุนั้นเนี่ย จิตใจแห่งมรรควิถีของเกล้าฯ ก็คงจะไม่เจริญเติบโตเป็นแน่ 
จิตใจแห่งโพธิญาณก็คงจะไม่รุ่งเรืองเจริญเป็นแน่ เพราะหนีจากเหตุปัจจัยเหล่านั้น
งั้นไม่จำเป็น ทองอยู่ในหลุมขี้ มันก็ยังเป็นทอง
ท่านก็นั่งฟัง ท่านนี่ช่างเป็นคนหายากจริง ๆ
สมัยก่อนกูอยู่ในโลกแห่งสมมติ จนมีความรู้สึกว่าเมื่อไหร่มันจะเลิกสมมติ เมื่อไหร่มันจะไม่ซ้อนสมมติ มีคำถามอย่างนี้อยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่เราจะไม่ซ้อนสมมติ แล้วเมื่อไหร่เราจะอยู่ในโลกสมมติอย่างอิสระ เมื่อไหร่ที่โลกสมมติมันจะไม่ครอบงำเราได้ เมื่อไหร่ที่เราจะสามารถใช้สมมติได้อย่างเป็นผู้ที่ที่ได้ประโยชน์สูงสุด ประหยัดสุด ได้คุณค่าได้ราคามากที่สุด เมื่อไหร่ที่เราจะได้กำไรจากสมมุติ 
กูคิดอย่างนี้เสมอนะ ในขณะที่กูมีชีวิตอยู่ทุกขณะ กูไม่ได้คิดว่ากูจะเป็นผู้เสพสมมติ กูคิดว่ากูจะเป็นผู้ใช้สมมติ อย่างเป็นผู้ที่ไม่ถูกสมมติใช้ 
หลักของมันมีอยู่แค่นั้น ใช้สมมติอย่างที่ไม่ต้องถูกสมมติใช้
ย้ำอีกครั้งว่า วิธีเข้าถึงสมมติเบื้องต้น ต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน
หลักการเดิมของมันก็คือรู้จักสมมติ แจ่มแจ้งในสมมติ ใช้สมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ แล้วให้ประโยชน์กับสมมติ 
แต่พวกมึงน่ะ ทำได้แค่ 2 ขั้นตอนเอง ได้ประโยชน์กับสมมติ แล้วก็ให้ประโยชน์กับสมมติ ทำแค่นั้น 
แต่ก้าวข้ามขั้นตอน 3 ขั้นตอนแรก ก็คือรู้จักสมมติ เข้าใจแจ่มแจ้งในสมมติ แล้วก็ใช้สมมติ
เราไม่ใช่เป็นผู้ใช้สมมติ เราเป็นผู้ถูกสมมติใช้ มันก็เลยถือว่าเป็นผู้ก้าวข้าม 3 ขั้นตอนแรก ไม่ใช่เป็นผู้ใช้สมมติ แต่ถูกสมมติใช้ 
ได้ประโยชน์จากสมมติ ก็ใช้คำว่าเรียกร้อง 
แม้นบอกว่ากำลังจะให้ประโยชน์กับสมมติ ก็ให้อย่างมัวเมา ให้อย่างมัวเมาประมาท ให้อย่างไม่เข้าใจรู้จัก แล้วโลกปรมัตถ์มันจะเกิดได้อย่างไร 
ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วโลกปรมัตถ์อยู่รอบตัวเต็มไปหมดเลย
เรื่องทุกเรื่อง โลกปรมัตถ์อยู่ในผัว อยู่ในเมีย อยู่ในลูก อยู่ในพ่อ อยู่ในแม่ อยู่ในพี่ อยู่ในน้อง อยู่ในเงิน อยู่ในทอง อยู่ในการงาน อยู่ในทรัพย์สมบัติ อยู่ในเรือกสวนไร่นา อยู่ในวิถีชีวิต อยู่ในอารมณ์ อยู่ในรส อยู่ในรูป อยู่ในเสียง อยู่ในกลิ่น 
โลกปรมัตถ์อยู่ทั้งหมด
เพราะอะไร 
มันไม่เที่ยงไง มันไม่คงที่ มันไม่มีอยู่จริงน่ะ 
มันเป็นทุกข์ แล้วมันก็ไม่มีอยู่จริง 
นั่นคือโลกปรมัตถ์ หลักการของโลกปรมัตถ์มีอยู่สามอย่าง
หลักการของโลกสมมติก็มีอะไรมั่ง 
เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็แตกสลายในที่สุด นั่นคือหลักการของโลกสมมติ 
เราก็ก้าวข้ามมัน ไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ศึกษา 
แล้วพอถึงคำว่าโลกปรมัตถ์ ก็ไม่ทำความเข้าใจรู้จัก 
เพราะมันเริ่มต้นมาจากไม่เข้าใจรู้จักสมมติ 
รู้จักแต่สมมติ แต่ไม่เข้าใจก็ไม่ได้
รู้จักสมมุติแล้ว ต้องทำความเข้าใจด้วย
รู้จักสมมุติ แล้วต้องทำความเข้าใจสมมติ 
แล้วเมื่อถึงคราวที่จะใช้สมมติ ก็จะใช้อย่างถูกต้อง ใช้อย่างเหมาะสม ใช้อย่างคุ้มค่าประหยัดสูงประโยชน์สุด 
แล้วถึงคราวที่จะได้ประโยชน์จากสมมุติ เราก็จะได้อย่างเต็มที่เต็มเปี่ยม เรียกว่าได้ประโยชน์จากสมมุติอย่างสมบูรณ์แบบ 
แล้วถึงคราวที่เราให้ประโยชน์กับสมมติ ก็ให้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่มัวเมาเมามัน
เหมือนกับพ่อแม่เลี้ยงลูก มีลูกคนเดียว มันต้องการอะไร ยัดให้ ประะเคนให้ ถวายให้ ทุ่มเทให้  จนกระทั่งกลายเป็นพ่อแม่ทำร้ายลูก อย่างนี้มีเยอะมากนะ 
ทั้งที่พระพุทธเจ้าก็สอนแล้วนะ เมตตา กรุณา มุทิตา แล้วรู้จักอะไร วางอุเบกขาบ้าง แต่พ่อแม่ก็ไม่ทำไม่ได้ แล้วก็ไม่ยอมทำ 
เพราะใช้สมมุติไม่เป็นไง 
แล้วก็ให้ประโยชน์กับสมมติก็ไม่เป็น ไม่รู้จักสมมตินั่นเอง
มันเลยเป็นที่มา ต้องมีคำภาวนา 
ตาเห็นรูป ก็รูปสมมติ 
หูฟังเสียง ก็เสียงสมมติ 
จมูกดมกลิ่น ก็กลิ่นสมมติ 
ลิ้นรับรส รสนั้นเป็นสมมติ 
อารมณ์ที่ปรากฏกับจิต อารมณ์นั้นก็เป็นสมมติ
ภาวนาอยู่อย่างนี้ มันก็ทำให้เราเริ่มที่จะเข้าใจรู้จักโลกสมมติได้มากขึ้น 
ทีนี้มันก็ง่ายล่ะ โลกปรมัตถ์เมื่อถึงคราวมันก็จะค่อย ๆ เฟื่องฟู รุ่งเรืองเจริญ ปรากฏให้เราเห็นทุกขณะ ๆ ได้ ไม่ต้องไปนั่งหลับหูหลับตา ไม่ต้องไปทำท่าขัดสมาธิใด ๆ ไม่ต้องมีเวลาที่จะปฏิบัติอะไรเยอะแยะมากมาย 
แค่อยู่ในโลกอย่างเป็นผู้ที่ฉลาดใช้สมมติ หรือคนฉลาดใช้กิเลส 
แล้วกิเลสทั้งหลายเนี่ยมันมาจากอะไรทั้งนั้น มาจากสมมุติทั้งนั้น
ถ้าจะแปลเปลี่ยนไปอีกประโยคหนึ่งก็คือ คนฉลาดใช้สมมติ คนโง่ถูกสมมติใช้ 
กิเลสก็คือตัวสมมติ 
แล้วสมมติใครเป็นคนสร้าง กิเลสใครเป็นคนสร้าง 
ตัวเราเป็นคนสร้าง
จิตนี้มันเป็นผู้สร้างโลกสมมติ แล้วจิตนี้ก็เป็นผู้ทำลายโลกสมมุติอีกเหมือนกัน 
เหมือนอย่างที่มันกำลังถล่มกันเนี่ย นั่นแหละ มาจากจิตล้วน ๆ เลย 
จิตเป็นผู้ทำลาย จิตเป็นผู้สร้าง 
กูจะฆ่ามึงอะไรอย่างนี้ ก็ว่ากันไปตามเหตุตามปัจจัยของโลกสมมุติ 
แต่สุดท้ายเนี่ย พวกนี้ฉลาดมั้ย 
ไม่ได้ฉลาดเลย เป็นผู้โง่เขลาด้วยสมมติ แล้วถูกสมมติครอบงำด้วยซ้ำไป 
เปิดโอกาสให้ถามปัญหา ใครจะถามอะไร

