เรื่องที่ ๘ การเกิด – ดับของจิต เปรียบเหมือนกับช่องรางรถไฟ
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง การเกิด – ดับของจิต เปรียบเหมือนกับช่องรางรถไฟ
แสดงธรรมวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๒๕ น. ณ.ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
อารมณ์ ทำให้เกิดจิต มีจิตจึงมีภพ แดนเกิด ..ชาติ การเกิด แล้วก็ตามมาด้วย ชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส จิตมีหน้าที่ รับ จำ คิด รู้ จิตจึงมีหน้าที่อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ สะสมอารมณ์ จิตนี้สร้างภพได้ ก็เพราะว่า อารมณ์ที่หล่อเลี้ยงจิต มันเกี่ยวเนื่อง สืบเนื่อง เกาะเกี่ยวกันเป็นห่วงโซ่กรรม มี อุปาทาน เป็นตัวสนับสนุน จิตนี้ยังไม่ดับ ก็ไปหาที่อยู่ใหม่ที่อยู่ใหม่ กรรม - การกระทำงตน พาไป เครื่องมือในการเลี้ยงดู กรรม ก็คือ อุปาทาน ความยึดถือ ทำให้ กรรม นี้ให้ผลอย่างเจาะจง ชัดเจน พระอรหันต์มีแค่ จิตรู้ อยู่ รู้อยู่ รู้อยู่ ก็เลยกลายเป็น มโนวิญญาณธาตุ หรือ มโนวิญญาณจิต ซึ่งรู้สรรพสิ่ง รู้ทุกเรื่อง เป็นจิตสูงสุดแล้ว เป็นขั้นตอนที่ ๑๐ ของวิถีจิต วิถีแห่งการดับอารมณ์ ดับจิต ดับภพ ๑. อินทรีย์สังวร ๒.วิเวก ๓. ดำรง สติ ตั้งมั่น
เนื้อหา
(กราบ)
เมื่อช่วงเข้าพรรษา ได้พูดถึง บทโศลก หรือ ข้อปริศนาธรรม เอาไว้ เรื่อง วิถีจิต
เพราะ มีอารมณ์ จึงทำให้เกิดจิต
ดับอารมณ์ได้ ก็คือ ดับจิต
เพราะ มีอารมณ์ จึงมีจิต
เพราะ มีจิต จึงมีภพ แดนเกิด ..ชาติ การเกิด แล้วก็ตามมาด้วย ชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส
ถ้าจะ ดับชาติ ดับทุกข์ ดับชรา ดับมรณะ ดับพยาธิ ก็ ดับภพ
จะดับภพได้ก็ต้อง ดับจิตก็ยังไม่ใช่ ด้วยเหตุผลว่า แม้จิตนี้ดับไปแล้ว ในสภาวะของจิตที่ดับไปแล้วนั้น หรือ กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ หรือ มีมาแล้วแต่อดีตที่เรียกว่า เป็นอดีตจิต ส่งผลให้เกิดปัจจุบันจิต และทำให้เกิดอนาคตจิต ก็ประกอบไปด้วยเครื่องหล่อเลี้ยง คือ อารมณ์ ที่ปรากฏจากการรับของจิต การจำแห่งจิต การคิดในจิต แล้วก็ การรู้
เมื่อจิตมีหน้าที่ รับ จำ คิด รู้ ..จิตจึงมีหน้าที่อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ สะสมอารมณ์
