เรื่องที่ ๖ ปุจฉา – วิสัชนา
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง ปุจฉา – วิสัชนา
แสดงธรรมวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๓๐ ณ ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
อธิบายจิตสุดท้ายก่อนตายที่มีปัญญาระดับโลกียปัญญา และโลกุตตรปัญญาว่าเป็นอย่างไร การเริ่มปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าให้เริ่มจากสัมมาทิฏฐิก่อน สิกขา ๓ เป็นสิ่งที่ภิกษุต้องศึกษา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ต้องมีสติ สัมปชัญญะ คือ ธรรมเครื่องอุปการะต่อธรรมทั้งปวง คุณสมบัติของผู้เจริญสติ คือ ระลึกได้ รู้ตัว เมื่อระลึกได้ รู้ตัวทั้งภายในและภายนอก จะสุขุม สะอาด ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ที่อยู่ที่มั่นคงของจิตคือ อารมณ์ใดที่เป็นสภาวะธรรมที่ตั้งมั่นได้ พระอรหันต์ยังต้องมีเครื่องอยู่แห่งจิต และเครื่องอยู่นั้นคือ อารมณ์ อารมณ์ที่เข้าสู่สภาวธรรมสูงสุด คือ มองทุกอย่างให้เป็นความว่าง โดยการผ่านกระบวนการใคร่ครวญ ตรึกตรอง พิเคราะห์ พินิจพิจารณา ค้นหา สงสัย แล้วพิจารณาแล้วว่า มันว่าง มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเฉยๆ ไม่ใช่เป็นตัว เป็นตน เป็นโลกุตตรอารมณ์ รับ จำ คิด รู้ ไม่ได้หมายถึง ต้องจำก่อนแล้วจึงจะมาคิด แล้ว ตัวรู้ ก็เป็นเอกเทศ เป็นอิสระ โมหะส่งผลกระทบต่อจิตมากที่สุด แก้ไขยากที่สุด
เนื้อหา
ปุจฉา ๑ : สภาพจิตสุดท้ายก่อนตายที่มีปัญญานั้น เป็นอย่างไร
วิสัชนา : จิตสุดท้ายก่อนตายที่มีปัญญา เป็นอย่างไร
ก็มันเป็นปัญญาระดับไหน...ปัญญาระดับโลกิยปัญญา กับ ปัญญาระดับโลกุตตรปัญญา
ถ้าปัญญาระดับ โลกิยปัญญา จิตสุดท้ายที่มีปัญญา ก่อนตาย ก็นึกถึงบุญ นึกถึงคุณงามความดี นึกถึงกุศล นึกถึงสวรรค์ นึกถึงพระอรหันต์ นี่เขาเรียก ปัญญาระดับโลกิยปัญญา
แต่ถ้าจิตสุดท้ายก่อนตาย เป็นปัญญาของโลกุตตรปัญญา ไม่นึกอะไร ไม่มีอะไร ไม่เหลืออะไร มีแต่คำว่า ดับแล้วเย็น นั่นแหละคือ จิตสุดท้ายของโลกุตตรปัญญา จบ (สาธุ)
ปุจฉา ๒ : ในการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง ควรเริ่มด้วยสมถะ เพื่อให้จิตมีกำลังก่อนหรือไม่ แล้วจึงใช้จิตนั้นพิจารณาข้อธรรม
วิสัชนา : ขึ้นอยู่กับเราเป็นใคร เราเป็นอะไร ที่พูดอย่างนี้เพราะว่า คนแต่ละคนที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาปฏิบัติธรรมแค่วันเดียว ไม่ได้เพิ่งจะมาปฏิบัติธรรมแค่ปัจจุบัน แล้วก็ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมแค่ชาตินี้ชาติเดียว
