เรื่องที่ ๕ ไม่มีความจำแสดงว่าขาดสติ
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง ไม่มีความจำแสดงว่าขาดสติ
แสดงธรรมวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๑๐ น. ณ ศาลาวัดอ้อน้อย โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
กล่าวถึงการที่จิตไม่มีความจำว่า เป็นการขาดสติ ทำให้ไม่มีเครื่องป้องกันภัยแก่จิต สติคือความระลึกรู้ตัว เป็นเครื่องอยู่อาศัยของจิตที่มั่นคง หากขาดสติแล้ว ทุคติภพ ก็อาจจะเข้ามาก็ได้ พระเณรไม่ว่าจะบวชเก่า บวชใหม่ สิ่งที่ควรจะทำ ต้องทำ ๓ อย่าง แล้วทำแล้วไม่ผิดเลย ก็คือ อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันไม่ผิด ๓ อย่าง คือ อินทรียสังวร คือ สำรวมสังวรใน ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้ ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และอารมณ์ที่ปรากฏในใจ สำรวมสังวรระวัง ไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจการครอบงำของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โภชเน มัตตัญญุตา ไม่ใช่ โภชเน มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภคปัจจัย ๔ มีอาหาร เครื่องอยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม แม้ไม่ได้บริโภค แต่เห็นคนผู้บริโภค แล้วเขาละเลยละทิ้ง เราก็ต้องเข้าไปเก็บงำอำพราง เพราะถ้าเห็นแล้วไม่เก็บ พระพุทธเจ้าทรงปรับอาบัติกับผู้เห็นนะ เป็นปาจิตตี ชาคริยานุโยค คือ ประกอบความเพียรของผู้ตื่นอยู่เสมอ คำว่า ตื่น ในที่นี้ ก็คือ ตื่นจากความหลับใหล หลงลืม ตื่นจากความครอบงำของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีสติตั้งมั่นอยู่ในตัวเอง ข้อบัญญัติของสัตบุรุษ ๗ อย่าง รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้สถานที่ รู้บุคคล เคยเขียนบทโศลกสอนตัวเองเอาไว้ว่า หัวใจสำคัญของนักพัฒนา ซึ่งหลวงปู่ก็เอามาจากข้อบัญญัติของสัตบุรุษ ย่อยให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของตัวเอง คือ รวดเร็ว เร่งรีบ รวบรัด แล้วทุกอย่างต้อง เรียบร้อย กระบวนการไม่เข้าสู่หลักการของสัตบุรุษ อะไรมันก็เลยยืดยาด เยิ่นเย้อ เยอะแยะ ข้อที่พลาดจากบทบัญญัติของสัตบุรุษ คือตราบใดที่เรายังเรียนเพื่อจะให้ไปสอบ แล้วจำ เอามาคุย ก็จะทำไม่ได้ แบบนี้ เลยเป็นที่มาของบทโศลกอีกบทหนึ่งว่า ลูกรัก ชั่วชีวิตพ่อ รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์ รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ เป็นนักบวชอย่าผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ
เนื้อหา
(กราบ)
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชน คนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน
วันนี้ ไม่ไปทำการทำงานเหรอ หยุดชดเชยเหรอ มาหลายวัน ผัวตีปีก กลับไป
เข้าพรรษาแล้ว เมื่อวานไปอธิษฐานพรรษา อยากจะให้ทำความเข้าใจ รู้จักเบื้องต้น หลายคนอาจจะพูดไม่ค่อยถูก ปาวารนาพรรษา ไม่ใช่ใช้คำว่า ปาวารนา
ปาวารนา นี่เขาใช้ตอนออกพรรษา มีความหมายอะไร ก็มีความหมายว่า ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย เมื่อเห็นก็ดี รู้ก็ดี ได้ยินก็ดี หรือ ระแวงสงสัยก็ดี ในพฤติกรรมที่ประมาท พลาดพลั้ง ผิดพลาดอันจะพึงมีต่อข้าพเจ้าทั้ง กาย วาจา และใจ ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายโปรดจงว่ากล่าว ตักเตือนข้าพเจ้า ด้วยจิตที่หวังดีและเอ็นดู เหล่านี้เรียกว่า ปาวารนาออกพรรษา คือ พระเณรเวลาออกพรรษาแล้ว ก็จะต่างคนต่างไป เขาก็ปวารนาไว้เสียก่อน เพื่อเวลาออกไปข้างนอก อาจจะมีปัญหา ทำผิด พูดผิด คิดผิด พระเถระรูปใดเห็นเข้า ก็ขอได้โปรด ว่ากล่าว ตักเตือน ด้วยจิตที่หวังดีและเอ็นดู
นี่คือ ความหมายของคำว่า ปาวารณา เขาใช้กันช่วงออกพรรษา
ส่วนวันเข้าพรรษา เขาไม่เรียกว่า ปาวารณา เขาเรียกว่า อธิษฐานพรรษา ........