ปุจฉา : ความประมาทในโลกสมมติที่ร้ายแรงที่สุด คือประมาทในเรื่องใด และควรจะระวังอย่างไร เจ้าคะ 
วิสัชนา : ประมาทที่ไม่เรียนรู้ศึกษา ประมาทที่ไม่เรียนรู้ศึกษา นั่นแหละคือความมัวเมาประมาทที่ร้ายแรง
พระพุทธเจ้าบอกว่า 
หนึ่ง สุตมยปัญญา-ฟัง 
จินตามยปัญญา-คิด 
ภาวนามยปัญญา-ทำ
ฟัง คิด ทำ 
ถ้าประมาทในการไม่เรียนรู้ก็คือ ไม่ฟัง ไม่ศึกษา ไม่สั่งสม ไม่อบรม นั่นเป็นความประมาทที่ร้ายแรง ที่ไม่สามารถจะนำพาตนเข้าถึงโลกสมมติได้เลย จบ

ปุจฉา : การครอบงำของโลกสมมติ มีผลเสียร้ายแรงต่อผู้คนอย่างไรเจ้าคะ
วิสัชนา : ร้ายแรง ไม่ร้ายแรง มึงก็รู้ด้วยตัวมึงเองเนี่ย เมื่อใดที่รสมันครอบงำมึง เสียงมันครอบงำมึง กลิ่นมันครอบงำมึง การสัมผัสมันครอบงำมึง มึงจะรู้สึกยังไง 
มึงเคยเห็นหมาเดือน 12 มั้ย เอาน้ำร้อนราดมัน มันยังไม่กลัวเลย ดูสิ มันถูกครอบงำขนาดไหน หมาเดือน 12 น่ะ เวลามันติดสัตว์น่ะ เห็นมั้ย 
จะไปฆ่าเขาเนี่ย จะไปแย่งเขา จะไปขโมยของเขา จะไปจ้องทำร้ายเขา จะไปดักยิงเขา ดูว่ามันร้ายแรงขนาดไหน 
เพราะฉะนั้นความร้ายแรงของการยึดติดในโลกสมมุติเนี่ยมันทำลายโลกได้ มึงเห็นมั้ยเนี่ยเวลานี้อิหร่านกับสหรัฐมันกลับมาถล่มกันอีกรอบแล้ว ร้ายแรงมั้ยล่ะ 
เนี่ย เดี๋ยวน้ำมันขึ้นอีกแล้ว เดี๋ยวก็เดือดร้อนกันทั้งโลกแล้ว ร้ายแรงมั้ย 
แค่ต่างคนต่างอยู่ ก็อยู่กับโลกสมมุติของตัวเองไป มันก็น่าจะจบ 
แต่มันไม่จบไง ก็มันสมมุติซ้อนสมมติ แล้วซ้อน ๆ ๆ ทับกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันแยกไม่ออกว่าอะไรคือประเทศกู และอะไรคือประเทศมึงไง 
อะไรคือตัวกู และอะไรคือตัวมึง มองไม่ออกเลย ไม่รู้เรื่องเลย 
ต้องฆ่ากันไปฆ่ากันมา แย่งอะไรก็ไม่รู้ เพื่ออะไรก็ไม่รู้ หลักการอะไรก็ไม่รู้ บางคนบางครั้งถึงกับอ้างคำว่าประชาธิปไตย ก็ฆ่าใครก็ได้ที่มึงไม่ใช่พวกกู 
แล้วเรื่องพวกนี้มันก็มีมายาวนานก่อนเก่า แล้วก็เป็นอย่างนี้มาตลอดอย่างยาวนานก่อนเก่า
สมัยก่อนนี้ครั้งพุทธกาลก็มีพวกเดียรถีย์ 500 คนรวมตัวกัน จ้างคนมาไล่ฆ่าพระสาวกของพระสมณโคดมคือพระพุทธเจ้า แม้แต่พระโมคคัลลานะ เพียงแค่ความเชื่อของตัวเองเท่านั้น ก็ไล่ฆ่ากันแล้วอย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่เพิ่งมี
เพราะฉะนั้นความยึดติด ตกเป็นทาสอยู่ในอำนาจของโลกสมมติเนี่ยมันน่ากลัว 
แล้วโลกสมมติมีอะไรบ้าง มันเริ่มต้นมาจากตัวเราก่อนเลย ไม่ต้องคนอื่นไกล 
อารมณ์เป็นสมมติมั้ย เสียงเป็นสมมติมั้ย รูปเป็นสมมติมั้ย กลิ่นเป็นสมมติมั้ย รสเป็นสมมติมั้ย 
แค่รูปรสกลิ่นเสียงก็ฆ่ากันได้ แล้วมันก็เป็นสมมติ ฆ่ากันทั้ง ๆ ที่มันเป็นสมมติ คือมันไม่ใช่ของจริง มันเป็นของเทียม ก็ฆ่ากันได้น่ะ ดูว่ามันร้ายแรงขนาดไหน น่ากลัวขนาดไหน 
เพราะฉะนั้นถ้าอยู่อย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก แล้วใช้มันไม่เป็น ก็คือเมื่อไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก มันก็ทำให้ใช้มันไม่เป็นอยู่แล้ว 
พอใช้มันไม่เป็น เวลาได้ประโยชน์ ก็ได้ไม่คุ้ม ได้ประโยชน์ก็ไม่คุ้ม 
แล้วเวลาจะให้ประโยชน์กับมัน ก็ไม่รู้จะให้วิธีไหนที่จะเหมาะสม
แล้วจะบอกว่าไม่ยึดติดก็ไม่ได้แล้ว เพราะว่ากูถลำลึกลงไปเยอะแล้ว ก็ต้องยึดให้มากขึ้น ก็หลงอยู่ในโลกสมมติ กลายเป็นผู้สร้างวัฏฏะคือความวนไปวนมา เกิดแก่เจ็บตาย ภพชาติเกิดขึ้นปรากฏขึ้น 
ที่จริงภพชาติไม่ใช่คนอื่นสร้างเลย ใครเป็นคนสร้าง เออนั่นแหละจบ