คนแต่ละคน มีต้นทุนรากเหง้าของมันมา ไม่งั้น มันไม่ทำหรอก ถ้ามันปฏิบัติธรรม ไม่มีต้นทุนรากเหง้ามาเก่าก่อน ไม่สร้าง ฉันทะ ความพึงพอใจมาเก่าก่อน ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเพียรมาเก่าก่อน ให้มันมานั่งพักเดียว มันก็ไป ไปมั้ย ไป ..ไปไม่กลับด้วย โอ้โห ไปไม่กลับเลย หลับไม่ตื่นด้วยหรือเปล่า ไป
เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับอยู่กับ ใคร ทำอะไรมา ถ้าหากว่า คนที่เขาไม่เป็นเลย ไม่รู้เรื่องอะไรมาเลยนั้นน่ะ ใช่ คำถามนี้ถูกต้อง ต้องเริ่มต้นด้วยสมถะ..ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยสมถะอย่างเดียว ต้องเริ่มต้นด้วยศีล เริ่มต้นด้วยทาน แล้วเริ่มต้นด้วยธรรม คือ ความเข้าใจเบื้องต้นก่อน แล้วจึงเริ่มต้นด้วยการลงไม้ลงมือทำสมถะ
เพราะงั้น ต้องเป็นจิตดวงแรกของโลกใบนี้ที่มันเพิ่งอุบัติมา อย่างนี้ต้องค่อยๆ สอนมันไปแบบนี้ แล้วพวกมึง ดวงแรกเหรอ (...) กูเห็นมึงมีกันหลายๆ ดวงกันทั้งนั้นแหละ
ทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญ เอ้า เราไล่มรรคาปฏิปทาว่า ระหว่าง
สัมมาสติ กับ สัมมาสมาธินี่ พระพุทธเจ้าพูดคำไหนก่อน ...เอ้อ สัมมาสติก่อน ใช่มั้ย แล้วจึงจะถึงคำว่า
สัมมาสมาธิ เห็นมั้ย ระหว่าง สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ข้อแรกเลย พระพุทธเจ้าพูดคำไหนก่อน..สัมมาทิฏฐิ ทำความเห็นให้ตรงและถูกต้องก่อน เห็นมั้ย แล้ว สมาธิ จำเป็นมั้ย.. แทบจะไม่จำเป็นเลย ถ้าไล่เรียงตามขั้นตอนในการศึกษา เรียนรู้ พระพุทธเจ้า พระองค์ช่ำชอง เชี่ยวชาญ พระองค์เป็นสัพพัญญู รู้ว่า อะไรควรทำก่อน ทำหลัง ไม่งั้น พระองค์คงจะต้องบอกว่า ทำสมาธิก่อนนะ ใช่มั้ย.. เอ้อ
เชื่อพระพุทธเจ้าสิ อย่าไปเชื่อพวกเกจิทั้งหลาย เอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ถ้าเราจะศีกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อพระพุทธเจ้า อย่าไปเชื่ออัตโนมัติของเกจิทั้งหลาย เพราะคนบางคนถนัดอย่างนั้น
นักร้องเพลงลูกทุ่ง ให้ไปร้องลูกกรุง ร้องได้มั้ย ร้องได๊ แต่อยู่ที่ใครฟัง ฟังได้ไม่ได้ก็อยู่ที่คนฟัง นักร้องลูกกรุงให้มาร้องลูกทุ่ง ก็ร้องได๊ แต่อยู่ที่ใครฟัง แล้วคนฟังชอบมั้ย ต้องขึ้นอยู่กับตรงนั้น
เราเคยชอบเผ็ด แล้วให้กินแต่จืด กินเข้ามั้ย กินได้ แต่ให้กินทุกมื้อ ได้มั้ย กูก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน
เหมือนกันน่ะ ลูก คือ อาจารย์ที่เรียนรู้อย่างนั้นมา จะมาบอกว่า ให้เรียนปัญญา ศึกษาสติ ก็ไม่ได้อีกล่ะ เขาก็จะบอกว่า สิ่งที่เขามีอยู่ ดี เป็นธรรมชาติ เหมือนกับคนอวดไฝบนในหน้า ใครๆก็มองว่า ไฝ คือ ราคีบนใบหน้า แต่คนมีไฝอยู่แล้วก็ โอ๋ ไฝเสน่ห์จ้ะ เห็นมั้ย ไฝร่ำไฝรวย ไฝมีแล้วสวย อะไรก็ว่าไปตามเหตุตามปัจจัย ก็มันชอบของมันอย่างนั้น ก็มันมีอย่างนี้ มันก็ต้องชอบ จะไปบอกว่า ไฝ คือ ราคีของใบหน้า ไม่ได้