รวมสรุปแล้ว การเข้าพรรษา เขาเรียก อธิษฐาน แล้วก็มีกิจ ก็ไปได้ แต่ไม่เกิน ๗ ราตรี เรียก สัตตาหะ ไป มีกิจ ๕ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ไปได้
เมื่อวานก็เลยถือโอกาสลาพระไปด้วย ว่า ผมต้องทำหน้าที่ ๒ อย่างในช่วงพรรษา
๑. หน้าที่พุทธบุตร ผมก็ต้องลงมาอบรมกรรมฐาน สอนพระ นำสวดมนต์
๒. หน้าที่ลูกของแม่ ผมจะต้องให้เวลาที่จะไปดูแล พักหลังนี่ดูเมื่อเช้า แกจะชักไม่ค่อยปกติ ก็ขอว่า นำสวดมนต์ ปฏิบัติธรรมวันหนึ่ง อีกวันรุ่งขึ้น ตอนเย็น ก็จะขอไปดูแลแม่วันหนึ่ง รุ่งขึ้นก็มาสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม พระสงฆ์ทั้งนั้นจะพึงอนุญาตมั้ย เห็นสมควรหรือไม่ พระสงฆ์ทั้งนั้นก็เปล่ง “สาธุ” อนุญาต
ในพรรษา ก็จะวิ่งไปวิ่งมา ก็คือ เข้าโบสถ์บ้าง ไปอยู่กับแม่บ้างตอนเย็นๆ ถ้าไม่ได้อยู่กับแก คือ โยมนี่ต้องคอยพูดกรอกหู เตือนความจำ ให้รู้ ให้เข้าใจ พูดถึงเรื่อง คนเราถ้าไม่มีความจำ ก็น่าจะดีนะเพราะว่า
ความจำ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวด บางเรื่องก็เป็นเรื่องทุกข์ทรมาน
หลายคนอาจจะมองว่า การไม่มีความจำนั้น ก็ไม่ทำให้จิตไปเสวยอารมณ์ในความเจ็บปวด แล้วต้องตายไปในขณะนั้น ทุคติภพก็จะไม่เกิดขึ้น งั้น การไม่มีความจำ ก็น่าจะเป็นเรื่องดี ไม่ใช่ไม่ดี ..ไม่ใช่ เพราะเมื่อไม่มีความจำ ก็แสดงว่า จิตนั้นไม่มีสติ
เมื่อจิตนั้นไม่มีสติ สติมันไม่มีเครื่อง ก็เหมือนกับปลูกบ้านไม่มีช่อง ไม่มีบานประตูคอยเปิด ปิด
เปิดโล่งเอาไว้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เราจะรู้ได้ยังไงว่า มีโจรร้าย เภทภัยทั้งหลายมันเข้ามาในบ้าน
สติเหมือนประตู เหมือนหน้าต่าง คอยป้องกันไม่ให้พายุพัดสาด ฝนเข้า ฝุ่นละอองเข้า สติก็ต้องทำหน้าที่ สติ จึงเป็นอุปการะทั้งโลกนี้และโลกหน้า
ถ้าเมื่อใดที่ไม่มีความจำ ก็แสดงว่า เมื่อนั้นขาดอะไร ..ขาดสติ
เมื่อขาดสติแล้ว ก็แสดงว่า ทุคติภพ ก็อาจจะเข้ามาก็ได้
เราจะไปหวัง มองโลกว่า อ้าว เมื่อไม่มีความจำ ความเจ็บปวด ความทุกข์ระทมที่มีมาแล้วในอดีต ก็ไม่ต้องกลับเข้ามาหาจิตนั้น.. ใครไปห้ามได้ล่ะ
ห้ามได้มั้ย อารมณ์ที่หวล คำนึง ระลึก นึกถึงอยู่ มีอยู่ในอดีตชาตินู้น ชาตินี้ ชาตินั้น ไม่ต้องเอาอะไรมาก พวกเราแค่นั่งสวดมนต์ ไม่รู้บางทีใจไปนึกในอดีต ล่องลอยไปเรื่อย ไม่ต้องนั่งสวดมนต์ เอาแค่นอน ก่อนจะนอน ก่อนจะหลับ คิดนู่นนี่นั่นมั้ย คิดมั้ย (คิด) เอ้อ นู่นี่นั่นก็เป็นเรื่องที่มีมาแล้วในอดีต หรือไม่ก็ยังมาไม่ถึง เป็นเรื่องของอนาคต เราก็ยังคิด
แล้วลองหลับตานึกดูว่า ในขณะที่ล่องลอยไปอย่างนั้นแล้วตาย ...สุคติหรือทุคติ (ทุคติ) ทุคติทันที
จิตนี้ จำเป็นต้องหา เครื่องอยู่ให้ แล้ว เครื่องอยู่ ที่ควรจะเป็น ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือในการที่จะให้เครื่องอยู่นั้นมั่นคงกับเรา เครื่องไม้เครื่องมือนั้น ก็คือ สติ ความระลึกได้… สัมปชัญญะ ความรู้ตัว
พักหลังนี่ แม่ก็จะหลงเยอะมาก จะหลงบ่อยมาก เราก็ต้อง คือ คนอื่นดูแลก็ไม่เท่ากับลูกดูแล หรือ เรา
ดูแล ด้วยเหตุผลว่า เราจะคอยเฝ้าดูว่า อารมณ์แม่เป็นยังไง จิตแม่เป็นยังไง พฤติกรรมของแม่เป็นยังไง
ร่างกายแม่เป็นยังไง อาการของแม่เป็นยังไง
พอเราตามดู ตามรู้ได้ เราก็จะคอยระงับในส่วนที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง อะไรที่ดี ถูกต้อง ก็สนับสนุน ส่งเสริม
นี่สำคัญมาก ลูก
ลูกๆ ทั้งหลายที่มีแม่มีพ่ออยู่ อย่าไปคิดว่า เราแค่ให้ก้อนข้าว หยดน้ำ แล้วเราก็เพียงพอแล้ว
ไม่ใช่ เราจะต้องเลี้ยงพ่อแม่ให้ได้ยันข้ามภพข้ามชาติ จะเลี้ยงเฉพาะแต่วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ แกตายแล้ว ไม่ใช่ ถ้าคิดอย่างนี้ มันก็ทรพีเกินไปล่ะ อกตัญญูมากไป ก็เลยบอกกับเขา
พอกลับกุฏิ ก็มานึกว่า ...เอ เรายังไม่ได้ขออนุญาตพระสงฆ์ทำอีกหน้าที่หนึ่ง คือ ลูกไทย หลานไทย ด้วยเหตุผลว่า มีช่วงระยะเวลาพรรษานี่ เอ๊ะ แต่ตุลาฯนี่ออกพรรษาแล้ว ใช่มั้ย (ใช่ ) เออ อย่างนั้นไม่เป็นไร เพราะว่า กันยาฯก็อีก 3 เดือน ใช่มั้ย เพราะช่วงตุลาฯ จะมีพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งเราต้องไปอยู่ที่เต็นท์ ผู้คนจะมามากมายมหาศาลหลากหลาย ก็ต้องแบ่งเวลาไป แต่ถ้าออกพรรษาแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาทอดกฐินกันวันไหนล่ะ (8 ตุลาฯ) ก็รับกฐินเรียบร้อย ก็พอใช้ได้ เพราะว่า งานพระราชพิธีออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ...งานสุกดิบ คนก็จะเริ่มมากันแล้ว เราก็ต้องไปประกอบเลี้ยงอาหาร