จิต นอกจากจะเป็น ตัวสร้างภพ แล้ว ถ้าเราคิดในมุมย้อนกลับว่า ถ้าเราอยากจะดับทุกข์ ดับชรา มรณะ พยาธิ ชาติ ภพ แล้วก็ ดับจิต ก็น่าจะยุติ คนตายไป ก็จะต้องไม่มีภพ ไม่มีชาติ ไม่มีชรา ไม่มีมรณะ ไม่มีพยาธิ ถ้าคิดในมุมนี้ ก็ไม่ใช่ ด้วยเหตุผลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีคำอธิบายเอาไว้ว่า ด้วยสภาวะแห่งธรรมชาติของจิตนี้มีหน้าที่ รับอารมณ์ จำอารมณ์ รู้อารมณ์ คิดอารมณ์
แม้จิตดับ อารมณ์มีอยู่มั้ย .. ยังมีอารมณ์อยู่ อารมณ์ตั้งอยู่กับอะไร..อารมณ์ ตั้งอยู่กับสภาวธรรมของจิต
สภาวธรรมของจิตที่ปรากฏ ก็คือ ความจำ
ใน ตัวจำ – ตัวรับ นี่แหละ ส่งผลให้ปัจจุบันและส่งผลไปให้เกิดอนาคต
แล้วก็มีกระบวนการของอุปาทาน..อุปาทานในจิต – อุปาทานในขันธ์ เข้ามาครอบงำจิต
แม้ จิตนี้ดับไปแล้ว อุปาทานดับด้วยมั้ย ... อุปาทานไม่ได้ดับ ถามว่า ทำไมอุปาทานไม่ได้ดับ
เพราะอุปาทาน ก็มีเครื่องมือหล่อเลี้ยง ก็คือ อารมณ์เหมือนกัน ....ตัวรับเหมือนกัน – ตัวจำเหมือนกัน
ตัวรับในจิต - ตัวจำในจิต เป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงอุปาทาน
อันนี้ มันเป็นความละเอียด สุขุมมาก ต้องค่อยๆ ศึกษา ทำความเข้าใจ
ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า สำคัญที่สุด คือ ต้องทำความเข้าใจ...ศึกษา - สงสัย - ขวนขวาย -แสวงหา แล้วก็ – ทำความเข้าใจ
ในบทโศลกที่เขียนว่า
อารมณ์ ทำให้เกิดจิต
จิต ทำให้เกิดภพ
ถ้า ดับอารมณ์ - ดับจิต ก็ดับภพ
ก็จะมีคำถามว่า แล้ว ภพ ทำให้เกิดอะไร.. ภพ ทำให้เกิดชาติ.. ชาติ ทำให้เกิดชรา มรณะ พยาธิ
ถ้าเราดับ มรณะ พยาธิ ก็คือ ตาย ...ชาติก็ดับ
ภพดับมั้ย ..ภพนั้นน่ะ ดับไปแล้ว เพราะการเกิดอันนั้น เราดับไปแล้ว
การเกิดนั้น ดับไปแล้ว จิตนี้ยังอยู่มั้ย
ภพนั้นดับไปแล้ว แล้วจิตนี้ดับอยู่มั้ย จิตไม่ดับ
พวกเราชอบใช้คำพูดว่า “เอ๊อ เขาดับจิตไปแล้ว” ก็คือ เขาตายไปแล้ว
แต่จริงๆ แล้ว สังขารนี้ตาย แต่จิตนี้ตายด้วยมั้ย..ร่างกายนี้ตาย แต่จิตนี้ ตายมั้ย (ไม่ตาย)
เมื่อจิตไม่ตาย ก็ถือว่า จิตดับมั้ย..จิตไม่ดับ
สังขารคือ ร่างกาย รูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เมื่อจิตนี้ยังไม่ดับ ก็ไปหาที่อยู่ใหม่
ที่อยู่ใหม่ อะไรพาไป...กรรม - การกระทำของตน พาไป
และอะไรเป็นตัวกระตุ้น สนับสนุนให้ กรรม เจริญเติบโต
ต้องเข้าใจด้วยว่า เครื่องมือในการเลี้ยงดู กรรม ก็คือ อุปาทาน ความยึดถือ
อุปาทาน ความยึดถือ เป็นกระบวนทัศน์ในเครื่องมือในการที่ทำให้ กรรม นี้เจริญเติบโต
แล้วทำให้ กรรม นี้ให้ผลอย่างเจาะจง ชัดเจน เพราะคำว่า มีอุปาทาน ความยึดถือ
