เรื่องที่ ๗ อารมณ์โกรธเกิดตอนไหน
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง อารมณ์โกรธเกิดตอนไหน
แสดงธรรมวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๔.๓๐ น. ณ ศาลาวัดอ้อน้อย โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
อารมณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิต ไม่มีอารมณ์ ไม่มีจิต ก็ไม่มีภพ อารมณ์โกรธ เกิดจากอะไร .. เกิดจาก อายตนะภายใน คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อายตนะภายนอกคือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เกิดจากอวิชชา – ความไม่รู้ ตามวงจรปฏิจจะสมุปบาท หากจะตัดวงจร ต้องใช้สติ สัมปชัญญะ พละ๕
เนื้อหา
(กราบ)
เมื่อกี้ เห็นพิธีกรประกาศ มีคนเก็บตังค์ได้ แล้วเอามาประกาศให้เจ้าของมารับ
โดยหลักพระวินัย ถ้าของนั้นตกอยู่ในอาวาส มีผู้เก็บได้ แล้วเอาไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ภัณฑาคาริก คือ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลคลังสงฆ์ พระศาสดาทรงให้ประกาศหาเจ้าของ ถ้าหาแล้ว ประกาศแล้ว ๓วัน ๗วัน ยังไม่มีคนมารับ ให้ถือว่า ของนั้น เจ้าของทอดธุระ อนุญาตให้ภิกษุชักบังสุกุล ถือว่า เป็นของที่เก็บได้ ของตก เสียหาย หรือของที่ชาวบ้านทอดธุระ
แต่ถ้ายังประกาศไม่ถึง ๓วัน ๗วัน แล้วอยู่ดีๆ เอามาถวาย เอามาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พระพุทธเจ้าทรงปรับอาบัติ แจ้งให้รู้ ให้เข้าใจตามนี้ ตามหลักพระธรรมวินัย
สมัยก่อน มีนักบวช ผู้ละโมบ ชาวบ้านเข้ามาในวัด แล้วทำสายสร้อยทองตก นักบวชผู้ละโมบ เห็นแล้วอยากได้ แกล้งทำเอาดินกลบ เอาใบไม้ปิด พอชาวบ้านไปแล้ว ๓วัน ๗วัน นักบวชผู้ละโมบนั้น ก็ไปขุดไปคุ้ย เอาของนั้นมา
งั้น ขั้นตอน มีไถยจิตคิดจะเอาเขาอยู่แล้ว ก็เป็นอาบัติตามจำนวนราคาสิ่งของนั้น ถ้าเกิน ๕ มาสก ก็เป็นปาราชิก ถ้าต่ำกว่า ๕ มาสก ก็เป็น ถุลลัจจัย เป็นปาจิตตีย์ ต้องมี ไถยจิต คิดจะเอา
แต่ถ้าไม่มีไถยจิตคิดจะเอา ก็ต้องประกาศ จะปิดบัง ซ่อนเล้นไว้ไม่ได้ อันนี้ หมายถึง ของที่ตกภายในอาวาส
ถ้าของที่ไม่ได้ตกภายในอาวาส เช่น ตกตามพื้นถนนหนทาง กำลังเดินทาง ก็ต้องไปให้เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาเป็นภาระ ธุระ แต่ตกภายในอาวาส ก็เป็นภาระ ธุระ ของเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับสมมุติจากสงฆ์ ก็เป็นเจ้าหน้าที่ ภัณฑาคาริก หรือ เจ้าหน้าที่เฝ้ารักษาคลัง
แจ้งไว้ให้เป็นความรู้ในการเก็บของ จะเอามาถวายพระ จะมาให้วัด มีหลักการอยู่ ไม่งั้น เดี๋ยว
เจ้าของเขากลับมาแล้ว ทวงถามหาทรัพย์ไม่ได้ แล้วจะอ้างว่า ได้ถวายวัดไปแล้วนั้น ไม่ถูก เพราะยัง
ไม่ได้กำหนดเวลา ๓ราตรี ๗ราตรี
เมื่อเช้านี้ ได้สอนเรื่องอะไร เอ้า อ่านสิ อ่านให้ฟัง
ไม่มีอารมณ์ ก็ไม่มีจิต
อารมณ์ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิต
อารมณ์ ทำให้จิตนี้ ตั้งอยู่ได้
ไม่มีอารมณ์ ไม่มีจิต ก็ไม่มีภพ
ภพ เกิดได้ เพราะเหตุปัจจัย กรรม - อวิชชา - ตัณหา - อุปาทาน ที่ปรากฏในจิต จึงทำให้เกิดภพ
มันยากมั้ย ..มันยากมั้ย กับการที่จะทำให้จิตนี้ไม่มีอารมณ์ (ยาก) มันไม่ใช่สิ่งที่เคยเกิดขึ้น แล้วมันก็เป็นความไม่คุ้นเคย ว่า อยู่ดีๆ จิตนี้จะไม่มีอารมณ์ใดๆ เลย มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง
อกุศลก็ตาม กุศลก็ตาม ก็ถือว่า เป็นอารมณ์ ฝ่ายไม่ดี กับ ฝ่ายดี แล้ว อัพยากฤต คือ อารมณ์เฉยๆ
เฉยๆ นี่เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น) เอ้อ อารมณ์เหมือนกัน เฉยๆ ก็เป็นอารมณ์ ก็เมื่อเฉยๆ เป็นอารมณ์ ก่อนออกจากศาลา หลวงปู่จึงบอกว่า ต้องระวังว่า อย่าเพ่งความเฉย หรือ ความว่าง
เพราะเหตุผลว่า อะไร
เพราะถ้าเมื่อใดที่ไปเพ่งความว่าง มันก็จะเป็นอะไร (สมถะ) เป็นสมถะ เป็นสมาธิ ถ้า เพ่งความว่าง เป็นสมถะ เป็นสมาธิ
อ้าว แล้วยังไงจะไม่ให้เกิดอารมณ์ ทำยังไงจะไม่ให้มีอารมณ์ ..ก็ต้องผ่านกระบวนการ สงสัย - ศึกษา – ตั้งข้อสังเกต – มีความเพียร – หาสาระ แก่นสาร – หาข้อสิ้นสงสัย
อย่างไรล่ะ ก็ อารมณ์ นี่ ตั้งได้ด้วยอะไร อยู่ได้ยังไง เกิดขึ้นมาจากอะไรก่อน แล้ว ทำให้จิตนี้ ดำเนินไปตามวิถีของมัน อย่างไร เช่น มีอารมณ์โกรธ ตั้งได้อย่างไร อยู่ได้อย่างไร เกิดมาจากอะไร
เอ้า ลองดูซิ ลองเทียบเคียงดูซิ
อารมณ์โกรธ เกิดจากอะไร .. เกิดจาก อายตนะภายใน – อายตนะภายนอก
อายตนะภายใน อายตนะภายนอก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
แล้วอายตนะเหล่านี้ ทำให้เกิดอะไรขึ้น .. มันมีอะไร .. มีกระบวนการอะไรทำให้มันเกิด .. มันมาจากการมีอะไร .. เอ้อ มีร่างกาย มีรูป- นาม
ดูต่อไปซิว่า รูป-นาม ร่างกายนี้ มาจากอะไร .. มาจาก การปรุงแต่ง ของอะไร ..ของอวิชชา ความไม่รู้... เขามาด่าเรา ด่าเรา ด่าเรา ...เราไม่รู้นี่ มึงมาด่ากูทำไม ..เขา มา ด่าเ รา “มึง มา ด่า กู ทำ ไม”
ลองนึกดูซิว่า เขามาด่าเรา... เราเอาอะไรไปรับคำด่านั้น .. เอาตา เอาหู แล้วก็เกิด ผัสสะ ใช่มั้ย
เอาตา เอาหู ไปรับคำด่ามา แล้วเกิดอะไร .. ผัสสะ
พอเกิด ผัสสะ แล้วก็เกิด สุข ทุกข์ ใช่มั้ย ..สุข ทุกข์ เกิดที่ไหน (ที่ใจ)
ทีนี้ รู้หรือยัง อารมณ์มายังไง .. ยังไม่ชัด
ไล่ต่อไป
สุข ทุกข์ เกิดที่ใจว่า ใจกูรู้ว่า มึง ด่า กู ใจเป็นทุกข์แล้ว ใจไม่ได้เป็นสุขเลย
อารมณ์ เกิดขึ้นมั้ย .. เกิดแล้ว อารมณ์เกิดขึ้น
ดูซิว่า อารมณ์ เกิดขึ้นตอนไหน .. ตอนที่มันด่าเรา หรือว่า หา …ย้อนกลับดู
นี่ ปัจจยาการ นะ นี่คือ หลักปัจจยาการ
อารมณ์ เกิดขึ้นตอนไหน .. ตอนที่เราไม่รู้
หรือว่า ตอนที่เราปรุงแต่ง
หรือ ตอนที่เราเกิด รูป นาม คือ กาย ใจ
หรือ ตอนที่เรามี สฬายตนะ คือ อายตนะภายใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อายตนะภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย
หรือ เกิดขึ้นตอน เกิดผัสสะ
อารมณ์เกิดขึ้นตอนไหน .. ตอนไหน ..อารมณ์เกิดขึ้นตอนไหน
เอ้า ดูให้ดี คิดให้ดี ตอนไหน
เกิดขึ้นตอน ผัสสะ.. พอมี ผัสสะ ก็มีสุข มีทุกข์
เอ้า คิด คิด คิด ระลึก ใคร่ครวญ
ไล่ดูใหม่
เพราะ ไม่รู้ อวิชชา ทำให้เกิด สังขาร คือ การปรุงแต่ง
เพราะ การปรุงแต่ง จึงทำให้เกิด .. เอ่อ นาม รูป คือ กาย ใจ
เพราะ นาม รูป เกิด จึงทำให้เกิด อายตนะภายในและภายนอก
อายตนะภายนอก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ อายตนะภายในคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
มีอายตนะแล้ว เพราะอายตนะ จึงทำให้เกิด ผัสสะ
มัน ด่า เรา ..มันด่าเรา ตอนที่เรา เกิดอวิชชา หรือ เกิดการปรุงแต่ง หรือ เกิด นาม รูป หรือ เกิดอายตนะ หรือ เกิดผัสสะ
ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ ถ้าจะดับธรรมนั้น ต้องดับที่เหตุ
ต้องรู้ก่อนว่า มัน ด่า เรา ตอนไหน
เราอยากรู้สาเหตุว่า อารมณ์โกรธ เกิดตอนไหน แล้วมันจะไม่พ้นจากตรงนี้
พอมี ผัสสะ ปุ๊บ ก็เกิด เวทนา สุข-ทุกข์ ใช่มั้ย
พอมี สุข ทุกข์ ปุ๊บ ก็จะเกิดอะไร .. ตัณหา ความทะยานอยาก
พอ ตัณหา ความทะยานอยาก เกิด ก็เกิด อุปาทาน ความยึดถือ
พอ อุปาทาน ความยึดถือเกิด ก็เกิด ภพ แดนเกิด
มีคำสอนเมื่อเช้าว่า :
เมื่อใดที่มีอารมณ์ เมื่อนั้นก็มีจิต
จิต เกิดได้เพราะ อารมณ์ ใช่มั้ย (ใช่)
จิต ตั้งอยู่ได้ เพราะอารมณ์ ใช่มั้ย (ใช่)