ปุจฉา : การข่มใจระงับความโกรธหรือความไม่พอใจบ่อย ๆ จะต้องเพิ่มธรรมะข้อใด หรือข้อคิดข้อใดเพื่อให้เป็นประโยชน์ในการวางจากสมมติเจ้าคะ
วิสัชนา : ทำไมต้องข่ม มึงเคยเห็นกูข่มมั้ย กูไม่เคยข่ม 
กูไม่พอใจ กูก็ด่า ก็จบ
กูพอใจ กูก็หัวเราะ จบ
แต่อะไรเกิดขึ้น กูรู้ว่านั่นคือสมมติเท่านั้นเอง 
ทำไมกูต้องข่ม 
เดี๋ยวมันอึดอัดนะมึง เดี๋ยวท้องมันผูกนะมึง มึงลองหลับตานึกดูว่ามึงท้องอืด ลมพลุ่งพล่าน ข่มไว้ไม่ตด เดี๋ยวก็ระเบิด เดี๋ยวก็ท้องแตกตาย ข่มทำไมล่ะ 
ไม่รู้ คนอื่นเขาอาจจะสอนให้ข่ม แต่กูไม่ข่ม
แต่ไม่ข่มแล้วยังไง 
คนฉลาดใช้กิเลส คนโง่โดนกิเลสใช้
เมื่อคืนตี 1 กว่าลุกขึ้นมาทำกับข้าว แต่ละคนหยิบตะหลิวจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ พอเจอกู ทำ ตื่นทันที แล้วไปข่มทำไม แล้วงานมันเสร็จมั้ย 
มึงจะนอนมั้ย ถามฉันถามมันสั้น ๆ เฮ้ย จะนอนมั้ยเนี่ย
เอ้า ตื่นขึ้นมาสะดุ้ง หยิบนู่นนี่นั่น 
แต่ถ้าเอ้ย ข่มไว้เว้ย อย่าไปว่ามัน เออทำใจให้นิ่ง ๆ สงบข่มไว้ ประโยชน์ก็เสีย สิ่งที่ควรจะได้ก็ไม่ได้ เวลาที่ควรจะใช้ให้เหมาะสมก็ไม่ได้ ทุกอย่างเสียหมดเพราะการข่ม 
โอ๊ย กูไม่ได้เป็นเทวดาขนาดนั้น กูอยากด่ากูก็ด่า ไม่ได้ยากอะไร 
อาจจะเป็นเพราะว่ากูชื่ออะไร นั่นแหละยี่ห้อกูพุทธอิสระ 
ไม่ข่ม แต่รู้ว่าทำอะไร 
คนฉลาดใช้กิเลส ไม่ใช่ทำโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ทำโดยไม่ตั้งใจ ไม่ใช่ทำโดยไม่เข้าใจ
ไม่ใช่ กูรู้ตัว กูเข้าใจ
กูรู้ว่ากูกำลังจะทำอะไร 
อยู่ดี ๆ จะไปด่าเขาทำไม 
อยู่ดี ๆ จะไปว่าเขาทำไม 
วัน ๆ หนึ่งกูชอบที่จะคุยกับใครที่ไหน ถ้ากูจะคุย บางทีหนูหมูหมากาไก่ กูก็คุยด้วยได้ นกบินมา กูก็ยังคุยกับมัน แต่ถ้าคนมา กูเงียบทันที ก็รำคาญไง คุยกับคนเรื่องมาก 
คุยกับนกนี่มันฟังกูอย่างเดียว มันไม่เถียงกูไง 

ปุจฉา : การอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันกับคนหมู่มาก จะลดมานะทิฐิที่มีในตัวตนได้อย่างไรไม่ให้ทุกข์เจ้าคะ
วิสัชนา : ไม่ได้ยากเลย ทำตัวให้มันเล็กลง เดี๋ยวมันก็อยู่ได้หมดกับทุกที่ 
ถ้าเมื่อไหร่ที่มึงมีตัวกู มึงก็อยู่ยากกับทุกที่แหละ 
เรื่องง่าย ๆ ไม่ลำบาก แค่ไม่มีตัวกู ก็อยู่ได้ทุกที่ล่ะ 

ปุจฉา: การไหว้พระสวดมนต์ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ เราใช้ประโยชน์จากสมมติ ใช่หรือไม่เจ้าคะ
วิสัชนา: ก็ขึ้นอยู่กับว่ามึงทำแบบไหน ทำอย่างไร แล้วทำเพื่อประโยชน์อะไร มันขึ้นอยู่ที่เจตนา 
พระพุทธเจ้าบอกว่า เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง เจตนาเป็นเครื่องทำให้เกิดกรรม 
เป็นเครื่องทำให้เกิดประโยชน์และเสียประโยชน์ได้ด้วยเจตนา 
เรามีเจตนาอะไรในการไหว้พระสวดมนต์ 
ไหว้พระก็เพื่อจะเข้าถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 
การขอพร ขอความเจริญรุ่งเรือง มันก็เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตนที่เรามุ่งหวังว่าเราจะได้เป็นหนึ่งในอธิษฐานธรรม 
อธิษฐานเนี่ยมันมีอยู่ในทศบารมีนะ 
มึงจะมาบอกก็มองว่ามันเป็นเรื่องคร่ำครึ เลอะเทอะ เปรอะเปื้อน อย่างงั้นที่เห็นภาพ (ภาพพระโพธิสัตว์ในโรงเจหอคุณธรรมฟ้า) เหล่านี้เกิดขึ้นได้ยังไง 
ก็จากอธิษฐานธรรมทั้งนั้นน่ะ 
แต่ละองค์เนี่ยเขาอธิษฐานมาทั้งนั้นน่ะ พระพุทธเจ้าก็เกิดจากอธิษฐาน พระอรหันต์แต่ละองค์ก็เกิดจากการอธิษฐาน 
จะบอกว่าหลงใหล โง่เง่า คร่ำครึ เลอะเทอะ  
พวกนี้มันเขาเรียกว่าอะไรล่ะ พวกพวกหนอนตำรา หนอนตำราที่รู้ไม่จริงน่ะ 

ปุจฉา: ความทุกข์ในอริยสัจ 4 กับความทุกข์ในไตรลักษณ์ มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรเจ้าคะ 
วิสัชนา: ทุกข์ในไตรลักษณ์เนี่ย เป็นทุกข์ที่ดับ-แจ้ง ดับ-แจ้ง ดับจริง
ทุกข์ในอริยสัจ 4 เนี่ยเป็นทุกข์ที่เห็น ทุกข์ที่ปรากฏ แต่ยังไม่ได้ดับ 
เพราะมันยังเป็นทุกข์ที่ไม่รู้เหตุ 
พระพุทธเจ้าจึงสอนข้อต่อไปว่า เมื่อรู้ทุกข์ ต้องรู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ว่านี่มันทุกข์ แล้วก็ต้องสาวหาเหตุ
เพราะฉะนั้นทุกข์ในอริยสัจ 4 มันเป็นทุกข์ที่ยังไม่ดับ 
แต่ทุกข์ในไตรลักษณ์น่ะเป็นทุกข์ที่ใกล้จะดับหรือกำลังจะดับ หรือมีวิธีหรือหนทางที่จะดับแล้ว จบ

