วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

หลวงปู่พุทธะอิสระแสดงธรรมเรื่องโลกสมมติและโลกปรมัตถ์ บ่ายวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฏาคม 2569

หลวงปู่พุทธะอิสระแสดงธรรมบ่ายเรื่องสมมติและปรมัตถ์
วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฏาคม 2569

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน 
วันนี้เป็นวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม เป็นเดือนแห่งการเข้าปุริมพรรษาและเป็นวันสำคัญทางพระพุทธพุทธศาสนา 
อีกทั้งก็ยังเป็นเดือนแห่งวันมหามงคลของราชวงศ์จักรีคือวันเฉลิมพระชนพรรษาของ องค์สมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งในช่วงปลาย ๆ เดือนในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนคือวันที่ 28 กรกฎาคม 
มูลนิธิธรรมอิสระวัดอ้อน้อยก็จะทำกิจกรรมโรงมหาทาน ทำอาหารไปเลี้ยงในท้องสนามหลวง ซึ่งก็จะมีผู้คนประชาชนที่มารอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก 
ก็เชิญชวนลูกหลานทุกคนถ้า ว่างมีเวลาก็มาช่วยงานครัวหรือไม่ก็ไปช่วยแจกของในท้องสนามหลวง
ซึ่งถือว่าเป็นงานแยกส่วนต่างหากออกมาจากงานออกพระเมรุ งานพระบรมศพสมเด็จพระพันปีกับสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิตติยาภา 
งานวันเฉลิมก็เป็นวันมหามงคล ก็จะมีโรงทานต่างหาก ซึ่งเดี๋ยวรอฟังสำนักหมายกำหนดการของ สำนักพระราชวังว่าเจะเลี้ยงกับตอนไหน 
แต่ก็แจ้งให้ทราบไว้เบื้องต้นว่าเราจะมีอาหารไปเลี้ยงเหมือนกับช่วงงานเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระราชินี ซึ่งอันนั้นรู้สึกเจะเลี้ยงมื้อเดียว แต่งานพระเจ้าอยู่หัวนี่ไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยง คืองานเฉลิมพระชมพรรษาสมเด็จพระราชินีนั่นรู้สึกจะเป็นช่วงเย็น แต่พระเจ้าอยู่หัวนี่ไม่รู้ว่าทั้งวันหรือว่าช่วงเย็นเวลาใดเวลาหนึ่ง เดี๋ยวรอหมายกำหนดการอีกที
ก็แจ้งให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบไว้ว่าโรงครัวเรายังมีงานทำ ทั้งครัวคาวครัวหวาน ครัวหวานก็ทำคุกกี้ หลวงปู่สั่งไปแล้วว่า 2,500 กล่อง เป็นคุกกี้ 
แล้วก็ส่วนอาหารสดก็เดี๋ยวว่ากันอีกที ดูวัตถุดิบหลักว่าเรามีอะไรบ้างในคลังในสโตร์ที่จะเอามาบูรณาการใช้ประกอบอาหารเลี้ยงในวันนั้นได้บ้าง 
ใครมีเวลาว่างจะมาทำโรงครัวคาว โรงครัวหวาน หรือจะไปร่วมแจกที่ท้องสนามหลวง ก็สุดแท้แต่
ถือว่าเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาขององค์พ่อหลวงหรือองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าจริง ๆ แล้วเนี่ยเราควรจะต้องไปร่วมงานที่ท้องสนามหลวงให้เยอะขึ้น ด้วยเหตุผลว่าถวายกำลังใจกำลังพระราชหฤทัยแด่พระองค์ท่าน ในปีเดียวกันทรงประสบต่อความสูญเสียถึง 2 ครั้งเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ชั้นไหน ขอเพียงเป็นมนุษย์มันก็มีความรู้สึกระคายเคือง มีความรู้สึกกระทบกระเทือนพระราชหฤทัยนะ ถ้ายังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระอริยเจ้า ก็มีการกระทบกระเทือนทั้งนั้นน่ะ ก็ไปร่วมถวายพระกำลังใจพระองค์ท่าน ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี 
แล้วถือโอกาสเชิญชวน ส่วนที่วัดอ้อน้อยช่วงเช้ามีการใส่บาตรไม่ใช่เหรอ ช่วงเช้ามีการใส่บาตรข้าวสุกขนมสด 
แล้วก็รุ่งขึ้นวันอาสาฬหะก็จะเป็นการใส่บาตรข้าวสารอาหารแห้ง 
อาจจะมาช่วงเช้าใส่บาตรก่อน แล้วก็ไปสนามหลวงช่วงบ่าย แล้วแต่จะจัดคิวกันตามเหตุตามปัจจัย 
เขาก็มีบวชเนกขัมมะด้วยนี่นะใช่มั้ย สุดแท้แต่ใครว่าง ใครสะดวกในเวลาใดบ้าง บวชเนกขัมมะเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันอาสาฬหบูชา  
กิจกรรมงานโรงมหาทานของมูลนิธิธรรมะอิสระและอาวาสวัดอ้อน้อยก็คงจะทำไปจนกระทั่งถึงสิ้นสุดงานพระเมรุของสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา 
เมื่อมีงานพระบรมศพของสมเด็จเจ้าฟ้าเพิ่มขึ้น ก็คงจะต้องจนกว่าจะจบงานพระบรมศพสมเด็จเจ้าฟ้า ก็คงจะยืดเวลาไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 เดือน 6 เดือนนะลูก ก็คงจะอยู่ในช่วงกลาง ๆ ปีหน้า กลาง ๆ ปีหน้าร่วมปลายปี 
พอเสร็จงานพระบรมศพก็ของสมเด็จเจ้าฟ้า ก็คงจะเข้างานศพย่า (คุณย่าอัมพร ทองประเสิรฐ โยมแม่ขององค์หลวงปู่พุทธะอิสระ) ตามกันไปเลยนะ 