จิตดำรงอยู่ได้ มีอยู่ได้ เจริญได้ ก็ด้วยอารมณ์ ใช่มั้ย (ใช่)
แล้ว มีอารมณ์ จึงมีจิต
เมื่อมีจิต ก็มี ภพ ใช่มั้ย (ใช่)
อารมณ์ เป็น ตัวกำหนดให้เกิด จิต ภพ ถูกมั้ย (ถูก)
เช่น อารมณ์สุขเป็นกุศล จิตก็เป็นกุศล ภพเป็นอะไร... ภพเป็นสุคติ ใช่มั้ย
อารมณ์กุศลเกิดกับจิต จิตกำหนดภพ ภพเป็นสุคติ หรือ ทุคติ
อารมณ์กุศลเกิดขึ้นกับจิต แล้วจิตกำหนดภพ ภพเป็นสุคติ หรือ ทุคติ (สุคติ) ภพเป็นสุคติ เพราะ
อารมณ์เป็น (กุศล) เป็นสุข เป็นกุศล
เอ้า ทีนี้ ตีย้อนกลับไปว่า กระบวนการเกิดอารมณ์ เกิดช่วงไหน
เกิดช่วง อวิชชา ความไม่รู้ หรือ
เกิดช่วง ปรุงแต่ง หรือ
เกิดช่วง เกิด กาย ใจ หรือ
เกิดช่วง อายตนะภายใน ภายนอก หรือ
เกิดในช่วง ผัสสะ หรือ
เกิดในช่วง เวทนา หรือ
เกิดในช่วง มีความอยาก ตัณหา หรือ
เกิดในช่วง อุปาทาน ความยึดถือ
เกิดช่วงไหน
เอาแล้ว ควันขึ้นหัวแล้ว
ประกาศ เอาน้ำมา รดที ไฟไหม้หัว
พวกนี้ไม่ค่อยอยากคิด พอสอนให้คิด ก็เริ่มล่ะ เริ่ม หัวปูด ควันขึ้น ลมออกหู “เขา”เริ่มสั่น หมุ่มหม่ำๆๆ เพราะไม่ได้คิด ไม่มีวิเคราะห์ ขาด นิสัมมา กะระณัง เสยโย เสียนาน เพราะไปที่ไหนๆ ก็ไม่มีใครสอนให้คิด สอนแต่ให้เชื่อ “ฟังแล้ว เชื่อกูแล้วกัน” ฟังแล้วเชื่อ “สาธุ เจ้าค่ะ” “สาธุ ดีเหลือเกิน”
เกิดตอนไหน อารมณ์เกิดตอนไหน .. “มันมาด่ากู” .. มันด่าเรา เรามีสุขหรือมีทุกข์ .. มีทุกข์ แล้ว มันเกิดตอนไหน
ตอนไม่รู้ คือ มีอวิชชา
ตอนปรุงแต่ง คือเรียกว่า มีสังขาร หรือ
ตอนที่มี นาม รูป - กาย ใจ หรือ
ตอนที่มี สฬายตนะ - แดนต่ออารมณ์ หรือ ที่เรียกว่า อายตนะภายใน –ภายนอก หรือ
ตอนมี ผัสสะ สัมผัส หรือ
ตอนไหน .. ตอนไหน ... ตอน อวิชชา ไม่รู้ เพราะเราไม่รู้ว่า ตัวกู ไม่มีอยู่จริงไง
อ้าว ถามว่า แล้วกระบวนการเหล่านี้ล่ะ กระบวนการเหล่านี้ มันเกิดไวมาก
อวิชชา สังขาร นาม-รูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน เกิดไวมากจนรวมแล้ว “มึงด่า
กู” อุปาทาน ก็คือ ตัวกู ใช่มั้ย (ใช่) “มึงด่ากู” แล้วใช้เวลาเท่าไหร่ ไม่นานเลย แค่ มึงด่าจบ กูก็ด่ามึงตอบแล้ว เพราะอะไร...เพราะ มันเริ่มต้นมาจาก รากเหง้า ของ ความไม่รู้ อารมณ์ ไม่ได้เกิดตอนไหน ช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่เกิดตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย ก็คือ กูไม่รู้ “มึงด่ากู กูก็ด่ามึง”
เห็นความไวของมันมั้ย ปฏิจจสมุปปันธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้น มันไวมากในการทำงาน ไวจนเราแยกไม่ได้เลยว่า “เออ แล้วอารมณ์ มันเกิดช่วงไหนวะ
เกิดตอนที่ เรา ฟัง มันด่า หรือ
เกิดตอนที่ เรา ปรุงแต่ง หรือ
เกิดตอนที่ เรา มีผัสสะ หรือ
เกิดที่เรามี เวทนา สุข ทุกข์
มันก็น่าสนใจนะ
พอมันด่าปุ๊บ เราเกิดเวทนา คือ เราไปรู้สึกว่า เราโดนด่าแล้ว มีเวทนาแล้ว เราเอาอารมณ์ตรงนี้เป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลาทุกครั้ง เราก็เลยตามต้นเหตุมันไม่ทัน มันมาจบลงตรงคำว่า “มึงด่ากูแล้วนะ กูเจ็บนะ กูเป็นสุข เป็นทุกข์ กูมีเวทนาแล้ว”
แต่กระบวนการทำงานของ อวิชชา สังขารการปรุงแต่ง นาม-รูป อายตนะภายใน ภายนอก ผัสสะ คือ ผัสสะ แล้วก็จบ พอมาถึง เวทนา เรารู้ชัด แต่ก่อนหน้านั้น เรารู้มั้ย .. มึงด่ากู นี่เรารู้ชัด ใช่มั้ย .. สุข ทุกข์ หรือไม่ .. เป็นทุกข์ ใช่มั้ย (ใช่) รู้ชัด ใช่มั้ย (ใช่) เป็นเวทนา ใช่มั้ย (ใช่) แล้วก่อนหน้านั้น เรารู้ชัดมั้ย (ไม่) ไม่รู้เลย
เราไม่รู้ แม้กระทั่งว่า เสียงด่านั้น เราได้ยินมาจากหูเรา หรือว่า เห็นทางตา เราไม่รู้เลย
กระบวนการนี้ มี อวิชชา ตลอดมั้ย.. มี อวิชชา เข้าร่วมตลอดเลย
ทีนี้ ก็ไปดูในจิต อาการของจิต วิถีจิต กระบวนการ อภิจิต อภิธรรม ว่า เกิดจิต เกิดอารมณ์ เกิดการชักชวน เกิดไม่มีปัญญา แล้วทำให้เกิดเวทนา คือ สุข ทุกข์ จิตนี้เศร้าหมอง ขุ่นมัว ด้วยอะไร ..ด้วยเวทนาจิต ด้วยกุศลจิต ด้วยอกุศลจิต หรือ อัพยากฤตจิต ก็ต้องไปเทียบกับเรื่องที่เราศึกษา เรียนรู้
มาจาก หลักอภิธรรมจิต หรือ อภิจิต อภิธรรม นั้น
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เราจะทำยังไงจะให้ คือ เราตั้งประเด็นไว้ไม่ใช่หรือว่า เราจะทำยังไงไม่ให้อารมณ์นี้เกิดขึ้นกับจิต จะหักห้าม ไม่ให้อารมณ์เกิดขึ้นกับจิต
อยู่ดีๆ จะมาบอกว่า เราจะไม่มีอารมณ์ จิตได้มั้ย (ไม่ได้) แล้วเราจะมองว่า ให้มันไม่มีอารมณ์เลย ให้มันเฉยๆ ให้มันนิ่งๆ ว่างๆ อยู่ โดยไม่สาวหาเหตุ ได้มั้ย ..ได๊ แต่มันเป็นอะไรไป.. เป็นสมถะ
ถึงได้ก่อนจะออกจากศาลา หลวงปู่จึงสั่งว่า อย่าเข้าใจว่า การไม่มีอารมณ์ คือ การเพ่งจิต เพราะเมื่อใดที่
เกิดการเพ่งจิตขึ้น มันจะกลายเป็นอะไรขึ้นมา .. เป็นสมถะ
เพ่งจิต เพ่งในอารมณ์ เป็นสมถะ
แล้วถ้า ไม่ให้มีอารมณ์ จะทำไง ? เพ่งจิตก็ไม่ได้ เพ่งอารมณ์ก็ไม่ได้ แล้วจะทำยังไงล่ะ ..สาวหาเหตุ
สรุปแล้ว อารมณ์ เกิดจากอะไร .. อารมณ์เกิดจากอวิชชา – ความไม่รู้
ทีนี้ จะทำให้ รู้ ได้ยังไง .. ศึกษา มีสติแล้ว มีสัมปชัญญะแล้ว ต้องศึกษา ศึกษาแดนเกิด ศึกษาในสมุทัย คือ เหตุที่เกิด แล้ว เหตุที่เกิด คือ หลักอะไร ..สมุทัย คือ อะไร .. ปฏิจจสมุปปันธรรม
ต้องศึกษาในปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปปันธรรม
เอ้า ลองไล่ ปฏิจจสมุปบาท ซิ
เพราะอวิชชา จึงทำให้เกิด .. สังขาร การปรุงแต่ง
เพราะสังขาร จึงทำให้เกิด นาม-รูป ใจและกาย
เพราะนาม-รูป จึงทำให้เกิด ..อายตนะ หรือ สฬายตนะ หรือ เรียกอีกอย่างว่า แดนต่ออารมณ์ เครื่องมือในการที่จะทำให้อารมณ์เข้ามา พอใช้คำว่า แดนต่ออารมณ์ หรือ เครื่องมือที่ทำให้อารมณ์เข้ามา
หลายคนก็จะนึก “อย่างนั้น อารมณ์ ความโกรธ น่าจะเกิดจากตรงนี้นะ” ใช่มั้ย เพราะเป็นแดนต่ออารมณ์..ตาเห็นมันด่าเรา หูฟังว่ามันกำลังด่าเรา มันเป็นแดนต่ออารมณ์
คำว่า แดนต่ออารมณ์ น่าจะเกิดจากตรงนี้ ไม่ใช่เหรอ ท่าน ?
อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้า ใช้คำว่า แดน ต่อ อา รมณ์ แล้วก่อนหน้านั้น มีอารมณ์มั้ย (ไม่มี) ไม่มีได้ไง ไม่มี แล้วมึงจะมาต่อได้ยังไง
ไม่รู้ เป็นอารมณ์มั้ย .. เป็น
รู้ เป็นอารมณ์มั้ย .. เป็น
ก็บอกแล้วว่า จิตนี้ ไม่มีอารมณ์ไม่ได้ นี่คือ ต้องเข้าใจเลยว่า อารมณ์ ไม่ใช่หมายถึงสุข-ทุกข์ อย่างเดียว ไม่ใช่เวทนา หรือ ไม่ใช่เฉยๆ แม้น รู้ ก็เป็นอารมณ์...ไม่รู้ ก็เป็น ..อารมณ์
อย่าไปคิดว่า อารมณ์มีแต่สุข แต่ทุกข์ หรือว่า เฉยๆ ทรมาน ไม่สบายกายไม่สบายใจ เฉยๆ ไม่ใช่
แม้นคำว่า รู้ กับ ไม่รู้ ก็เป็นอารมณ์
อวิชชา คือ ความไม่รู้ มันตั้งอยู่ แต่ถ้ามันเข้ามาอยู่ภายในกายเรา อยู่ในใจเรา เป็นอารมณ์ทันที
เรามองไปทั่ว เราไม่รู้หรอกว่า ต้นไม้นี้ โตขึ้นวันละกี่เซนต์ กี่คืบ กี่นิ้ว กี่ศอก เราไม่รู้ เราก็มองของเราไปเรื่อย เฉยๆ
แต่เมื่อใด ที่เราไปมองว่า “ต้นไม้นี้ เอ๊ มันโตยังไง ทำไมมันโตเร็วจังวะ” เป็นอะไรขึ้นมาแล้ว ..เป็นอารมณ์ขึ้นมาทันที
แต่ถ้ามองผ่านไป ต้นไม้มันโตวันโตคืน เราไม่รู้ อย่างนี้เป็นอารมณ์มั้ย ..ไม่เป็นนะ เพราะเราไม่ได้น้อมเข้ามา ไม่ได้ดึงเข้ามา เราไม่ได้ใส่ใจมัน เขาใช้คำว่า ไม่ใส่ใจมัน
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไปใส่ใจมัน ว่า “เออ แล้วมันโตขึ้นมายังไงวะ ทำไมมันโตวันโตคืน” อย่างนี้เป็นอารมณ์ไปมั้ย .. เป็นทันที เป็นอารมณ์ขึ้นมาทันที