ปุจฉา: การอธิษฐานจิตเพื่อการติดตามพระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์ทุกภพทุกชาติเป็นการอธิษฐานที่มีปัญญาหรือไม่ และหากท่านเหล่านั้นไม่ไปเกิด เราจะไปอยู่ที่ไหนเจ้าคะ
วิสัชนา: อยู่บ้านมึงสิ ไปอยู่ไหน 
ไม่มีที่อยู่ ก็มาอยู่วัดอ้อน้อยก็ได้ 
ไม่เห็นยากอะไร ก็อยู่ใครอยู่มันนี่ อยู่บ้านมึง 
มึงจะไปอยู่ที่ไหน ก็แล้วแต่เหตุแต่ปัจจัย ทุกอย่างมันมีอำนาจด้วยเหตุปัจจัยของตน เป็นผู้สร้าง 
อำนาจก็เกิดจากเหตุปัจจัยของตนเป็นผู้สร้าง เสียอำนาจก็เกิดจากเหตุปัจจัยของตนเป็นผู้สร้าง 
มึงอย่าไปโทษคนอื่นมาทำให้เรา 
เราเป็นผู้ทำเอง เราเป็นผู้สร้างเอง 
บอกว่าจิตนี้เป็นผู้สร้างโลกสมมติ 
แล้วโลกปรมัตถ์ จิตนี้ก็เป็นผู้เรียนรู้ศึกษา 
ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าโลกแห่งวิถีจิต 


ปุจฉา: ถ้าโลกสมมติมีชนะ มีแพ้ มีเสมอ แล้วโลกปรมัตถ์มีอะไรเจ้าคะ 
วิสัชนา: ไม่มีอะไร โลกปรมัตถ์ก็มีสภาพหรือกฎกติกาอยู่เพียงแค่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วไม่มีอยู่จริง
เมื่อมันไม่มีอยู่จริง แล้วมันจะมีอะไร หลักการมันมีอยู่แค่นั้น 

ปุจฉา: การเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นสมมติ จะช่วยลดความโกรธ ความโลภ และความหลงได้อย่างไรเจ้าคะ
วิสัชนา: มึงทำดู แล้วมึงจะรู้เอง อย่าไปถามคนอื่นลดได้อย่างไร ตัวเองต้องทำเอง 
แกงจะรู้ว่าอร่อย ไปบอกให้คนอื่นเขาบอก 
หรือไปฟังคนอื่นให้เขาชม เขาเชยอยู่ เราก็ไม่รู้รสจริง 
ถ้าอยากจะรู้ ก็ต้องลงมือชิม มันเป็นปัจจัตตัง มันรู้ได้เฉพาะตน 

ปุจฉา: ชีวิตในโลกสมมติในปัจจุบันที่มนุษย์พยายามสร้าง AI เพื่อมาทำงานแทน มนุษย์เราจะมองโลกแห่งความเป็นจริงหรืออยู่กับความเป็นจริงได้อย่างไรในโลก AI เช่นนี้เจ้าคะ
วิสัชนา: นั่นแหละมันเป็นสมมติซ้อนสมมติ ซ้อน พายอาร์ยกกำลัง 8 น่ะ มันซ้อนซับซ้อนกันไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งกลายเป็นมองไม่เห็นพื้นฐาน เขาเรียกด้วยปฐมสมมติเลย จนเรากลายเป็นหลงลืมตัวตนของตัวเอง 
ศักยภาพของตัวเองจะถูกถอดถอนออกไป หรือทำร้ายไป แม้กระทั่งสมองตัวเองก็ไม่มีปัญญาจะพัฒนาให้รุ่งเรืองเจริญได้ 
สมองของมนุษย์เนี่ยมันจะมีรอยหยัก มนุษย์ยุคต่อ ๆ ไปมันจะเหมือนกับรูปปิงปองน่ะ หรือไม่ก็รูปไข่น่ะ ผิวมันเรียบมั้ย เออนั่นน่ะ มันไม่มีรอยหยักหรอกพวกนี้คิดไม่เป็นไง ก็มันไม่คิดไง มันไม่ฝึกที่จะคิด แล้วมันจะเอารอยหยักที่ไหนมา 
ใครเสพติด AI บ่อยๆ อีกหน่อยมึงคิดไม่เป็น 
อย่าว่าแต่ AI เสพติดเลย เด็กปัจจุบันเนี่ยให้มันบวกลบคูณหารนี่ ทำได้มั้ย คิดเลขในใจเดี๋ยวนี้มันมีสอนกันที่ไหน มีแต่คิดเลขในโทรศัพท์ หยิบจอสี่เหลี่ยมมาคิด แค่นั้นน่ะ 
เพราะฉะนั้นมนุษย์ยุคต่อ ๆ ไปไม่ต้องมีอะไรแล้ว อีกหน่อยตีนก็ไม่ต้องมี มันพัฒนาการ หายไป เหลือแต่สมองกับนิ้วเอาไว้จิ้ม 
เพราะฉะนั้น AI น่ะมันเป็นสมมติซ้อนสมมติ แล้วซ้อนดับเบิ้ลสมมติ จนกระทั่งเราหลงลืมความจริง 
แล้วปรมัตถ์มันจะแทรกเข้ามาตรงไหน ไม่มีหรอก 