คนเรียนรู้สมถะ ก็จะยึดถือเอาสมถะเป็นใหญ่ ไม่ใส่ใจหรอกว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร ให้เข้าใจซะ ให้รู้จักซะ จบ (สาธุ)
ทีนี้ ก็มีคำถามต่อมาว่า อ้าว แล้วสิกขา ๓ ล่ะ ศีล สมาธิ ปัญญา มายังไงล่ะ
สิกขา ๓ เป็นสิ่งที่ภิกษุต้องศึกษา
ภิกษุต้องศึกษาในศีล - รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย...สมาธิ - ทำใจตั้งมั่น...ปัญญา – รอบรู้ในกายสังขาร แต่กระบวนการในการศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา มีอะไรเป็นอุปการะ
ศีล ถ้าไม่มีสติ มีศีลมั้ย (ไม่มี) เอ้อ
สมาธิ ถ้าไม่มีสติ สมาธิมีอยู่ได้มั้ย.. ไม่ได้
ปัญญา ไม่มีสติ มีมั้ย ...มี๊ ปัญญาอ่อนไง มีแต่พวกปัญญาอ่อนไง
พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า สติ สัมปชัญญะ คือ ธรรมเครื่องอุปการะต่อธรรมทั้งปวง ไม่ใช่สมาธิอุปการะ
ปัญญา ไม่ใช่สมาธิอุปการะสติ ไม่ใช่สมาธิอุปการะศีล ให้เข้าใจเสียใหม่
สติ ต้องฝึกก่อน ถ้าถามว่า ระหว่าง สติ ปัญญา สมาธิ อะไรควรฝึกก่อน (สติ) สติต้องฝึกก่อน
เคยเห็นหลวงปู่สอนสมาธิมั้ย ที่ผ่านมา มึงอยู่กันมากี่ปีแล้วนี่ อยู่ตั้งแต่สมภารยังละอ่อนจนสมภารแก่แล้ว ถ้าจะสอนสมาธิ เคยสอนไง ไม่ใช่ไม่เคยสอน สุญญตะใช่มั้ย (ใช่) สุญญตสมาธิ แต่ก็ประกอบ ด้วย สติ มหาศาล ใช่มั้ย
เพราฉะนั้น อย่าทำให้พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าบิดเบือน แม้แต่ศีล หลวงปู่ก็เคยสอนใช่มั้ยว่า เราจะรักษาศีลได้ก็ต่อเมื่อต้องมีธรรมอุปการะ ๓ อย่าง
1. สติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ความรู้ตัว
2. หิริ ความละอายชั่ว โอตัปปะ ความเกรงกลัวบาป
3. อินทรีย์สังวร สำรวม สังวร ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ผู้ใดมีธรรม ๓ อย่างนี้ ศีลไม่บกพร่องสักข้อเดียว ...หิริ ความละอายชั่ว ต่อหน้า รักษาศีล แล้วลับหลัง ผิดศีล นี่ไม่ได้ ....อินทรีย์สังวร ไม่สำรวม สังวร ระวัง เดี๋ยวก็เผลอ ละเมิดศีลโดยไม่รู้ตัว เพราะอินทรีย์สังวรจึงทำให้สติมั่นคง ดำรงอยู่ได้ เพราะสติมีอยู่ อินทรีย์สังวรจึงจะเจริญ อย่างนี้เป็นต้น เป็นอุปการะ
เพราะงั้น อย่าบิดเบือน อย่าเฉโก อย่าเฉไฉ พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าตรงไปตรงมา ชัดเจน เราอย่าไปตีความ มั่ว จบ (สาธุ)
ปุจฉา ๓ : หลังจากเรา เจริญสติ จนจิตสงบ และอยากจะพิจารณาสิ่งรอบตัว เช่น สัตว์ บุคคล สิ่งของ อย่างนี้ จะเรียกว่า ส่งจิตออกนอกหรือไม่ หรือเรียกว่า เป็นการตั้งข้อสงสัยตามที่หลวงปู่สอน
วิสัชนา : คนถามนี่แสดงว่า ไม่รู้... ถ้ารู้ จะไม่ถามแบบนี้...เจริญสติ แล้ว จิตสงบ ไม่ใช่ เจริญสติแล้ว จิตสงบเหรอ...ไม่ได้สงบนะ
สติ คือ ความระลึกได้.. สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว ..มีที่ไหน สงบ