เพราะฉะนั้น เขามาด่าเรา แล้วเราทำเป็นเหมือนต้นไม้ ที่เดินผ่านมัน “อยากด่ากูเหร๊อ” เดินผ่านไป เกิดอารมณ์มั้ย .. ไม่เป็นอารมณ์แหละ เห็นมั้ย ไม่เป็นอารมณ์แล้ว
อารมณ์ จึงเกิดขึ้นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ที่เรียกว่า อายตนะ อารมณ์เกิดจากทางนี้ เมื่อมันเกิดจากทางนี้ แล้วอารมณ์อะไรล่ะ มันก็มี :
อารมณ์ของรูป รูปที่ตามองเห็น
อารมณ์ของเสียง เสียงที่หูฟังได้
อารมณ์ของกลิ่น กลิ่นที่จมูกดม
อารมณ์ของรส รสที่ลิ้นรับรู้ และ
อารมณ์ของผัสสะ หรือ สัมผัส ...หนาว ร้อน อ่อน แข็ง นิ่ม ไม่นิ่ม กระด้าง
อารมณ์เหล่านี้ จะเข้ามาทางอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ
ทีนี้ เมื่อมันจะเข้ามาแล้ว เรากั้นมัน ไม่ให้เข้า ได้มั้ย ...ได้มั้ย .. เอ้าๆ พยักหน้าส่งเดชเลย ได้มั้ย ..บ้านเรา เราเห็นพายุตั้งเค้า แล้วเราจะกั้นไม่ให้พายุเข้า ได้มั้ย (ได้) โดยประตู หน้าต่าง ประตู หน้าต่าง ตัวนี้ ก็คือ สติ สัมปชัญญะ
พอเกิด สติ สัมปชัญญะปุ๊บ ปิดตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดลิ้น ปิดกาย ปิดใจ มันจะพินาศไป ขึ้นไปข้าง
บนเลย คือ มันจะกระเทือนไปถึงอะไร .. ถึงนาม รูป ถึงสังขาร การปรุง มันหยุดปรุงทันที
ถึงอวิชชา ความไม่รู้ ก็หยุดทำงานทันที เพราะอำนาจแห่งประตูสติ และ สัมปชัญญะ ทำหน้าที่ปิดหมด เหมือนกับที่เรา ปิดตา ปิดหู ทั้งๆ ที่เราก็เปิด แต่เราไม่สนใจจะรู้ว่า ต้นไม้ข้างทาง มันโตวันละกี่นิ้ว กี่เซนต์ นั่นแหละ มันก็เลยไม่มาเป็นอารมณ์ของเรา
เขามายืนด่าเรา ข้างทางเป็นแถว เราก็เดินฟังไปเฉยๆ เหมือนกับที่เราเดินผ่านต้นไม้โดยที่เราไม่ใส่ใจว่า มันโตวันละกี่เซนต์ กี่นิ้ว นั่นแหละ โดยการเดินไปเฉยๆ ก็ดำรงไว้ซึ่งความระลึก รู้ อยู่เนืองๆตลอด เวลา เสียงด่านั้น จะทำให้เราเกิดอารมณ์ได้มั้ย (ไม่ได้) เกิดมั้ย (ไม่เกิด)
เมื่อ เสียงด่า มันไม่เกิดอารมณ์
อวิชชา ทำงานได้มั้ย (ไม่ได้)
สังขาร ทำงานได้มั้ย (ไม่ได้)
นาม-รูป ทำงานได้มั้ย (ไม่ได้)
สฬายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานได้มั้ย (ไม่ได้) มันไม่ต่อ มันไม่รับอารมณ์เข้ามา มันก็ทำงานไม่ได้
ผัสสะ ทำงานได้มั้ย (ไม่ได้)
เวทนา ทำงานได้มั้ย ..ไม่ได้ ..เวทนา ก็ทำงานไม่ได้
แล้ว ตัณหา ทำงานได้มั้ย .. ก็ไม่ได้อีก ตัณหาทำงานไม่ได้
ต่อมา ภพ จะเกิดมั้ย .. ภพก็ไม่เกิดอีก
เพราะฉะนั้น คำตอบว่า จะทำยังไง ไม่ให้จิตนี้มีอารมณ์ เมื่อสาวหาเหตุแล้ว จิตนี้รู้แล้ว ต้อง
ประกอบ ด้วย สติ และสัปชัญญะ ได้หรือยัง .. มึงเข้าใจหรือยัง (เข้าใจ) มึงเหนื่อยมั้ย (ไม่) กูอ่ะ กูเหนื่อย
เห็นมั้ย นี่คือ กระบวนการมันน่ะ ลูก กระบวนการของปัจจยาการที่เราจะต้องรู้จักคำว่า สมุทัยสัจจะ
นี่คือ หลักการ สมุทัยสัจจะ ที่เราต้องทำความเข้าใจ รู้จัก ให้แจ่มแจ้ง ตามความเป็นจริง
เราจะไปกำหราบ อวิชชาเลย ได้มั้ย .. ไม่ได้
พระพุทธเจ้าจึงสอนไว้ ว่า อินทรีย์สังวร สำรวม สังวร ระวัง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และ ใจรับรู้อารมณ์
สำรวม สังวร ระวัง ด้วยการ ทำยังไง
ให้ ตามีสติ หูมีสติ จมูกมีสติ กายมีสติ คือ มีสติไว้ ในตา ในหู ในจมูก ในกาย ในใจ มีสติอยู่เนืองๆ ก็เหมือนมีช่อง แล้วก็มี ประตู หน้าต่าง...ลมพัดเข้าไม่ได้เ ฝุ่นละออง ฝนสาด เข้ามาไม่ได้ นั่นเอง
สติ สัมปชัญญะ เท่านั้น คือ เครื่องมือในการกำจัดอารมณ์
ที่จริง กูก็อธิบายง่ายๆ ก็ได้ กูไม่ต้องอธิบายเยอะขนาดนี้กับมึงก็ได้ ถ้ามึงถามกูว่า แล้วจะกำจัดอารมณ์ยังไง กูก็บอก แค่ สติ สัมปชัญญะ มึงฝึกไปเหอะ มีหน้าที่ฝึก ฝึกไป ง่ายมั้ย
กูน่ะ ง่าย ...แต่มึงน่ะ โง่ เพราะเราจะไม่รู้เลยว่า อ้าว แล้วจะ :
เอาสติ ไปทำอะไรกับมันตรงไหน
เอาสติ ไปใช้กับมันตรงไหน
ไปไล่ตี อวิชชา เหรอ หรือยังไง
ไปไล่ทุบ ไล่ตี ไล่เผา อวิชชา
ก็อวิชชา ก็คือ อวิชชา ...มันไม่มีอะไรของมัน เพราะ อวิชชาเป็นสภาวธรรม สังขาร การปรุงแต่ง ก็เป็นสภาวธรรมที่ เกิดทั้งภายใน และเกิดทั้งภายนอก
แต่ อวิชชา มีภายใน ภายนอกมั้ย .. มันเป็นเจ้าโลก อวิชชา เวลานี้ ก็คือ โลก เราทำลายมันไม่ได้หรอก ...มึงไปจับตรงนี้ เดี๋ยวมันก็ไปโผล่ตรงนั้น มึงไปจับตรงนั้น เดี๋ยวมันก็ปูดตรงนู้น มันไปของมันเรื่อย ความโง่คนเรา มันหยุดอยู่กับที่เหรอ หยุดมั้ย .. ไม่ได้หยุดหรอก มันเหมือนกับปรอท มันไปของมันเรื่อย เดี๋ยวมันก็โง่ตรงนั้น เดี๋ยวมันก็โง่ตรงนี้ เดี๋ยวก็ เสียโง่ไปตลอด
เพราะฉะนั้น เราไปจัดการกับอวิชชาไม่ได้ ถ้าตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่า มายาการของอวิชชา มันซึมสิง ลึกเข้าไปทุกอณูของการปรุงแต่งของกาย ใจ ของ ตา หู จมูก ลิ้น...ของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มัน
ซึมไปหมด ...อวิชชาเป็นมะเร็งร้าย มะเร็งร้ายมาก มันซึมไปถึงผัสสะ
คน ๒คน มีผัสสะ คนมีสติ-สัปชัญญะ ก็มีผัสสะ...คนมีอวิชชาเป็นเจ้าเรือน ก็มีผัสสะ
คนมีสติ สัมปชัญญะ มีอวิชชามั้ย .. ไม่มี.. มีได้ไง แหม อีห่านี่ เดี๋ยวตบด้วยทุเรียน ขยี้เลย
ก็บอกแล้วว่า สติ สัมปชัญญะ เมื่อเกิดแล้ว อวิชชาจะเกิดได้ยังไง มีมั้ย (ไม่มี) เอ๊อ
คนมีสติ สัมปชัญญะ ก็มี ผัสสะ ..คนไม่มีสติ สัมปชัญญะ ก็มี ผัสสะ
ทีนี้ เรามาดูว่า ผลสำเร็จ มันเกิดอะไรขึ้น
คนมีสติ สัมปชัญญะมีผัสสะ ก็เพียงแค่ผัสสะ ผัสสะเพื่อทำให้รู้ เพื่อการศึกษา เกิดผัสสะขึ้น ทาง
ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และ ทางใจ ก็ไม่ได้เอามาปรุงแต่ง ไม่ได้เอามาเล่นแร่แปรธาตุ มันอยากมี มันก็มี ผัสสะ สัมผัสแล้ว ก็วางเฉย เพราะเรามีสติ สัมปชัญญะ เหมือนกับคนไปจับของร้อน มันยังจับอยู่มั้ย (ไม่) มันสะดุ้ง
คุณสมบัติของสติ สัมปชัญญะ ทำให้เราจับต้องอวิชชา แล้วเราสะดุ้ง
แต่คนไม่มีสติ สัมปชัญญะ ก็คือ มีอวิชชา เกิดผัสสะ แล้วกิดอะไรขึ้น .. เกิดเวทนา เกิดสุข ทุกข์ เหมือนกับเด็กเล่นขี้ เปรียบเห็นภาพมั้ย (เห็น) เราผู้ใหญ่ เรารู้ว่า ขี้ แต่เด็ก รู้มั้ย .. ไม่รู้ มันจึงอวิชชาไง มันเล่นขี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า ขี้มันเย็น มันมีสี มีกลิ่น เด็กไม่รู้ มันก็ขย้ำเล่นของมันไปเรื่อย สนุกมือมัน เราเป็นเด็กเล่นขี้บ่อยมั้ย .. มึงอย่ามาส่ายหน้า ทุกเรื่องเป็นขี้หมด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส...รัก โลภ โกรธ หลง ขี้ทั้งนั้น
พวกเราเหมือน เด็ก เล่น ขี้ ที่ ไม่ สะดุ้ง สะเทือน กับ ขี้ ที่ เล่น ซึ่งต่างจากคนที่เขามีสติ มีสัมปชัญญะ
แล้วไปแตะของร้อน สิ่งหนึ่งที่เขากิดขึ้น คือ อะไร .. รีบชักมือกลับ สะดุ้งทันที เราไม่เคยสะดุ้งขี้เลย ต่อไปนี้ กูจะเรียกพวกมึงใหม่ “อีตัวไม่สะดุ้งขี้” หรือ “ไอ้ตัวไม่สะดุ้งขี้” อย่างนี้จะตรงกว่า มันจะให้ความหมายได้ชัดเจนกว่า ก็เราไม่สะดุ้งสะเทือนกับของเหล่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าบอก เป็นมูตรคูถ
นี่แหละ เลยเป็นที่มาว่า พระองค์ทรงสุบินนิมิตว่า ธรรมะที่พระองค์ทรงตรัสรู้และแสดงไปดีแล้วนั้น จะเกิดมูตรคูถ กองขี้ คือ ลาภสักการะมากมาย แล้วก็หมู่หนอน หัวดำหัวขาว ก็เข้าไปกัดกิน
มีหมู่หนอน หัวดำหัวขาว จำพวกหนึ่งที่ไม่ยอมจะจมปลักอยู่ในกองขี้ แล้วก็เกาะไต่ตามชายจีวรของพระองค์ออกมา แสดงว่า หนอนเหล่านั้น เริ่มมีสติ สัปชัญญะ เริ่มกำจัดอุปาทาน ความยึดถือ กำจัดตัณหา ความทะยานอยาก ด้วยอำนาจแห่งสติ สัมปชัญญะได้แล้ว กำจัดอวิชชาได้แล้ว จึงจะไต่เกาะมาตามชายจีวรพระองค์ พ้นจากกองมูตรคูถและขี้ไป