ปุจฉา: เราจะค้นหาตัวเองให้เจอได้ด้วยวิธีการอย่างไร ที่จะทำให้เราไม่เป็นทุกข์เจ้าคะ
วิสัชนา: ค้นหาตัวเองให้เจอเหรอ ค้นหาตัวเองก็คือค้นหาสมมติ 
พอเจอสมมติแล้ว เราก็จะรู้ว่าสมมติมันไม่มีตัวตนที่แท้จริง
เข้าใจสมมติ ก็จะเข้าใจตัวเอง 
พอเข้าใจตัวเอง ก็จะรู้ว่าทั้งหมดมันเป็นเพียงสมมติอย่างหนึ่ง 
ธาตุ 4 มันรวมกันเป็นตัวเรา 
เมื่อถึงคราวธาตุ 4 มันแตกสลาย ตัวเราก็ไม่มี ก็เท่านั้น 
เพราะฉะนั้น ตัวตนจริง ๆ เราไม่มีจริง ๆ 

ปุจฉา: ถ้าทุกการกระทำในโลกสมมติคือกรรม เราควรเลือกกรรมแบบไหนจึงจะไม่ผูกมัดตนเองเจ้าคะ 
วิสัชนา: อาจิณกรรม กรรมที่ทำแต่ฝ่ายกุศลอย่างเดียวน่ะ ทำทุกวัน ๆ ทำอยู่ต่อเนื่อง อยู่เนือง ๆ ทุกเวลาน่ะเป็นเรื่องที่ควร 
มนุษย์ปฏิเสธกรรมไม่พ้นหรอก ถ้าตราบใดที่มันยังหายใจอยู่ ยังกิน ยังยืนเดินนั่งนอน 
มึงบอกว่ามึงไม่ทำกรรมเลยไม่ได้ ถ้ามึงไม่ทำกรรมเลย มึงก็นอน นอนเฉย ๆ เป็นเจ้าชายนิทรา เป็นเจ้าหญิงนิทรา 
แต่มันก็เป็นเพราะอำนาจกรรมนั่นน่ะไอ้ที่นอน ๆ เป็นผักอยู่นั่นน่ะเพราะกรรมอย่างหนึ่งนะ ต้องใช้หนี้กรรมนะ ถึงได้นอนอย่างนั้น 
งั้นสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เรามีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นเครื่องนำมา และมีกรรมเป็นเครื่องพาไป
เรามีชนกกรรม มีอุปถัมภกกรรม มีอุปปีฬกกรรม มีอุปฆาตกรรม กรรมทั้ง 4 ชนิดเนี่ยผลัดเปลี่ยนหมุน เวียนให้ผลกันอยู่ตลอดเวลา
ชนกกรรมคือกรรมแต่งให้เกิด 
อุปถัมภกกรรมคือกรรมเลี้ยงดู 
อุปปีฬกกรรมคือกรรมเบียดเบียน
อุปฆาตกรรมคือกรรมที่ตัดรอน
ทั้งวันเรามีกรรมทั้ง 4 นี้ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้ผลอยู่ตลอดเวลา 
เพราะฉะนั้นมึงจะบอกว่าไม่มีกรรม เป็นไปไม่ได้ 
พระอรหันต์ก็ยังมีกรรม แต่เป็นกรรมฝ่ายกุศล 
อย่าบอกว่าพระอรหันต์ไม่มีกรรมไม่ได้อีกเหมือนกัน ถ้าพระอรหันต์ไม่มีกรรม ทำไมพระโมคคัลณะโดนทุบล่ะ ทำไมพระโมคคัลณะถึงโดนทุบกระดูกแหลกเหลวล่ะ
พระอรหันต์อยู่ด้วยอำนาจแห่งอะไร กรรมเป็นผู้เลี้ยงดูพระอรหันต์หรือไม่ 
ไม่ แต่อยู่เพื่อจะใช้กรรมเก่า 
ไม่ได้มีกรรมเป็นผู้เลี้ยงดู พระอรหันต์ไม่ได้มีอุปถัมภกกรรมแล้ว ไม่ได้มีอุปริยกรรมแล้ว
ไม่ได้มีชนกกรรมแล้ว เพราะว่าถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ก็ไม่มีชนกกรรม 
ตัดชนกกรรมไป ตัดอุปถัมภกกรรมไป ตัดอุปริยกรรมไป เหลือไว้แต่อุปฆาตกรรม กรรมที่ตัดรอนเฉย ๆ
ตัวอย่างกรณีพระโมคคัลณะเป็นต้นน่ะ อุปฆาตกรรมกรรมมาตัดรอน
เพราะงั้น อย่าบอกว่าไม่มีกรรม ไม่ได้ ยังมีกรรมอยู่
แล้วเขาก็แบ่งกรรมทั้ง 4 เป็นอดีตกรรม ปัจจุบันกรรม แล้วก็อนาคตกรรม 
เผอิญพระอรหันต์ไม่มีอนาคตกรรม มีแต่อดีตกรรมกับปัจจุบันกรรม
แต่มนุษย์ทั่วไป สรรพสัตว์ทั่วไปมีปัจจุบันกรรม ที่เกิดมาจากอดีตกรรม แล้วก็ส่งผลไปถึงอนาคตกรรม
พระอรหันต์ พระอริยเจ้าขั้นพระอเสขบุคคล บุคคลที่ไม่ต้องศึกษาแล้วเนี่ยสามารถตัดกรรมได้
คำว่าสามารถตัดกรรมได้เนี่ยไม่ได้ตัดทุกกรรม มันตัดอุปถัมภกกรรม ตัดชนกกรรม ตัดอุปริยกรรม แต่ไม่สามารถตัดอุปฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน ตัดไม่ได้ เพราะแต่ละคนไม่รู้ว่าทำกรรมอะไรอันหนักมาแต่เก่าก่อน 
ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็จะต้องใช้กรรม คืออะไร พระเทวทัต
เพราะฉะนั้น คำกล่าวว่าพระอรหันต์ตัดกรรมได้เนี่ย เขาพูดไม่ผิดหรอก 
พูดถูก แต่ถูกไม่หมด คือพูดไม่หมดนั่นเอง 
จะตัดกรรมข้อไหน ตัดกรรมประโยคอะไร 