วันนี้ถือโอกาสให้ถามปัญหาเรื่องโลกแห่งสมมติในเชิงวิพากษ์ 
เมื่อวานนี้ได้สอนได้พูดถึงเรื่องกฎของโลกสมมติ ก็คือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่และแปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็แตกสลายในที่สุด อันนี้เป็นกฎของโลกสมมติ
ส่วนกฎของโลกปรมัตถ์ก็คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง
เมื่อวานนี้มีคำกล่าวสุดท้ายว่าจิตกับบุญกุศลเนี่ย จิตกับบาปบุญเนี่ยมันเป็นสิ่งที่อยู่ในโลกของปรมัตถ์ 
จิตเป็นปรมัตถ์
บุญบาปก็เป็นปรมัตถ์ 
ทำไมถึงเป็นปรมัตถ์ ก็เพราะว่ามันไม่ตาย มันตายยาก โลกปรมัตถ์นี่มันคือสิ่งที่ตายยาก 
คล้ายคลึงกับจะเป็นอมตะ แต่ก็ไม่ได้เป็นอมตะ เพราะมีข้อสุดท้ายของโลก กฎข้อสุดท้ายของโลกปรมัตถ์ก็คือไม่มีอยู่จริง
แต่คำว่าจิตที่คล้ายคลึงจะเป็นปรมัตถ์หรือก้ำกึ่งจะเป็นปรมัตถ์ ก็เพราะเหตุว่าจิตมีหน้าที่รับอารมณ์ จำอารมณ์ รู้อารมณ์ คิดอารมณ์เนี่ย แม้เราตายแล้ว ความรับ-จำ-คิด-รู้มันก็จะตามเราไป 
ถ้าเราไปเกิดเป็นพรหม มันก็ไปตามไปอยู่กับพรหม 
ถ้าเราเกิดเป็นเทวดา มันก็ตามไปอยู่กับเทวดา 
จิตรับ-จำ-รู้-คิดยังมีอยู่ มันก็ตามเราไป 
ถ้าเราไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน จิตรับ-จำ-รู้-คิดก็จะอยู่กับโลกของสัตว์เดรัจฉาน 
แม้เป็นสัตว์นรก จิตรับ-จำ-รู้-คิดมันก็จะตามไป ขึ้นอยู่กับว่าจิตตัวไหนนำหน้ากว่ากัน
ถ้าเป็นมนุษย์นี่ รับ-จำ-รู้-คิดมันบาลานซ์กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะฝึกอะไรให้มันเกิดขึ้นนำหน้า 
แต่ทุกวันนี้เรากำลังจะฝึกจิตอะไรนำหน้า รู้มั้ยทุกวันนี้เรากำลังจะฝึกจิตอะไรนำหน้า
จิตรับ จิตจำ จิตรู้ หรือจิตคิด 
ฝึกจิตอะไรนำหน้า
จิตรู้นำหน้า จิตรู้คือพุทธะ เราฝึกจิตรู้เป็นตัวนำหน้า
แต่สัตว์เดรัจฉานเนี่ยฝึกจิตอะไร ฝึกจิตรับกับจิตจำ สัตว์เดรัจฉานฝึกจิตรับกับจิตจำ 
สัตว์นรกฝึกจิตอะไรใช้จิตอะไร จิตจำอย่างเดียว เพราะความจำนี่น่ะมันทำให้ต้องตกนรก 
จำอะไร จำบุญจำบาป ไอ้บุญน่ะเขาจำไม่ค่อยได้ แล้วจำแต่บาป เพราะผลแห่งบาปนี่ แหละทำให้สัตว์นั้นต้องตกนรกไง
แล้วเทวดาฝึกใช้จิตอะไร จิตรับกับจิตจำ เทวดาเมี่อใช้จิตรับจิตจำได้ถึงบุญกุศลที่ทำมาจำได้ถึงบุญกุศลที่ทำมา อานิสงส์แห่งบุญกุศลที่ทำมา จำได้ก็ส่งจิตของตนไว้ไปสู่สุคติภพภูมิแห่งสวรรค์อย่างนี้เป็นต้น ส่วนจะสวรรค์ชั้นไหนก็ขึ้นอยู่ว่าจิตรับจิดจำนั้นมันจำมาได้มากน้อยแค่ไหน จำดีขนาดไหน ดีมากก็เป็นเทวดาชั้นสูง ถ้าดีน้อยก็เป็นเทวดาชั้นต่ำประมาณนั้นน่ะนะ
จิตรู้เนี่ยมนุษย์ฝึก แล้วแต่จะฝึกให้บาลานซ์กันได้อย่างไร
อีกภพภูมิหนึ่งที่จิตรู้เจริญเติบโตได้ดีที่สุด ก็คือชั้นไหน
พรหมลูก ชั้นพรหมนี่จิตรู้ทั้งนั้นนะ มีแต่จิตรู้ รู้อะไรล่ะ ก็รู้ว่าตัวเองเป็นสุขไง แล้วก็ตั้งมั่นอยู่ในความรู้อย่างนั้น แต่ไม่ได้รู้มากไปกว่า
แต่มีพรหมบางชั้นที่ใช้จิตคิดด้วยนะ ใช้จิตคิดก็คือมีข้อสงสัย สงสัยว่า เอ๊ะ นี่เราอยู่นี่นานมาแล้วนะ เมื่อไหร่มันจะพ้นจากสภาพ เกิดนิพพิทาญาณคือความเบื่อหน่ายนะ คือชั้นสุทธาวาสพรหม ชั้นสุทธาวาสเนี่ยจะเป็นผู้ที่รู้จักเกิดความเบื่อหน่าย มีจิตคิดปรากฏขึ้น แต่ชั่วแวบ ๆ เรียกว่าช้างกระดุกกระดิกหู งูแลบลิ้น ไม่ได้ยาวนานเท่าไหร่ 
เพราะฉะนั้น กระบวนการของโลกปรมัตถ์เนี่ย ถ้าเราว่ากันจริง ๆ แล้วจิตเป็นประดุจดั่งอมตะ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่อมตะล้วน ๆ เพราะว่ามันมีกฎของปรมัตถ์ว่าไม่มีอยู่จริงครอบงำอยู่ บังคับอยู่ 
แล้วมันจะไม่มีอยู่จริงไปถึงขั้นไหนล่ะ จิตรับ-จำ-รู้-คิดเนี่ยมันจะไม่มีเลยเนี่ย มันจะถึงขั้นไหน รู้มั้ยว่าอยู่ขั้นไหน 
ขั้นนิพพานไง ถึงนิพพานเท่านั้นน่ะถึงจะถึงคำว่าไม่มีอยู่จริง คือดับไม่เหลือเชื้อนั่นแหละ
ขั้นนิพพาน ใครที่ถึงนิพพานน่ะไม่มีจิตใช่มั้ย คนที่บอกว่าไปนิพพานไปพบคนโน้นพบคนนี้ 
เหมือนกับสมัยก่อนมีคุณหญิงคนหนึ่ง หลวงปู่เจ้าคะ ดิฉันไปกราบพระพุทธเจ้าในแดนพระนิพพานทุกวันเลย 
เหรอ อีตอแหล
อะไรกันมาว่าเขาอีตอแหล
อีห่าเอ๊ย มึงบอกมึงไปนิพพานทุกวันเลย แค่อีคำว่าตอแหล มึงยังตัดไม่ได้เลย แล้วมึงจะบอกไปนิพพาน หัวตะพานมึงยังไม่ถึงเลย
แล้วต่อมา มึงรู้มั้ยว่ามันเป็นไร มันไม่มาเลย (หัวเราะ) นั่นคือวิธีไล่แขกของกู
เขาเป็นลูกศิษย์วัดท่าซุง มาเล่าความอหังการของเขาว่าเขาพบพระพุทธเจ้าทุกวันเลย
ถ้าว่ากันโดยนามธรรม เขาก็พูดไม่ผิดหรอกนะ ถามว่าเพราะอะไร กูก็พบพระพุทธเจ้าทุกวันเลย ถ้าการหลับตานึก แล้วกูก็สร้างมโน คือจิตคิด ทำได้มั้ย 
ได้ ก็พูดไม่ผิดหรอก มโนไปเรื่อย กูก็พบพระพุทธเจ้า กูพบพระอรหันต์ทุกวันเลย พบพระโพธิสัตว์ทุกวันเลย ก็มันอยู่ในโลกสมมติไง โลกสมมุติใครเป็นคนสร้าง
จิตเป็นคนสร้าง พบได้ทุกวันแหละ ไม่ยากหรอก แต่เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้สมมติโลกนั้นขึ้นมาเอง ไม่รู้ว่าเขาสมมติพระพุทธเจ้าขึ้นมาเอง
แม้กระทั่งลัทธิดูลูกแก้วก็เหมือนกันน่ะ ลัทธิดูลูกแก้วที่บอกว่าเห็นพระพุทธรูปใสอยู่ในทรวงอกอยู่ในกาย นั่นจริงหรือเท็จ
สมมติขึ้นไง มันเป็นวิธีการสมมติขึ้น ไม่ต่างอะไรกับคนดูกสิณ
สมัยก่อนกูฝึกกสิณ กูก็ใช้วิธีนี้ ตาดูไฟ ใจรู้ไฟ ปากท่องไฟ 
ตาดูไฟ ใจรู้ไฟ ปากท่องไฟ
ยืน-เดิน-นั่ง-นอน เห็นไฟลุกเต็มไปหมด 
ไฟอยู่บนมือ ไฟอยู่ในหน้าอก ไฟอยู่ตรงหน้าผาก ไฟอยู่กลางกระหม่อม เห็นไฟได้หมด เพราะอะไร ก็จิตมันสร้างไฟขึ้นไง จิตมันสร้างไฟขึ้น เขาเรียกว่านิมิต นิมิตแห่งใจ สร้างนิมิตแห่งใจขึ้น
โลกสมมตินี่มันก็ไม่ต่างกับนิมิตแห่งใจ แต่ที่มันแตกต่างก็เพราะว่ามันกลายเป็นสร้างจนกลายเป็นรูปธรรมได้ 
ตาดูไฟ ใจปากท่องไฟ ใจรู้ไฟเนี่ยมันยังเป็นแค่นามธรรมนะ เห็นพระพุทธเจ้าก็ยังเป็นนามธรรม เห็นแก้วใส เห็นพระในตัวเองก็ยังเป็นนามธรรม แต่มันก็เป็นนามธรรมที่อยู่ในฝ่ายสมมติอยู่ ยังไม่ใช่ฝ่ายปรมัตถ์นะ 
สมมติรอบ ๆ ตัวเรา ผัวเมีย ลูก พ่อแม่ อันนี้มันเป็นรูปธรรม เป็นรูปธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัย และอะไรเป็นเหตุปัจจัยหลัก
เหตุปัจจัยหลักก็คือกรรม คือการกระทำ
เพราะงั้นกรรมการกระทำเนี่ยมันจึงกลายเป็นลักษณะกึ่งสมมติและปรมัตถ์นะ เพราะว่าเราตายแล้วกรรมหมดมั้ย 
ไม่หมด เราตาย กรรมมันก็ตามตัวเราไป กี่ภพกี่ชาติยังมีกรรมอยู่มั้ย มีกรรมอยู่ไง 
เมื่อมันยังยั่งยืน มีกรรมอยู่ กรรมมันยังอยู่กับเราอย่างยืนยงอยู่ ก็แสดงว่ามันก็อยู่ก้ำกึ่งปรมัตถ์ 
แต่ถึงขั้นคำว่าไม่มีอยู่จริงในปรมัตถ์โลก กฎข้อสุดท้ายของปรมัตถ์ก็คือไม่มีอยู่จริง นั่นก็แสดงว่าท่านผู้นั้นเข้าสู่อะไร ดับและเย็น แล้วกรรมก็ตามไม่ทันแล้วล่ะ 
กรรมตามไม่ทันทันแล้ว เพราะมันไม่มีจิตจะรองรับกรรมแล้วไง 
จิตดับเหตุปัจจัยแห่งการเกิด จิตก็ไม่มีภพ ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ไม่มีแล้วอะไรที่จะมาหล่อเลี้ยงจิตมันก็ไม่มีแล้ว 
เครื่องหล่อเลี้ยงไม่มี จิตมันก็เหมือนกับไฟที่ขาดเชื้อ มันก็มอดหายไปกลายเป็นขี้เถ้า เป็นฝุ่นละอองผงธุลี ปลิวไปในอากาศ ไฟมันก็ไม่ลุกขึ้นมาอีกแล้ว 
เหมือนที่พระพุทธเจ้าทำไมพระองค์จึงยอมให้เทวทัตกลิ้งก้อนหินลงมาทำให้ข้อพระบาทห้อพระโลหิต ก็เพราะว่านั่นคือเชื้อของกรรมครั้งสุดท้ายแล้วนะ เป็นเชื้อของกรรมครั้งสุดท้ายที่พระองค์จะต้องทำให้มันมอดไหม้ไปเสีย ก็ปล่อยไป ใครเขาก็มาเตือนว่าอย่าไปตรงนี้นะ อย่าเสด็จตรงนี้นะ แต่พระองค์ก็เห็นว่าถ้าขืนหลบหลีกไป มันก็ยังมีเชื้อของกรรมติดอยู่ มันไม่ใช่เป็นเรื่องดีงาม อย่างงั้นก็ให้มันหมด ๆ ไปซะนะ ให้เชื้อของกรรมหมด
เหมือนกับพระโมคคัลลานะยอมให้เดียรถีย์ 500 ทุบจนกระดูกแหลกนั่นแหละ
ก็หลบได้ ถามทำไมท่านจะหลบไม่ได้ ก็ท่านเหาะเหินเดินอากาศ หายตัวแวบ ๆ ใครจะตามทุบท่านได้ แต่เห็นว่ามันเป็นเชื้อแห่งกรรม ก็ให้มันหมดกรรมซะ เมื่อถึงคราวหมดกรรมแล้ว ก็เข้าสู่พระนิพพาน ก็ไม่มีเชื้อเหตุปัจจัยอะไรปรากฏขึ้น
งั้นข้อสุดท้ายของปรมัตถ์ จึงกลายเป็นคำว่าไม่มีอยู่จริง 
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
คือสังขารทั้งปวงไม่มีอยู่จริง แม้ที่สุดธรรมทั้งหลายก็ไม่มีอยู่จริง 
งั้นคำว่านิพพานยังมีธรรมอยู่มั้ย
ไม่มีแล้ว แต่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเขาก็กล่าวว่านิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง ก็คือเป็นอมฤตธรรมน่ะเป็นธรรมที่มันไม่มีอะไรจะอธิบายความหมายแล้ว แต่เขาก็เรียกว่าธรรม
ความดับแล้วเย็นเนี่ยเขาก็เรียกว่าธรรมอย่างหนึ่งนะ แต่ถ้าจะอธิบายความหมายของคำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา แม้นธรรมทั้งหลายก็ไม่มีอยู่จริง มันก็จะไปกลบเกลื่อนหรือทำลายทฤษฎีที่ว่าแม้นนิพพานก็เป็นธรรมอย่างยิ่งไปเสีย 
เพราะฉะนั้นคำว่าปรมัตถ์โลกซึ่งเป็นกฎของของโลกปรมัตถ์นั้นมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริง 
คำว่าไม่มีอยู่จริงเนี่ย เบื้องต้นมันยังต้องมีอยู่จริงในระดับที่ใช้หนี้กรรมหมดนะ แล้วขณะที่ใช้หนี้กรรมมีจิตมั้ย 
มีสิ ไม่มีจิต แล้วใครจะเป็นผู้ใช้หนี้ จิตยังต้องมี 
เพราะฉะนั้นจิตในโลกปรมัตถ์มีมั้ย มีอยู่ 
เมื่อวานหลวงปู่ถึงได้ตอบไงว่าจิตกับบุญบาปเนี่ย อันไหนเป็นปรมัตถ์ อันไหนเป็นสมมติ
ก็เป็นปรมัตถทั้งหมดนะ จิตก็เป็นปรมัตถ์ ถึงเป็นปรมัตถ์ มันก็มีรับ-จำ-รู้-คิด
แน่นอนล่ะ จิตนี้มันไม่ได้ยั่งยืนนะ คำว่าไม่ได้ยั่งยืนก็คือมันเกิด-ดับ เกิด-ดับ คำว่าไม่มีอยู่จริงยังใช้ได้อยู่
จิตเกิดดับมั้ย เกิดดับ แสดงว่าจิตดวงนี้มันไม่มีอยู่จริง มันเกิดแล้วมันก็ดับไง ก็ยังอธิบายความหมายได้ละเอียดลึกซึ้งลงไปตรงนั้นอีกว่าจิตนี้มันไม่ได้ยืนยงคงอยู่นะ จิตรับมันก็ไม่ได้ยืนยงคงอยู่ จิตรู้มันก็ไม่ได้ยืนยงคงอยู่ จิตคิดมันก็ไม่ได้ยืนยงคงอยู่ จิตจำมันก็ไม่ได้ยืนยงคงอยู่ มันเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ พอจิตรู้เกิด ก็ไม่แน่ว่าจิตดวงต่อไปมันจะมีจิตรู้ต่อ มันอาจจะเป็นจิตคิดหรือจิตรับหรือจิตจำเกิดก็ได้ มันก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยเชิญชวนให้จิตนั้นเกิดอีกเหมือนกัน 
สมมุติว่าจิตรู้เกิด 1 ดวงปุ๊บ รู้ล่ะว่านี่เป็นสมมติแล้ว มันเกิดจิตรับและจิตจำแห่งตัณหาปรากฏขึ้น 
อ้าว มันก็มองความสมมติว่ารูปที่เห็นเป็นสมมุติไม่เห็นแล้ว 
มันจะกลายเป็นรูปเที่ยงขึ้นมาทันที รูปสวย รูปงดงาม รูปหล่อ รูปเจริญรุ่งเรือง รูปถูกใจ รูปไม่ถูกใจ เกิดตัณหาในรูป ความอยากในรูปปรากฏ 
เพราะฉะนั้นจิตรู้ที่มันเป็นปรมัตถ์ ที่บอกว่ารู้ว่าอันนี้เป็นสมมติมันตายแล้ว จิตดวงต่อมาที่เกิดมันกลายเป็นจิตรับ-จิตจำ ซึ่งไม่ได้ต่อเนื่องกับจิตรู้ แล้วก็ไม่มีจิตคิดสืบต่อไปด้วย มันก็เลยทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้น 
จิตรู้เป็นบุญหรือเป็นบาป
จิตรู้เนี่ยเขาจัดเป็นฝ่ายกุศลนะ ส่วนใหญ่จะจัดเป็นฝ่ายกุศล 
จิตรับ จิตจำ จิตคิดเนี่ยยังมีคำว่า 50:50 กุศลก็ได้ อกุศลก็ได้นะ 
แต่จิตรู้เนี่ยส่วนใหญ่ท่านจัดเป็นฝ่ายกุศล เพราะเหตุผลว่าเมื่อมีคำว่ารู้ล่ะ มันก็จะทำให้ละได้นะ 
เมื่อมีคำว่ารู้ ก็ทำให้กระจ่างสว่างชัดได้ 
เมื่อมีคำว่ารู้ คำว่าไม่รู้ก็จะไม่เกิด 
มันก็กลายเป็นว่าจิตรู้คือจิตวิชานะ จิตปัญญา จิตความสว่าง 
งั้นจิตจึงจัดอยู่ในฝ่ายปรมัตถ์ แล้วก็มีวงเล็บว่าตามเหตุตามปัจจัยนะ 
อันนี้มึงงงมั้ยเนี่ย กูพูดลึกเกินไปมั้ย มึงตามกูทันมั้ย
เพราะฉะนั้นคำว่ากฎของโรคโลกปรมัตถ์ที่บอกว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอยู่จริงน่ะมันต้องอาศัยเหตุปัจจัยด้วยนะ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยด้วย ให้ทำความเข้าใจอย่างนี้
ทั้งหมดนี่แหละรวมแล้วก็เป็นอะไร เป็นธรรม เป็นธรรมภาวนา 
เรามีกายภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา หรือธรรมะภาวนานั่นเองนะ 
แต่ปัญญาภาวนามันก็ไม่ตรงอยู่ในมหาสติปัฏฐาน 4 เดี๋ยวผู้รู้ก็จะไปเทียบ เอามาจากไหนธรรมะภาวนาเนี่ย 
เอามาจากไหนคำว่าปัญญาภาวนา มันไม่ใช่เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานหรือ
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถ้าไม่ใช้ปัญญา มึงจะเอาอะไรมารู้ธรรม สรุปแล้วก็คือ
เรียกว่าปัญญาภาวนานั่นเอง 
การพิจารณาดังกล่าวที่พูดมาเนี่ยมันก็คือปัญญาภาวนา เป็นภาวนาขั้นสุดท้าย ซึ่งอาศัยเหตุปัจจัยในการพิจารณา