หลวงปู่ จึงประนาม เหยียดหยาม พวกนักบวชที่เล่นขี้ทั้งหลาย อย่างสาดเสียเทเสีย เพราะมันเล่นขี้หรือเปล่าล่ะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ แก้วแหวน เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ขี้มั้ย .. เอ๊อ มัน ก็คือ เด็กเล่นขี้ที่ไม่สะดุ้งสะเทือน ทีนี้ เข้าใจหรือยัง
สรุปแล้ว จะกำจัดอารมณ์ ไม่ให้เป็นต้นเหตุแห่งการเกิดจิตได้ ต้องทำยังไง .. ต้องศึกษา
เพราะหลวงปู่บอกว่า ต้องศึกษาไง กูเลยต้องอธิบายให้มึงเข้าใจแบบนี้
แต่ถ้ากูบอกว่า มึงต้องเชื่อ กูก็แค่บอกว่า มึงไปฝึกสติเถอะ ไปเถอะ อย่าถามมากเลย ฝึกสติไปเยอะๆ เถอะ นี่คือ ต้องเชื่อ แล้วมึงจะทำได้ไม่ได้ ก็เรื่อง จะทำได้เท่าไหร่ก็เรื่อง ไม่เกี่ยว อย่างนี้ เรียกว่า ศึกษามั้ย .. ไม่ได้ศึกษา แต่ ไป ทำ ตาม ความ เชื่อ
ถ้าศึกษา ก็ต้องอย่างนี้ ต้องอธิบายให้เห็น ชัดๆ ว่า :
เพราะอวิชชา ทำให้เกิดสังขาร
เพราะสังขาร ทำให้เกิด นามรูป
เพราะนามรูป ทำให้เกิด สฬายตนะ
เพราะสฬายตนะ ทำให้เกิด ผัสสะ
เพราะผัสสะ ทำให้เกิดเวทนา สุข ทุกข์
เพราะเวทนา สุข ทุกข์ ทำให้เกิด ตัณหา ความอยาก
เพราะตัณหา ความอยาก ทำให้เกิดอุปาทาน ความยึดถือ
เพราะอุปาทาน ความยึดถือ ทำให้เกิด ภพ
เพราะภพ ทำให้เกิดชาติ
เพราะชาติ ทำให้เกิด ชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส
วนไปวนมา อย่างนี้ เหนื่อย มั้ย ลูก ... ไม่เหนื่อย เหนื่อยเราไม่เหนื่อย เมื่อยเราไม่เมื่อย ง่วงกูง่วง
ใช้คำว่า ต้องศึกษา...ต้องสงสัย แล้วก็ ศึกษา แล้ว สร้างความเพียร
ในที่นี้ สรุป เอ้า อ่านใหม่
ไม่มีอารมณ์ ก็ไม่มีจิต
อารมณ์ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิต
อารมณ์ ทำให้จิตนี้ ตั้งอยู่ได้
ไม่มีอารมณ์ ไม่มีจิต ก็ไม่มีภพ
ภพ เกิดได้ เพราะเหตุปัจจัย กรรม - อวิชชา - ตัณหา - อุปาทาน ที่ปรากฏในจิต จึงทำให้เกิดภพ
ทีนี้ จะกำจัดอารมณ์ในจิต ทำยังไง .. ศึกษา สงสัย ขวนขวาย มีความพียร ...ขวนขวายก็คือ ความเพียร ...เพียร เพื่อให้เกิดอะไร ... เกิดสติ สัมปชัญญะ
เมื่อ สติ สัมปชัญญะ เกิดขึ้นแล้ว อวิชชา เกิดมั้ย .. อวิชชาเกิดไม่ได้เลย มีสติ คือ ระลึกได้ สัมปชัญญะ คือ รู้ตัว แล้ว อวิชชาจะตั้งอยู่ไม่ได้เลย เหมือนกับพระอาทิตย์ปรากฏ ความมืดก็หายไป
เมื่ออวิชชาเกิดไม่ได้ ทีนี้ เมื่อเกิดไม่ได้ ก็น่าจะดีแล้วนี่ ไม่ต้องศึกษาอะไรแล้ว สงสัยต่อไป
ไม่หยุดสงสัย
“เมื่อมีสติ มีสัมปชัญญะแล้ว ก็ไม่ต้องศึกษาอะไรแล้วนี่ครับ ก็มีพระอาทิตย์แล้ว ความมืดก็หายไป”
ดวงอาทิตย์ มีอยู่ทั้งโลกมั้ย ..มันฉายแสงได้ทั้งโลกในเวลาเดียวกันมั้ย .. ไม่ ยังมีเงามืด อีกข้างหนึ่งของโลก ใช่มั้ย (ใช่)
เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเรา ก็คือ อวิชชาในอดีต อวิชชาในปัจจุบัน และอวิชชาในอนาคต ยังปรากฏอยู่ ตราบใดที่เรายังกำจัดอวิชชาในอดีตไม่ได้
เพราะอดีต ทำให้ปรากฏปัจจุบัน
เพราะปัจจุบัน จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอนาคต
เมื่อเป็นอย่างนี้ พระศาสดาทรงสอนว่า ให้จัดการกับอวิชชา
คำว่า จัดการกับอวิชชา คือ สร้างกระบวนการเรียนรู้ ศึกษา สงสัย ขวนขวาย นั่นคือ มีความเพียร ทำ
ให้เกิดมหาสติ ยิ่ง ที่เกิด ภายในกาย ในเวทนา ในจิต และในธรรม
จริงๆ แล้ว มีสติเฉยๆ ก็ได้นี่
ทำไมต้องมี สติใ กาย ด้วยล่ะครับ ถูกมั้ย
ทำไมต้องมี สติในเวทนา ล่ะครับ
ทำไมต้องมี สติในจิต ล่ะครับ
ทำไมต้องมี สติในเธรรม
ก็เพราะว่า ดวงอาทิตย์ส่องแค่ด้านเดียว เหลือบ-มุมทั้งหลาย ที่อยู่ในองค์ประกอบของกายเรา ชีวิตเรา ยังไม่ได้รับแสงสว่าง ยังมีอีกมั้ย .. มีอยู่
กาย ได้แสงสว่างแล้ว
เวทนาเรา ได้แสงสว่างหรือยัง (ยัง)
จิตเรา ได้แสงสว่างหรือยัง (ยัง)
ธรรมเรา ได้แสงสว่างหรือยัง (ยัง)
เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะอวิชชา ทำให้เกิดการปรุงแต่ง
เพราะ ตัวปรุงแต่ง ทำให้เกิด อะไร (นามรูป) แล้ว นาม-รูปนี้ คืออะไร .. นามรูปนี้ อยู่ที่ไหน (กาย)
นี่แหละ ตัวนี้แหละ (หลวงปู่ชี้ไปที่ตัวท่านทั้งตัว)
พระอาทิตย์ส่องมาข้างหน้า แล้วข้างหลังล่ะ มันก็ นาม รูปเรา เหมือนกัน ใช่มั้ย (ใช่) ใต้ฝ่าเท้าเราก็นามรูป ใช่มั้ย (ใช่) เอ่อ แล้วจะทำยังไง
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า อย่างนั้น ก็ต้องมี มหาสติอยู่ ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม เพื่อกำจัดอวิชชาให้หมด หมดโลก โลกคือตัวเรา หมดโลก หมดตัว ทั้งภายในและภายนอก พระพุทธเจ้าบอกอย่างนั้น ทั้งภายในและภายนอก จึงจะเป็น มหาสติ ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า สัมมาสติ ที่ต้องประกอบไปด้วย อยู่ ในกาย ในเวทนา ในจิต และธรรม ไม่ใช่สติ เฉยๆ
สติ เฉยๆ ก็อาจจะมีแค่ด้านใดด้านหนึ่ง ก็เหมือนกับคนมีตาข้างเดียว มองเห็นข้างเดียว แต่เรายังมีเรื่องเยอะแยะมากมายที่ต้องทำ
เพราะฉะนั้น คำว่า ฝึก ศึกษา สงสัย ขวนขวาย จึง จำ เป็น สำหรับ ผู้ ใคร่ แก่ การ หลุด พ้น ใช่มั้ย
สติในกาย สติในเวทนา สติในจิต และ สติในธรรม
เมื่อมี สติ ทั้งโลก (หลวงปู่ ใช้มือทั้ง ๒ ข้าง ทำมือขึ้นลงองค์ท่าน หมายถึง ทั้งโลก) อวิชชา ตั้งอยู่ได้มั้ย (ไม่ได้) นั่นแหละ จบ หมดกิจ หมดหน้าที่
พออวิชชาตั้งไม่ได้ ย้อนกลับมาดูใหม่ว่า อวิชชาเป็นรากเหง้าของอารมณ์ ถูกมั้ย (...) ใช่มั้ย (ใช่) เมื่อกี้ ไล่ให้ฟังแล้วว่า อารมณ์มันเกิดจากอะไร เป็นขั้นๆ
ทีนี้ เราก็สรุปได้ว่า อวิชชา คือ ตัวต้นกำเนิดของอารมณ์ ใช่มั้ย .. แล้ว อวิชชา เป็น ตัวต้นกำเนิดของจิตด้วย ใช่มั้ย .. แล้วก็ เป็นตัวต้นกำเนิดของภพด้วย ใช่มั้ย (ใช่)
เมื่อ กำจัด อวิชชาได้เสียแล้ว อารมณ์ก็ไม่มี ใช่มั้ย (ใช่) ไม่ใช่มาเพ่ง
หลวงปู่จึงบอกว่า ระวัง อย่า เผลอ ไป เพ่ง อารมณ์
ที่พูดมาทั้งหมด นี่เราเพ่งมั้ย (เพ่ง/ไม่เพ่ง) ที่กูพูดมาทั้งหมด มึงเพ่งมั้ย (ไม่เพ่ง) เดี๋ยว นึกว่ามึงเพ่งอีก มึงก็หลับอีก ฟังใช่มั้ย (ใช่) ศึกษา เข้าใจมั้ย (เข้าใจ) เอ๊อ เมื่อไม่ได้เพ่ง ศึกษา เข้าใจ สิ้นสงสัย
กระบวนการสงสัยต่อไป ก็ต้องตั้งคำถามว่า เอาล่ะ เมื่อเราจับต้นเหตุแห่งอารมณ์แล้ว ต่อไป แล้ว ต้นเหตุแห่งจิตล่ะ ไหวมั้ยเนี่ย .. ไม่ไ ม่ กูอ่ะ แค่อารมณ์ อย่างเดียว กูก็เสียงแหบเสียงแห้งแล้ว มึงเข้าใจมั้ย (เข้าใจ)
รู้อย่างนี้ กูสอนง่ายๆ แบบคนอื่นเขาสอน ไม่ต้องมาเหนื่อย ไม่ต้องมา ยกแม่น้ำ ยกภูเขา ยกป่า ยกต้นไม้
ยกขี้ ยกอะไรต่ออะไร แต่เข้าใจมั้ย (เข้าใจ)
กำจัดอารมณ์ ก็ต้อง กำจัดอวิชชา
กำจัดอวิชชา ต้องทำให้เกิดอะไรก่อน .. อย่าไปตอบง่ายๆ สติ ต้องศึกษา สงสัย ขวนขวาย
ต้องศึกษา สงสัย และขวนขวาย วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
ศึกษา สงสัย ขวนขวาย อยู่ใน วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ เป็นไวพจน์ เป็นตัวแทนของวิริเยนะ ทุกขมัจเจติ ล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
ต้องศึกษา สงสัย ขวนขวาย แล้ว สร้างหรือทำให้เกิด สัมมาสติ...สติที่ตั้งอยู่ภายในและภายนอก กาย เวทนา จิต ธรรม ทีนี้ เมื่อมีสติแล้ว กาย เวทนา จิต ธรรม มีสติพร้อมมูลแล้ว อวิชชาตั้งอยู่ได้มั้ย ..ตั้งอยู่ไม่ได้ เมื่ออวิชชาตั้งอยู่ไม่ได้ พระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ ถ้าจะดับธรรมนั้น ดับที่เหตุ อารมณ์ใดเกิดแต่เหตุ...อารมณ์กุศลเกิดแต่เหตุ ..กุศลนี่เกิดแต่เหตุมั้ย