แต่ถ้าบอกว่า เจริญสติแล้ว จิตเบา บาง สะอาด ละเอียด อย่างนี้ ใช่
ถ้า สงบ เป็นคุณลักษณะของอะไร ..สมาธิไป
คุณสมบัติของผู้เจริญสติ คือ ระลึกได้ รู้ตัว เมื่อระลึกได้ รู้ตัวทั้งภายในและภายนอก พระพุทธเจ้าสอน
ไว้ในมหาสติปัฏฐาน ๔ กายภายใน และกายภายนอก ใช่มั้ย เวทนาภายในและเวทนาภายนอก จิต
ภายในและจิตภายนอก ธรรมภายในและธรรมภายนอก
ผู้เจริญสติ รู้ทั้งภายในแล้วก็รู้ทั้งภายนอก ไม่ใช่นิ่งๆ สงบ ไม่ใช่ แต่สุขุม สะอาด ปราศจากเครื่องร้อยรัด นั่นแหละคือ อานิสงส์ของผู้เจริญสติ ไม่ใช่ผู้สงบ
ความสงบ เป็นอารมณ์ของสมาธิ เข้าใจเสียใหม่ จบ (สาธุ)
ปุจฉา ๔ : เวลาเฝ้าดูจิต เช่น จิตมีอารมณ์เศร้าหมอง บางครั้งมีเหตุมาจากหลายเรื่อง จะหาเหตุและหาทางแก้ไขไปเรื่อยๆ จนอาการเศร้าหมองหายไป ทำแบบนี้ถูกหรือไม่ และเป็นการลอกหอมออกทีละชั้น เหมือนที่หลวงปู่สอนหรือไม่
วิสัชนา : อย่างนั้นเขาเรียกว่า ตามดู..ตามดูเวทนาที่ปรากฏกับจิต ตามดูอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต แต่ที่เราต้องตามดู เพราะมันเกิดแล้ว ใช่มั้ยล่ะ ใช่มั้ย
ทำไมต้องปล่อยให้มันเกิดล่ะ ก็เพราะเรายังไม่ทันมันไง สติยังโตไม่ทัน ไม่ทันอะไร.. ไม่ทันเครื่องร้อยรัด เครื่องครอบ ก็เลยต้องตามดู เหมือนกับบุรุษผู้ตามรอยเท้าโค ใช้ได้มั้ย.. ใช้ไม่ได้
ดีมั้ย ..ก็ดีกว่าไม่รู้เลย แต่ถามว่า ใช้ได้มั้ย ยังใช้ไม่ได้ คือ เอามาใช้อะไรไม่ได้เลย เพราะมันแพ้ไปแล้ว เพลี่ยงพล้ำไปแล้ว เหมือนกับคน อ้าว เขาไม่ให้เดินไป ..ระวังนะ ไอ้หนู ตรงนั้นมีหนามนะ ดันเดินไปเกี่ยวหนาม แล้วตามมา ก็คือ ต้องมานั่งคอยรักษาแผล
เราทำไมไม่ระวังแล้วไม่ต้องโดนหนามเกี่ยวล่ะ แล้วเราจะได้ไม่ต้องมารักษา นั่นแหละ คือ วิธีที่พระพุทธเจ้าสอนล่ะ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแผล แล้วมารักษา
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า บุรุษ สตรี ผู้โดนลูกศรที่ยิง มาจากคันธนูที่แข็งแรงและแก่กล้า ศรปักไปในอก แทนที่จะหาวิธีรักษาแผล กลับมาคอยถามว่า ศรนี้ทำแต่ไม้อะไร ใครเป็นคนยิงมา ยิงมาจากทิศไหน วิธีทำเป็นอย่างไร ทำไมมันจึงแรงขนาดนี้ ... ตายมั้ยอย่างนี้ .. ต๊าย นี่ เป็นประมาณนี้
เดินตามไปเรื่อย ตามดูไปเรื่อย ...ตามดู ดีมั้ย ก็บอกว่า ดีไง แต่ยังดีไม่พอ...ใช้ได้มั้ย ใช้ไม่ได้เลย
ก็มันใช้ไม่ได้ มันเพลี่ยงพล้ำไปแล้ว จะใช้ได้อะไรล่ะ เป็นแผลไปทั้งตัวแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าไม่รู้ ดีกว่าไม่ได้ดู แล้วทำยังไงล่ะ ..ก็หาที่อยู่ สอนไปแล้ว วันนั้น พยายามสร้างที่อยู่ให้กับจิต ที่อยู่ที่มันมั่นคง ที่อยู่ที่มันรุ่งเรือง ที่อยู่ที่มันเจริญ อย่าไปอยู่ในอะไรที่ไม่มั่นคง รัก มั่นคงมั้ย (ไม่) โลภ มั่นคงมั้ย (ไม่) โกรธ มั่นคงมั้ย (ไม่) หลง มั่นคงมั้ย ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มั่นคงมั้ย (ไม่)