เมื่อวานก็เลยถือโอกาสสอนพระ สมภารเขาเป็นคนบอกบุพกิจเบื้องต้น เพราะหลวงปู่ไป เขารอนาน เขาก็เลยใช้เวลาที่มีบอก ที่พระอยู่อาศัย ว่า ทิศไหนๆ เขตของวัดเป็นอย่างไร แล้วเขาก็ขอให้ให้โอวาทวันเข้าพรรษา
ก็เลยให้โอวาทกับพระไปว่า การจะอยู่ร่วมกัน มาจากหลายครอบครัว ก็มีหลากหลายทั้งความประพฤติ ความคิด คำพูด พฤติกรรม สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราอยู่ร่วมกันได้ แล้วก็เป็นสุข ผ่อนคลาย โปร่ง เบาสบาย ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็คือ ต้องทำให้เกิด สีลสามัญญตา คือ ความประพฤติอันเสมอกันด้วยศีล แล้วก็ ทิฏฐิสามัญญตา ความเห็นอันเสมอกันด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง
แล้วก็ถือโอกาสสอนเขาว่า พระเณรไม่ว่าจะบวชเก่า บวชใหม่ สิ่งที่ควรจะทำ ต้องทำ ๓ อย่าง แล้วทำแล้วไม่ผิดเลย ก็คือ อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันไม่ผิด ๓ อย่าง :
๑. อินทรียสังวร คือ สำรวมสังวรใน ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้ ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และ
อารมณ์ที่ปรากฏในใจ สำรวมสังวรระวัง ไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจการครอบงำของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
๒. โภชเน มัตตัญญุตา ไม่ใช่ โภชเน มัตตัญญุตุง เอาพุงเป็นประมาณ กินแล้วพุงกางหลา นอนแผ่
เลื้อยเป็นงูเหลือม ไม่ใช่ .. โภชเน มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภคปัจจัย ๔ มี
อะไรบ้าง ก็มี อาหาร เครื่องอยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม แม้ปัจจัย ๔ เหล่านั้น เราไม่ได้
บริโภค แต่เราเห็นคนผู้บริโภค แล้วเขาละเลย ละทิ้ง เราก็ต้องเข้าไปเก็บงำอำพราง เพราะถ้าไม่
เก็บ อย่างเช่น จีวรเขาตากไว้ เราเห็นแล้วไม่เก็บ เราเดินผ่าน เราก็ไม่เก็บ พระพุทธเจ้าทรงปรับ
อาบัติกับผู้เห็นนะ เป็นปาจิตตี เพราะว่า ไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าเห็นแล้ว สำคัญว่า อ๋อ เจ้าของเขาคง
มาเก็บตามหลังมั้ง อย่างนี้ไม่เป็นอาบัตินะ เพราะงั้น พระก็เลยได้ช่องว่าง สำคัญตลอดเลย.....เห็นเก้าอี้วางตากแดดอยู่ เราเห็นแล้วไม่เก็บ ปรับอาบัติเป็นปาจิตตี.....
ไม่ได้นะ เพราะคำว่า “สำคัญว่า” เราไม่รู้ว่า ใครเป็นคนใช้ไง เมื่อเราไม่รู้ว่า ใครเป็นคนใช้ แล้ว
ของนั้นตั้งอยู่กลางจ้ง จะเสียหาย พระพุทธเจ้าบอก ต้องเก็บ ไม่เก็บเป็นอาบัติ ปาจิตตี แต่ “สำคัญว่า” พ้นไป ๒-๓ ยังไม่มีใครมาเก็บ ท่านปรับอาบัติทุกกฏ แล้วเราไปเก็บเสีย แล้วก็ไป
ปลงอาบัติ อย่างนี้ ถือโอกาสสอนพระ
๓. ชาคริยานุโยค คือ ประกอบความเพียรของผู้ตื่นอยู่เสมอ คำว่า ตื่น ในที่นี้ ก็คือ ตื่นจากความ
หลับใหล หลงลืม ตื่นจากความครอบงำของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีสติตั้งมั่นอยู่ในตัวเอง
ทั้ง ๓ อย่างนี้ รวมทั้ง สีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา รวมเรียกว่า ปาฏิโมกขสังวร คือ สำรวมสังวรระวังในพระปาฏิโมกข์ คือ ข้อที่จะต้องปฏิบัติอย่างซื่อตรงและมีสุจริตธรรม
เมื่อวาน ก็ถือโอกาสอบรมพระในพรรษาไปด้วย
พระบวชใหม่หรือบวชเก่า มีลักษณะไม่ต่างกันถ้าใจยังหยาบ คือ พูดมาก สอนมาก ก็อาจจะไม่อยากรับฟัง รั่ว ก็เอาพอเพียงแค่ว่า วันละนิดวันละหน่อย ตอดนิดตอดหน่อยไปเรื่อยๆ
แต่เวลาสอนให้จำ สอนให้คิดนี่ ต้องมีวิธีคิดที่จะแทงเข้าไปในหัวใจ แบบประมาณว่า แสบๆ คันๆ
เหมือนกับเมื่อเช้านี้ ที่จริง หลวงปู่คิดเรื่องนี้มานานแล้วว่า ทำไม พระเณรวัดเรานี่ไม่ค่อยรู้กาละเทศะ
ไม่รู้กาล ไม่รู้สมัย ไม่รู้อะไรควร ไม่ควร
คือ ถามว่า เรียนมั้ย ศึกษามั้ย พวกนี้เรียนหมดแหละ.. เรียนอะไร ก็เรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท บางรูปก็เป็นนักธรรมเอก แต่ที่เรียนไป ไม่เอามาใช้ ถามว่า ทำไมไม่เอามาใช้
ก็เรื่องง่ายๆ ข้อบัญญัติของสัตบุรุษ ๗ อย่าง บุคคลที่จะทำตนเป็นสัตบุรุษ ต้องทำตามข้อบัญญัตินี้
สัตบุรุษ คือ อะไร ..ผู้เหนือสัตว์ทั้งปวง บุรุษผู้มีความประพฤติ มีการกระทำ ความคิดที่เหนือกว่าสามัญสัตว์ มีหลักทำ หลักพูด หลักคิด ที่สอดคล้อง เป็นไปตามความเป็นจริง และถูกต้องชอบธรรม นี่คือความหมาย ข้อบัญญัติของสัตบุรุษ แล้วข้อบัญญัติของสัตบุรุษ มีอะไรบ้าง
พระพุทธเจ้าสอนให้ รู้จักเหตุ ก่อน... ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ ถ้าจะดับธรรมนั้น ต้องดับที่เหตุ
รู้เหตุ แล้วก็ รู้ผล..เหตุไม่ดี ผลต้องออกมาไม่ดี ..ถ้าไม่รู้เหตุ ผลก็ต้องออกมามั่วไปหมด