ปุจฉา: การตัดสินใจในโลกสมมติ ควรตั้งต้นจากการสร้างเหตุที่ถูกต้อง หรือควรพิจารณาผลที่จะเกิดขึ้นเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้หลงติดอยู่ในสมมติเจ้าคะ 
วิสัชนา: มึงยังไม่ทำความรู้จักเข้าใจสมมติเลย มึงจะมาตั้งต้นด้วยเหตุที่ถูกต้องอะไร 
เบื้องต้น มันต้องทำความเข้าใจรู้จัก รู้จักเข้าใจสมมติให้ได้เสียก่อน ถึงจะรู้ว่าสมมติมันเกิดจากเหตุปัจจัยอะไร 
ผลชนิดใดที่เกิดจากเหตุปัจจัยอะไรของสมมติ อันนั้นมันเป็นเรื่องรองลงมาแล้ว
ทำความเข้าใจรู้จักซะก่อน ว่ารูปที่เห็น เสียงที่ฟัง กลิ่นที่ดม สัมผัสที่ปรากฏในกาย รสที่รับด้วยลิ้น ทั้งหมดนี่เป็นสมมติได้อย่างไร
ทีนี้ก็ย้อนกลับไปดูกฎของโลกสมมุติว่ามีอะไรบ้าง เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่แล้วแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายแตกสลายในที่สุด 
นั่นกฎของสมมติ 
เอารูปที่เห็นด้วยตามาดู เทียบกับกฎสมมุติดูว่ามันเกิดขึ้นในเบื้องต้นมั้ย ตั้งอยู่แล้วแปรปรวนมั้ย สุดท้ายแตกสลายมั้ย
นั่นแหละจึงจะตีความได้ว่าอันนี้รูปนี้ที่เห็นด้วยตาเป็นสมมติหรือไม่ใช่สมมติ
เสียงที่ฟังด้วยหู เอาหลักของสมมุติโลกมาเทียบ 
เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่แล้วแปรปรวนในท่ามกลางมั้ย เสียงน่ะ สุดท้ายแตกสลายมั้ยเสียงอันนั้น 
อย่างนี้ต่างหากเล่าจึงจะเรียกว่าเข้าใจรู้จักสมมติ 
ไม่ใช่อยู่ดี ๆ บอกว่าจะเข้าใจรู้จัก แล้วไปรู้เหตุแห่งสมมติเลย ไม่ใช่ 

ปุจฉา: การที่เราอยู่ในโลกสมมตินั้นจำเป็นต้องพบปะกับผู้คนที่หลากหลาย ในกรณีที่เราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้มีมิจฉาทิฏฐิ เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไรเจ้าคะ
วิสัชนา: ต้องไปปฏิบัติอะไร มิจฉาทิฏฐิก็เป็นสมมติ สัมมาทิฏฐิก็เป็นสมมติ 
มึงจะต้องไปปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร กูไม่เข้าใจ เมื่อมันเป็นสมมุติ แล้วต้องปฏิบัติอะไร
แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงให้รู้จักเข้าใจใช้สมมุตินะ พอรู้จักเข้าใจ แล้วก็ใช้ 
ได้ประโยชน์ แล้วก็ให้ประโยชน์ 
เมื่อทำตามกระบวนการสมมุติ ตามหลักนี้แล้วเนี่ย มันก็จะมาถึงคำว่า อเสวนา จ พาลานัง การไม่คบคนพาล ปัณฑิตานัญจะ เสวนา การคบบัณฑิต ก็คือปฏิเสธคนพาลและคบแต่บัณฑิต นั่นก็คือหลักการที่ผู้ใช้สมมติเขาทำกัน
แต่ผู้ที่สมมุติใช้น่ะไม่รู้จักไม่เข้าใจ ก็จะถูกครอบงำไปเรื่อย ๆ 
มิจฉาทิฏฐิ ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นพาล สัมมาทิฏฐิ ก็รู้แล้วว่าเป็นบัณฑิต ก็ไม่คบ ก็จบแล้ว 

ต้องเทียบสิ 
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน แล้วก็แตกสลาย นั่นคือหลักของโลกสมมุติเลย 
กลิ่น ก็ต้องเอาหลักโลกสมมุติมาเทียบ 
รูป ก็ต้องเอาหลักของโลกสมมติมาเทียบ
รส ก็ต้องเอาหลักของโลกสมมุติมาเทียบ
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน แตกสลาย 
สัมผัส ก็ต้องเอาหลักของโลกสมมุติมาเทียบ
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน แตกสลาย 
จึงจะเข้าใจรู้จักสมมติ 
แต่ถ้าไม่เอามาเทียบ แล้วบอกว่าเข้าใจรู้จัก มึงเข้าใจอะไร เข้าใจตรงไหน เข้าใจเรื่องอะไร เข้าใจแบบไหน อย่างไรจึงเรียกว่าเข้าใจ 
มันก็จะมีปัญหาไม่จบไม่สิ้น เขาเรียกว่ามีข้อกังขาในสมมติอยู่ ยังไม่ชัดแจ้ง

