วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

บทที่ ๖ เหตุปัจจัยแห่งจิตสุดท้ายเริ่มจากอะไร

บทสวดมนต์คาถาเทพรัญจวน วิธีการเจริญมนต์โดยใช้กายรวมใจ (เทวตานุสติกรรมฐาน) ปี ๒๕๖๗

ชื่อเรื่อง เหตุปัจจัยแห่งจิตสุดท้าย เริ่มจากอะไร  
แสดงธรรมในพิธีบำเพ็ญกุศล วางดอกไม้จันทน์ อุทิศแด่คุณสมรัก วงษ์ขวัญเมือง 

วันที่ ๒๓ พฤษภาคม  ๒๕๖๗   เวลา ๑๓.๐๐ น.  ณ.วัดอ้อน้อย  โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ

 สาระสังเขป

         จิตสุดท้าย หมายถึง จิตก่อนตาย ทุคติภพคือสัตว์เดรัจฉาน เปรด อสุรกาย สัตว์นรก สุคติภพ คือมนุษย์ เทวดา เหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่สุคติภพ จะเกิดเป็นมนุษย์ที่พัฒนาได้ต้องมีศรัทธา เช่น เชื่อกฎแห่งกรรม มีการให้ทาน รักษาศีล ทำจิตให้ปกติ คือจิตโปร่งเบา ผ่อนคลาย บริสุทธิ์ที่สุดคือ เห็นหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การทำหน้าที่อย่างซื่อตรง ชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เสร็จสิ้นตามกำหนดหรือก่อนกำหนดอย่างบริสุทธิ์ บริบูรณ์ มีน้ำใจ เห็นคนอื่นทำดี พลอยยินดีกับเขา ขัดเกลาจิตให้อ่อนโยน เป็นคนมีความเห็นตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง

คำสำคัญ

         จิตสุดท้าย

                 

เนื้อหา

 ปัญหาเรื่อง จิตสุดท้าย เป็นปัญหาสำคัญมากสำหรับการดำรงชีวิตหลังความตาย 

ถ้าชีวิตปัจจุบัน เรายังมัวเมาประมาท วุ่นวาย ว้าวุ่น ทุรนทุราย อยู่กับเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง ตัณหา อุปาทาน อวิชชา ครอบอยู่ตลอดเวลา อย่ามุ่งหวังเลยว่า จิตสุดท้ายของเราจะไปสู่สุคติภพ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

            จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา ก่อนตาย จิตเศร้าหมอง ก็ไปสู่ทุคติ 

           จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา ก่อนตาย จิตไม่เศร้าหมอง ก็ไปสู่สุคติ  
 

ฉะนั้น สุคติ ทุคติ เขากำหนดกันก่อนตาย

คำว่า ก่อนตาย คือ ตรงไหน ไม่ใช่ก่อนตายวันนี้ เมื่อวาน สัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว แต่ ก่อนตายในอึดใจที่จะตาย ก่อนตายในจิตที่จะดับ  

นั่นแหละ คือ จิตก่อนตาย ต้องไม่เศร้าหมอง 

เราท่านทั้งหลายจะอยู่อย่างไร ที่จะทำให้จิตก่อนที่จะดับไม่เศร้าหมอง อันนั้นแหละเป็นปัญหา เป็นเรื่องที่จะต้องหล่อเลี้ยง เป็นทั้งหมด ทุกเพศ ทุกวัย ทุกตระกูลวงศ์ ทุกชั้นวงศ์สังคม ทุกสภาวะของบุคคล

            ถ้าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นสิ่งมีชีวิต แม้จิตก่อนตายถ้าเศร้าหมอง ก็ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธทุคติภพ

แล้วทุคติภพมีอะไรบ้าง  มีสัตว์เดรัจฉาน เปรต  อสุรกาย สัตว์นรก ทุคติภพเขาไม่นับรวมกับมนุษย์นะ เพราะมนุษย์นี่ถือว่าเป็นสุคติภพ เป็นเพศภาวะ พร้อมที่จะพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์แบบ  บางครั้งเทวดาบางตน ท่านยังบอกว่า มนุษย์เป็นเพศภาวะที่สมบูรณ์ที่จะพัฒนาให้บรรลุธรรมขั้นสูงได้ เทวดายังไม่สามารถขนาดนั้น เพราะอะไร เพราะหลงระเริงอยู่ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เบญจพิษกามคุณ เสียจนไม่เห็นความทุกข์เดือดร้อน เลยมัวเมา ประมาทไป