ปุจฉา : คำว่ารู้จักในสมมติ กับเข้าใจในสมมติ ลูกเข้าใจไม่ชัดเจน ขอหลวงปู่เมตตาอธิบายความ เหมือนและความต่างของสองคำนี้ค่ะ
วิสัชนา :  อันนี้ (ชี้ไปที่ไมโครโฟน) เขาเรียกว่าอะไร เนี่ยรู้จักมั้ย
รู้จักมั้ย เออแล้วไมค์มันทำหน้าที่อะไร อันนี้เข้าใจมั้ย
เข้าใจค่ะ 
แล้วเข้าใจหรือยังอีห่า สากกระเบืออยู่ใกล้ ๆ กูก็จะยกสากกระเบือขึ้นมาชูแล้วก็ถามว่า เฮ้ยนี่อะไร สากกระเบือใช้ทำอะไร รู้จักมั้ย รู้จักแล้วใช้ทำอะไร ตำน้ำพริก เข้าใจมั้ย เข้าใจหน้าที่ของมัน

ปุจฉา : การเจริญสติถือเป็นการใช้ประโยชน์จากสมมติ หรือเป็นการให้ประโยชน์กับสมมติ แล้วจะติดตามไปภพภูมิต่อไปหรือไม่ อย่างไรคะ
วิสัชนา :  สติก็คือจิตรู้ มันเป็นทั้งสมมุติกับปรมัตถ์
สมมุติขณะที่เรากำลังฝึก ปรมัตถ์ก็คือฝึกเสร็จแล้ว รู้ล่ะ เสร็จแล้ว รู้ล่ะ มีตัวรู้ชัดเจน 
ขณะที่เรากำลังทำกระบวนการให้เกิดสติเนี่ย มันเป็นกระบวนการของสมมติทั้งนั้น
ใช่-ไม่ใช่ 
ขณะที่ฝึกกายรวมใจเนี่ย กายนี่เป็นสมมุติมั้ย แล้วใจเอามารวมกับกายเป็นสมมุติมั้ย
มันก็เป็น กระบวนการกายรวมใจก็คือสมมติก้ำกึ่งปรมัตถ์ เพราะใจก็ยังจัดอยู่เป็นปรมัตถ์
ไง ก็ถือว่าเป็นกระบวนการทำให้เกิดสติเบื้องต้น เมื่อได้สติมาแล้ว มันก็ไม่ใช่แล้ว มันก็เป็นปรมัตถ์ล่ะ 
ปุจฉา : ความรักเคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ว่างเปล่า ไม่หวังผลตอบแทน เช่นนี้ถือว่าเป็นศรัทธาบริสุทธิ์อยู่ในโลกปรมัตถ์ได้หรือไม่คะ
วิสัชนา : ขยะแขยง ขนพองสยองเกล้า น้ำตาจะไหล (หัวเราะ) 
เอาที่มึงชอบใจเหอะ มึงจะทำอะไร มึงก็ทำไปเถอะ 
โอ๊ย ฟังแล้ว อื้อหือ ขนพองสยองเกล้า ขนลุก
แต่ในหลักของหลักของพละ 5 อย่างเนี่ยลูก มันต้องเริ่มต้นด้วยอะไร
ศรัทธา มีศรัทธาจะทำให้เกิดวิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา 
พอมีศรัทธา มันก็มีความเพียร ทำงานทุกอย่างด้วยความรักน่ะ
มันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในการที่จะสนับสนุนสมมติให้รุ่งเรืองเจริญ สนับสนุนให้ ปรมัตถ์รุ่งเรืองเจริญ 
ศรัทธาจึงเป็นคุณลักษณะเบื้องต้นในการก่อกำเนิดให้เกิดทั้งโลกสมมติ แล้วก็โลกปรมัตถ์ เพราะเชื่อว่าเหล็กท่อนนี้มันสามารถเอามาแปลงเปลี่ยนเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการขยายเสียงได้ อย่างนี้เป็นต้น
ศรัทธามั้ย ก็มีความเชื่อไง เพราะงั้นความศรัทธาเนี่ยมันเป็นคุณลักษณะเบื้องต้นในการที่จะสนับสนุนสมมติแล้วก็ปรมัตถ์ ไม่ได้เป็นเรื่องผิด 

ปุจฉา : พระโพธิสัตว์ทำเพื่อใคร ทำไมต้องยอมเหนื่อยเพื่ออะไร ท่านยึดติดในสมมติหรือไม่
วิสัชนา :  พระโพธิสัตว์ทำเพื่อใคร ทำเพื่อควายฝูงนึงมั้ง 
ต้องการโปรดควายให้เป็นคน ฟังเข้าใจมั้ย อันนี้ถามควายหรือถามคนเนี่ย 
พระโพธิสัตว์ทำเพื่อโปรดควายให้กลายเป็นคน แล้วจากคนก็พัฒนาเป็นมนุษย์ ถามอะไรแปลก
พระโพธิสัตว์เกิดมาเพื่อปลดเปลื้องสรรพสัตว์ หน้าที่ของพระโพธิสัตว์มีแค่นั้น 
ปลดเปลื้องอะไรล่ะ ปลดเปลื้องพันธนาการที่สรรพสัตว์คล้องอยู่ ถูกครอบงำอยู่ กดดันบีบคั้นหรือทำลายล้างอยู่ นั่นคือหลักการของพระโพธิสัตว์ 
ใช้คำว่าเปลื้องทุกข์ก็คงไม่ได้หรอก เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่เปลื้องไม่ได้ เพราะความทุกข์มันเกิดขึ้นก่อนพวกมึงเกิด เกิดก่อนมั้ย 
ใครบอกว่าปลดทุกข์ เปลื้องทุกข์ ทำลายทุกข์ ไม่ใช่หรอก ความทุกข์มันเป็นเรื่องมีอยู่จริง แต่บุคคลผู้รับทุกข์นั้นหามีไม่ นี่คือคำกล่าวของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนี้ ความทุกข์นั้นมีอยู่จริง แต่บุคคลผู้มีทุกข์นั่นหามีไม่ เพราะอะไร 
บุคคลที่เป็นทุกข์น่ะมันประกอบด้วยอะไร
กูเอาคำนี้ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าบุคคลผู้มีทุกข์นั้น ผู้รับทุกข์นั้นหามีไม่เนี่ย กูเอาคำนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า อ๋อ ที่บุคคลผู้รับทุกข์หามีไม่ ก็คือไม่มีนั่นแหละไม่มีเพราะอะไรล่ะ ก็เพราะบุคคลคนหนึ่งเนี่ยมันประกอบไปด้วยอะไรล่ะ ธาตุทั้ง 4 ธาตุดินธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ใช่มั้ย บุคคลมีมั้ย 
ไม่มี มันมีแต่แค่ธาตุรวมกันด้วยเหตุปัจจัยแห่งกรรม 
กรรมนำอะไรมา ไม่ได้นำธาตุมา กรรมไม่ได้นำธาตุดินมา กรรมไม่ได้นำธาตุน้ำมา กรรมไม่ได้นำธาตุลมมา กรรมไม่ได้นำธาตุไฟมา แต่กรรมนำจิตมาสิงสถิตหรือมาจุติในธาตุอันประกอบไปด้วยดินน้ำลมไฟ 
และตัวกรรมนั่นแหละคือตัวเกลี่ยเฉลี่ยว่าเพราะเหตุผลแห่งกรรม ปัจจัยแห่งกรรม คุณลักษณะแห่งกรรมเนี่ย ธาตุไหนของคน ๆ นี้จึงจะเป็นธาตุที่ควรนำ 
เช่นคน ๆ นี้มีบุญมาแค่นี้ มีบาปมาขนาดนี้ อย่างนั้นเอาธาตุไฟเป็นตัวนำ ธาตุดินเป็นตัวนำ หรือธาตุลมเป็นตัวนำ ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย 
คนที่บอกว่าคน ๆ นี้มีธาตุดิน คน ๆ นั้นธาตุน้ำ คน ๆ นั้นธาตุลม คนนั้นธาตุไฟ จริง ๆ น่ะคนที่เขาดูกรรมออก เขาจะบอกเลยว่าคน ๆ นี้มันกรรมหนัก กรรมเบา กรรมเยอะ กรรมมาก เพราะแต่ละธาตุมันกำหนดได้ด้วยอำนาจแห่งกรรมทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล มันละเอียดถึงขนาดนั้น โอ้ ยังอีกเยอะ อีกยาวไกล พวกมึงยังต้องเรียนอีกเยอะ 
เพราะฉะนั้นคนที่รับทุกข์ไม่มี แต่ความทุกข์มันมีอยู่
ความทุกข์จึงจัดอยู่ในหลักของอะไร 
อริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าตรัสครั้งแรกคืออริยสัจ 4 ก็คืออะไร
ทุกข์ ทุกข์เป็นสัจธรรม เป็นอริยสัจจะ ถึงได้บอกว่าทุกข์น่ะมันมีก่อนพวกมึงเกิด โลกนี้มันประกอบไปด้วยโลกแห่งทุกข์ทั้งนั้น แต่สัตว์ผู้รับทุกข์มันไม่มีจริง 
มันมีมาได้เพราะเหตุปัจจัยนำเอาจิต กรรมนำเอาจิตมาสิงสถิตอยู่ในธาตุทั้ง 4 ก่อกำเนิดทำให้เกิดบุคคลผู้รับทุกข์ แล้วรับทุกข์ได้ด้วยเหตุปัจจัยอะไร ด้วยเหตุปัจจัยของการนำมา
ถ้าพูดกันจริง ๆ แล้วก็คืออุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่นำจิตมานั่นแหละ
และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านั้นก็คือกรรมทั้งฝ่ายกุศลแล้วก็ฝ่ายอกุศล ทำให้จิตท่านผู้นั้นมาอยู่ในธาตุดินเป็นตัวนำ ต่อมาก็ตามด้วยน้ำลมไฟ อะไรประมาณนี้ หรือธาตุไฟเป็นตัวนำ ต่อมาก็ตามด้วยดินน้ำลม อะไรประมาณนี้