รู้เหตุ รู้ผล รู้จักตน เราต้องรู้สถานะของเราว่า จะวางตนอย่างไรให้เหมาะสมกับเหตุกับผลนั้น
รู้จักประมาณ รู้ตน แล้วก็ รู้ประมาณ ประมาณอย่าประมาท
รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ...รู้กาล คือ กาลเวลา เหมือนๆ กับเมื่อวานเช้ากับเมื่อวานสาย ก็เห็นกระหืดกระหอบ หน้ายับ ไปยืนแทบจะขี่คอกันใส่บาตร เราออกไป เราก็รู้แล้วล่ะ สวดมนต์บทนี้ เดี๋ยวก็ยาว กูกลับมา ก็ยังสวดไม่จบหรอก เพราะอะไร
ก็เพราะว่า คนเป็นผู้นำไม่เป็นสัตบุรุษ ไม่เป็นบัณฑิตไง ไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล ไม่รู้ตน ไม่รู้ประมาณ ไม่รู้กาล ไม่รู้สถานที่ ไม่รู้ชุมชน ไม่รู้จักบุคคล ก็เลยทำให้อะไรๆ ก็รั่วบ้าง เยอะไปบ้าง ได้บ้าง เสียบ้าง เกินพอดีตอลดเวลา
ชีวิตของมนุษย์ที่ไม่เป็นสัตบุรุษ ไม่เป็นรัตนสตรี เขาจะมีรั่วแบบนี้ตลอด เอ๊ย เกินไปหวะ เอ๊ย หลวมไปหวะ เอ๊ย น้อยไปหวะ นิดไปหวะ ไม่พอดี ไม่เหมาะเจาะ ไม่เนียบ ไม่เนียน ไม่ smooth มันประมาณนั้น มึงเคยเห็นหลวงปู่ทำอะไรที่มันล้น มันเว่อร์ มันเกิน มันขาด มันเหลือ คนดูแล้วรำคาญ คนช่วยก็ลำบาก มึงเคยเห็นแบบนี้มั้ย
เช้า ขึ้นมานี่ เรามาสวดมนต์ตอนเช้าวันเข้าพรรษา พระจะต้องไปรับอรุณก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
มองเห็นลายมือในที่มืด ถ้าเราตะบี้ตะบันสวด อิติปิโส พาหุง มหากา ยันไปบูชาครูบาอาจารย์ พ่อแม่ แผ่เมตตา ปฏิสังขาโย กรวดน้ำ นั่งสมาธิ ..เที่ยงพอดี พระขาดอรุณ พระก็ไม่ได้ออกไปรับอรุณ
แล้วคนจะบิณฑบาต ก็กระสับกระส่าย “เมื่อไหร่จะเลิก กูจะไปแล้วนี่” มันอึดอัด คนจะใส่บาตรก็ “กูยังหาข้าวไม่ได้เลย” หรือ “จะเอาข้าวที่ไหนมาใส่บาตร” แล้วสวดไปทำไม สวดแล้วเป็นกุศลมั้ยล่ะ
เจริญมนต์ แล้วไม่เป็นกุศล เป็นอกุศล แล้วทำไปทำไม
หลวงปู่พอออกมาปุ๊บนี่ เราต้องคำนวณเวลา เราออกมาตี ๕ ที่จริงตื่นก่อน ออกมาปุ๊บ ตี ๕ มาถึงนี่อย่างช้าก็ ๕ นาที มีเวลาจุดธูป จุดเทียนบูชาพระส่วนตัว ใช้เวลาไหว้พระ นำสวดมนต์ จะไม่เกินครึ่งชั่วโมง หรือ ๔๐ นาที เพราะต้องเหลือเวลานิดหนึ่ง เผื่อเวลาหน่อยหนึ่ง แล้วสุดท้าย ก็ต้องให้เขาออกไปทำกิจกรรม คือ ต้องเป๊ะๆๆๆ ต้องให้ตรงประเด็น ให้ชัดเจน ไม่เยิ่นเย้อไม่ยืดยาด เพราะเคยเขียนบทโศลกสอนตัวเองเอาไว้ว่า หัวใจสำคัญของนักพัฒนา ซึ่งหลวงปู่ก็เอามาจากข้อบัญญัติของสัตบุรุษนั่นแหละ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนไว้ ๗ อย่าง เราก็ทำให้ง่ายเข้า เข้าใจเอง คือ ย่อยให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของตัวเอง คือ รวดเร็ว เร่งรีบ รวบรัด แล้วทุกอย่างต้อง เรียบร้อย เท่านั้นเอง ไม่เยิ่นเย้อ ไม่ยืดยาด ไม่อึดอาด ไม่ต้องมาประวิงเวลา แล้วทุกอย่างเจาะจง เหมาะเหม็ง มันลง เป๊าะๆๆๆ จบ
แล้วก็ทำให้ดูตลอดนะ มีก็สมภาร อยู่กับหลวงปู่มา จะ ๓๐ ปี จนผมหงอก หัวล้านแล้ว มันก็ไม่จำ พระเถระทั้งหลาย หลวงปู่ก็ทำให้ดู มันดี มันเนียน มันเรียบ เอ้อ ท่านทำได้ ผมก็ทำของผมไป ถึงเวลานำสวดมนต์ หรือว่า นำทำอะไรสักอย่างหนึ่งล่ะ เป็นเรื่องล่ะ จะเป็นเรื่องแบบนี้ตลอด
เพราะอะไร ที่เอามาพูดให้ฟัง ไม่ใช่เอาพระมาวิพากวิจารณ์ ประจานด่า แต่พูดให้เห็นถึงข้อผิดพลาดในบทบัญญัติของสัตบุรุษ ว่าตราบใดที่เรายังเรียนเพื่อจะให้ไปสอบ แล้วจำ เอามาคุย ก็จะทำไม่ได้ แบบนี้ เลยเป็นที่มาของบทโศลกอีกบทหนึ่งว่า ลูกรัก ชั่วชีวิตพ่อ รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์ รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ
ถ้าเมื่อใดที่เอาแต่รู้จำ แต่ไม่รู้จริง หรือไม่ลงไม้ลงมือกระทำ ก็จะได้ภาพออกมาแบบนี้แหละ อย่างที่เห็นแหละ ต้องไปยืนขี่คอกันส่ง “เดี๋ยวสิ ยังไม่ถึงเลย ท่าน ข้างหน้าหลบนะคะ ใส่แล้วถอยออกมานะคะ ข้างหลังยังไม่ได้ใส่เลยค่ะ”......หลบนะคะ ขอทางหน่อยค่ะ มันเกิดจากอะไร
มันเกิดมาจากต้นเหตุ ..ต้นเหตุก็คือ ไม่เป็นสัตบุรุษ ทั้งเราไม่เป็นสัตบุรุษ คนนำเราไม่เป็นสัตบุรุษ
กระบวนการไม่เข้าสู่หลักการของสัตบุรุษ อะไรมันก็เลยยืดยาด เยิ่นเย้อ เยอะแยะ มากมาย
เวลาหลวงปู่ไปทำงาน ไม่ว่าจะทำงานเล็ก งานใหญ่ งานมาก งานน้อย งานมหาศาลขนาดไหน หลวงปู่จะชัดเจนทุกเรื่อง ชัวะๆๆ ตรงประเด็น ถูกต่อปัญหา แก้ปัญหาได้ และไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ไม่เยิ่นเย้อ ไม่ยืด ไม่เยอะ บาทีเราดูมันทำงาน “เอ๊อ ทำไมมันต้องอ้อมไปตรงนั้นวะ ก็เดินตรงๆ แล้วก็หยิบ ก็ใช้ได้แล้วนี่” อะไรประมาณนี้ พวกนี้ถึงได้โดนด่าบ่อยๆ ไง คนอยู่ใกล้ๆ หลวงปู่นะ..........
