เรื่องที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
แสดงธรรมวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๕.๕๐ โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นวิถีทางแห่งมรรคาปฏิปทา อยู่ในมรรคมีองค์ ๘ ประการ ปฐมเทศนาของพระบรมศาสดา ทรงแสดง ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไว้ในหลักการปฏิจจสมุปบาท
เนื้อหา
วันนี้สอนถึง ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถามว่า ทำไมถึงสอน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ก็เพราะว่า เป็นวิถีทางแห่งมรรคาปฏิปทา อยู่ในมรรคมีองค์ ๘ ประการ
คำว่า สัมมาสติ พระพุทธเจ้าทรงกำหนดว่า สติที่ตั้งอยูใน ๔ ฐาน คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม เป็นสัมมาสติ ถ้าสติไปตั้งอยู่ที่อื่น ไม่ใช่สัมมาสติ
จิตที่ตั้งอยู่ใน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน – เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน -ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เท่านั้นจึงจะเป็นสัมมาสติ
และที่สอน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็เพราะในปฐมเทศนาของพระบรมศาสดา ทรงแสดง ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไว้ในหลักการปฏิจจสมุปปันนธรรม ที่เรียกว่า อวิชชา
เพราะ อวิชชา ทำให้เกิดความปรุงแต่ง
เพราะไม่รู้ พูดเป็นภาษาชาวบ้าน ไม่รู้ จึงปรุง
ปรุงแล้วมีอารมณ์
พอมีอารมณ์ ก็สร้าง นาม รูป คือ กาย ใจ
พอมีกาย ใจ ก็มีอายตนะ การรับรู้
มีอายตนะ การรับรู้ ก็เกิด ผัสสะ
พอเกิด สัมผัส ผัสสะ ก็เกิด สุขทุกข์
พอ มีสุข มีทุกข์ ก็เกิด ความอยาก
พอมี ความอยาก ก็ทำให้เกิด ความยึดถือ
พอมี ความยึดถือ ก็ทำให้ เกิดภพ แดนเกิด...ชาติ การเกิด
มีภพ มีชาติ ก็ทำให้เกิด ชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส
ทั้งหมดนี่เป็น ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
แล้วมันไวมาก ขณะที่เราโกรธ ปฏิจจสมุปันนธรรม เกิดขึ้นขณะหนึ่งเลย วนรอบเลย แล้วไม่รู้กี่วง โกรธนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดหลายร้อยหลายพันวงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เพราะมันเป็นวงงูกินหางไปแบบนี้อยู่ตลอดเวลา
โกรธ ๑ นาที ปฏิจจสมุปปบาท ก็เกิดอยู่ไม่รู้กี่ร้อยวง ก็ไปตัดเอาว่า ปรุงแต่งไปกี่เรื่อง.. ด่ามัน ด่าพ่อ ด่า
แม่ ด่าลูก ด่าผัว ด่าตัว ด่าโคตร ด่าเหง้า ไม่ด่าเรา แต่ด่าแต่มัน ประมาณนั้นน่ะ เพราะโกรธไง แล้ว อะไรเกิดขึ้น กลิ่นตัว ความร้อน การเผาผลาญ พลังงาน ความเสื่อมโทรม ความทรุดโทรม
เห็นมั้ยว่า ภพ ชาติ ทุกขโทมนัส อุปายาส เกิดจาก ความยึดถือ ตัณหา สัมพันธ์กันหมด วนเวียน สืบต่อกัน จนกระทั่งเราตามมันไม่ทัน เพราะไม่มี ท่านผู้รู้ ตัวรู้ ตื่นรู้ จึงตามมันไม่ทัน
สิ่งสำคัญของพวกเราในการศึกษา แค่ตั้งข้อสงสัย สังเกต ขวนขวาย มีความเพียร ยังไม่เพียงพอแค่นี้
ต้องพยายามให้มากถึงขั้นที่จะเข้าใจ รู้จัก พยายามให้มากจนถึงขั้นคำว่า เข้าใจ รู้จัก และสิ้นสงสัย ผู้ศึกษาต้องมีคุณลักษณะอย่างนี้
ไม่งั้น ไม่ไปไหน ก็อยู่ได้แค่นี้ ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ ชาตินี้เอาแค่นี้ เอาไว้ชาติหน้า วันนี้เอาแค่นี้ ไว้พรุ่งนี้ ปีหน้า มันก็ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