ปุจฉา: ญาติธรรมขออนุญาตองค์หลวงปู่ถามถึงประสบการณ์ทางวิญญาณขององค์หลวงปู่ว่าเคยยึดติดในสมมติหรือไม่ และหลวงปู่หาทางออกจากสมมตินั้นได้อย่างไรเจ้าคะ 
วิสัชนา : กูยึดติดทุกอย่างแหละ นี่กูก็ยึดติด นั่นก็ยึดติด จริง ๆ กูยึดติดทุกอย่างแหละ แต่กูไม่แบก
กูไม่แบก แล้วกูก็ไม่ทำให้มันรู้สึกเป็นภาระ เพราะอะไรล่ะ 
กูไม่ใช่ผู้ปลดเปลื้องนี่ กูยังต้องเป็นผู้ศึกษาเรียนรู้นี่ กูไม่ใช่พระอรหันต์นะ กูไม่ใช่ผู้บรรลุธรรมจนถึงขั้นพระอเสขบุคคล 
เพราะงั้นอย่าไปบอกว่าครูบาอาจารย์ไม่ยึดติดนั่นไม่ยึดติดนี่ กูเป็นเพียงแค่บุคคลที่ฉลาดใช้กิเลส มีแต่คนโง่ถูกกิเลสใช้
แล้ววิธีที่จะไม่ไม่ถูกพันธนาการก็คือ เข้าใจรู้จักว่านั่นคือสมมติ สมมติมีเอาไว้ให้ใช้ กิเลสก็มีเอาไว้ให้ใช้ ไม่ได้มีเอาไว้ให้ถูกใช้ ก็เท่านั้นเอง 
เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ วิถีแห่งโพธิญาณก็ไม่เกิด วิถีแห่งโพธิญาณมันจะต้องเรียนรู้ ต้องศึกษา ต้องสั่งสมอบรม ต้องบ่มเพาะ 
แล้วอะไรเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนรู้ศึกษาสั่งสมอบรมบ่มเพาะ ก็คือโลกสมมติทั้งหมดนั่นแหละ 
แล้วการเรียนรู้โลกสมมติน่ะจะบอกว่าเรียนโดยไม่เข้าใจไม่รู้จัก ไม่ใช้มัน แล้วก็ปฏิเสธประโยชน์มัน ไม่ให้ประโยชน์มัน แล้วมันจะเรียนรู้อะไรได้ 
เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ศึกษาสั่งสมอบรมบ่มเพาะ ต้องเข้าใจ รู้จัก 
เข้าใจ รู้จัก รู้จัก เข้าใจ แล้วก็ใช้สอยให้คุ้มค่า 
ให้ประโยชน์ ได้ประโยชน์ แล้วก็อย่ายึดติดในสิ่งนั้น ๆ ก็เท่านั้นเองก็จบตามเหตุตามปัจจัย
จะบอกว่าไม่ยึดติด นั่นเป็นเรื่องของโกหกหลอกลวง
ยึดติดโดยที่ไม่ตกเป็นทาส กับยึดติดโดยที่ไม่รู้ตัวเองว่ายึดติดนั่นน่ะมันต่างกันนะ 
ยึดติดแต่ไม่ตกเป็นทาส กับยึดติดโดยที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองยึดติดน่ะ มึงว่าอย่างไหนแย่ที่สุด
นั่นแหละคือตัวปัญหา ทุกวันนี้เยอะมาก เป็นลูกชาวบ้านมาโกนหัวห่มเหลืองเข้าหน่อยได้รับยศถาบาศักดิ์เป็นเจ้าคุณ พระครู สมเด็จ ก็ทำกร่าง ผ่อง เดินเป็นช้างชูงวง ปูชูก้าม กิ้งก่าได้ทอง อย่างงั้นยึดติดมั้ย รู้มั้ย 
ภาคภูมิยินดี เหมาะสมครับพี่ ดีครับผม นิยมครับท่าน 
ชีวิตกูน่ะ ใครอยากให้เป็นอะไร กูไม่ชอบเป็น 
แต่กูชอบจะเป็นในสิ่งที่กูอยากเป็น
ใครจะให้เป็นนู่นเป็นนี่ กูไม่ชอบ
ไม่งั้นยึดติดหรือไม่ กูไม่รู้ล่ะ แต่กูรู้ว่ากูชื่ออะไร เออ นั่นแหละนามอันระบือลือลั่น (หัวเราะ) ภาคภูมิ หัวเราะด้วยความภาคภูมิ 

ปุจฉา : ศาสนาอื่น ๆ ไม่มีการสอนเรื่องสมมติและโลกปรมัตถ์ เช่นนั้นไม่มีการสอนเหมือนเช่นศาสนาพุทธ นั่นหมายถึงว่าศาสนานั้นจะไม่มีทางหลุดพ้นหรือหลุดออกจากโลกสมมติได้ใช่หรือไม่ 
วิสัชนา : ไม่มี ศาสนาใดที่ไม่รู้จักคำว่าโลกสมมติกับโลกปรมัตถ์ไม่มีสิทธิ์จะหลุดออกจากโลกสมมติ หรือไม่มีสิทธิ์จะหลุดออกจากการครอบงำของโลกสมมติได้เลย 
แม้นที่สุดพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สมมติขึ้น ก็บอกแล้วว่ามันสมมติน่ะยันรูปพรหม
พรหมนี่อยู่ในหลักของปรมัตถมั้ย พรหมเที่ยงมั้ย ถึงแม้บอกว่าพรหมไม่มีทุกข์ แต่มันเที่ยงมั้ยล่ะ 
เมื่อมันไม่เที่ยง แล้วมันจะมีอยู่จริงได้ยังไง
แม้แต่พระพรหมขั้นสูงสุด อรูปพรหม สุดท้ายก็ไม่เที่ยง คือมันไม่เที่ยง แล้วจะบอกว่ามีอยู่จริงได้ไง
ที่มันมีอยู่ได้ มองเห็นก็เพราะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยและเหตุ
ปัจจัยของอรูปพรหมคืออะไร ก็บุญกุศลไง คุณงามความดี ฌานและอรูปฌานที่พรหมผู้นั้นในอดีตชาติเจริญแล้วไง เจริญรุ่งเรืองแล้ว จึงไปเกิดเสวยเป็นอรูปพรหมไง
เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็ไม่มีพรหมองค์นั้นอยู่จริง เมื่อไม่มีพรหมองค์นั้นอยู่จริง แล้วจะทำ
ไง มันก็คือไม่เที่ยงน่ะแหละ 
ศาสดาของแต่ละลัทธิก็ไม่ได้ใหญ่กว่าพรหม อรูปพรหม ไม่ได้สูงกว่าอรูปพรหม จะว่าเป็นพระผู้สร้าง พระผู้ไถ่อะไรก็แล้วแต่ 
แม้แต่ศาสนาของพราหมณ์ซึ่งสอนเรื่องพรหมล้วน ๆ เนี่ย ก็ยังมีพรหมที่เป็นรูปเป็นร่าง ยังไม่ถึงขั้นอรูปพรหมด้วยซ้ำไป สอนได้แต่ขั้นรูปพรหมเฉย ๆ ก็ยังอยู่ในคำว่าไม่เที่ยงแล้วไม่มีอยู่จริงอยู่ดี 
งั้นจะหลุดพ้นจากโลกสมมติ ไม่มีสิทธิ์ โลกสมมุตินี่มันยิ่งใหญ่มาก ตราบใดที่เรายังมีอะไร มีสังขารและขันธ์คือการปรุงแต่ง จิตนี้มันยังปรุงแต่งไม่เลิกนะ โลกสมมุติมันก็กว้างขึ้น ๆๆ สุดอนันตจักรวาล กว้างไปจนสุดกู่น่ะใช้คำว่าสุดกู่ สุดเรียกขาน 
แล้วบางคน คนบางคนเนี่ยวันทั้งวันนั่งสร้างโลกสมมติอยู่ตลอดเวลา มึงว่าจริงมั้ยล่ะ 
ว่าง ๆ ก็นั่งเคลิ้มเพ้อฝันไอ้นั่นไอ้นี่ งวดนี้ ต้นไม้ต้นนี้อายุมากแล้ว ลองไปดูสิว่ามันเลขอะไรวะ พอมีบ้างมั้ย 
เอาแป้งมาหรือเปล่าวันนี้ หา
เออ ๆ ขายทุเรียนอยู่นะ เอ้ย ขายให้ดี ๆ หน่อยนะเว้ย ยังหาเงินค่าปุ๋ยไม่พอเลย แจกซะมากกว่าขาย
พระพุทธเจ้าจึงสอนไง สอนให้ทำอะไร เจริญสติ เพราะท่านรู้ว่าเมื่อใดที่จิตนี้มันมีสติน่ะมันจะไม่สร้างโลกสมมติ 
มีสติ มีปัญญา มันก็ไม่ต้องสร้างโลกสมมุติ
ในขณะที่มีกายรวมใจ มึงมีเวลาไปสร้างโลกสมมุติมั้ย 
กายรวมอยู่กับใจ โลกสมมุติก็หยุดยั้งทันที โลกสมมุติก็ไม่ต้องซ้อนขึ้นมา ซ้อนแล้วซ้อนอีก ซ้ำซ้อน 
คนบางคนเนี่ยมันซ้อนโลกสมมุติ มันสร้างโลกสมมติซ้อนจนกระทั่งทับตัวเองบี้แบนจนไม่มีสิทธิ์จะเอื้อนเอ่ยหรือโพนทะนาเรียกร้องขอความเมตตาจากใครได้ เพราะตัวเองทำร้ายตัวเองตลอดเวลาไง บางทีอยู่ดี ๆ ก็สะดุ้งอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ บางทีก็หวาดระแวง บางทีก็หวาดกลัว บางทีก็คิดมาก สับสน ว้าวุ่นทุรนทุราย อยู่คนเดียวก็กลัว อยู่กับคนอื่นก็ระแวง
มีมั้ยลูก คนแบบนี้เยอะเลย นั่นแหละเขาเรียกว่าคนที่จมปลักอยู่ในโลกสมมติไง
 เพราะฉะนั้นคำถามที่ถามว่าศาสนาอื่นไม่ได้สอนโลกสมมุติ แล้วจะหลุดพ้นหรือไม่
ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์หลุดพ้น 