บางทีอยู่กับพวกนี้ ก็สงสัยว่า ตัวเองปัญญาอ่อนเยอะขึ้นมั้ย เรารู้สึกว่า เราต้องมาแบกอะไรกับมันเยอะแยะมากมาย บางทีก็ต้องประชุม แล้วบอกพระว่า ท่าน ทุกวันนี้ ผมน่ะมีทั้งข้างนอกข้างใน ภาระก็มากมายมหาศาล ค่าใช้จ่ายของวัด ผมก็ต้องรับอยู่คนเดียว ทุกบาททุกสตางค์เราก็ต้องหา ปัญหาของวัดก็ต้องมาถาโถมผม แม้แต่หมาป่วย วัวออกลูก คนเจ็บ พระอาพาธ ต้นไม้ยืนต้นแห้งตาย รวมแล้วสากกะเบือยันเรือรบ ผมหมดเนี่ย แล้วพวกท่านอยู่นี่ ช่วยๆ แบ่งเบาภาระกันบ้างได้มั้ย
เพราะเราเป็นคนเดินไปเจอปัญหาแล้วเราไม่หยุดไง เราไม่ได้เดินผ่านไง ถามว่า คนอื่นเดินได้มั้ย คนอื่นก็เดิน สมภารก็เดิน แต่ทำไมเขาไม่ทำอะไรล่ะ ก็เพราะเขาไม่มีปาฏิโมกขสังวรไง ไม่สำรวมสังวรระวังในคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เขียนเอาไว้ในหนังสือสวดมนต์แปล ระเบียบของการอยู่ที่นี่ ต้องทำอะไรๆ เขียนไว้หมด ที่เขียนก็คือ เอามาจากพระปาติโมกข์ทั้งนั้นแหละ แต่ก็ไม่ทำ ก็สักแต่ว่าเขียนกันเอาไว้ เดี๋ยวพรรษานี้ จะต้องให้อ่าน หลังสวดมนต์ จะต้องให้อ่านบทระเบียบวินัยที่อยู่ด้านหลัง
มึงเคยอ่าน เจอมั้ย หนังสือสวดมนต์น่ะ เปิดผ่านๆ เหมือนกันน่ะ พระก็เหมือนกัน พอเจอ รีบผ่านเลย..อุตส่าห์เขียน เขียนระเบียบ เขียนกติกาในการอยู่ร่วม ไม่อ่าน
วันนั้นไปดูสวนป่าเศรษฐกิจ เพราะไม้ที่จะเอามาทำหมอนถ่าน จะต้องเป็นไม้ที่เผามาจากไม้สด จึงจะมีประจุไฟฟ้าที่เที่ยง ที่เสถียร เพราะมันมีตัวความชื้นอยู่ในตัว เผาจากไม้แห้ง มันจะไม่มี มันจะผลุบๆ โผล่ๆ แม่ยายดร.ธีรรัตน์เขาถวายที่เอาไว้
ทีแรกเดิม เขาทำมะนาว ทำอ้อย เราก็ “อย่าไปทำเล๊ย ปลูกไม้ป่า ไม่มะค่า ไม้ประดู่ ชิงชัน ตะแบก ยางนา ไม้ยาง สมุนไพรอะไรที่ใช้ได้ ไม้สัก เอาไปปลูกดีกว่า ตรงนั้นก็เป็นพื้นที่ป่าด้วย เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์” ทุกปีเราก็จะต้องให้คนงานไปเลาะกิ่ง เราก็ไปเดินตะลอนๆ ทำงาน เหงื่อแตกเป็นน้ำ
ทางนี้เขาก็เลาะของเขาเหมือนกัน เลาะแล้วกำลังขนขึ้นรถเลย ถามว่า “เอาไปไหน” “ไปทิ้งหลุมขยะ” ตายห่าแล้ว กูบรรทุกมาเต็มข้างหลังรถ มึงอยู่ตรงนี้มึงทิ้งถังขยะ ก็ต้องบอก “ไอ้กุด มึงไปบอกซิ ใบนั่นน่ะ เอาไปหมักปุ๋ย ก้านไม้ริดออก ก้านขนาดนี้ๆ (เท่าหัวนิ้วโป้งหลวงปู่) ก็ใช้ได้ ริดออก เอาไปโรงครัวให้หุงข้าวก็ได้ หรือไม่ก็ ส่งไปเตาเผาถ่าน ให้เขาเอามาใช้ประโยชน์”
เราก็มานั่งนึก เอ๊อ ทำไมคนพวกนี้มันไม่คิด คิดไม่เป็น มองไม่เห็นคุณค่า
เวลาหลวงปู่ออกไปหลุมขยะนะ เราจะต้องบอก “เฮ้ย ไปบอกสมภารซิ ให้คนมาแยกขยะ เงินทั้งนั้นนะ” พระพุทธศาสนาสอนให้เราเป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้ามีความละเอียด สุขุม รอบคอบมาก คนศึกษาพระธรรมวินัย จะละเอียด สุขุม รอบคอบ รู้จักมองเห็นมูลค่าเพิ่มของสรรพสิ่งตลอดเวลา
ใบไม้สดๆ ก็มาหมักเป็นปุ๋ยสด เราปลูกต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกหญ้า ปลูกสมุนไพรก็ใช้ เอะอะอะไรก็เผาทิ้งๆ ก็เป็นอะไรที่
เอ้า เลาะกิ่งตาลมา เย็นๆ มันจะต้องสุมไฟให้วัว มันก็ไปเอาไม้ที่ทำเสา ทำอะไรได้มาเผาเป็นท่อนซุง เราถาม “กิ่งตาลจะเอาไปไหน” “อ๋อ จะเอาไปทิ้งหลุมขยะ” อืมฮืม คือ ทุกเรื่องน่ะ ลูก ต้องทุกเรื่อง เข้าครัวปุ๊บ “เฮ้ย กะทะนี่มันไม่ใช้ ใช่มั้ย” “ไม่ใช้ครับ” “อ้าว แล้วมึงหงายเอาไว้ให้น้ำขังจนตะไคร่ขึ้นอย่างนี้ทำไมอ่ะ” แล้วพวกในครัว มันก็เดินกันอยู่อย่างนั้นนะ พระก็เดินเข้าไปในครัวนะ ต้องไปล้างทำความสะอาด แล้วไปคว่ำ.. ไปหงายเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตะไคร่ขึ้นเขียวเลยล่ะ ดีว่าเป็นสแตนเลสถ้าเป็นเหล็ก ทะลุไปแล้ว สนิมกินแล้ว อย่างนี้เป็นต้น