ก็เมื่อเราอยู่กับความไม่มั่นคง จิตนี้ก็จะพลุ่งพล่านอยู่อย่างนั้น แล้วเราก็จะต้องเป็นแผลเป็นตลอดทั้งวัน เราก็หาที่อยู่ที่มั่นคง
ที่อยู่ที่มั่นคง คือ อารมณ์ใดที่เป็นสภาวะธรรมที่ตั้งมั่นได้ เช่น ความสงบระงับ ความไม่ปรุงแต่ง ความเข้าใจ รู้จักตามความเป็นจริง ก็บอกแล้ว ไม่มีใครที่ไม่มีอารมณ์ ไม่มีจิตไหนที่จะไม่มีเครื่องอยู่
พระอรหันต์ยังต้องมีเครื่องอยู่แห่งจิต และเครื่องอยู่นั้นคือ อารมณ์ อารมณ์ที่มีทั้งฝ่ายกุศล อกุศล หรือ อัพยากฤตจิต และอารมณ์ที่เข้าถึงมหากุศลสูงสุด คือ สภาวธรรมที่ปรากฏ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันนี้เขาเรียกว่า อารมณ์ที่เข้าสู่สภาวธรรมสูงสุด คือ มองทุกอย่างให้เป็นความว่าง
ไม่ใช่ว่างโดยที่มอง แต่ว่างโดยการผ่านกระบวนการใคร่ครวญ ตรึกตรอง พิเคราะห์ พินิจพิจารณา ค้นหา สงสัย แล้วพิจารณาแล้วว่า มันว่าง มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเฉยๆ ไม่ใช่เป็นตัว เป็นตน ไม่ใช่เป็นสัตว์ เป็นบุคคล อย่างนั้นต่างหากเล่า จึงจะเรียกว่า เป็นโลกุตตรอารมณ์ จบ (สาธุ)
ปุจฉา ๔ : ที่หลวงปู่สอนเรื่องจิต มีหน้าที่ รับ จำ คิด รู้ ความคิดจะต้องผ่านความจำมาก่อน สภาวะปัจจุบันจะต้องจำก่อน ถึงจะคิด มีบ้างไหมที่ไม่ต้องผ่านความจำ คิดไปเลย ขอความเมตตาหลวงปู่ยกตัวอย่างให้เห็นด้วย เหมือนความคิดในอนาคตที่เราไม่มีความจำมาก่อนหรือไม่
วิสัชนา : สมมุติมึงไม่เคยรู้จักกูเลย เดินๆ ไป เอ๊ะ องค์นี้ทำไมหล่ออย่างนี้วะ มึงจำมาก่อนมั้ย นี่ไงความคิดที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการจำ เกิดขึ้นได้มั้ยล่ะ ความคิดที่ไม่ผ่านกระบวนการจำ มี เยอะแยะ ความคิดไม่ได้บังคับว่า ต้องจำแล้วจึงคิด แม้ไม่เคยจำมา ก็คิด มึงนอนๆ อยู่แล้วฟุ้งไปเรื่อย นอนดิ้นจนหนังกลับ ยังไม่หลับ เอ๊ย กูคิดเรื่องอะไรนี่ กูยังไม่รู้กูคิดเรื่องอะไร แล้วมันก็ไม่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วทำไมต้องไปคิด มีมั้ย เยอะแยะมากมาย
แสดงว่า ยังไม่เข้าใจวิถีจิตเลย รับ จำ คิด รู้ ไม่ได้หมายถึง ต้องจำก่อนแล้วจึงจะมาคิด
แล้ว ตัวรู้ ก็เป็นเอกเทศ เป็นอิสระ คำว่า อินทรีย์ แปลว่า อิสระ และความเป็นใหญ่
มโนอินทรีย์ ความเป็นใหญ่ในการรับ
รับ ก็เป็นใหญ่ในตัวมัน.. จำ ก็เป็นใหญ่ในตัวมัน ไม่ต้องอาศัยใคร.. รู้ ก็เป็นใหญ่ในตัวมัน ไม่ต้องไป
อาศัยใคร .. คิด ก็เป็นใหญ่ในตัวมัน ไม่ต้องอาศัยใคร เพราะมันมีพลัง มีอำนาจที่จะไปคิด จะไปรับ จะไปจำ จะไปรู้ มันเป็นเอกเทศ เป็นอิสระของมันเอง เราอย่าเอามาผูกกัน เดี๋ยวมั่ว จบ (สาธุ)