เอ้า ทีนี้ มีข้อสงสัยต่อไปว่า อกุศล เรารู้ว่า เป็นอวิชชา ใช่มั้ย .. อารมณ์อกุศล เกิดแต่เหตุอะไร .. เกิดแต่เหตุอะไร
เพราะไม่รู้ จึงเกิด การปรุงแต่ง
เพราะ การปรุงแต่งเกิด จึงเกิด นาม-รูป
เพราะ นาม-รูปเกิด จึงเกิด สฬายตนะ
อายตนะเกิด จึงเกิดผัสสะ
ผัสสะเกิด จึงเกิดเวทนา
ถ้าตอบให้ตรงเต็มๆ อย่างนี้
แต่ถ้าตอบให้รวบรัด ก็บอกว่า อารมณ์อกุศล เกิดจากอวิชชา
เมื่ออารมณ์อกุศลเกิดจากอวิชชา แล้วอารมณ์กุศลล่ะ “อารมณ์อกุศลเกิดจากอวิชชาน่ะ เข้าใจ แล้วอารมณ์กุศลล่ะ เกิดจากอะไรล่ะคะ”
เมื่อวานนี้ หลวงปู่พูดแล้ว ใช่มั้ยว่า ปัญญามี ๒ อย่าง ใช่มั้ย จำได้มั้ย มีโลกียปัญญา กับ โลกุตตรปัญญา ใช่มั้ย .. หลวงปู่ไม่ปรารถนาให้แม่นอน แล้วมองเห็นว่า มีราชรถมารับ
มีคนถามปัญหาว่า ถ้าจะตายแล้ว จะทำยังไงให้เข้าถึงปัญญา ตายแบบไหนที่ประกอบไปด้วยปัญญา
ถ้าปัญญา แบบโลกียปัญญา ก็คือ ก่อนตาย นึกถึงอะไร .. บุญ ศีล สมาธิ ทาน ธรรม ไปไหน ..สุคติภพ
แต่ถ้า โลกุตตรปัญญา มีบุญมั้ย (ไม่มี) มีสมาธิมั้ย (ไม่มี) มีศีลมั้ย (ไม่มี) มีทานมั้ย (ไม่มี) มีธรรมมั้ย (ไม่มี) ก็มันไม่มีอะไร จะให้มันมีอะไร
เพราะฉะนั้น กระบวนการของอารมณ์กุศล...อารมณ์กุศล จัดเป็นประเภทไหนบ้าง พระพุทธเจ้าทรงจัดเป็นกุศล และมหากุศล ใช่มั้ย ในอภิธรรม มีมหากุศลมั้ย (มี) เอ้อ กุศลและมหากุศล
แม้อารมณ์กุศล ก็ต้องประกอบไปด้วยอะไร .. ทาน ศีล สมาธิ ใช่มั้ย แม้แต่ ภาวนา คือ สมถะ เป็นกุศล
มั้ย (เป็น) สมถะไม่ใช่มหากุศลนะ ..สมถะยังเป็นแค่กุศลนะ เพราะผลที่สูงสุดของสมถะ ก็ไปเกิดในชั้นพรหมนะ ใช่มั้ย
เอกัคคตา อุเบกขารมณ์ ผู้เข้าถึงฌาน ๔ ตายขณะนั้น ไปเกิดเป็น ท้าวมหาพรหม ถูกมั้ย (ถูก) มึงรู้ได้ไง (หลวงปู่บอก) ไม่ใช่กูบอก พระพุทธเจ้าบอกไว้อย่างนี้ ว่า ผู้เข้าถึงอารมณ์ฌาน สมาบัติ ๘ ด้วยซ้ำ สมาบัติ ๘ ถือว่า สมาบัติ ๔ สองชั้น ก็ยังได้เป็นแค่พรหม อย่างเช่น อาฬารดาบส กับอุทกดาบส เป็นต้น มาบอกว่า กูบอกได้ไง
สรุปรวมแล้ว กุศลเกิดจากอวิชชา มีมั้ย .. พูดมาขนาดนี้ มีมั้ย (มี/ไม่มี) ไม่มีได้ยังไง เป็นโลกียปัญญา ยังถือว่าเป็น อวิชชา – ความไม่รู้
ถ้าไม่มี ก็แสดงว่า ในยุค อาฬารดาบส กับอุทกดาบส ก็ไม่มีอวิชชาสิ แล้วทำไม พระพุทธเจ้าต้องขวนขวายล่ะ ใช่มั้ย
พระพุทธเจ้า ออกจากสำนักอุทกดาบส กับ อาฬารดาบส เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ใช่มั้ย .. อ้าว เมื่อไม่ใช่ทางตรัสรู้แล้ว ฌาน สมาบัติ เป็นอารมณ์กุศลมั้ย .. เป็น แล้วทำไมพระพุทธเจ้ายังต้องหนีมา .. เป็นอวิชชามั้ย .. เอ้อ เป็นกุศล แต่เป็นอวิชชา
เพราะฉะนั้น อารมณ์กุศล เกิดจากอวิชชาได้มั้ย .. ได้ กว่าจะเข้าใจ เหนื๊อย เหนื่อย
ตอนกูอยู่ข้างบนล่ะนะ กูก็มองว่า กูกระโดดลง มันมีแสงนะ ปัญญามันคงจะรุ่งเรือง ที่ไหนได้ มันจุดตะเกียงหลอกกู
อารมณ์ในส่วนอกุศลน่ะ เข้าใจ เพราะเกิดจากอวิชชา ถูกต้องมั้ย (ถูกต้อง) แต่อารมณ์ในส่วนกุศลล่ะ เกิดจากอวิชชา ได้มั้ย .. ได้
เพราะฉะนั้น อารมณ์กุศล ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิต ใช่มั้ย .. เกิดภพ ใช่มั้ย ..เป็นสุคติภพ ใช่มั้ย (ใช่)
เอ้อ อกุศลเป็นทุคติ กุศลเป็นสุคติ
พระพุทธเจ้าสอนให้ต้องการสุคติกับทุคติเหรอ ..ไม่ พระองค์ทรงสอนให้เรา ต้องนิพพาน คือ ความหลุดพ้น
เพราะฉะนั้น มหากุศลอย่างยิ่ง จึงไม่มีกุศล ไม่มีอกุศล มีอวิชชามั้ย .. ไม่มี
มหา กุ ศล อย่าง ยิ่ง จึง ไม่ มี อวิช ชา ที่เรียกว่า โสภณจิต ก็ยังไม่ใช่ ก็ยังมีองค์ประกอบของจิต เพราะถึงที่สุดของวิชชา วิถีจิต จะต้องไม่มี แม้กระทั่งแตกเข้าไปจนกระทั่ง นี่เรากำลังไล่อารมณ์ กำลังกำจัดอารมณ์ กำจัดอวิชชา ต้นเหตุแห่งอารมณ์ กำจัดภพ กำจัดจิต
แม้นที่สุดแล้ว จิตก็ต้องไม่มีด้วย จะต้องไล่เข้าไปจนกระทั่งแม้นจิตนี้ก็ไม่มี เพราะเหตุใด จิตนี้ไม่มีเพราะอะไร ...เพราะไม่มีเหตุแห่งการเกิดแห่งจิต แล้วเหตุแห่งการเกิดของจิต คือ อะไร (อวิชชา) ดูสิ ดู ในนั้นน่ะ มึงจะกระโดดไปอวิชชาเลย
เหตุแห่งการเกิดจิต มาจาก .. อารมณ์
เรื่องพวกนี้ คนศึกษาวิถีจิต ต้องเข้าใจ ลูก... ถ้าไม่เข้าใจ มึงศึกษาให้ตาย ก็ไม่รู้เรื่อง
พอไม่รู้จักวิถีจิต ผู้ฉลาดในจิต ย่อมฉลาดในโลก...ผู้ไม่ฉลาดในจิต โง่ที่สุดในโลก เขียนไว้บทโศลก กูน่ะ ได้วันหนึ่งหลายสิบบท ผู้ฉลาดในจิต ย่อมเป็นผู้ฉลาดในโลก ผู้ไม่ฉลาดในจิต ย่อมเป็นผู้โง่ที่สุดในโลก
เอ้า อ่านให้ฟังสิ
ผู้ฉลาดในจิต ย่อมเป็นผู้ฉลาดในโลก ผู้ไม่ฉลาดในจิต ย่อมเป็นผู้โง่ที่สุดในโลก
เพราะอะไร
เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า มโน ปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา – การทั้งหลาย กรรมทั้งปวง มีจิตนี้เป็นนาย มีจิตนี้เป็นใหญ่
จิต ย่อมกำหนดมาซึ่งกรรมทั้งปวง ถ้าชนะจิต ฉลาดในจิต ก็จะชนะกรรม และหยุดอกุศลกรรม แม้นกุศลกรรมก็ละเว้นจนถึงที่สุด ..จิต จึงเป็นตัวต้นเหตุแห่งสุข-ทุกข์ทั้งปวง ที่เราจะควบคุมมันได้
เราควบคุมอวิชชาไม่ได้ เพราะ อวิชชามาก่อนเรา มาก่อนเรามั้ย .. อวิชชามาก่อนเรามั้ย .. มันเกิดมาไม่
รู้ กี่ร้อย กี่ล้าน กี่พันแสนจักรวาลแล้ว เราไปทำอะไรมันไม่ได้หรอก มีได้ ก็คือ เราต้องจัดการกับตัวเรา
การจัดการกับตัวเรา ก็ต้องเริ่มต้นจากการ เข้าใจ เหตุปัจจัยก่อน ศึกษา สงสัย ขวนขวาย ใส่เข้าไปอีกคำว่า แสวงหา จนสิ้นสงสัย....ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา จนสิ้นสงสัย
เอ้า รู้แล้วว่า อารมณ์ในส่วนที่เป็นกุศล ก็เกิดจากอวิชชา อารมณ์ที่เป็นอกุศล ก็เกิดจากอวิชชา
ยืนยันได้มั้ยว่า อารมณ์ในส่วนที่เป็นกุศล เกิดจากอวิชชา ได้อย่างไร อธิบายซิ ตาปริบๆ
ถ้ามีคนเขาไปหามึง แล้วถามมึงว่า พุทธะอิสระ ท่านสอนอะไรเหรอ อารมณ์ จิต กับกุศล กับอวิชชา จะเกี่ยวพันกันยังไง อธิบายเขายังไง....ถ้าอยากรู้ เดี๋ยวไปเปิดเทปดู เขาอัดเทปไว้ ใช่มั้ย .. เอ้า สงสัย ใช่มั้ย เปิด ฟัง จบ เหอะ กูเอ๊ย กู
ต้องทำความเข้าใจนะ ลูก นี่คือ หลักการสำคัญอันยิ่งเลย เป็นส่วนสำคัญยิ่ง เป็นหัวใจของการที่เราจะต้อง ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา จนสิ้นสงสัย ในแต่ละขั้นแต่ละตอน
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ละเอียดมาก สุขุม ลุ่มลึกมาก จริงๆ แล้วไม่ได้ซับซ้อนเลย ถ้าเรารู้จักคิดให้เป็นระบบ ทุกอย่างเรียงลำดับมาให้เราวิเคราะห์ พิจารณาได้หมดโดย :
ผ่านกระบวนการหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ผ่านกระบวนการหลัก ปฏิจจสมุปปันธรรม อริยสัจ ๔ สมุทัย มรรค ผ่านกระบวนการนี้ คือ ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ ถ้าจะดับธรรมนั้น ต้องดับที่เหตุ
ต้องค้นหาเหตุ เหตุแห่งอารมณ์เกิดจากอะไร เหตุแห่งจิตเกิดจากอะไร
เอ้า ทีนี้ เราดูล่ะ เรารู้แล้วว่า อารมณ์ เกิดจาก ตอบโดยรวม ก็ อวิชชา
ทีนี้ จิต เกิดจากอะไร
ที่เราพูดมาทั้งหมด เกินกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นสภาวะของอารมณ์ เป็นเวทนา
ทีนี้ จิต เกิดจากอะไร.. จิต เกิดจากอะไร
เราอย่าไปมองว่า จิตปัจจุบัน...มองไปถึงจิตดวงแรกของเรานู่น
สงสัย ศึกษา สงสัย ขวนขวาย จิตดวงแรกของเรา ที่เกิดขึ้นมาน่ะ เกิดมาจากอะไรหว่า ..