ที่เล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง เป็นพุทธะอิสระนี่ไม่ได้เป็นง่ายนะ ไม่ได้เป็นง่าย มันต้องทุกเรื่อง เหมือนๆ กับทุกเรื่องที่เขาเรียกว่า สั่งเสีย ถุยหายๆๆ ถ้าถุย แล้วยังมีคนรับ ยังดีนะ ไอ้ถุยหายๆ เรื่องนี้บอกไปแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว เดือนนี้ก็ต้องกลับมาบอกเรื่องนี้อีก อย่างนี้เป็นต้น มันซ้ำซากมาก
ที่เล่าให้ฟัง พวกท่านทั้งหลายกลับไป ก็ไปดูว่า สิ่งที่หลวงปู่พูดนี่ พอจะไปเป็นสันดานของพวกท่านได้บ้างมั้ย คือ ต้องเลือกเอานะระหว่างสันดานดีกับสันดานเลว หรือ สันดานเสีย พอจะไปเป็นสันดานดีของพวกท่านได้บ้างมั้ย ว่าเราจะต้องปรับตัวเองให้มองเห็นสรรพสิ่งมีมูลค่า สร้างคุณค่าเพิ่มในรอบกายของตัวเราให้ได้
ความจน ความรวย อยู่ที่ทิฏฐิ - ความเห็น เมื่อใดที่เรามีสัมมาทิฏฐิ ทุกอย่างรวยหมด เพราะเราไม่มี
ต้นทุนนี่ เราก็รวยสิ แต่ถ้าเมื่อใดที่มีมิจฉาทิฏฐิ ทุกอย่างเราจนหมด ขาดทุนหมด เพราะทุนเรา โอ้โห ทุนเราแค่นี้ๆ ตัวเลขเท่านี้ๆ ทำแล้วเราจะได้อะไรกลับคืนมา อย่างนั้นอย่างนี้
แล้วถ่านน่ะ ที่เราบอกว่า ไปเก็บๆ มาแล้วเขาเอาไปเผาทิ้ง แล้วเราเอามาใช้ประโยชน์ หมอนถ่านเขาขายพวกมึงใบละเท่าไหร่ (... ..) เอ้อ เห็นมั้ย ขยะชัดๆ ..อะไรสะดุ้ง กูไม่ได้เอาขยะมาเผาโว้ย เศษไม้ที่เราไปเลาะๆ แต่ว่า ไม่ใช่มีแต่ถ่านอย่างเดียวนะ
ที่จริงเพิ่งจะรู้ว่า สหรัฐเขาก็มีขายนะ หมอนถ่านนี่ แต่ไม่เหมือนของเรา เพราะมันเป็นถ่านเป็นก้อนๆ เป็นชิ้นๆ แล้วเวลานอนมันดังก๊อบแก๊บๆ ไม่ได้ใส่สมุนไพร แล้วก็แบบนั้นมันมีอายุ เพราะมวลของถ่าน รูพรุน ฟองอากาศของมันจะมีข้อจำกัด แต่ของเราบดจนละเอียด จนเป็นผง เพราะงั้น มวลมันเป็นฟองอากาศจะอยู่ในตัวมัน การดูดซึมซับของเสียภายในร่างกายก็ดูดได้กลิ่นได้เร็ว ๒-๓ เดือนก็เอาไปตากแดดเสียทีหนึ่ง เพื่ออะไร เพื่อให้ความร้อนละลายน้ำมันที่ออกจากศีรษะแล้วเข้าไปเคลือบผิวโมเลกุลของถ่านให้มันละลายไปซะ แล้วก็เอามาใช้ได้อีก ไม่ต้องไปซัก
ใครใช้หมอนถ่านแล้วหัวไม่มีกลิ่น พวกหัวเหม็นๆทั้งหลาย หัวไม่มีกลิ่นอันดับหนึ่งเลย ใช้ได้ เหาไม่กล้าอยู่เพระมันกลัวโดนไฟช็อต มันมีประจุไฟฟ้าขั้วลบไง ปกติแล้วร่างกายเรามีกระแสไฟฟ้าบวก – ลบ สลับสับเปลี่ยน บางทีบางครั้งมันก็สปาร์ค ช็อต เลือดลมมาไม่เป็นปกติ
หมอนถ่านนี่อย่าว่าเป็นเล่นไปนะ ไอ้เฉาก๊วยนี่มันเป็นพาร์กินสันนะ มือสั่น อายุน้อยๆเท่านั้น มือสั่น มันนอนหมอนถ่านมาเดือนกว่า ๒ เดือนนี่ หยุดสั่นนะ แต่ก็กินยาปัญจธาตุด้วย มันช่วยได้นะ หมอนถ่านนี่ เพราะมันปรับสมดุลระบบสมองไง ประจุไฟฟ้าในสมอง แล้วมันก็มีตัวสมุนไพร มีไม้จันทร์หอม มีดอกไม้สมุนไพรใส่เข้าไปด้วย
กำลังจะให้เขาปรับ ใครเอาไปนอนแล้วบ้าง ยกมือ มันแข็งใช่มั้ย เออ กำลังจะให้ปรับ คือ มันใส่ถ่านเยอะไป ก็อาจจะปรับ เดี๋ยวใส่ถ่านให้น้อยลงนิดหนึ่ง ใส่สมุนไพรให้เยอะขึ้น แล้วก็ทำให้มันเกิดสมดุล เดี๋ยวๆ ซื้อรุ่นใหม่ก็แล้วกัน นะจ๊ะ เออ ขายได้อีก เห็นมั้ย เออ มันจะได้นิ่ม สมดุลหน่อย
แต่ว่าถ้านอนหมอนนิ่มๆ นี่ รูพรุนอากาศมันไม่มี แล้วมันโดนกดทับด้วยน้ำหนักของหัว แล้วมันจะอบร้อน แล้วจะทำให้นอนหลับไม่สนิท หลับไม่ลึก หมอนนิ่มๆ ยิ่งมีอะไรที่นิ่มมากๆ ทำให้หลับไม่สนิท หลับไม่ลึก แล้วก็จะฝัน แต่นอนหมอนถ่านนี่ หลายคนบอกว่า นอนสนิทมั้ย (สนิท) มึงไม่ต้องนอนหมอนถ่าน มึงก็สนิท
ที่พูดมาทั้งหมดนี่ ลูก ธรรมะทั้งหมด ธรรมะทั้งนั้น ธรรมะมั้ย เป็นสภาวธรรม เป็นธรรมะ เป็นเรื่องเป็นราว ที่สอนอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีหลักคิด หลักทำ หลักพูด
พอมีหลักแล้ว ทำ พูด คิด อะไร ก็จะมีแต่กำไรทั้งที่เราไม่ได้หวังกำไร แต่เป็นกำไรเพราะเราไม่มีต้นทุนไง แต่ถ้าไม่มีหลัก ทำอะไรก็ต้องนึกถึงต้นทุนก่อน กูมีทุนมั้ยถ้ากูจะทำไอ้นี่ แล้วกูจะขาดทุนมั้ยล่ะ