พวกเรานี่ถือว่าเป็นผู้อยู่ในสุคติ แต่สุคติแบบชนิด สุก ๆ ดิบ ๆ ทุกข์บ้าง สุขบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะทุกข์เสียมากกว่า เหตุที่ทุกข์ ไม่ใช่คนอื่นทำให้ เราเป็นคนทำตัวเราเองทั้งนั้นแหละ ตัวเราเองทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ตัวเราเองทำร้ายตัวเราเอง ไม่มีคนอื่นทำร้ายเรา ตัวเราเองแหละเป็นผู้สาปแช่งตัวเรา และตัวเราเองเป็นผู้รับผลแห่งความทุกข์นั้น โดยจะไปอ้างเทพบันดาล ลางสังหรณ์  คนสาปแช่ง หรือพรหมบันดาล…ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ 

ตัวเรานั่นแหละเป็นผู้บันดาลความสุขความทุกข์ให้ แต่ส่วนใหญ่เราจะทำแบบชนิดที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ สมัยนี้เขาชอบพูดกัน

การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นสภาวะของคนที่ไม่ยอมรับความจริง โดยใช้คำกล่าวอ้างนี้ จากการที่ไม่ยอมรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

แท้ที่จริงแล้ว ตัวเองรู้อยู่แก่ใจว่า สิ่งที่ทำ คำที่พูด สูตรที่คิด เป็นเรื่องดี เรื่องอัปรีย์ เรื่องรุ่งเรืองเจริญ หรือ เรื่องเสื่อมโทรมให้แก่ชีวิตตัวเอง แต่ก็ชอบอ้าง เพื่อจะแก้ต่าง แก้ตัวไปเรื่อย ๆ ไม่คิดจะแก้ไขตัวเอง

รวมๆ สรุปแล้ว จิตสุดท้ายก่อนตาย จะต้องเป็นจิตประเภทไหนถึงจะเรียกว่า เข้าไปสู่สุคติภพที่ยิ่งกว่ามนุษย์

ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องเป็นมนุษย์ชั้นสูง คือ มนุษย์ที่มีโอกาสจะพัฒนาได้ตลอดเวลา ไม่ใช่มนุษย์ที่มีโอกาสจะตกต่ำอยู่ได้ตลอดเวลา 
 

สุคติภพต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง  เหตุปัจจัยแห่งจิตสุดท้าย เริ่มต้นจากอะไร

๑. มีศรัทธา ต้องรู้จักศรัทธาก่อน

ศรัทธาในอะไร  เชื่อเรื่องกฎของกรรม  
เชื่อว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดี ชั่ว เลว หยาบ 
เชื่อว่า กรรมนี้มีผลจริง ผู้ใดทำกรรมอย่างไร รับผลอย่างนั้น ใครก็ไม่อาจปฏิเสธผลแห่งกรรมของตนได้

๒. มีทาน มีการเสียสละ แบ่งปัน การให้ การบริจาค เพื่อทำลายความคับแคบ ความตระหนี่ ความเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัวของตน ให้ลดน้อย บรรเทาเบาบางลง เพื่อจะสร้างสรรค์ให้โลกและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การให้เป็นการขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยน พร้อม เหมาะสม ควรต่อการงาน 

๓. มีศีล ความหมายในที่นี้ คือ การทำให้ร่างกายหรือจิตวิญญาณเป็นปรกติ  กายปรกติ  วาจาปรกติ  ขอเติมไปอีกหน่อยว่า ใจต้องปรกติด้วย  ถามว่าทำไม 

ในเหตุปัจจัยแห่งจิตสุดท้าย สำคัญที่สุด เรื่องของใจ เรื่องของจิต 

กายเราปรกติ วาจาเราปรกติ แต่ถ้าจิตไม่ปรกติ ก็ตกนรกทันทีเหมือนกัน  เพราะฉะนั้น เรื่องของศีล จึงรวมหมายเข้าไปถึงเรื่องการทำจิตให้ปรกติด้วย 

๔. การทำจิตให้ปรกติ

จิตปรกติ เป็นจิตอะไร

จิตที่โปร่ง เบา สบาย ผ่อนคลาย เหมือนที่สอนกรรมฐาน กายรวมใจ ขั้นที่ ๒ ต้องทำให้กายผ่อนคลาย สมองผ่อนคลาย ระบบประสาทผ่อนคลาย ทุกส่วนในร่างกายผ่อนคลายหมด แม้กระทั่งข้อต่อกระดูกต่าง ๆ ผ่อนคลาย เมื่อทุกอย่างผ่อนคลาย นั่นแหละคือ ต้นแบบของจิตสุดท้ายที่นำพาไปสู่สุคติ

ผ่อนคลายอย่างสูงสุด บริสุทธิ์ บริบูรณ์ คือ เห็นหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  
เห็นว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ แม้นธรรมทั้งหลายก็ไม่มีอยู่จริง อย่างนี้เป็นต้น  