มันเกิดมาจากอะไร .. ดวงแรกของเราน่ะ มันเกิดมาจากอะไร
ไม่รู้ชาติไหน ภพไหน เกิดมาจากอะไร (...) ทำไมมันก่อร่างสร้างตัวมาได้ถึงวันนี้ แล้วก็ ชาติปัจจุบันนี้
ได้ ภพปัจจุบันนี้ได้ เกิดจากอะไร (กรรม/อวิชชา) เกิดจากอะไร (อวิชชา/กรรม) เดี๋ยวก็ตบมือแบ กำ กำ ..กรรมนี่ มันกำปั้นทุบดินนะ จิตเกิดจากอะไร
เอ้า ลองคิดๆ คิดได้มั้ย .. กลับไปดู ปฏิจจสมุปบาทซิ จิต เกิดจากอะไร ตอบให้มันมีกึ๋นหน่อย สิ
เยอะไปมั้ยเนี่ย เยอะไปมั้ย .. หา จิต เกิดจากอะไร
อวิชชา ทำให้เกิด สังขาร
สังขาร ทำให้เกิด(นาม-รูป
แล้วทีนี้ นาม-รูป คืออะไร .. กาย/ใจ กายอยู่ตรงไหน (ตัวเรา) แล้วใจอยู่ตรงไหน (ในกาย)
แล้ว ใจกับจิต นี่ เป็นดวงเดียวกันมั้ย (ดวงเดียวกัน) อ้าว ดวงเดียวกันเหรอ กูนึกว่า คนละดวงนะเนี่ย กู เห็นพวกมึงหมุ่มหมั่มๆๆ อะไรของมึง
จิตเกิดจากอะไร ทีนี้ .. จิต เกิดจากการปรุงแต่ง แล้ว การปรุงแต่ง เป็นอารมณ์ มั้ย (เป็น) เอ้อ เมื่อไม่ปรุงแต่งอารมณ์ จิตจะเกิดได้มั้ย .. ไม่ได้เลย ให้เข้าใจหลักการนี้ไว้ให้ชัดเจน
แม้นเราจะรู้ว่า จิตเกิดจากอารมณ์ ก็บอกแล้วว่า ถ้าเราเดินไป แล้วเราไม่สนใจว่า ใครมายืนด่าเรา มึงอยากด่าก็ด่า เราไม่สนใจ มันจะเกิดจิตได้มั้ย (ไม่ได้) เกิดอารมณ์ได้มั้ย (ไม่ได้) เดินไป มันยืนเข้าแถว ด่าเราเป็นร้อยเป็นพัน มึงอยากด่าก็ด่า แล้วเราก็เดินของเราไปเฉยๆ เรื่อยๆ แบบมี สติ – ระลึกได้-รู้ตัว มันมีอารมณ์มั้ย .. ไม่มีอารมณ์ แล้วมีจิตมั้ย .. มี แต่ จิตรู้ เฉยๆ แต่ไม่มีจิตรับ ใช่มั้ย (ใช่) แล้วเมื่อไม่มีจิตรับ มันสร้างภพมั้ยล่ะ (ไม่สร้าง)
ทีนี้รู้ยังว่า จิตเกิดจากอะไร เกิดจากสังขารขันธ์ คือ การปรุงแต่ง จนทำให้เกิดอารมณ์ จิต อารมณ์และจิตด้วยนะ อารมณ์และจิตด้วย “...” (เสียงหลวงปู่ เรอ) มึงเหรอ (หลวงปู่) เอ่อ กู ลมขึ้นแล้ว
เอ้า เราสำรอกความโง่ ความไม่รู้ไปในระดับหนึ่งล่ะ สำรอกอวิชชา - ความโง่ ความไม่รู้ ความไม่
เข้าใจ ความไม่แจ่มชัด ในกระบวนการเกิดแห่งอารมณ์ กระบวนการเกิดแห่งจิต
เรามาสอบทานกันดูว่า จะทำยังไง ไม่ให้เกิดอารมณ์ .. เอ้า เงียบอีกแล้ว
ทำยังไงไม่ให้เกิดอารมณ์ ...ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา จนสิ้นสงสัย
ทำยังไงไม่ให้เกิดจิต .. ทำยังไงไม่ให้เกิดจิต
เรารู้แล้วว่า เราทำยังไงไม่ให้เกิดอารมณ์ ตอบแบบผู้มีภูมิ ..ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา จนสิ้น
สงสัย กระบวนทัศน์มันอยู่ภายใน เพราะอวิชชา สังขาร นาม-รูป กาย/ใจ นาม-รูปก็คือกาย/ใจ สฬายต
นะ แล้ว ผัสสะ เวทนา พอถึงผัสสะ ก็หยุดพิจารณา
กระบวนการหยุดพิจารณา ตอนนี้กระบวนการตรงนี้แหละ สภาวะอารมณ์ที่ทำให้เกิดสุข เกิดทุกข์
เกิดภพ เกิดชาติ ยังอยู่ก้ำกึ่ง
มันยังมีอีกนะ
อารมณ์ที่ไม่สมประกอบ ทำให้เกิดภพที่ไม่สมประกอบ อุ๊ย! แค่นี้ กูก็ควันขึ้นหัวแล้ว ยังมีอารมณ์สมประกอบกับอารมณ์ไม่สมประกอบ ...มึงเคยเห็น เด็กพิการที่เกิดมามั้ย (เคย) นั่นแหละอารมณ์ที่ไม่สมประกอบ ...อารมณ์ที่ไม่สมประกอบ ทำให้เกิดภพที่ไม่สมประกอบ หรือว่า พวกมึงไม่สมประกอบมั้ย.. กูว่า พวกมึงไม่สมประกอบนะ
อารมณ์ที่ไม่สมประกอบ คือ อารมณ์ อะไร
มีไล่มาตั้งแต่ อวิชชา สังขาร การปรุง นาม-รูป สฬายตนะ ผัสสะ แล้วมันหยุดอยู่แค่นั้น จะเวทนาก็ไม่เวทนา จะสุขก็ไม่สุข จะทุกข์ก็ไม่ทุกข์ แต่มันกระโดดข้ามมา ก็คือ มีตัณหา ความอยากเลย มีอุปาทาน ความยึดถือเลย แล้วก็ กระโดดไปสร้างภพเลย ภพนั้น จะไม่สมประกอบเลย
เพราะอะไร
กระบวนการในการสร้างภพนั้น ไม่ครบองค์ประกอบของมัน เพราะมันขาดอะไรไป เมื่อกี้ ไล่ให้ฟังแล้วมันขาดอะไรไป .. เวทนาไม่ครบองค์ประกอบ สุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ เฉยๆ ก็ไม่ใช่ ไม่รู้กูจะไปทางไหนดี ประมาณนั้นน่ะ สุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ เฉยๆ ก็ไม่ใช่... ไม่ รู้ จะ ไป ทาง ไหน ดี
พอมาถึงคำว่า ตัณหา อยาก ก็ “อยาก” แบบขาดๆ เกินๆ “อยาก”แบบสำเร็จประโยชน์/ไม่สำเร็จประโยชน์ แล้วมีกันแบบนี้ทุกคนมั้ย อารมณ์แบบนี้ .. มีกันทุกคน
โบราณเขาถึงเรียกคนพวกนี้ว่า เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรจับจด เดินหน้าถอยหลัง ไม่สำเร็จประโยชน์ ทำนิดเลิกแล้ว ทำหน่อยเลิกแล้ว พอเจอลำบากหน่อยก็เลิกแล้ว เหล่านี้ คือ กระบวนการของอารมณ์
สมประกอบหรือไม่สมประกอบ .. ไม่สมประกอบ
แล้วถ้าทำบ่อยๆ จนเป็นสันดาน เขาเรียกว่า อนุสัย คือ สันดาน
ภพ จะสมประกอบมั้ย (ไม่)...ชาติ จะสมประกอบมั้ย (ไม่)
นั่นแหละ มันถึงได้เกิดมาพิการ
เห็นมั้ย อย่างนี้ นี่ต้นกำเนิดของกรรมเลย ต้นกำเนิดแห่งกรรมของบุคคลที่ไม่สมประกอบเลย แล้วมันไม่ได้ทำครั้งเดียว ครั้งเดียวมั้ย .. ไม่ครั้งเดียวเลย ที่อารมณ์จับจด อยากทำมั่ง ไม่อยากทำมั่งแต่มันเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิตมั้ย (ไม่) บ่อยครั้งมาก บางคนจนเป็นสันดาน นิสัยเลยล่ะ “ไอ้นี่มันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” “ไอ้นี่ มันทำอะไรไม่จริงจัง”
สรุปรวมแล้ว เทพบันดาลให้เราพิการ หรือ เราบันดาลตัวเราเองให้พิการ .. เอ๊อ เราเอง นั่นแหละ เป็นผู้บันดาลตัวเราให้พิการ ...ให้พิการ ให้ง่อยเปลี้ย เสียขา ให้หูหนวก ให้ตาบอด เพราะสร้างภพโดยไม่สมประกอบ จากอารมณ์ที่ไม่สมประกอบ
มันมีมาครบแหละ อวิชชามี สังขาร - การปรุงแต่งมี นาม-รูปมี สฬายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจมี แต่ดันมามีผัสสะ แล้วเกิดเวทนาที่ไม่สมประกอบขึ้น
“มันไม่ถูกใจนะ สัมผัสนี่ ไม่ค่อยถูกอารมณ์ ไม่อยากได้ มันอึดอัด”
“เอ้า เอาก็เอา วะ หยวนๆ” มันหมุนไป/หมุนมา ฟัดไป/ฟัดมา อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งกลายเป็นสันดาน แล้วครั้งเดียวไม่หยุด สองครั้ง สามครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ล้านครั้ง จนกลายเป็น การสร้างภพที่ไม่สมประกอบเกิดขึ้น เข้าใจหรือยัง
ขนาดภพ ยังมีไม่สมประกอบ อ้าว มีสิ ก็อารมณ์มึง ยังไม่สมประกอบเลย เพราะอะไร
เพราะรากเหง้าของการเกิดจิต
จิต เป็นตัวสร้างภพใช่มั้ยล่ะ .. ใช่มั้ย (ใช่)
ก็เมื่อ อารมณ์ ไม่สมบูรณ์น่ะ จิตนี้กินของสกปรก กินของไม่ดี แล้วจะโตดีมั้ยล่ะ มันเหมือนกับเลี้ยงหมู เลี้ยงหมา เลี้ยงกา เลี้ยงไก่ เลี้ยงตัวเอง เรากินแต่ยาพิษเข้าไปๆ แล้วตัวเราจะแข็งแรงมั้ยล่ะ ..ไม่แข็งแรง แล้วเราจะทำงานสำเร็จมั้ยล่ะ ..ไม่สำเร็จ แล้วความสมบูรณ์จะเกิดมั้ยล่ะ (ไม่) ก็เหมือนกัน ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คิดตรงๆ ไม่เยอะ แต่ ต้อง คิด
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ธัมมัญจเร สุจริตตังจเร ต้องประพฤติธรรมอันสุจริต...วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ บุคคลล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร
ทำไม พระองค์เอา ความเพียร มาตั้งมั่นในความทุกข์
ถ้าเรามีอารมณ์สมประกอบ ก็แสดงว่า เรามีความเพียรทางอารมณ์ ถูกมั้ย (ถูก)
เมื่อมีความเพียรทางอารมณ์ จิตกินอารมณ์เป็นอาหาร จิตก็จะมีความเพียรมั้ย .. มี
ความเพียร เป็นอารมณ์มั้ย.. เป็น
เมื่อจิตกินความเพียรเป็นอาหาร จิตก็มีความเพียร
เวลาสร้างภพ ภพนั้นก็จะเพียรพยายามในการสร้าง สมบูรณ์มั้ย .. สมบูรณ์
เห็นมั้ย ใครทำกรรมให้มึง (ตัวเอง) ไม่มีใครทำกรรมให้ มีแต่ตัวเองทำ
เห็นมั้ย กรรมมีอยู่ภายใน กรรมอยู่ภายนอก กรรมในอดีต เยอะแยะ นี่แค่ อารมณ์ไม่สมประกอบ กูก็อธิบายได้.. นี่ยังไม่พูดถึงเรื่อง กรรมภายใน กรรมภายนอก อดีตกรรม อนาคตกรรม ปัจจุบันกรรมอีก แล้วมันทิ้งกันมั้ยกับอารมณ์ จิต ไม่ทิ้งเลย ...ภพ ไม่ทิ้งเลย ...กรรม อดีตกรรม ปัจจุบันกรรม อนาคตกรรม ก็ไม่ได้ทิ้งคำว่าอารมณ์...ไม่ทิ้งคำว่า จิต...ไม่ทิ้งคำว่า ภพที่สมประกอบและไม่สมประกอบ ก็เป็นผลจากกรรม
กรรมของใคร .. กรรมของอารมณ์ กรรมของจิต ที่เกิดจากอะไร .. เกิดจาก อวิชชา สังขาร นาม-รูป อายตนะ ผัสสะ แล้วก็ออกมาเป็น เวทนา
ถ้า เวทนา ที่สมบูรณ์ ก็เหมือนกับ อารมณ์ที่อุ่นหนาฝาคั่ง อุดมสมบูรณ์ จิตกินอารมณ์นั้นเป็นอาหารใช่มั้ย (ใช่) เพราะจิตตั้งมั่นอยู่ได้เพราะ (อารมณ์) จิตเกิดได้เพราะ (อารมณ์) จิตดำรงอยู่ได้เพราะ (อารมณ์) ถ้าอารมณ์ดี จิตดีมั้ย (ดี) อารมณ์สุข จิตสุขมั้ย (สุข) อารมณ์ทุกข์ จิต (ทุกข์)