เรายังต้องศีกษาเรื่อง อาการจิต ๑๐ อย่าง ใช่มั้ย ไปเตรียมหาหนังสือไว้ มีหรือยัง ใครยังไม่มี ยกมือ ไป
ซื้อเอาสิ มีมั้ยล่ะ เอ้อ จะต้องเอามาศึกษา จะได้รู้ว่า รับ จำ คิด รู้ จิตนี่มีอาการที่ไม่เกี่ยวกับคนอื่นเลย ไม่เกี่ยวกับใครเลย ไม่เกี่ยวกับต้องอาศัยนู่นนี่มาแปะเลย ไม่ใช่เลย มันเป็นเอกเทศของมันเอง จบ (สาธุ)
ปุจฉา ๕ : ระหว่าง ราคะ โทสะ โมหะ กิเลสตัวใดส่งผลกระทบต่อจิตมากที่สุด
วิสัชนา : หลงไง หลงนี่ เลวสุด โง่สุด อะไรที่โทรมสุด แย่สุด
คนหลงนี่ หมาขี้ก็ไหว้ ตดก็ โอ้ งวดนี้ แปดๆ โว้ย ..เอ้า ใช่มั้ย
คนหลงนี่ แม้ตด มันก็เอามาเป็นตัวเลขได้ มันหลงไง หมาขี้ก็ไหว้ ตดก็ยังเป็นเลขได้ มันหลงไง
โลภะ - ความโลภ ก็ยังพอทำเนา แม้ไม่มีของ ก็เอาล่ะ วันนี้ไม่มี เดี๋ยววันหลังหา มีอยู่อยากได้มากขึ้น ก็ขวนขวายด้วยตัวเอง ทำไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็ ไปแย่งชิงวิ่งราวมา ก็ยังพออาศัย
โทสะ ไฟนี่ลุกไม่ได้หมดทั้งปีทั้งชาติ พอหมดเชื้อมันก็ดับ ใช่มั้ย
แต่ โมหะ - ความหลงนี่ ทุกอย่างเป็นเชื้อของมันหมด ฝุ่นละออง ผงธุลี หน้าตา ท่าทาง กิริยา คำพูด วัตถุธาตุ ชีวิต สิ่งของ ทุกอย่างเป็นเชื้อของโมหะหมด กูหลงไปได้หมด ก็บอกแล้วว่า แม้ลมตด มันก็ แปด แปด สงสัยงวดนี้มาแรง ก็หลงไง
พระพุทธเจ้าบอกว่า โมหะรักษายากสุด เป็นกิเลสที่รักษายากสุด แล้วคนมีโมหะนี่เยอะมั้ย..ไม่เชื่อ ลองไปดูแถวปทุมธานี นั่น ราคะ โทสะ หรือ โมหะ...โมหะล้วนๆ กลุ่มก้อนสังคมแห่งผู้มีโมหะ โมหะล้วนๆ แล้วพวกนี้ยาก อธิบายให้ตาย พูดจนปากฉีกถึงรูหู ฟังมั้ย.. ไม่ฟั๊ง ไม่ฟังหรอก ก็โมหะไง
เผ่าพันธุ์สรรพสัตว์ โมหะนี่ ร้อยหนึ่ง หกสิบเปอร์เซนต์ของผู้มีโมหะ หกสิบเพราะโมหะ เพราะโมหะ เป็นบริวารของอวิชชา - ความไม่รู้ ตรงๆ เลย เขาเรียกว่า เป็นทหารเอกของอวิชชาเลย โมหะนี่ เป็นมหาอำมาตย์ใหญ่เลย ตัวโมหะนี่... โลภะ โทสะนี่ยังเป็นทหารซ้ายขวา ยังเป็นพวกหมู่ทะลวงฟัน แต่ตัวโมหะนี่ มหาอำมาตย์เลย เป็นมหาอำมาตย์ใหญ่ มันรองแค่หนึ่ง แต่มันเหนือเป็นล้าน มันครอบงำสรรพสัตว์ทั่วทั้งดินแดนในจักรวาล มันครอบหมด
โมหะ นี่สำคัญมาก เป็นอะไรที่น่ารังเกียจมาก แล้วมันเกิดขึ้นกับใครแล้ว ยากกับการแก้ไข ต่อให้เอาไฟไปให้มันดู มันก็บอกว่า ไม่สว่างเลย จบ (สาธุ)
พิธีกร : หมดปัญหาแล้วเจ้าค่ะ
หลวงปู่ : หมดปัญหาแล้ว ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลย จะได้เวลาให้เหยื่ออีกแล้ว
(ต่อด้วยปฏิบัติธรรม)
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมและนำปฎิบัติธรรม เช้า วันจันทร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ จาก
https://www.youtube.com/watch?v=XUiP7ALatP4&t=695s