ปุจฉา :  ท้ายที่สุด เราจะเตรียมตัวปฏิบัติตนอย่างไรในโลกสมมตินี้เพื่อให้พร้อมเผชิญกับการแตกสลายในที่สุด ซึ่งความตาย ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนและแตกสลายหายไป แต่ก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้ด้วยจิตใจที่สงบและปล่อยวาง 
วิสัชนา : เมื่อเช้าสอนมั้ย ตอนปฏิบัติธรรมสอนว่าไง 
ให้ทำกายรวมใจมั้ย แล้วทำจนถึงขั้นไหน 
สงบ ปลอดภัย ผ่อนคลาย เบาสบาย แล้วมันจะเอาตัวไหนมาคิดตกเป็นทาสของโลกสมมุติล่ะ
ก็มันไม่ภาวนา ไม่เรียนรู้ ไม่ศึกษา มันก็สมควรแล้วล่ะ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ต้องใช้คำนี้
สอนก็สอนแล้ว บอกก็บอกแล้ว ทำก็ทำให้ดูแล้ว แต่ยังมาบอกว่าทำใจไม่ได้ อย่างงั้นก็ช่วยไม่ได้ มึงทำใจมึงเองไม่ได้ แล้วใครจะมาทำใจมึง อย่างงั้นก็รับกรรมไป
ก็ฝึกสิ ศึกษา สั่งสม อบรม เรียนรู้ เมื่อเช้าก็สอนอยู่แล้วว่าเริ่มต้นของกระบวนการภาวนาสมมติ ก็ต้องให้กายกับใจรวมกันให้ได้เสียก่อน จนถึงขั้นคำว่าสงบ ปลอดภัย ผ่อนคลาย
โปร่งเบาสบาย แล้วจึงจะไปภาวนาสมมติ 
ตาเห็น รูปที่เห็นเป็นเพียงสมมติ
หูฟังเสียง เสียงที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงสมมติ
จมูกดมกลิ่น กลิ่นที่ได้ดมก็เป็นเพียงกลิ่นสมมติ
ลิ้นรับรส รสที่ได้รับเป็นเพียงรสที่สมมติ
กายสัมผัส สิ่งที่สัมผัสเป็นเพียงสมมติ 
อารมณ์ที่ปรากฏอยู่กับจิตเป็นเพียงอารมณ์สมมติ ไม่ใช่ของจริง มันเป็นมายาการ มีหลักการก็คือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ แปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็ดับไป หรือแตกสลายในที่สุด 
นั่นคือหลักการในการพิจารณา แล้วก็ภาวนาสมมติ 
สอนไปหมดแล้ว ทำได้ ไม่ได้ก็เป็นเรื่องของพวกมึงเอง ไม่ใช่เรื่องของกู 

ปุจฉา ขณะที่ฝึกทำกายรวมใจ รู้สึกสงบสบาย ผ่อนคลาย ลืมทุกข์ไปได้ ขอหลวงปู่เมตตาว่าถ้าลูกกลับไปบ้าน ใช้ชีวิตประจำวัน จะทำยังไงให้กายรวมกับใจตลอดเวลาเจ้าคะ 
วิสัชนา มึงก็ทำแบบที่มึงฝึกน่ะแหละ ทำยังไงล่ะ ทำแบบที่ฝึกน่ะ 
อยู่กับวัดทำได้ แต่อยู่บ้านทำไม่ได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ แสดงว่าไม่ได้ทำอย่างที่ฝึกน่ะสิ ทำอย่างที่ฝึก ฝึก ศึกษา สั่งสม อบรม ทำบ่อย ๆ จนกลายเป็นคำว่าอาจิณกรรม ทำเป็นประจำ 
กรรมที่น่ากลัวที่สุดจริง ๆ แล้วไม่ใช่อุปฆาตกรรมนะพวกมึงรู้มั้ย แต่มันเป็นอาจิณกรรมกรรมที่ทำประจำนี่แหละ เหมือนกับน้ำหยดลงตุ่ม ต่อให้มันเพียงแค่หยดเดียว แต่ถ้ามัน เป็นน้ำสกปรก แล้วถ้ามึงเอาน้ำสกปรกหยดทุกเวลาทุกนาที มึงคิดว่าทั้งตุ่มมันจะเป็นน้ำสะอาดได้ยังไง มันก็กลายเป็นที่อยู่อาศัยของน้ำสกปรก 
งั้นรู้จักที่จะทำให้น้ำหยดทุกวันทุกเวลา คือน้ำสะอาดหยด ไม่ใช่น้ำสกปรกหยด
แม้เพียงหยดเดียว นานเข้ามันก็กลายเป็นตุ่มน้ำสะอาดได้ นั่นแหละคือเรื่องที่ต้องทำ ถึงได้บอกไง มีเวลารู้จักสวดมนต์ภาวนา ทำจิตให้อยู่กับฝ่ายกุศล ศึกษา สั่งสม อบรมเรียนรู้ ฝึกหัดปฏิบัติพัฒนากายวาจาใจ ทำอยู่ต่อเนื่อง ทำอยู่เนือง ๆ ทำจนกลายเป็นคำว่าถึงขั้นกายภาวนานะ แกร่งกล้าสามารถ ไม่เกรงกลัวแม้ที่สุดมรณภัยหรือมัจจุราชใด ๆ นั่นแหละเขาเรียกว่าเป็นผู้มีอาจิณกรรมอันพึ่งพาอาศัยได้ 
ปุจฉา : สติคือระลึกได้ สัมปชัญญะคือรู้ตัว ทั้งสติกับสัมปชัญญะแตกต่างกันอย่างไร ขอหลวงปู่เมตตาชี้แนะค่ะ
วิสัชนา กูงงนะเนี่ย งงมั้ย มันก็เป็นคนพูดเองว่าสติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว เมื่อระลึกได้กับรู้ตัว มึงว่ามันต่างกันมั้ย 
ระลึกได้ก็คือสิ่งที่ เออ ใช่นี่หว่า นั่นแหละเขาเรียกระลึกได้
รู้ตัว อ๋อ นั่นใช่ ๆ โอ้อันนี้ไม่ได้นะ นี่ฉันนั่งอยู่ อะไรประมาณนี้ คือความระลึกได้ก็คือ
สิ่งที่คิดได้ วิเคราะห์ได้ ใคร่ครวญได้พิจารณาได้
ความรู้ตัวก็คือรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ในสิ่งที่ทำ รู้ในสิ่งที่พูด รู้ในสิ่งที่คิด 
สติคือความระลึกได้เนี่ยมันเป็นลักษณะของความเป็นตัวเป็นตน 
สัมปชัญญะคือความรู้ตัว 
สติระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว มันคือกระบวนการที่คิดอย่างตกผลึกแล้ว จนถึงขั้นว่า ใช่ล่ะ นี่แหละถูกต้องล่ะ
เพราะงั้นสติสัมปชัญญะจึงต้องเป็นของคู่กัน ท่านเปรียบเอาไว้ว่าสติเหมือนดั่งบิดาและ
มารดา สัมปชัญญะเหมือนกับการเลี้ยงดูของบิดาและมารดา
สติเหมือนดั่งบิดาและมารดา คือการให้กำเนิด
สัมปชัญญะ คือการหล่อเลี้ยง เลี้ยงดู อุ้มชูอุปถัมภ์ ทำให้ลูกหรือบุตรนั้นรุ่งเรืองเจริญ
เพราะฉะนั้นสัมปชัญญะจึงเปรียบประดุจดั่ง ดั่งเหมือนแสงสว่างที่ชี้ทางให้กับบุตรนั้นรุ่งเรืองเจริญเดินไปข้างหน้า สติก็คือการประคับประคองให้ลูกได้ปลอดภัย
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าผู้มีสติในกาย ในวาจา ในจิตใจ ไม่ยากลำบาก

ปุจฉา: ในชีวิตการทำงานยุคปัจจุบัน พวกเราต้องสวมหมวกและหัวโขนในสมมติต่างๆมากมาย ทั้งการเป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหาร หรือต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอด 
หลายครั้ง ความเครียดและความกดดันทำให้เราแยกแยะไม่ออกระหว่างการทำหน้าที่ตามสมมติให้ดีที่สุด กับการปล่อยวางไม่ยึดติด 
เราจะมีจุดสังเกต หรือมีแบบฝึกหัดในใจอย่างไรระหว่างวันทำงาน ที่จะช่วยเตือนสติไม่ให้เราอินกับบทบาทสมมตินั้น จนกลายเป็นความทุกข์และอัตตาเจ้าคะ 
วิสัชนา : ก็มึงไม่รู้จักว่ามันเป็นสมมติไง มึงรู้จักเพียงว่านั่นคือของมึงไง นั่นคือโลกแห่งความเป็นจริง นั่นคือเรื่องราวที่มึงต้องไปแตะต้องจับยึดถือผูกพันธนาการไง
ถ้ามึงรู้ว่านี่เป็นเพียงแค่สมมติอย่างหนึ่ง มึงจะไปอะไรกับมันมากมายนักหนา ก็เรียกว่าไม่รู้จักสมมติ เมื่อไม่รู้จักแล้ว แถมยังไม่เข้าใจสมมติอีก เลยใช้สมมติไม่เป็นไง 
แรก ๆ ก็เป็นผู้ใช้สมมติ ต่อไปต่อมาก็กลายเป็นสมมติมาใช้เรา เราเป็นผู้ถูกสมมติใช้
มันเริ่มต้นผิดพลาดตั้งแต่ข้อแรก คือไม่รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่ ทำอยู่ ปฏิบัติการอยู่ มันเป็นเพียงแค่สมมติอย่างหนึ่ง ก็เท่านั้น
กูเนี่ยนะสมัยที่กูเป็นนักบวชเนี่ย เขาให้กูไปเป็นเจ้าคณะตำบลเนี่ย กูล่ะไม่เอาเลยนะ กูไม่ได้อยากเอานะ กูหนีไปอยู่นู่นน่ะ อยู่ถ้ำไก่หล่น ใบฎีกาตั้งมาวางไว้กุฏิกลับมา อ้าวใบกาตั้งจากคณะตำบลมาวางไว้
เสร็จแล้วตกเย็นกูก็หอบใบกาตั้งไปคืนให้เจ้าคณะจังหวัด บอกหลวงพ่อทำไมเอามาให้ผม คนอื่นเขาก็อยากเป็นเยอะแยะ
ก็ไม่มีใคร ท่านก็เอาไปเถอะ เพราะมีปัญหาให้ท่านแก้ (หัวเราะ)
เอ้าแกพูดตรง ๆ อย่างนี้ แล้วกูจะทำไง 
อ๋อ มีปัญหาถึงได้ตั้งกู ถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวผมแก้ปัญหาให้ จบแล้วก็ตัวใครตัวมัน แล้วกูก็แก้ปัญหาให้จบ เสร็จแล้วกูก็ไปคืนเท่านั้น
เพราะกูรู้ว่านั่นมันคือสมมติไง ก็รู้จักสมมติ ใช้สมมติ ให้ประโยชน์กับสมมติ ก็ได้ประโยชน์จากสมมุติแล้วก็พอแล้ว คืนจบ 
พอถึงเวลาเประชุมพระสังฆาธิการ
พอประชุมกันเสร็จจะเลิก กูก็เข้าไปกราบ หลวงพ่อครับผมลาออกนะครับ 
พระทั้งจังหวัด ตะลึงตกใจ อะไรมันลากันง่าย ๆ อย่างนี้เลยเหรอ มาถึงบอกลาออกเลย 
เอ้า ก็มันเป็นสมมุติ แล้วจะเป็นอะไรกันนักหนา เป็นอะไรเยอะแยะ ก็เพราะคนมันไม่รู้จักสมมุติไง มันก็เลยถูกสมมุติเล่นงานจนสะบักสะบอม
ตอนไปกราบสมเด็จวัดชนะฯ ท่านป่วยมาก ก็รู้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว กราบครั้งสุดท้ายแล้ว ก็เลยไปกราบลาท่าน 
ไม่ใช่กูป่วยหรอก ท่านป่วย ก็ไปกราบลาท่าน
มาแล้วเหรอ รออยู่ตั้งหลายวัน 
แล้วตอนนั้นก็มีเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงกับวัดพนัญเชิงเขานั่งอยู่ด้วย สององค์ก็ไปหมดแล้วล่ะ (หัวเราะ) 
ก็บอก หลวงปู่ไปเตรียมเอกสารหลักฐานประวัติมาด้วยนะ เดี๋ยวก่อนที่ผมจะไปเนี่ย ผมจะ
ฝากท่านให้ท่านได้เป็นเจ้าคุณ 
บอก โอ๊ย พระเดชพระคุณครับ เอาไปให้คนอื่นเถอะ ผมไม่อยากหรอก 
ทำไมล่ะ
ก็ผมชอบจะเป็นในสิ่งที่ผมอยากเป็น แต่ไม่ชอบเป็นในสิ่งที่คนอื่นให้เป็น
โอ้โห เท่านั้นแหละ คนอย่างนี้ยังมีในโลกอีกเหรอ
ครับ นี่แหละครับ หน้าตาแบบนี้แหละผมล่ะ
อีกไม่กี่วันท่านก็เสีย 
กูไม่ได้ชอบเลย ไม่รู้ว่าใครจะคิดว่าโลกสมมุติเป็นเรื่องดีงาม แต่กูว่ามันก็เป็นเพียงแค่สมมติ กูรับเอามา ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์สมบูรณ์ พอใช้แล้วก็จบ ตัวใครตัวเผือก 
ก็บอกแล้วว่ารู้จักสมมติ เข้าใจสมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ แล้วก็รู้จักให้ประโยชน์กับสมมติ ท้ายที่สุดก็อย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติก็จบแล้ว อย่าอะไรมันเยอะมากนัก อย่างนี้เขาเรียกเล่นไม่เป็น เอาโลกสมมุติมาทำให้ตัวเองเครียด
กูน่ะลั๊ลลา ใครก็ทำให้กูเป็นอย่างที่มันอยากให้เป็นไม่ได้
เขาอยากให้กูทุกข์ กูกลับมีความสุขสงบ 
เขาอยากให้กูตาย กูกลับรอดแล้วรอดอีก