แต่ถ้ามี หลักคิด หลักทำ หลักพูด คือ พระธรรม ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าซะแล้วนี่ อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด ดูอย่างคุณศัพท์ของธรรมะ แปลว่า เครื่องฟอก เครื่องชำระ ถ้าใจนี้โดนฟอก โดนชำระไป มันโล่งมั้ย มันไม่มีมลภาวะ มันมีที่กว้าง อะไรก็มาใส่ได้อีก เยอะอีก
แต่ถ้าไม่โดนฟอก ไม่โดนชำระ ใจนี้ก็แน่นเอียด อัดไปด้วยขยะมูลฝอย มลพิษทางอารมณ์ เยอะแยะมากมาย เวลาจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร เอาละทีนี้ กูจะเอามันไว้ตรงไหนวะ กูจะอึดอัดมั้ย จะเป็นภาระ มั้ย จะทำให้กูมีงานเพิ่มมั้ย แล้วจะทำให้กูลำบากมากขึ้นมั้ย มันมีคำว่า กู เยอะมากเลยล่ะ เพราะว่า มันไม่ว่างไง ใจนี้แน่นแล้วไง เหมือนกับคนท้องจะแตกแล้ว ขี้ก็ขี้ไม่ออก ลมก็อัดอั้น ธาตุก็พิการ อะไรกูก็ไม่เอาแล้ว อะไรอย่างนี้ ทั้งที่ของนั้นเป็นของดีก็บอกไม่เอาแล้ว
ธรรมะนี่ คนอยู่กับธรรมะแล้ว หยิบ วาง ว่าง ดับ เย็น.....หยิบ วาง ว่าง ดับ เย็น ให้ได้ตลอดเวลา แล้วอะไรก็มองเห็นมูลค่าไปหมด เยอะแยะมาก ลูก หลวงปู่ เมื่อเช้านี้ ที่จริงให้ลองไปเที่ยวหนึ่งแล้ว คอฟฟี่โคล เคยได้ยินมั้ยล่ะ เป็นยาสีฟันสูตรใหม่ที่คิดค้นขึ้น ใช้กาแฟกับถ่านมาทำเป็นยาสีฟัน ชื่อ คอฟฟี่โคล ตั้งเอง ทันสมัยมั้ย แล้วก็ให้เขาไปลองใช้ เขาบอก ดีมาก ดีกว่าดอกบัวคู่ เราก็บอก อย่าไปว่าเขา เพราะเขาใช้ประจำไง
อันนี้ไปลองใช้หลอดหนึ่ง เขาบอก ดีเยี่ยมเลย บอก เอ้อ มึงอยากได้มั้ยล่ะ เดี๋ยวกูทำให้ ใช้ยี่ห้อนี้แล้วมึงไปทำตลาดเอา แต่ไม่รับประกันว่า จะทำได้จำนวนมาก ถามว่า เอ้า ถ้าทำตลาดแล้วทำไม่มาก แล้วจะขายได้ไง ก็มึงเห็นมั้ย ยาแต่ละชนิดกูทำ ใช้แล้วมันมีผล แต่ทำไมกูไม่ทำตลาด ไม่โฆษณา
ก็เพราะว่า เราอยากให้ทรัพยากรยั่งยืนไง เพราะสมุนไพรแต่ละชนิด กำเนิดมาจากแผ่นดิน แล้วถ้าเราทำจนกลายเป็นอุตสาหกรรมนี่ สมุนไพรที่ควรจะเป็นควรจะได้ อย่างยาสีฟันบางยี่ห้อ เขาใช้ดอกไม้ พอขายดิบขายดีเข้า ตัวดอกไม้ไม่ใช้แล้ว เพราะมันออกไม่ทันไง เปลี่ยนเป็นไปใช้อะไร ก้านไม้แล้ว ใบไม้แล้ว รากไม้แล้ว ทีนี้ก็กินทั้งต้นเลยล่ะ แล้วมันจะเหลืออะไร
ไม่ใช่.. พ่อแม่ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษ โคตรเหง้ากูสอนว่า ต้องคืนกำไรให้แผ่นดิน ต้องทำให้ทุกอย่างยั่งยืน ผลผลิตออกมา ก็ไม่ใช่ว่า เฉพาะเราในแผ่นดินนี้ใช้คนเดียว คนทั้งแผ่นดินต้องมีสิทธิ์ใช้
คำว่า มีสิทธิ์ใช้ ทรัพยากรที่เกิดจากแผ่นดิน ทุกคนมีสิทธิ์ ไม่ใช่เราคนเดียว แห้วหมูก็ไม่ใช่ของพุทธะอิสระ แห้วหมูก็คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ใช้แห้วหมู แล้วถ้าเราตะบี้ตะบัน เอาแต่มาใช้เฉพาะของเรา แล้ว
คนอื่นไม่ได้ใช้ อย่างนี้ไม่ยั่งยืน
อุตสาหกรรมที่ไม่ยั่งยืน เราไม่ทำ อะไรที่ไม่ยั่งยืน แล้วจะไปตะลีตะลานตะเหลือก กอบโกยเอาแต่ผลกำไร เราคนเดียวรวย คนอื่นจน เจ๊ง ฉิบหายวายป่วง ช่างมัน อย่างนี้ไม่ได้ วิธีคิดแบบนี้ คิดไม่ถูกต้อง เอาเป็นว่า ถ้ามึงเอาไปขาย มีคนซื้อก็ขาย แล้วถ้าซื้อแล้วไม่พอ ก็รอคิว เพราะเหตุผลอะไร
ก็เพราะว่า เราจะไม่ตะกละ ตะกรุมตะกรามจนกระทั่งไปกินแผ่นดิน ทำลายทรัพยากรที่เป็นรากฐานของแผ่นดิน
ขายดี ดีมั้ย ดี แต่ถ้าขายดีจนมากินทุนของแผ่นดิน ไม่ดี เพราะพืชแต่ละตัว กว่าจะเอามาทำยาสมุนไพรแต่ละตัว ไม่ใช่บันดาลได้ มันต้องใช้เวลาในการสะสมแร่ธาตุ บางอย่างต้องให้มันขึ้น เจริญเติบโตจนได้อายุขัยในการเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ว่า พอโผล่ขึ้นมาเก็บ โผล่ขึ้นมาเก็บ มันก็คือ แค่กากยา แล้วเราจะไปทำไง อย่างหลวงปู่ปลูก ว่านสาวหลงไว้ โรงงานบอกว่า ไม่มีว่านสาวหลง จะไปหาว่านสาวหลง ถาม ที่ปลูกไว้ กู้ได้หรือยัง...บอก “ไม่ได้ ยังไม่ได้อายุ”