สุคติภพ เกิดขึ้น เพราะ จิตได้กัดกินอารมณ์กุศลใช่มั้ย (ใช่) เพราะอารมณ์กุศล เกิดในจิตใช่มั้ย (ใช่) จึงเกิดสุคติภพใช่มั้ย (ใช่)
เพราะอกุศลเกิด จิตกัดกินอกุศล สุคติจะเกิดได้มั้ย (ไม่ได้) ต้องเกิดทุคติ ถูกมั้ย (ถูก)
แล้ว ถ้ามันกัดกินอารมณ์ที่บิดๆ วิ่นๆ ขาดวิ่นไม่สมบูรณ์ มันจะเป็นอะไร มันจะเป็นภพแบบไหน มันก็เป็นภพไม่สมประกอบ
นี่แหละ เป็นคำกล่าว มึงสงสัยกันนัก “เอ๊ะทำไมผัวกู มันขี้เหร่เหลือเกินวะ” อะไรแบบนี้ “ทำไม ลูกเรามันไม่เหมือนกับคนอื่นเขา” “ทำไมคนๆ นั้น จึงออกมาแล้วพิการ” นู่น นี่ นั่น
อันนี้ คือ รากเหง้าเลย
รากเหง้าของภพที่ไม่สมประกอบกับภพที่สมประกอบ
ภพ ที่เป็นสุคติภพ กับ ภพที่เป็นทุคติภพ
ทั้งหมดมาจากอะไร .. ตอบให้มันมีกึ๋นหน่อย
มาจาก อวิชชา สังขาร นาม-รูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา และอุปาทาน สร้างภพขึ้น
นี่ยังไม่ได้พูดถึง ตัณหา และอุปาทาน ความยึดถือ นะ เพราะอะไร
เพราะว่า ๒ ตัวนี้ เหมือนกับอาหารเสริม..ทำไมๆ กูก็พยายามจะเปรียบให้มันง่ายไง มันเหมือนอาหารเสริม ที่ทำให้สุคติก็สมบูรณ์ ทุคติก็สมบูรณ์ แม้อารมณ์ไม่สมประกอบก็สมบูรณ์
สมบูรณ์ในตัวมันนะ ไม่ใช่สมบูรณ์ในความหมายของสมบูรณ์ มั่งคั่ง ไม่ใช่ ...แต่สมบูรณ์ในตัวมันว่า มึงพิการสมบูรณ์เลยนะ มึงโง่สมบูรณ์เลยนะ หรือ มึงฉลาดสมบูรณ์เลยนะ มึงเป็นสุขสมบูรณ์เลยนะ หรือ มึงเป็นทุกข์สมบูรณ์แบบเลย มันสมบูรณ์ในตัวมัน
ได้จากอาหารเสริม ๒ ตัวนี้ คือ ตัณหาและอุปาทาน จะทำให้ภพ-ชาติแต่ละอย่างๆ สมบูรณ์แบบในตัวมันเสร็จ พวกมึงก็น่าจะมีอาหารเสริมมาสมบูรณ์มากเลย กูพยายามอธิบายไป แล้วก็พยายามมองหน้าพวกมึงไปเรื่อยๆ แล้วทำให้กูพูดว่า เออ พวกมึงนี่สมบูรณ์แบบจริงๆ เลย สมบูรณ์มั้ย .. โง่สมบูรณ์แบบ เข้าใจมั้ย
ทีนี้ พอเข้าใจแล้ว เราจะเอามาใช้ยังไง
หลักการของพระผู้มีพระภาคเจ้า ต้องเริ่มต้น ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา จนสิ้นสงสัย
ทีนี้ พอเข้าใจในระดับนี้แล้ว หยุดเข้าใจได้มั้ย .. ยังหยุดไม่ได้
ยังตั้งข้อสงสัยต่อไปว่า เอ้า เมื่อมีภพที่ไม่สมบูรณ์ เกิดขึ้น :
จากอารมณ์ ที่ไม่สมบูรณ์
จากเวทนา ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่สมบูรณ์
จากการผัสสะ ผัสสะที่สมบูรณ์กับผัสสะที่ไม่สมบูรณ์ เข้าใจมั้ย
เหมือนกับเราไปซื้อผ้า (ท่านหยิบผ้าขึ้นมา) “เออ เนื้อดีนะ” วาง ...อย่างนี้ ผัสสะ สมบูรณ์มั้ย ..ไม่สมบูรณ์
แต่ถ้า (ท่านหยิบผ้าขึ้นมาพิจารณา) “อืม ลายเส้นละเอียดนะ สีก็สวยด้วย ฝีมือดี อันนี้มีตำหนิไปหน่อยนะ อ้าว นี่ขี้มูกใครหว่า”อย่างนี้สมบูรณ์มั้ย (สมบูรณ์) เออ เห็นมั้ย ผัสสะที่สมบูรณ์เป็นอย่างนี้
แล้วถ้า ผัสสะที่ไม่สมบูรณ์ “เอ้า นี่ ผ้าเหรอ เออ” (ทิ้งผ้าลงบนโต๊ะ) ผลจะออกมาต่างกันมั้ย ..ต่างกันมากเลย เป็นกรรมมั้ย ผัสสะที่ไม่สมบูรณ์ เป็นกรรมมั้ย (เป็น) เป็นฝ่ายของกุศลหรืออกุศล .. อกุศล
แล้วถ้า “เออ ผ้าเนื้อดีนะ สีสวยนะ เส้นไหมละเอียด เดินเส้นได้มีระเบียบดี” อย่างนี้เป็นกรรมมั้ย ..
เป็นกรรม เป็นกุศลหรืออกุศล.. กุศล เป็นกรรม เป็นกุศล สมบูรณ์มั้ย .. สมบูรณ์
เมื่อมีผัสสะอันสมบูรณ์ เวทนา คือ สุข-ทุกข์ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ อารมณ์ที่ปรากฏตามมา จะสมบูรณ์มั้ย ..ก็สมบูรณ์ด้วย แล้วตัวกำหนดสร้างชาติภพที่สมบูรณ์ คือ ภพก็สมบูรณ์ ชาติก็สมบูรณ์
ทีนี้ พอเรากระโดดข้ามมาตัณหา เราก็จะอยากสมบูรณ์ขึ้น พอ มีผัสสะ มีเวทนา มาถึงคำว่า ตัณหา - ความอยาก เราก็ “โอ ผ้าเขาเนื้อดีนะ เขาซื้อที่ไหน ตัวอย่างมันสวยมากเลย ซื้อที่ไหน บ้านไหนเขาทอ ช่างฝีมือคนนี้ ยังมีชีวิตอยู่มั้ย ราคาเท่าไหร่” สมบูรณ์มั้ย.. มันสมบูรณ์หมด ได้มาอย่างสมบูรณ์หมด
พอถึงเวลาเราไปหาซื้อได้จริงๆ มันก็สมบูรณ์ สำเร็จประโยชน์หมด สมกับความตั้งใจ เป็นกรรมมั้ย .. เป็นกรรม อย่างหนึ่ง
อุปาทาน ความยึดถือ “ผ้าของกู” เกิดขึ้นแล้ว “กูเป็นเจ้าของผ้า” ขึ้นมาแล้ว ภ เกิดแล้ว เพราะ
“เป็นของกู” แล้ว ใช่มั้ย .. “กูเป็นเจ้าของผ้า” ก็เป็นภพแล้ว ภพเกิดขึ้น ชาติก็เกิดตามมา
ชาติเกิดตามมา การเกิด “กูเป็นเจ้าของผ้า” คำว่า “กูเป็นเจ้าของผ้า” คือ ชาติ
ภพ เกิดตั้งแต่เรามีอุปาทานในผ้า เสร็จแล้ว ชาติเกิด ชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส ความร่ำไรรำพัน ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ตามมาเป็นพรวนเลย
มันจะไล่มาเป็นพรวน ช้ามั้ย ไม่ช้าเลย มันไวมาก เกิดเหมือนกับไม่มีช่องว่างให้เรากระพริบตาเลย เกิดไวมาก จนเราต้องกลายเป็นทาสของผ้าผืนนี้ไป “ผ้าของกู ใครมาแตะต้องผ้ากู มึงตาย” อะไรประมาณนี้
เห็นมั้ย กระบวนการ ตัณหากับอุปาทาน เป็นอาหารเสริมให้ภพ-ชาติ สมบูรณ์แบบในการที่จะทุ่มเทชีวิต กาย-ใจ เพื่อจะรักษามันไว้
สมมุติว่า เราตัดตอน หลักปฏิจสมุปบาท มีอวิชชา มีสังขารการปรุง มีนาม-รูป มีสฬายตนะ คืออายตนะภายใน/ภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ... รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วก็ มีผัสสะ เราตัดตอนมันแค่นี้
เราไม่ให้มันเกิด ต่อมา... มีผัสสะ... ผัสสะแล้วก็หยุดแค่นั้น ไม่เกิดเวทนา ไม่เกิดสุข-ทุกข์
พอไม่เกิดเวทนา ไม่เกิดสุข-ทุกข์ ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ภพสร้างมั้ย .. ภพไม่สร้างเลย
แล้วอะไรล่ะที่จะมากั้นไม่ให้มีเวทนา อะไร .. ผู้วิเศษคนไหน .. พระสติ กับหลวงพ่อสัมปชัญญะ
พระสติ กับ หลวงพ่อสัมปชัญญะ จะจับมือกันว่า “เห็น ก็สักแต่ว่า เห็น” “ดม ก็สักแต่ว่า ดม”
“ดูก็สักแต่ว่าดู” “ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น” “ลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้มรส” “สัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส” ไม่ ทำ ให้ เกิด การ ปรุง แต่ง เป็น สุขทุกข์ - เป็นเวทนา จบมั้ย .. จบแค่นั้น มันจบแค่นั้น
นี่ก็คือ ความหมายของคำว่า ผัสสะไม่สมบูรณ์ เพราะ ไม่ทำให้เกิดเวทนาใดๆ เลย วางเฉยต่ออารมณ์ทั้งปวง นี่ก็ไม่สมบูรณ์อีกประเภทหนึ่ง แต่ไม่สมบูรณ์ประเภทนี้ เป็นความไม่สมบูรณ์ที่เป็นฝ่ายดีหรือไม่ดี .. ฝ่ายดี
แต่ไม่สมบูรณ์อีกประเภทหนึ่ง ก็อย่างที่ครั้งแรก อธิบายไป ทำให้เกิดหูหนวก ตาบอด ขาดๆ วิ่นๆ เพราะเกิดอารมณ์ แล้วเกิดเวทนา
ถ้าตอนนั้น มันไม่สมบูรณ์ แล้วไม่เกิดเวทนาล่ะจะเป็นมั้ย .. ไม่พิการ... ภพ-ชาติก็ไม่พิการ ชรา มรณะ พยาธิ ก็ไม่ปรากฏตามมา
แต่เผอิญมันเสพอารมณ์ มีเวทนา แต่เวทนาไม่สมบูรณ์ เกิดผัสสะ แล้วไปเกิดเวทนาเสียก่อน แล้วเป็นเวทนาที่ไม่สมบูรณ์
พวกหลัง เกิดผัสสะแต่มี พระสติ หลวงพ่อสัมปชัญญะ มากั้น เลยไม่เกิดเวทนา ก็เลยไม่ทำให้เกิดภพ ไม่ทำให้เกิดชาติ
เห็นมั้ย กระบวนการปฏิจสมุปบาท สามารถจะสกัดกั้นได้ด้วยอำนาจแห่งพระสติ หลวงพ่อสัมปชัญญะ ทีนี้ สุข-ทุกข์ ก็ไม่ปรากฏแล้ว
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้อง ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหาจนสิ้นสงสัย คือ หลักปฏิจจสมุปบาท ที่อยูในสมุทัยอริยสัจ คือ หนึ่งในอริยสัจสี่ คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ยังอยู่ในเหตุนะ ยังอยู่ในเหตุแห่งความทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง ล้วนเกิดมาจากอวิชชา ซึ่งเป็นรากเหง้าทั้งหมดของความทุกข์ทั้งปวง
เพราะมีอวิชชา จึงทำให้เกิดสังขาร
เพราะมีสังขาร จึงทำให้เกิดนาม-รูป คือ กาย-ใจ
เพราะมีนาม-รูป กาย-ใจ จึงทำให้เกิดอายตนะ
เพราะมีอายตนะ จึงทำให้เกิดผัสสะ
เพราะมีผัสสะ จึงทำให้เกิดเวทนาสุขทุกข์
เพราะมีเวทนาสุขทุกข์ จึงทำให้เกิดความอยาก คือ ตัณหา
เพราะมีตัณหา จึงทำให้เกิดอุปาทานความยึดถือ
เพราะมีความยึดถือ จึงทำให้เกิดภพ
เพราะมีภพ จึงทำให้เกิดชาติ การเกิด
เพราะมีชาติ การเกิด จึงทำให้เกิดชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส อุปายาส คือ ความเศร้าโศกเสียใจ
แล้วก็หมุนวนของมันอยู่อย่างนี้ ตัดช่วงได้มั้ย .. ตัดเป็นตอนๆ ได้มั้ย (ได้) ได้
เอาใครมาตัด.. หลวงพี่สติ กับ หลวงพ่อสัมปชัญญะ
มีสมาธิมั้ย .. มีมั้ย .. ไม่มีเลย ยังไม่มีเลย พระพุทธเจ้าทรงสอน สัมมาสมาธิ เป็นมรรควิถีข้อสุดท้าย เพราะคำว่า สัมมาสมาธิ ของพระพุทธเจ้า ก็คือ กรรมทั้งปวง ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา ต้องตั้งมั่น นั่นแหละ คือ ความหมายของคำว่า สัมมาสมาธิมั่น