ปุจฉา: บทโศลกของหลวงปู่มีคำว่าให้ประโยชน์จากสมมติ ในบริบทของครอบครัวเช่นสมมติของการเป็นพ่อแม่หรือลูก บางครั้งความรักและความหวังดีของเราที่มีต่อคนในครอบครัว มันแฝงไปด้วยความคาดหวังและความยึดติดโดยที่เราไม่รู้ตัว จนกลายเป็นการสร้างความอึดอัดให้แก่กัน
ลูกขอความเมตตาจากองค์หลวงปู่ช่วยชี้แนะแนวทางในการให้ประโยชน์ในฐานะหัวหน้าครอบครัวหรือคนรัก โดยที่ไม่เอาสมมตินั้นไปผูกมัดหรือครอบงำทางเดินชีวิตของผู้อื่นทีเจ้าค่ะ
วิสัชนา :โง่ไง ก็โง่ไง ใช้สมมติไม่เป็น แล้วไม่รู้จักสมมติ 
เขาเรียกว่าไม่รู้จักสมมติ ไม่เข้าใจสมมติ และใช้สมมติไม่เป็น แล้วสุดท้ายก็ถูกสมมติมันใช้เอา
อย่าลืมว่าเราเป็นพ่อแม่ก็เป็นเพียงแค่สมมติ 
เขาเป็นลูกเรา ก็เป็นเพียงแค่สมมติ 
ใช้สมมุติก็คือความหมายของการทำหน้าที่ของพ่อที่ดี ผัวที่ดี เมียที่ดี แม่ที่ดี แล้วก็ลูกที่ดี เมื่อต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์แบบ 
อย่าลืมว่าในบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่าง หนึ่งในสิบอย่างของการทำบุญก็คือการทำหน้าที่ถูกต้องนะ เพราะฉะนั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ถูกต้องก็จบ มันจะอะไรกันนักหนาเยอะแยะมากมาย 
พระพุทธเจ้าก็สอนคุณลักษณะคุณธรรมของความเป็นพ่อเป็นแม่แล้วนี่ เมตตา กรุณา มุทิตา สุดท้ายก็ต้องวางอุเบกขา 
คนทุกคนน่ะลูก แต่ละคนมีโลกส่วนตัว ถ้าเมื่อใดที่เราไปล้ำเส้นก้าวก่ายเข้าไปสู่โลกส่วนตัวมากเกินไป เขาก็จะมีความรู้สึกกินแหนงแคลงใจ ไม่พึงพอใจ เป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดา ไม่มีใครที่จะใจกว้างมากพอที่จะเปิดโลกตัวเองให้คนอื่นมานั่ง จนกระทั่งไม่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก มันก็ไม่ใช่ 
อย่าว่าแต่มนุษย์เลย สัตว์เดรัจฉานมันก็เป็น เข้าไปยุ่งกับมันมากเวลาหมานอนน่ะ มันเห่ามึงมั้ย เวลาหมามันนอน เวลามึงไปแหย่มัน มันจะกัดมึงมั้ย กูก็ไม่เคยเลี้ยงหมาหรอก
เพราะฉะนั้น สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ชอบ อย่าว่าแต่มนุษย์ งั้นเอาแต่พอดี พอเหมาะ พอเพียง 
พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ในหลักคุณธรรมของความเป็นพ่อเป็นแม่ เมตตาแล้ว กรุณาแล้วมุทิตา ปรารถนาดี ช่วยเหลือสนับสนุนแล้ว ก็จบแล้ว พอ แล้วก็รู้จักวางอุเบกขาบ้าง 
คนแต่ละคนเนี่ยมันมีหลักคิดไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน แต่มันก็มีเอกสิทธิ์ในการคิดของตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะต้องคิดเหมือนพ่อเหมือนแม่เหมือนกันทุกคนเมื่อไหร่ 
แม่กูเนี่ยเป็นคนเลี้ยงลูกที่แปลกมาก อยากทำอะไรให้ทำ ให้พลาดซะก่อน แม่จะไม่สอน พอพลาดแล้วก็จะถามว่าจำมั้ย จำแล้วก็ทีหลังอย่าทำ จบ 
แล้วถ้าคิดจะทำ ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองได้ นั่นน่ะเท่านั้นเอง 
เพราะฉะนั้นลูกไม่ใช่โตเพราะว่าความทะนุถนอมของพ่อแม่นะ อย่าลืม 
มันโตเพราะประสบการณ์ตรงที่ลูกจะได้ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเหมาะสม และเป็นประสบการณ์ที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง เฝ้าระวังอย่างดียิ่ง ที่พ่อแม่คอยมองสอดส่องดูในระดับหนึ่ง 
แต่ถ้ามากไป มันก็ทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดลำบาก อยู่ยากขึ้น งั้นวางตัวให้เหมาะสมโดยหลักพรหมวิหาร 4 ที่พระพุทธเจ้าสอนน่ะดีที่สุด จบ

ปุจฉา : โลกสมมติทุกวันนี้หมุนไวมาก บางคนวันนี้สมมติว่าเป็นผู้มีอำนาจ มีเงินทอง มีตำแหน่งใหญ่โต มีคลิปโตเยอะแยะมากมายแบบท่านสุลต่าน แต่พรุ่งนี้สมมตินั้นอาจจะหายไปฉับพันจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี หรือจากสงคราม สำหรับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับการสูญเสียสิ่งสมมติ หรือคนที่กำลังกลัวว่าวันนึงจะต้องสูญเสียมันไป หลวงปู่จะมีธรรมะข้อใดที่จะช่วยให้จิตใจของเขาฟื้นตัวได้ไว และมองเห็นสัจธรรมความจริงแท้ เพื่อลุกขึ้นยืนขึ้นมาใหม่ มาใช้ชีวิตกับสมมติต่อได้อย่างมั่นคงเจ้าคะ

วิสัชนา : สมน้ำหน้า อยากโง่ จบ 
มีอะไรนักหนา มึงออกจากท้องแม่มามึงมีคริบโตมากี่ชิ้น 
เล่นไม่เป็น เล่นสมมติไม่เป็น อยู่ในโลกสมมุติไม่เป็น มันก็ต้องเป็นทุกข์ ต้องแบก

ภารา หะเว ปัญจักขันธา – ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ
ภาระหาโร จะ ปุคคะโล – บุคคลนั่นแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก – การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลกเน้อ
ภาระนิกเขปะนัง สุขัง – การสลัดของหนักทิ้งลงเสีย เป็นความสุขจริงหนอ

พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนี้ แต่ไม่ทำ 
แล้วอะไรคือภาระล่ะ สมมุติน่ะเป็นภาระทั้งหมด 
โลกสมมุติไม่ได้หมุนไว แต่ความตะกละของมนุษย์ ความตะกละของผู้คนนั่นแหละมันเป็นตัวสร้างโลกสมมุติให้ไวขึ้นหรือช้าลง 
เราก็ต้องยอมรับนะ คนสมัยนี้ยุคปัจจุบันนี้มันตะกละมากกว่า
มันทะยานอยากจนกระทั่งปรอทแตกน่ะ อยากจนปรอทพุ่งปรี๊ด ๆ อะไรประมาณนี้ สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่าความอยากมันมีมากกว่าความสามารถไง 
พอความอยากมันมีมากกว่าความสามารถ สุดท้ายมันก็จมปลักตรงคำความผิดพลาดและความสิ้นหวัง 
ถ้าอยากให้มันพอดีกับความสามารถ มันก็ยังก้ำกึ่ง ๆ 50/50 
แต่ถ้าอยากมากจนเกินการ สุดท้ายความสามารถก็ไร้วี่แวว คือตามไม่ทันน่ะ มันก็เกิดความสิ้นหวัง จบเห่ จนตาย
แล้วจะแก้ไขมันยังไง ก็ลดความอยากลงก็จบ ก็กลับไปอยู่นับหนึ่งใหม่ ไม่เห็นยากอะไร
ถ้าคิดกันในมุมบวก ก็ต้องบอกว่าก็ดีกว่าไม่ได้อยาก อย่างน้อยมันก็เกิดประสบการณ์ผิดพลาดได้เห็นชัด ๆ วันข้างหน้าเราจะได้ไม่เดินแบบนี้อีก ไม่ทำเช่นนี้อีก ไม่ผิดพลาดแบบนี้อีก 