แล้ว อุปาทาน ความยึดถือ นี่เป็นกระบวนการที่สร้าง ซึ่งอยู่ในจิต ครอบงำจิต ก็ทำให้จิตนี้ได้สร้างภพ
กรรม มี อุปาทาน เป็นตัวสนับสนุน
อุปาทานแฝงอยู่ในสภาวะจิต เขาเรียกว่า สิงอยู่ในจิต เป็นสภาวะอารมณ์หนึ่งที่ปรากฏในจิต
และในขณะเดียวกัน เมื่ออุปาทานมีอยู่ในจิต จิตนี้มีอุปาทาน
จิตก็จะเป็นตัวกำหนด สร้างภพโดยอำนาจแห่งกรรม
กรรมที่ใครกระทำ ...เราเป็นผู้กระทำ.. เราในที่นี้ ก็คือ จิต
วิถีของธรรม วิถีจิต เราไม่พูดถึงกาย ไม่พูดถึงสังขาร ใช้คำว่า “เรา” ก็เข้าใจได้ว่า คือ จิต
ใครเป็นคนทำกรรม (จิต) ใครเป็นคนสร้างกรรม (จิต) จิต.. จิต ก็คือ ตัวเรา นั่นแหละ
จิตสร้างกรรม เมื่อจิตสร้างกรรม แล้วมีอุปาทานเป็นตัวหล่อเลี้ยงกรรม เป็นอารมณ์หนึ่งที่สิงอยู่ในจิต สถิตย์อยู่ในจิต อุปาทานอยู่ในจิตมั้ย (อยู่)
อุปาทานอยู่ในจิต หรือ อุปาทานอยู่ในกรรม (ในจิต)
อุปาทานอยู่ในจิต ไม่ใช่อยู่ในกรรม
กรรม เป็นเพียงแค่สภาวธรรมหนึ่งๆ แต่ว่า อุปาทานเป็นอารมณ์
กรรม เป็นเพียงแค่พฤติกรรม หรือ ผลแห่งจิต เรียกอย่างหนึ่งว่า วิปากจิต คือ วิบากที่เกิดจากจิตก็ได้
ทีนี้ เมื่อ อุปาทาน เป็นอารมณ์อย่างหนึ่งของจิต มีอยู่ในจิต แม้ร่างกาย สังขารนี้ตายไป อุปาทานดับด้วยมั้ย .. ไม่ดับ...จิตดับด้วยมั้ย .. ไม่ดับ ต้องทำความเข้าใจอย่างนี้
เมื่ออุปาทานในจิตไม่ดับ ทีนี้ เมื่อยังมีอารมณ์หล่อเลี้ยงจิตอยู่ จิตเมื่อยังมีอาหารกินอยู่ แม้อุปาทานก็เป็นอารมณ์หนึ่ง ใช่มั้ย .. ใช่มั้ย (ใช่)
จิตนี้ยังมีอาหารกินอยู่ ก็ยังเจริญเติบโตได้อยู่ แม้สังขารนี้ ดับสูญไป - ตายไป จิตนี้ก็จะไปสร้างภพใหม่โดยอำนาจของแห่งอะไร ..โดยอำนาจแห่งกรรม
ทีนี้ เมื่อ จิต นี้เป็นตัวสร้างภพ โดย อารมณ์ เป็นเครื่องมือสนับสนุน ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ ก็รวมไปถึง
อุปาทานด้วย
ถ้ามีคำถามว่า ถ้า ดับชรา ดับมรณะ ดับพยาธิ ดับชาติ ดับภพ ...จิตดับมั้ย .. ไม่ดับ
ที่ต้องพูดให้เข้าใจ ย้ำไปย้ำมา เพื่อให้เข้าใจให้ชัดว่า คนตาย จิตไม่ดับ
ย้ำ ยืนยันชัดเจนว่า คนตาย จิตไม่ดับ
จิตไม่ดับแล้ว ภพดับมั้ย ..ภพดับสิ ภพหนึ่งๆไง – ภพหนึ่งๆ... จิตก็จะไปแสวงหาภพใหม่อีกต่อไป
แล้วอะไร เป็นผู้พาจิตนี้ไปแสวงหาภพใหม่.. กรรม
อะไร เป็นตัวหล่อเลี้ยงกรรม .. อุปาทานซึ่งมีอยู่ในจิต
แล้วเป็นอารมณ์มั้ย .. เป็นอารมณ์
หลวงปู่จึงบอกว่า เพราะมีอารมณ์ จึงทำให้เกิดจิต
เพราะมีจิต จึงทำให้สร้างภพ