อย่างนั้นเรียกว่า ผ่อนคลายบริสุทธิ์ บริบูรณ์  จิตแบบนี้ สุดยอด ถ้าใครทำได้ ไม่ต้องกลัวตายแล้วล่ะ กล้าท้าต่อพญามัจจุราชและความตายได้ตลอดเวลา  แต่ไม่ได้พูดอย่างนี้เพื่อไปฆ่าตัวตาย…กูผ่อนคลายสมบูรณ์แล้ว การฆ่าตัวตาย ไม่ใช่เป็นเรื่องปรกติ เรียกว่า ตายแบบผิดธรรมชาติ

ย้ำว่า เรื่องศีล การรักษา กาย วาจา ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของจิตสุดท้ายได้ ต้องเติมคำว่า ใจ ลงไปด้วย ให้ปรกติ เกิดสมดุล ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ บริสุทธิ์ ๔ กระบวนการทำหน้าที่ของเราอย่างรับผิดชอบ เราอาจจะทำข้อ ๑-๒-๓ เรียบร้อยแล้ว แต่ข้อที่ ๔ นี่สันหลังยาว เกียจคร้าน อืดอาด ยืดยาด เลอะเทอะ ไร้สาระ ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองมีหน้าที่และไม่กระทำ เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสงบระงับ ต่อการยืน เดิน นั่ง นอน นั่นยังไม่เสร็จ นี่ยังคั่งค้าง สุดท้ายกลายเป็นอัปมงคล เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้หนึ่งในมงคล ๓๘ ว่า อะนากุลา จะ กัมมันตา การงานทั้งหลายไม่อากูล 

ฉะนั้น การทำหน้าที่อย่างซื่อตรง ชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เสร็จสิ้นตามกำหนดหรือก่อนกำหนดอย่างบริสุทธิ์ บริบูรณ์ คือ กระบวนการทำให้กาย วาจา ใจเราผ่อนคลายได้เหมือนกัน 

 

๕. รู้จักมีน้ำใจ 

เห็นคนอื่นทำดี พลอยยินดีกับเขาบ้าง มีน้ำใจ มีเมตตา เอื้ออารี ไม่เห็นแก่ตัว และต้องรู้จักให้อภัยโทษ กระบวนการนี้ขัดเกลาจิตให้อ่อนโยน เหมาะสม ไม่หยาบกระด้าง พร้อมที่จะเอามาปั้นเป็นรูปอะไรก็สำเร็จประโยชน์  แม้จิตสุดท้ายของเราก็ไม่มีอุปาทานในขันธ์ ความมีน้ำใจ แสดงความจริงใจ เสียสละ แบ่งปัน รู้จักให้อภัย ทำลายอุปาทาน ความยึดถือในตัวกู ของกู ไปได้อย่างฉับพลันทันที เราไม่ต้องไปนั่งภาวนาใด ๆ แค่แสดงความมีน้ำใจ 

 

๖. ทำตนให้เป็นคนมีความเห็นตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง 

ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ข้อนี้สำคัญสุด ถ้าไม่มีความเห็นตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง แม้ห่มผ้าเหลืองก็ไม่ได้คุณงามความดี ไม่ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่สามารถทำให้จิตบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ ห่มผ้าเหลือง ใส่ผ้าลาย นุ่งผ้าดำ หัวหงอก หัวขาว ผมยาว ผมสั้น ก็ไม่มีสิทธิ์ถ้ายังมีมิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม 

เรื่อง ความเห็น พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า เป็นข้อแรก ข้อต้น ของมรรคาปฏิปทา และเป็นข้อที่สำคัญที่สุดใน ๘ ข้อ นั่นคือ สัมมาทิฏฐิ  กระบวนการทำความเห็นให้ตรง ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม..ของอะไร? 

ของโลก ๒ ใบ มีโลกอะไรบ้าง 

โลกสมมติ กับ โลกปรมัตถ์ เราต้องทำความเห็นของเราให้ตรง ถูกต้อง ต่อโลกทั้งสองใบอย่างซื่อตรง สุจริต เป็นธรรม …อย่าให้บิดเบี้ยว บิดเบือน 

บางทีบางครั้งเราอยู่ในโลกสมมติ เราไม่ทุกข์ได้ เพราะอำนาจแห่งโลกปรมัตถ์ที่อยู่ที่อาศัย ที่ใช้มาสำหรับหักล้างความยึดติดแห่งโลกสมมติ ให้บรรเทาเบาบางลง ความทุกข์จะลดน้อยถดถอยลงตามเหตุตามปัจจัย 

ฉะนั้น การทำความเห็นของตนให้ตรงและถูกต้อง ตามวิถีแห่งโลกทั้ง ๒ คือ โลกสมมติ และโลกปรมัตถ์ จึงถือว่า เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด 

 