ไม่ได้อายุ คือ อะไร ..ยังไม่ได้ออกดอกครบ 3 รอบ ถ้าขุดขึ้นมา ก็ได้แค่กาก แต่ถ้ามันออกดอกให้ครบ ๓ รอบ ว่านตัวนี้ ต้องออกดอกครบ ๓ รอบ ตัวยาจะเต็มสมบูรณ์ ขุดขึ้นมา ก็จะได้มีผล
ยาหลวงปู่มันจึงมีคุณค่าไง เพราะมีคุณภาพ ส่วนมูลค่า ไม่ต้องไปถาม เพราะมูลค่ามีอยู่ในตัวของมันอยู่แล้วล่ะ มันทำให้คนหายโรคได้ เราก็กำไรแล้วล่ะ
กำไรของเรา คือ คนกินแล้วหายโรค ไม่ใช่กำไรของเรา คือ ขายได้แล้วเราได้ตังค์ ต้องคิดใหม่
ไอ้เฉาก๊วยบอก โอ้โห ถ้าอย่างนี้ ผมทำยังไง คือ เขาสนใจอยากจะเป็นตัวแทนในการจำหน่าย ไปทำ
ตลาด บอก ไปทำกันเอง เพราะเราไม่อยาก แต่ว่ามีข้อแม้ว่า มึงอย่ามาสั่งกูตามอำเภอน้ำใจไม่ได้ กูมีกูก็ให้ ไม่มีกูก็ไม่ให้ มีของ กูก็ให้มึงขาย ..ไม่มีของ กูก็ไม่ให้มึงขาย เพราะมันไม่มีแล้วจะทำยังไง จะไปเอาอย่างอื่นมาทำ กูก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน เพราะว่า อย่างนี้มันดีที่สุด อย่างอื่นมันไม่ได้ดี
เราก็บอกว่า เอ้า เดี๋ยวมึงเอาหมอนไปแล้วกัน เอาหมอนไปก่อน หมอนก็มีปัญหาเหมือนกันนะ เพราะตัวยาสมุนไพรที่ใช้ผสมในหมอน ไม่ใช่หาได้ตลอด เช่นไม้จันทร์หอม โลหนึ่งเป็นหลายหมื่นบาทนะ เราซื้อมาแล้วเอามาบดมาผสม แล้วมันเป็น เขาเรียกว่า ยาผ่อนคลายประสาท ทำให้หลับลึก
ถ้ากูเป็นโรคล่ะ กูจะมีผลิตภัณฑ์ออกมาเยอะมาก แต่ถ้ากูไม่เป็นโรค จะขี้เกียจคิดไง พอเราเป็นโรคปุ๊บ เป็นนู่นนี่นั่น เอ๊ะ เราจะรักษายังไงหว่า ทำยังไงจะรักษามัน
ก็เล่าให้ฟังว่า วิธีคิดในวิถีพุทธนี่ ลูก เขาคิดรอบ คิดชอบ คิดถูก คิดดี คิดเป็น คิดแล้วมีประโยชน์
แต่ถ้าคนที่ไม่เรียนรู้ศึกษาวิถีพุทธอย่างแตกฉาน ก็จะสับสน คิดอะไรก็จะลุ่มๆ ดอนๆ ขาดๆ เกินๆ เผื่อเหลือ เผื่อเลือก เยอะแยะมากมายจนกลายเป็นเหมือนกับว่า เอ๊ พระพุทธศาสนาสอนให้คนผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา นี่คือ สิ่งที่เสียหาย
นักบวชยิ่งห่มเหลืองโกนหัวแล้วถ้าผิดพลาดอยู่เนืองนิจนี่นะ ไม่ได้เลยล่ะ เสียหาย แสดงว่า พระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงนิสัย แก้ไขพฤติกรรมมนุษย์ผู้เรียนรู้ศึกษาได้
บางคนที่มันน่าอาย ก็คือ บวชมาเป็นหลายสิบปี ยังทำอัปรีย์ได้นี่ น่าอายมั้ย แสดงว่า บวชมานี่ พระธรรมวินัยไม่ได้ขัดเกลาอะไรมึงเลยเหรอ มึงยังทำตัวน่ารังเกียจมาก ทุจริต คอรัปขั่น อะไรอย่างนี้ รู้เห็นเป็นใจ สมรู้ร่วมคิดกับความผิด ทุจริต มันน่าอาย แล้วเราจะไปสอนสุจริตธรรมให้ชาวบ้านเขาได้ไง
นี่แหละ มันเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไปในตัว แล้วคนที่ไม่รู้ ก็ ..อ่า แสดงว่า พระธรรมของพระพุทธเจ้านี่ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะคนบวชมานานขนาดนี้แล้วยังอัปรีย์อีก มันใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ถูกต้องล่ะ คนมันคิดอย่างนี้ไง
คนที่คิด เขาเข้าใจ เขาก็จะรู้ว่า อ๋อ มันอยู่ที่บุคคล ไม่ใช่อยู่ที่พระธรรม อย่างนั้นน่ะพอมี แล้วมีมากมั้ยล่ะ เอ่อ มันไม่ได้มาก คนสมัยนี้ มันติเรือทั้งโกลน เหมือนกับที่เห็นพุทธะอิสระทำกับข้าว มันก็ด่าแล้ว มันไม่ได้ถามว่า ทำแล้วใครกิน แต่คนอื่นทำกับข้าวขาย มันไม่ด่า เพราะมันจ้องจะด่าเราไง เพราะเรามันตัวสายล่อด่า ไม่ใช่สายล่อฟ้า ทำอะไรมันก็ด่าหมดแหละทีนี้ .....
เอ้าถามปัญหาก่อน แล้วเดี๋ยวปฏิบัติธรรม
(ต่อด้วยปุจฉา-วิสัชนา)
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมและนำปฎิบัติธรรม เช้า วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม 2560