เรามีเวลาเยอะมั้ยล่ะ เหลือเท่าไหร่ (๒ เดือน)
มึงเหลือ ๒ เดือน... เหลือ ๒ เดือนนี่ หมายถึงผ่อนดอก.. ผ่อนดอกอีก ๒ เดือน หรือว่าใช้หนี้หมด ๒เดือน ฮึ ยังเหลืออีกตั้ง ๒ เดือน.. เหลือเยอะนะ
หลวงปู่ก็ไม่รู้ว่า นาทีหน้ายังมีเหลือหรือเปล่า ถ้าพวกมึงยังมีเวลาเหลือเยอะขนาดนี้ โอ เป็นบุญนะ
แต่กูน่ะ ไม่รู้นาทีหน้าจะเหลือหรือเปล่า ต้องคิดอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา..นาทีหน้ากูจะรอดมั้ย
เป็นเดือนก็ยังแย่แล้ว เป็นปียิ่งแย่ใหญ่ เป็นชาติยิ่งแย่หนัก
เอาแค่ นาทีต่อนาที ก็ให้รอดเถอะ..เหลือแค่นาทีต่อนาที หรือ เหลือแค่ช่วงลมหายใจเข้า แล้วให้ได้ออกเฮอะ บางคน เข้าแล้วไม่ยอมออก..บางคน ออกแล้วไม่ยอมเข้า..มันออก แล้วมันหายไปเลย ลมหายใจกูหายไปไหน
ครั้งหนึ่ง ที่หลวงปู่ไปธิเบต เขาไปพักที่โรงแรมสูง ๓๐ กว่าชั้น หาอากาศไม่ได้ คือ ออกแล้วหาอากาศเข้าไม่ได้ ทำให้เห็นความตายตรงหน้ารออยู่ ว่าลมที่ออกแล้วไม่ยอมเข้า เพราะอากาศไม่มีให้เข้า มันทรมาน ทุรนทุราย ขวนขวาย ขนาดไหน
โชคดีที่ยังมี สติ วิ่งหาอากาศ ชั้นบนลงมาหาชั้นล่าง เพื่อจะหาอากาศให้ลมหายใจเข้า เพราะมันออกแล้วมันไม่มีจะเข้า มันไม่มีลมให้เข้าไง
เพราะงั้น อย่าไปคิดยาวว่า จะอยู่ได้ตั้ง ๒ เดือน เอาแค่ ลมเข้าแล้วให้ออกเถอะ หรือ ลมออกก็ให้เข้าให้ได้เถอะ ก็ถือว่า เป็นวาสนาของเราแล้ว
ทีนี้ ลมที่เข้าก็ตาม ออกก็ตาม เราได้กำไรหรือเราขาดทุน นั่นแหละสำคัญที่สุดในความเป็นอยู่
ถ้าลมเข้า ขาดทุน..ออก ก็ขาดทุน เคยได้ยินไก่ขันตอนเช้ามั้ย มันร้องว่า (....) เอ้อ อยู่ก็รกโลก
เข้าขาดทุน- ออกได้กำไร ก็ยังพอสมน้ำสมเนื้อ
เข้าขาดทุน ออกก็ขาดทุน อย่างนั้น อยู่ก็รกโลก..ไม่ได้กำไร..เสียเวลาอยู่
หลวงปู่นี่ ห่วงเรื่องพวกนี้มาก ชีวิตหลวงปู่จึงไม่หยุดนิ่งไง ไม่หยุดนิ่งที่จะทำกำไรในลมหายใจของตนเอง ไม่ใช่ทำกำไรในชีวิต แต่พยายามทำกำไรในลมหายใจของตัวเอง จึงมีงานเยอะแยะมากมาย เป็นงานตน งานภายใน งานภายนอก เพราะไม่อยากขาดทุนในลมหายใจ เรียกว่า ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด เพราะหลวงปู่เชื่อคำสอนครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ไง
พวกเราทั้งหลายจึงเห็นพุทธะอิสระไม่เคยหยุดนิ่ง ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
เมื่อใดที่เราประมาท เราก็ยังบอกตัวเองว่า เฮ้ย ยังมีเวลาอีก ๒ เดือน ยังมีเวลาอีก ๒ ปี ยังมีเวลาอีกหลายสัปดาห์ ยังมีเวลาอีกหลายปี ยังมีเวลาอีกทั้งชีวิต.. แน่หรือ จะอยู่ได้ขนาดนั้น
วิธีคิดของคนศึกษา วิถีจิต วิถีพุทธ วิถีธรรม ต้องคิดแบบนี้ ลูก ต้องคิดแบบนี้
พระพุทธธรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ต้องเป็นสิ่งมีชีวิต จับต้องได้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เอาไว้ท่องจำ แล้วพูดเล่นๆ ติดปากติดคำกันอยู่เนืองๆ เหมือนกับที่พระสอนโลกธรรม เป็นธรรมเครื่องผูกสัตว์ให้ข้องอยู่ในโลก หรือ สอนให้มีเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แต่คุณพระ ช่วยมั้ย (.....) ช่วยมั้ย (ไม่ช่วย) ไม่ช่วย ...เมตตามั้ย (...)
แหม อุตส่าห์ไปธัมมานุปัสสนาฯ พูดแล้วคันปากยุบยิบ หึ มันช่วยมั้ยล่ะ คือ พูดง่ายๆ มันสอนแล้ว มันทำได้มั้ย ..ทำไม่ได๊.. ไม่ช่วย เพราะมันไม่ช่วยนี่แหละ ทำให้อาตมาต้องไปเหนื่อยกับมัน
เฮ้อ พอ ถามปัญหา ถ้าไม่ถามก็ให้ไปพัก แล้วเดี๋ยว ๖ โมงจะได้ลงมาเจริญพระพุทธมนต์ ...๔โมงล่ะ