ศึกษาก็ตั้งมั่น สงสัยก็ตั้งมั่น ขวนขวายก็ตั้งมั่น แสวงหาก็ตั้งมั่น นั่นแหละ คือ สัมมาสมาธิของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพราะฉะนั้น สมาธิ จึงต้องอยู่ภายในกรรมทุกชนิด คือ ทำทุกอย่างตั้งมั่น แม้กระทั่ง อารมณ์ที่ปรากฏ ก็ต้องตั้งมั่น
อารมณ์ไม่ตั้งมั่น จิตนี้ ก็จะเกิดดับๆ เหมือนกับติดๆ ดับๆ แล้วไม่สามารถจะส่งผลให้เกิด เกิดอะไร.. เกิดตัณหา เกิดอุปาทานได้สมบูรณ์แบบ อีกเหมือนกัน
เพราะงั้น สมาธิ เป็นแค่ เขาเรียกว่า อะไร “น้ำกระสายยา” สมาธิ เปรียบประดุจดั่งน้ำกระสายยา ที่ทำให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น เท่านั้นเอง
ในพละ ๕ อย่าง หรือ อินทรีย์ ๕ อย่าง ที่เริ่มต้นจาก ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ ปัญญา
ศรัทธา ต้องคู่กับ ปัญญา ถ้ามีศรัทธาแล้วไม่มีปัญญา มันจะเกิดอะไร .. หลง โง่ เชื่อง่าย
เพราะงั้น ศรัทธา ต้องคู่กับ ปัญญา
แล้ว วิริยะ ต้องคู่กับ สมาธิ เพราะถ้ามีความเพียร แล้วไม่มีความตั้งมั่น จะเพียรต่อไปมั้ย.. เพียรไปไม่ได้ มันผลุบๆ โผล่ๆ “เฮ้ย เหนื่อยแล้วโว้ย” “ไม่เอาแล้ว ร้อน” แต่ถ้ามี สมาธิเข้ามา ทำจนเสร็จ เพียรจนเสร็จ เพราะมันตั้งมั่น แล้วอะไรเป็นตัวคุม .. สติ คุมหมดเลย
สติ ทำหน้าที่ บริหารศรัทธา บริหารความเพียร บริหารปัญญา บริหารวิริยะ สติ เป็น ตัว คุม
สมัยก่อนมันจะมีร้อยกรองของเด็กๆ ที่มันท่องกัน (ค้นเพิ่มจากเน็ต cr. คุณปู))
วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่แดนไกล
ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อัชฌาศัยเป็นสเบียง
สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา เป็นล่าต้าฟังดูลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา
บทร้อยกรองนี่ดีนะ เอ้อ เอาคืนครูไปหมดแล้ว
รวมสรุปแล้ว กระบวนการปฏิจจสมุปปันนธรรม ต้องมี สมาธิ มั้ย .. เป็นกระสายยา แต่ไม่เป็นตัวเป็นตน ไม่เป็นเอกเทศของมัน ต้องพึ่งพาอาศัย เขาเรียกว่า เป็นธรรมแห่งการพึ่งพิง ไม่ใช่เป็นอินทรีย์ คือไม่ใช่แก่กล้าในตัวมัน
ถามว่า มีพลังมั้ย มี มีพลัง.. สมาธิ เป็นพลัง นะ
ถ้าสมาธิอยู่กับความเพียร ก็จะช่วยหนุนความเพียร ทำให้ความเพียรมีพลัง
แต่ถ้าสมาธิ อยู่โดดๆ ก็มีพลังของมัน แต่ไม่สามารถส่งรัศมีของมันออกมาได้
ความเพียร เหมือนกัน ถ้าอยู่โดดๆ มันไม่มีอายุขัย คำว่า มันไม่มีอายุขัย คือ อายุขัยมันสั้นมาก
ถ้า เพียรเฉยๆ แล้วไม่มีสมาธิ สนับสนุน ร้อน หยุด.. หนาว หยุด.. ฝนตก เลิก.. ลำบาก พอแล้ว.. หิว
ไม่เอา..กระหาย พักก่อน
แต่ถ้าเพียร แล้วประกอบไปด้วยสมาธิ “ร้อน เอ๊ย เดี๋ยวก็หายร้อนแล้ว” ทำต่อไป “หนาว อ่า ทน”เพราะสมาธิ คือ ความตั้งมั่น เข้าไปประกอบ เขาเรียกว่า สัมปยุตกับความเพียร ก็เลยทำให้เกิดพลัง ความเพียรนั้นมีพลัง
เช่นเดียวกัน ศรัทธา ก็เหมือนกัน เชื่อ ..เชื่อทุกเรื่อง.. ดีกูก็เชื่อ เลวกูก็เชื่อ พูดโง่กูก็เชื่อ พูดฉลาดกูก็เชื่อ เชื่อไปหมด
แต่ถ้าเมื่อใดที่มีปัญญาเข้ามากับศรัทธา คือ ความเชื่อ จะเกิดการใคร่ครวญ จะเกิดการพินิจพิจารณา
จะมี นิสัมมะ กรณังเสยโย ใคร่ครวญแล้วจึงทำ
แล้วสติล่ะ ..สติ นี่เป็นนายใหญ่ มีอำนาจครอบคลุม ทั้งวิริยะ ทั้งสมาธิ ทั้งศรัทธา ทั้งปัญญา คอยบริหารจัดการ
ทีนี้เอา อินทรีย์ทั้ง ๕ มาใช้กับกระบวนการพิจารณาปฏิจจสมุปปันนธรรม
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ใช้ด้วยกันได้หมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่ใช่ว่า แตกออกเป็นเสี่ยงๆ นู่น นี่ นั่น ไม่ใช่ แต่ถึงเวลาที่จะเอามา :
ใช้กับ อริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ใช้กับ ปฏิจจสมุปบาท
ใช้กับ มหาสติปัฏฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
เอามาใช้ได้หมด ดึงมาใช้ได้หมด
เพราะฉะนั้น คนเรียนรู้ ศึกษา ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจำเป็นจะต้อง เข้าใจ รู้จัก แจ่มแจ้ง เห็นชัด ตามความเป็นจริง
แต่ถ้า ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ไม่แจ่มแจ้ง ไม่เห็นชัด ตามความเป็นจริง เราก็จะคิดว่า มันคนละเรื่องกัน
คนละอย่างกัน คนละข้อ คนละหัวข้อ คนละคัมภีร์ คนละเล่ม แล้วเราก็จะไปทำให้ธรรมธของพระพุทธเจ้าอ่อนกำลังลง ไม่สามารถจะเป็นที่พึ่งพาอาศัยแก่เราได้เลย
เหมือนอย่างกรณีที่เมื่อเช้า หลวงปู่พูดถึงเรื่อง คุณธรรมของสัตตบุรุษ รู้เหตุ.. รู้ผล.. รู้ตน ..รู้ประมาณ.. รู้กาล..รู้สถานที่.. รู้ชุมชน ใช้ได้กับทุกคนมั้ย (ได้) เป็นคุณลักษณะของผู้นำ เป็นคุณลักษณะของ
สังคมที่เจริญและพัฒนา
สังคมที่จะเจริญพัฒนา ผู้นำที่ดีมีคุณภาพ ต้องมีคุณลักษณะพิเศษ ๗ อย่างนี้ คือ
ต้อง รู้เหตุ
ต้อง รู้ผล
ต้อง รู้จักวางตน
รู้จักประมาณ แม้ที่สุด ใช้ทรัพยากร ก็ต้องรู้จักประมาณการ ใช้เงินทอง ใช้ทรัพยากร ก็ต้องรู้จักประมาณการ
แล้ว รู้เวลา เวลาไหนควร เวลาไหนไม่ควร อะไรควรทำเวลาไหน ช่วงไหนควรทำ ช่วงไหนไม่ควรทำ
ต้อง รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล
รู้สถานที่ รู้ว่า ที่ตรงนี้ เขาต้องทำกันอย่างไร
แล้วก็ ต้องรู้ชุมชน ด้วยว่า สังคมตรงนี้ ชุมชนตรงนี้ เขามีวัฒนธรรม ความเชื่อ มีวิถีปฏิบัติ วิถีชีวิตอย่างไร เราจะบูรณาการสิ่งที่เรา ทำ พูด คิด เข้าไป ให้เขายอมรับ แบบไหน
เหล่านี้แหละ คือ ข้อปฏิบัติของผู้ที่ เป็นปราชญ์ เป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้ เป็นสัตตบุรุษ
ผู้นำ ผู้บริหาร ต้องศึกษาเรื่องพวกนี้ ก่อนที่จะคิดไปนำคนอื่น นำชีวิตตัวเองก่อน
เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะนำชีวิตตัวเอง ก็ต้องไม่ทิ้งหลักการ ๗ อย่างนี้
ทีนี้ ข้อบัญญัติของสัตตบุรุษ ๗ อย่างนี้ เอามาใช้อะไรกับ อารมณ์ จิต ภพ
เอามาใช้อะไรได้มั้ย .. ได้มั้ย ... เอ้า รู้เหตุไง เหตุแห่งการเกิดอารมณ์ เห็นมั้ย
ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ และความดับเหตุแห่งธรรมนั้น
ต้นเหตุแห่งอารมณ์ ทำให้เกิดอะไร .. เหตุแห่งอารมณ์ มันเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เกิดอะไรต่อมา... เกิดอะไรต่อมา .. มึนไปหมดแล้วค่ะ (หลวงปู่ตอบเอง)
อารมณ์ ทำให้เกิดจิต
อารมณ์ เป็นอาหารของจิต
อารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งจิต
เพราะ มีจิต จึงมีอารมณ์
เพราะ มีอารมณ์ จึงมีจิต
๒ อย่างเกื้อหนุนกัน
อารมณ์ เป็นอาหารของจิต เป็นที่ตั้งแห่งจิต เป็นเครื่องอยู่อาศัยจิต
พอมีจิต แล้วก็ มีภพ
เหตุที่มีภพ เพราะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีอวิชชา ไหลเรื่อยไป แล้วก็มีสุข มีทุกข์ แล้วก็ทำให้เรา ทุรนทุราย ทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้น ถ้าจะดับ ก็ต้องดับที่เหตุ
คำสอนในสัตตบุรุษข้อแรก รู้จักเหตุ เห็นมั้ย เอามาใช้ได้
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ใช้ได้หมด ไม่ใช่ว่า จะใช้กับอันนี้ไม่ได้ ต้องใช้กับอันนั้น ..ใช้กับอัน
นั้นไม่ได้ ต้องใช้กับอันนู้น แม้ทั้ง ๗ ข้อ ก็มาใช้กับหลักปฏิจจสมุปบาทได้หมด
เอ้า ยกง่ายๆ รู้จักเวลา
รู้จักเวลา เวลานี้ คนเขายืนเข้าแถว ด่าเราอยู่.. เรารู้ว่า คนกำลังยืนเข้าแถว ด่าเราอยู่
รู้จักชุมชน ชุมชน คือ คนเข้าแถว ด่าเราอยู่
รู้จักเวลาว่าเวลานี้ เราจะอยู่กับคำด่า และชุมชนนี้ อย่างไร
รู้จักตน แล้วก็ตามมาด้วย รู้จักประมาณ เราจะอยู่กับชุมชนที่ก่นด่าเราทั้งวันทั้งคืนนี้ ได้อย่างไร
นี่แหละ คุณลักษณะของสัตตบุรุษ มีตั้งแต่ ชั้นโลกียะไปยัน ชั้นโลกุตตระ สัตตบุรุษ ต้องมีคุณสมบัติแบบนี้
ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า สำคัญหมด ใช้ด้วยกันทั้งหมด แล้วก็สามารถบูรณาการ เอามา แม้กระทั่งโลกียะ ยันโลกุตตระ หลุดพ้นแล้วซึ่งทุกข์ทั้งปวงได้ ในที่สุด
วันนี้ เข้าใจมั้ย เยอะมั้ย .. เยอะนะ ล้นมั้ย (ยัง) นิดๆ
พอเหอะ สี่โมงแล้ว
ลุกขึ้นยืน
(ต่อด้วปฏิบัติธรรม)
แหล่งข้อมูล
วิถีธรรม วิถีจิต และวิถีต้นเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดจากอะไร ตอน 10 พุทธะอิสระ 10 ก.ค 60 บ่าย 2, สืบค้นวันที่
๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ จาก https://www.youtube.com/watch?v=_MBQsnNj-TA