ปุจฉา : ในโลกแห่งสมมติ หากต้องการสร้างความสำเร็จ ฉันทะกับตัณหาต่างก็เป็นแรงขับเคลื่อน แต่เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนเราเป็นฉันทะหรือเป็นตัณหา และอะไรนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงเจ้าคะ 
วิสัชนา : ตัณหาเนี่ยมันประกอบด้วยอารมณ์ที่ไม่ใช่มีแค่ตัวเดียวนะ 
ฉันทะมันมีแค่ความพึงพอใจความรัก 
แต่ตัณหาเนี่ยมันทะยานอยาก ตะกรุมตะกรามตะกละ ซึ่งประกอบไปด้วยตัณหา ความหื่นกระหาย ความต้องการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ
แต่ฉันทะมันมีแค่ความรัก ความพึงพอใจเฉย ๆ มันยังไม่ได้ประกอบไปด้วยความหื่นกระหาย อยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของใด
มันดูคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้ววิวัฒนาการของมันแตกต่างกันอย่างสุดขั้วเลย
ตัณหาน่ะมันคือการยื้อแย่ง การขวนขวาย ตะกรุมตะกราม ตะกละ ทะยานอยากไม่จบไม่สิ้น 
แต่ฉันทะมันเป็นเพียงแค่เครื่องไม้เครื่องมือในการกระตุ้นเตือนให้เราเพียรพยายาม สร้างความเพียรพยายามให้แกร่งกล้ามากขึ้นในการที่จะประกอบกิจกรรมนั้น ๆ ให้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเท่านั้นเอง
งั้นอย่าเอาฉันทะไปเปรียบกับตัณหา ตัณหามันไม่ต่างอะไรกับวัวบ้าหรือคนบ้าที่กินยาบ้า ฉันทะมันก็เหมือนกับเด็ก ๆ ที่ชอบเล่นขายของ พอมันเบื่อแล้ว มันก็วางน่ะ ประมาณนั้นน่ะ มันต่างกัน 

ปุจฉา : หลายครั้ง ผลลัพธ์จากฉันทะและตัณหาดูเหมือนกัน เช่นทั้งสองทำให้คนขยันอดทนและประสบความสำเร็จ 
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเบื้องหลังความสำเร็จนั้นเกิดจากฉันทะหรือเกิดจากตัณหาเจ้าคะ 
วิสัชนา : กูก็ไม่เห็นหมาเดือน 12 หลังจากมันหมดตัณหาแล้วมันจะอดทนขยันเลย 
มึงไปดูสิหมาเดือน 12 น่ะ พอมันผสมพันธุ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว มันอดทนมั้ย 
มันไม่ทนแล้ว ใครไล่มัน ใครด่ามัน มันไป ร้องหงิง ๆ แค่ยกมือเท่านั้น มันก็หัวซุกหัวซุน วิ่งหนีหัวทิ่มหัวตำ 
แต่คนมีฉันทะมันคนละเรื่องกันนะ คนมีฉันทะมันเป็นกระบวนการหนึ่งของจิตใจที่ทำอะไรให้มันไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในการที่ตัวเองทำ มันกระตุ้นให้เกิดความเพียรพยายาม เขาเรียกว่าวิริยะความเพียรให้มากขึ้นก็เท่านั้นเอง 
แต่ตัณหาความทะยานอยากนี่มันพุ่งปรี๊ด ๆ เลย พอเสร็จเรียบร้อย 
ดูสิหมาเดือน 12 ผสมพันธุ์เสร็จแล้วมันไปไหนล่ะ มันก็หนีหัวซุกหัวซุน เขาเอาไม้ปามัน เอาน้ำร้อนราดมัน แค่ยังไม่ทำอะไร ตวาดแว๊ดเดียว มันก็ร้องเอ๋ง ๆ 
อย่าเอามาเปรียบ ตัณหากับฉันทะ มันคนละเรื่องกัน

ปุจฉา : ตามที่หลวงปู่สอนว่าจิตเป็นปรมัตถ์ เพราะมีแต่เพียงหน้าที่ 4 อย่างคือรับ-จำ-รู้-คิด
คำถามคือหน้าที่ทั้งสี่ก็ยังมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง แตกสลายในที่สุด มีสภาพเกิดดับ ไม่สามารถควบคุมความต้องการได้ ตกอยู่ในกฎโลกสมมติ 
เมื่อเทียบเคียงกับคำสอนของพระบรมศาสดาที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ จะขัดหรือว่าย้อนแย้งกันหรือไม่เจ้าคะ 
วิสัชนา : เมื่อกี้กูอธิบายไปตั้งเยอะแล้วนะ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัยไง ที่มันเป็นปรมัตถ์ เพราะเกิดจากเหตุปัจจัย 
ก็พูดไปแล้วสองครั้งแล้วนะว่าจิตรับ จิตจำ จิตรู้ จิตคิดเนี่ย แม้มึงตายไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน คำว่าจิตรับรู้จำคิด มันก็ต้องเป็น ต้องมีอยู่ ต้องเกิดขึ้น แต่ว่าจิตไหนมันนำหน้าเท่านั้นเอง 
เป็นเปรตเป็นอสุรกายก็มีจิตรับ จิตจำ จิตรู้ จิตคิด มันจึงก้ำกึ่งที่จะเป็นปรมัตถ์ 
เมื่อกี้กูไม่ได้บอกเลยว่าเป็นปรมัตถ์ล้วน ๆ นะ ใช่มั้ย 
ฟังสิฟัง ไม่ใช่ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับเอาไปกระเดียด 

ปุจฉา :  เมื่อฝึกมองทุกอย่างเป็นสมมติ รู้สึกว่าพลังในการทำงานลดลง จากการที่ไม่มีความต้องการในตำแหน่งหน้าที่การงานที่เติบโตขึ้น เพราะคิดว่าตำแหน่งที่ได้ก็คือสมมติ เช่นนี้เป็นการใช้สมมติถูกหรือไม่เจ้าคะ 
วิสัชนา :  คนที่พิจารณาในสมมติเนี่ยมันมีหลักอยู่นะ 
รู้จักสมมติ เข้าใจในสมมติ ใช้สมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ ให้ประโยชน์แก่สมมติ มันมีหลักอยู่เหล่านี้ มึงลองไปคิดดูสิว่ามึงอยู่ขั้นตอนไหน 
ใช้สมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ ก็ให้ประโยชน์แก่สมมติ 
มึงได้ให้ประโยชน์หรือยัง มึงได้ประโยชน์แล้ว มึงให้ประโยชน์หรือยัง 
ถ้ายัง ก็มาบอกว่าสมมุติทำให้เรารู้สึกเหมือนกับสิ้นหวัง ไม่พัฒนา ไม่ขวนขวาย สมมุติเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทำให้เรารู้สึกว่าเราเบื่อหน่าย ไอ้นั่นมันขี้เกียจแล้ว มันไม่ใช่คนเข้าใจรู้จักสมมติแล้ว ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้สมมุติเป็นแล้ว มันใช้ไม่เป็นต่างหากเล่า  

ปุจฉา :  ในโลกสมมติ เรามีหลากหลายอาชีพการงาน เราจะใช้หลักธรรมข้อใดเพื่อพิจารณาว่า เราจะเลือกทำงานใด เพื่อให้เราใช้สมมตินี้ได้เกิดประโยชน์สูงสุดเจ้าคะ 
วิสัชนา :  ทำหน้าที่ให้ถูกต้องในสมมตินั้น ๆ น่ะดีที่สุด ที่จริงคำว่าสมมติเนี่ยมันไม่ได้มีใช้ เฉพาะโลกภายนอกอย่างเดียวเท่านั้นนะมึง 
เคยได้ยินคำว่าสมมุตติสงฆ์มั้ย นั่นแหละ ในพระพุทธศาสนาเใช้คำว่าสมมติกับคำว่าสงฆ์นะ ว่าเป็นสมมุตติสงฆ์ 
แต่ผู้ที่เป็นสงฆ์จริง ๆ โดยไม่มีกระบวนการสมมุติก็คือระดับพระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์นั่นแหละเป็นสงฆ์จริง ๆ พระอเสขบุคคลคือบุคคลที่ไม่ต้องศึกษาแล้วเท่านั้นจึงจะเป็นสงฆ์ 
แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เจ้าคุณยันสมเด็จ ตั้งแต่ลูกวัดยันสมภาร ส่วนใหญ่แล้วทั้งหมดเป็นอะไรสมมุตติสงฆ์ทั้งนั้นน่ะ 
เมื่อเป็นสมมุตติสงฆ์แล้ว ทำหน้าที่ถูกต้องหรือยัง ทำหน้าที่สมบูรณ์หรือยัง 
เขาสมมุติให้เราเป็นพ่อ สมมุติให้เราเป็นแม่ ก็ทำหน้าที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้วหรือยัง 
มันก็ต้องกลับไปคำว่าทำหน้าที่ถูกต้องนั่นแหละ หนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่างต้องทำหน้าที่ถูกต้อง 
การเรียนรู้เข้าใจรู้จักสมมติ ใช้สมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ แล้วก็ให้ประโยชน์กับสมมติเนี่ย มันต้องทำหน้าที่ของตนถูกต้องด้วย

ปุจฉา  :  ลูกพยายามชักชวนคุณแม่เข้าทางธรรม แต่ท่านยังยึดติดกับของดีและสิ่งสมมติล่าสุดพามาวัดอ้อน้อยได้สำเร็จ แต่ท่านเก็บดอกพริกไทยในวัดโดยไม่ได้ขออนุญาต 
ลูกจึงถือโอกาสบอกหลวงปู่ไว้ เผื่อจะช่วยลดโทษหรือบาปลงได้ 
การกระทำดังกล่าวถือเป็นบาปหรือไม่ และหากลูกควรชักนำคุณแม่ให้คลายจากความยึดติดในสิ่งสมมติได้อย่างไรเจ้าคะ 
วิสัชนา  :  เก็บอะไรนะ 
ญาติธรรม:  ดอกพริกไทยเจ้าค่ะ 
หลวงปู่ ดอกพริกไทย ไปเก็บที่ไหน (หัวเราะ) 
อ๋อ เขาช่วยเก็บของ ช่วยเก็บให้ มีปัญญาเก็บ ก็เก็บไปเถอะ เพราะเดี๋ยวมึงก็เป็นหนี้กู ไม่ได้ยากอะไร อยากเป็นหนี้ก็ไม่เป็นไร

ปุจฉา : บทโศลกของหลวงปู่บทไหนที่ใช้อธิบายโลกปรมัตถ์
วิสัชนา : มึงไปอ่านดูแล้วกันในหนังสือเยอะเลยเต็มไปหมด ที่กูเขียนไว้เป็นบทกลอนสมัยที่อยู่ถ้ำถ้ำไก่หล่น 
"สรรพสิ่งเริ่มประปราย 
ดารารายเปลี่ยนวิถี 
ทะเลลึกเนิ่นนานปี 
มาบัดนี้กลายเป็นสูง"
นั่นแหละโลกปรมัตถ์เลย ทั้งสมมติและปรมัตถ์เลย 

ปุจฉา : จิตกับวิญญาณ เหมือนหรือต่างกันอย่างไรเจ้าคะ 
วิสัชนา : จิตคือกระบวนการรับ-จำ-รู้-คิด วิญญาณคือขบวนการที่จิตไปรับ ไปจำ ไปรู้ ไปคิด คนละอย่างกัน 
วิญญาณของชาวบ้านมันก็คือวิญญาณที่ออกจากร่าง แต่วิญญาณของพระพุทธศาสนาหมายถึงกระบวนการไปรับ ไปจำ ไปรู้ ไปคิด ที่เรียกว่าสังขารนี้มีวิญญาณครอง ก็คือมีกระบวนการรับ-จำ-รู้-คิดที่เข้าไปรับ ไปจำ ไปรู้ ไปคิดรับจำรู้คิดเอาอะไร เอาอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นทางตาเห็น หูฟัง จมูกดม ลิ้นรับรส สัมผัส และอารมณ์ที่ปรากฏในจิต เรียกอีกอย่างว่าเป็นเจตสิกก็ได้ 