ความเห็นที่ตรงอย่างไรจึงเรียกว่า ตรง ถูกต้อง 

             โลกสมมติ เห็นว่า หน้าที่เราสำคัญ ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ มีการให้ เสียสละ แบ่งปัน สร้างศรัทธาปสาทะให้เกิด และความเชื่อเรื่องกรรม อย่างนี้เรียกว่า ความเห็นตรง ถูกต้อง ในโลกสมมติ 

            โลกปรมัตถ์ อย่างที่บอกเมื่อครู่นี้ คือ เห็นความไม่เที่ยง เห็นเป็นทุกข์ เห็นความไม่มีอยู่จริง อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า โลกปรมัตถ์ 

เอามาใช้อย่างไร เอามาหักล้างความทุกข์ระทม ความอึดอัดขัดเคือง ความบีบคั้น ที่โลกสมมติเข้ามาครอบงำเรา 

เพราะฉะนั้น กระบวนการทำความเห็นของตนให้ตรง และถูกต้อง เราต้องให้ราคามาก ๆ ให้ความยอมรับ ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดขึ้นในการดำรงชีวิต เพื่อยังให้จิตสุดท้ายของเราบริสุทธิ์บริบูรณ์ 

กระบวนการทำให้ชีวิตเข้าไปอยู่ในทำนองคลองธรรม เพื่อหล่อเลี้ยงจิตสุดท้ายให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ และแข็งแรง พระพุทธเจ้าทรงถือว่า นี่คือ ประโยชน์ตน 

ในขณะที่เราทำได้ประโยชน์ตน ทั้งหมดได้มาจากเราให้ประโยชน์ท่าน 

 ทาน ก็ประโยชน์ท่าน  เห็น ศรัทธา เห็นสัตว์เป็นไปตามกรรม …เราก็ไม่ไปทำร้ายชีวิตสัตว์ทั้งหลาย  รวม ๆ แล้ว แม้กระทั่งอนุโมทนามัย การแสดงความยินดีต่อผู้อื่น ก็เป็นประโยชน์ท่าน เพราะเห็นท่านได้ดี เราพลอยดีใจด้วย เราก็ถอนอุปาทานขันธ์ไปได้ด้วย 

รวมๆ สรุปแล้ว ถ้าทำตามการนี้ได้ ถือว่า เป็นการหล่อเลี้ยงจิตสุดท้ายของเราให้สำเร็จประโยชน์ ทีนี้ ไม่ต้องกลัวตาย

ย้ำว่า จิตสุดท้าย ไม่ใช่จิตของเมื่อวานนี้ นาทีนี้ สัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือ ปีที่แล้ว 

แต่เป็น จิตขณะที่กำลังจะดับขันธ์ จิตกำลังจะตาย ริบหรี่ แล้วระลึกรู้อะไรได้อย่างมีสติ รู้จักใคร่ครวญ คำนวณ พินิจพิจารณา นั่นแหละ เขาเรียกว่า จิตสุดท้าย 

ดังนั้น เรา ท่านทั้งหลาย  พร้อมใจกันที่จะรักษาจิตสุดท้ายกันบ้างแล้วหรือยัง รู้เนื้อรู้ตัวว่า อันตรายที่จะเกิดกับจิตสุดท้ายของผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความมัวเมา ประมาท หนักหนา สาหัสขนาดไหน  เพราะคนที่ไม่รู้จักสั่งสม อบรมรักษาจิตสุดท้ายเอาไว้ต่อเนื่อง เนือง ๆ ถึงคราวตาย จะอาศัยพึ่งพาใครไม่ได้เลย ดั่งพระศาสดาตรัส อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตัวเองต้องพึ่งตัวเองทั้งนั้น

ปัญญาอย่างเดียวจึงจะทำให้พ้นทุกข์ ถึงนิพพานได้   

แต่บุญเป็นเพียงแค่พ่วงแพ  

ศีล ทาน ธรรม ทั้งหลายเป็นแค่พ่วงแพ เครื่องไม้ เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่จะนำพาเราข้ามฝั่งโอฆสงสารเท่านั้นเอง ทำความเข้าใจอย่างนี้เอาไว้ 

ถามว่า ทำเพื่ออะไร

เพื่อให้เข้าใจว่า จิตสุดท้ายของเราจะเลือกอย่างไร แบบไหน  
เลือกไปสู่ทุคติ หรือเลือกที่จะไปอยู่สุคติ ก็ทำเอาตามเหตุตามปัจจัย 

เจริญธรรม

 

แหล่งข้อมูล

เตือนเรื่องจิตสุดท้าย : หลวงปู่พุทธะอิสระ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗, สืบค้นวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ จาก

https://www.youtube.com/watch?v=9gkIVkZu7JE

 

255 | 11 กันยายน 2026, 12:39
บทความอื่นๆ