เณร (ชาวสิงคโปร์) เขาจะถามน่ะ ให้เขาถามสิ เอาไมค์ให้เขาสิ แล้วก็เดี๋ยวคนแปลก็แปลออกมา เพราะให้อัดเสียง เขาจะได้อัดเสียง 
ญาติธรรม : เขาถามว่าสมมุติคืออะไร 
ก็เลยอธิบายให้เขาฟังว่าสมมุติก็คือเป็นสิ่งที่คนที่อยู่ในสังคมร่วมกันเพื่อที่จะตั้งขึ้นมาว่าอันนี้เขาเรียกว่ารถ อันนี้เรียกว่าบ้าน อันนี้เรียกว่าคน อันนี้เรียกว่า อาจารย์ อันนี้เรียกว่าเณร ประมาณนี้ค่ะหลวงปู่
หลวงปู่: หลักของโลกสมมุติ อธิบายให้เขาฟังก่อน มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วแปรปรวน แล้วก็แตกสลาย
ญาติธรรม : เขาถามว่าศีล 10 ข้อของเณรคือสมมติมั้ยคะ
หลวงปู่: ศีล 10 ข้อของเณรเป็นสมมติมั้ย ก็สมมุติว่าเป็นหลักปฏิบัติของเณร 
อะไรก็ตามที่มันมีหลักอยู่ว่าเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายแตกสลายในที่สุด ทั้งหมดเป็นสมมติ
ญาติธรรม : คือเขาบอกว่า ถ้าเราจะพิจารณาว่าอะไรเป็นสมมุติ ต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองตามกฎเกณฑ์ที่หลวงปู่บอก ก็คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามนี้ใช่มั้ยคะหลวงปู่ 
หลวงปู่: เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายแตกสลายในที่สุด ทั้งหมดเป็นสมมติ 
แล้วความหมายของสมมติที่แท้จริงก็คือมันไม่มีอยู่จริง มันไม่คงที่ และมันไม่ยั่งยืน 
มันอยู่แค่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว เมื่อถึงคราว มันก็แตกสลาย จึงเรียกมันว่าสมมติ
แล้วอะไรเล่าที่ไม่ใช่สมมติ 
จิต บุญและบาป ที่เรียกว่ากุศลกับอกุศล 
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดจากสมมติเป็นผู้สร้างขึ้น 
ที่บอกว่าที่บอกว่าจิตไม่ใช่สมมติ เพราะว่าจิตมีอารมณ์ มีสภาวะรับอารมณ์ รู้อารมณ์ จำอารมณ์และคิดอารมณ์ 
แม้เราตายไปแล้ว ความรับ-จำ-คิด-รู้ ก็จะไปอยู่ในภพภูมิอื่น ๆ
แต่ถ้ามาเทียบกับวิหารนี้ เมื่อถึงคราววิหารนี้พัง มันก็พังเลย ไม่มีอะไรคงที่ที่จะติดตามไปพบภูมิอื่น
ต่อให้ตึกที่สูงสุดเสียดฟ้า เมื่อถึงคราวมันพัง มันก็พังเลย ไม่ติดตามไปอยู่ภพชาติอื่น
แต่รับ-จำ-รู้-คิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติของจิต ตายกี่ภพกี่ชาติมันก็จะตามไป
แล้วเมื่อจิตรับ-จำ-คิด-รู้สิ่งที่เราทำ จิตก็จะจำไว้ รู้อยู่ คิดอยู่ 
เมื่อถึงคราวที่เราไปเกิดใหม่ จิตรู้-รับ-จำ-คิดในสิ่งที่เราทำเนี่ย มันก็จะแสดงผลในภพชาติต่อ ๆ ไป 
แล้วผลอย่างนั้นเขาเรียกผลแห่งกรรมกรรมดีกับกรรมไม่ดี 
จึงมีคำกล่าวว่าเกิดมาใช้เวรใช้กรรม
เลยเป็นที่มาของคำว่าจิตบุญและบาป หรือกรรมดีกับกรรมชั่วไม่เป็นสมมติ นอกนั้นเป็นสมมติทั้งหมด ฟังเข้าใจมั้ย 
แต่ถ้ามาเทียบกับกฎของโลกปรมัตถ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง
บุญและบาป จิตบุญและบาปยังให้ผลได้ในโลกปรมัตถ์ 
เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังต้องใช้เวรกรรม 
พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าอย่าทำกรรมชั่ว จงทำแต่กรรมดี เพราะไม่ว่าจะตายกี่ร้อยชาติ กี่ร้อยภพ กรรมชั่วกับกรรมดีก็จะติดตามไป 
ซึ่งจะแตกต่างจากทรัพย์สมบัติและวิหาร สิ่งก่อสร้างทั้งหมด พอตายแล้วมันก็ตามเราไปไม่ได้ 
มีแต่กรรมดีกับกรรมชั่วเท่านั้นที่มันตามได้
 

88 | 11 กรกฎาคม 2026, 20:58
บทความอื่นๆ