คำถามของสามเณรสิงคโปร์
ปุจฉา : เขาบอกว่าในประเทศสิงคโปร์ พ่อแม่สอนให้ลูกมีความพยายามที่จะกระตือรือร้น เพื่อที่จะมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีที่สุดในอนาคต เขาอยากทราบว่าแบบนี้เป็นการสอนที่ถูกหรือไม่ในส่วนของพ่อแม่ ถ้าเกิดว่าทุกอย่างเนี่ยคือเป็นสมมติ 
วิสัชนา : เขาก็สอนถูกนะ ไม่ได้สอนผิด 
พ่อแม่ไม่ได้สอนผิด 
เมื่อรู้ว่ามันเป็นสมมติ ก็ยิ่งต้องรีบขวนขวาย เพราะสุดท้ายเขาไม่รู้ว่าโลกสมมตินี้มันจะพังไปลงเมื่อไหร่ อย่างน้อยก็ให้มันได้ประโยชน์สาระจากสมมติ 
คำว่าได้ประโยชน์จากสมมติ ยังอยู่ในขั้นตอนที่ได้ประโยชน์จากสมมติ แล้วก็ให้ประโยชน์แก่สมมติ นั่นคือขั้นตอนสุดท้ายของคนที่ทำมาหากิน และยังคิดว่าโลกนี้เป็นของกู 
พ่อแม่ไม่ได้สอนผิด เขาให้เราเร่งรีบขวนขวาย เพื่อจะทำให้สมมติมันบริบูรณ์และสมบูรณ์เท่านั้นเอง 

ปุจฉา :  เณรเขาบอกว่า ถ้าเขาชอบทานไก่ทอดมากเลย แต่พอนึกถึงคำของหลวงปู่ว่าเราเราแค่ทานพอให้อิ่มท้อง แต่พอนึกถึงว่ามันเป็นสมมติ เราก็ไม่ควรแบบตะกละตะกรามเหมือนสมัยก่อนที่ enjoy กับการกินมากขนาดนั้น 
อย่างนี้เป็นความคิดที่ว่าเราเข้าใจสมมติและใช้สมมุติ อันนี้คือถูกต้องหรือไม่คะ
วิสัชนา : ไก่ทอดมีไขมันมั้ย ถามสิ
ญาติธรรม : มีค่ะ 
หลวงปู่ : แล้วไขมันสะสมในร่างกาย มันจะเป็นอะไร
ญาติธรรม : สะสมในร่างกายค่ะ 
หลวงปู่ : มันก็จะเป็นคอเลสเตอรอล แล้วมันดีต่อร่างกายมั้ย
ญาติธรรม: ค่ะ เป็นอันตรายต่อร่างกายค่ะ 
หลวงปู่ : แล้วไปเสียเวลากินไก่ทอดทำไม ก็กินน้ำยาล้างจานเสียก็หมดเรื่อง 
มีคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงเนี่ย มันจะทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง
ญาติธรรม :  จะทำให้เป็นโรคหัวใจ แล้วก็ตายค่ะ 
หลวงปู่ : แล้วถ้าอยากตาย ทำไมต้องไปเสียเวลากินไก่ทอด
แล้วบอกว่าการกินไก่ทอดมันก็คือการใช้สมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติหรือไม่
คนที่รู้จักสมมติเข้าใจสมมติ ใช้สมมติอย่างถูกต้องเนี่ย เขาจะรู้ว่าอะไรถูก อะไร
ผิด อะไรควรไม่ควร  
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากินไก่ทอด แล้วมันทำให้สะสมไขมัน เส้นเลือดอุดตัน หัวใจจะวาย ความดันจะสูง เส้นเลือดสมองจะตีบหรือไม่ก็แตก แต่ก็ยังกิน อย่างนี้เเรียกว่ารู้จักสมมติที่ไหน
เมื่อกลางวันนี้ เขาก็มีคนทำไก่ทอดมาให้กู น่องไก่ทอดแล้วก็ปลาทอด แต่ไม่ฉัน กูฉันปลานึ่ง
ญาติธรรม : คำถามของเขาจริง ๆ เขาก็ไม่ได้แบบจะพูดถึงเรื่องไก่ทอดขนาดนี้ค่ะหลวงปู่ แต่เขาอยากถามว่า เมื่อสรรพสิ่งล้วนเป็นสมมุติแล้วเนี่ย แค่เขา enjoy กับมีความสุขกับชีวิต ดื่มด่ำกับสิ่งที่เขาอยากจะกิน อยากจะทำ แค่นี้น่าจะเป็นการใช้สมมุติและให้ประโยชน์กับสมมติ แต่แค่ว่าเราไม่ได้ยึดติด แค่นี้ก็เรียกว่าเราเข้าใจสมมติและรู้สมมติหรือยังคะ
หลวงปู่ :  มันเป็นทุกข์มั้ยล่ะ มันสร้างความเสียหายให้กับสุขภาพร่างกายและชีวิตมั้ย
ให้ ถ้ามันเป็นทุกข์และสร้างความเสียหายต่อสุขภาพร่างกายและชีวิตตนและคนอื่น นั่นก็แสดงว่าไม่รู้จักสมมติ ใช้สมมติไม่เป็น

ปุจฉา : ถ้าเขาอยากจะกินกุ้ง แต่ถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้ฆ่าเอง แต่ให้คนอื่นไปฆ่าเนี่ย ผลของกรรมเนี่ยมันจะเหมือนกันหรือต่างกันยังไงคะ 
วิสัชนา :  ก็เป็นจำเลยที่ 1 ใช้ให้คนอื่นฆ่า แม้ไม่ได้ฆ่าเอง 
หลักการในการกินเนื้อสัตว์ของพระพุทธศาสนาเนี่ย หนึ่งก็คือไม่เห็นเขาฆ่า ไม่ได้ใช้ให้คนอื่นฆ่า เราก็ไม่รู้ว่าเขาฆ่าเพื่อตน เนื้ออันนั้นกินได้
แต่ถ้าเห็นเขาฆ่า แล้วรู้ว่าเขาฆ่า ใช้ให้ผู้อื่นไปฆ่าเพื่อตน เนื้อนั้นแม้นไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็กินไม่ได้ เป็นอาบัติทุกคำกลืน

ปุจฉา : เขาทำงานเป็นเซลล์ในธนาคาร แล้วศรัทธาในตัวหลวงปู่มาก แล้วก็เช่าพระของหลวงปู่ไปเยอะมาก ด้วยความศรัทธาในตัวหลวงปู่ เขาก็แนะนำให้เพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานทุกคน ทุกคนก็เช่าไปเยอะมากเลย เขาก็เลยอยากทราบว่าในการกระทำของเขาเนี่ยมันถูกหรือมันผิด ก็เข้าใจว่าไม่อยากจะให้ยึดติด แต่ว่าทุกคนก็มองว่าอะไรที่เขาใช้เนี่ยก็คือดีที่สุด ทุกคนก็อยากจะได้ด้วยค่ะ
วิสัชนา : ไปบังคับเขาซื้อหรือเปล่าล่ะ 
ญาติธรรม :  ไม่ได้บังคับค่ะ 
หลวงปู่ : ไปหลอกให้เขาซื้อมั้ยล่ะ 
ญาติธรรม :  ไม่ค่ะไม่ได้หลอกค่ะ
หลวงปู่ : ไม่ได้บังคับ ไม่ได้หลอก ก็ถือว่าเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง เขาสมัครใจซื้อ ก็ไม่เห็นเสียหายอะไร
มีหลักคิดอยู่อย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ก็คือ ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท นั่นแหละถูกต้องที่สุด 

ปุจฉา : หลวงปู่มีความคิดที่จะไปสอนศาสนาในสิงคโปร์มั้ยคะ
วิสัชนา : คนสิงคโปร์โดยเฉพาะวัยอย่างพวกเขาเนี่ย มันหายากนะกับการที่หันมาสนใจเรื่องหลักการของพระพุทธศาสนา หลักศีลธรรม จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณีโดยเฉพาะวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนาพุทธเนี่ย เพราะส่วนใหญ่ก็จะถูกพ่อแม่และสังคมหล่อหลอมให้เป็นกลายเป็นคนที่ปากกัดตีนถีบ ต้องต่อสู้ ต้องเอาชนะ และขนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งความเหนือคนอื่น
สมัยก่อนตอนบวชอยู่เนี่ย ชมรมพุทธของชุมชนไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาน่ะเขาเคย นิมนต์ไปสอนด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่ใช่เป็นคนต่างชาติ แต่เป็นคนไทย คนเขมร คนลาวรวมตัว กันเนี่ยยังไม่ไปเลย ถามว่าเพราะอะไร 
ก็สอนคนไทยนี่ยังไม่หายโง่เลย แล้วจะไปสอนคนต่างชาติให้หายโง่
เนี่ย นั่ง ๆ อยู่เนี่ย โง่ ๆ ทั้งนั้นน่ะ
ถ้าอยากให้เพื่อนเรียนรู้น่ะ พาเพื่อนมาบวชแบบนี้ 
ญาติธรรม :  เณรเขาบอกว่าในส่วนของสิงคโปร์เนี่ย เนื่องด้วยว่าจะต้องปากกัดตินถีบ เพราะฉะนั้นเนี่ยการที่จะให้เขามาเรียนเป็นเณรเป็นพระ หรือว่าจะมาเรียนกับหลวงปู่แบบเขาเนี่ย รู้สึกว่ามันยากมาก เพราะว่าที่นู่นปากกัดตีนถีบมาก แล้วเวลามันก็น้อย ก็เลยจะยากนิดหนึ่งค่ะ
หลวงปู่ : มันไม่ได้ยากหรอกถ้าอยากทำ 
คนทุกคนมีเวลาเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่ว่าจะเอาเวลาที่มีไปทำอะไร 
ถ้ามีเวลาไปเที่ยว ไปหาความสำราญ แสวงหาของที่ชอบ แต่บอกว่าไม่มีเวลาที่จะทำบุญทำกุศล ทำความดีให้แก่ตน อันนี้ก็ไม่ถูกแล้วล่ะ

ปุจฉา : การที่เราทำดีเนี่ย จำเป็นไหมที่จะต้องเป็นพระหรือเป็นเณรค่ะ 
วิสัชนา : เป็นพระเป็นเณรน่ะถือว่าดีอันดับหนึ่ง แต่ทำดีอื่น ๆ น่ะเป็นดีรอง ๆ ลงมา
พระพุทธเจ้าสอนว่าผู้ให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง เพราะการศึกษาเรียนรู้ธรรมะทำให้เข้าถึงปัญญาอันบริสุทธิ์สูงสุด ซึ่งไม่มีอยู่ในคำสอนอื่น ๆ

ปุจฉา : เณรบอกว่าการที่มาเรียนกับหลวงปู่เนี่ยได้อะไรเยอะมาก การบวชเณรก็ได้เรียนรู้อะไรจากพระเยอะมาก ถ้ากลับไปสิงคโปร์เนี่ย อย่าง ณ ปัจจุบันเนี่ย สิ่งที่เขาเรียนรู้ทั้งสมาธิ ทั้งอะไรหลายอย่าง ที่เขาได้เรียนรู้ ถ้าเกิดกลับไปสิงคโปร์เนี่ย เขาจะทำยังไงนอกนอกเหนือจากการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ที่จะทำให้เขาปฏิบัติได้ดีขึ้นน่ะค่ะ
หลวงปู่ : ทำยังไงก็ได้ให้ชีวิตผ่อนคลาย แล้ววิธีสอนทำให้ชีวิตผ่อนคลายได้สอนไปแล้ว
ยิ่งมีการแข่งขันสูง ปากกัดตีนถีบมาก ขวนขวายมาก ก็ยิ่งต้องผ่อนคลายให้มาก วิชาที่ทำให้ชีวิตผ่อนคลายจึงจำเป็นสำหรับคนสิงคโปร์

78 | 12 กรกฎาคม 2026, 18:38
บทความอื่นๆ