และอารมณ์ที่อยู่ในจิตนั่นแหละ เป็นตัวสร้างภพ
โดยมีคำยืนยันของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระบาลีที่ว่า มโน ปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา – กรรมทั้งปวงทั้งหลาย มีจิตหรือมีใจเป็นนาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า กรรมทั้งฝ่ายกุศลก็ดี ทั้งฝ่ายอกุศลก็ดี ทั้งฝ่ายโลกุตตรกรรมก็ดี ทั้งหมดมีจิตเป็นนาย - เป็นใหญ่
ทีนี้ กว่าจะเป็นกระบวนการของจิตที่เป็นนาย - เป็นใหญ่ได้ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
เราก็ไล่ย้อนกลับไปดู หลักปฏิจจสมุปบาท ที่จิตนี้สร้างภพ สร้างกรรม สร้างสารพัดสร้างเยอะแยะมากมาย จิตนี้ประกอบไปด้วย อวิชชา ความไม่รู้ ...สังขาร การปรุงแต่ง และ วิญญาณ การรับรู้
ตามมาด้วย นามรูป คือ อายตนะภายใน กับอายตนะภายนอก ซึ่งประกอบไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีอยู่ใน ใจและกาย
ตามมาด้วย ผัสสะ คือ สัมผัสที่ ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส
แล้วประกอบด้วย เวทนา คือ อารมณ์ที่เกิดจากการผัสสะหรือสัมผัสนั้น อารมณ์เหล่านี้ ถือเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยอายตนะ แต่ก่อนหน้านี้ที่ไม่มีอายตนะ เรามีอารมณ์อยู่มั้ย..มีสิ มีอยู่ตั้งแต่เริ่มต้น อวิชชา แล้วก็รับรู้อารมณ์ ใช่มั้ย อารมณ์มีก่อนที่จะมีตามั้ย ไม่งั้น คนตาบอด หูหนวก มีอารมณ์มั้ย (มี)
อารมณ์เกิดขึ้นมาหลังจากอวิชชา ความไม่รู้ มันก็เกิดอารมณ์แล้ว แต่เป็นอารมณ์ที่ยังไม่ปรุงแต่ง พอผ่านกระบวนการปรุงแต่งมา ก็แปรรูป แปรร่าง แปรธาตุออกมา แล้วก็สร้างจินตนาการหลากหลายเยอะแยะมากมาย จนกลายเป็นร่างกายและจิตใจ แล้วก็สร้างอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็คอย รับรู้ อารมณ์ที่เกิด จากตา จากหู จากจมูก จากลิ้น จากกาย แล้วก็ จากใจ
เมื่อเกิดผัสสะ ก็เกิด เวทนา สุข ทุกข์ ทีนี้ เป็นผล ...สุข-ทุกข์ นี่เป็นผลจากสัมผัส
พอเกิดเวทนา สุข ทุกข์แล้ว ก็เกิดความอยาก ตัณหา ความทะยานอยาก
อุปาทาน ความยึดถือ ตามมา
รวมแล้ว กว่าจะมาเป็นอุปาทานของจิต เรียกว่า อุปาทานในจิต จะต้องสร้างกระบวนการมาเยอะ ใช่มั้ย เริ่มตั้งแต่ โง่ – ไม่รู้ ไล่เรื่อยมา
เพราะงั้น คนตายไป อุปาทานดับมั้ย ..ไม่ดับ
คนตายไป จิตดับมั้ย ..ไม่ดับ
คนตายไป กรรมดับมั้ย..ไม่ดับ
คนตายไป ภพดับมั้ย .. ดับ ต้องบอกว่า ภพดับ แต่ดับเฉพาะภพหนึ่งๆ เท่านั้น
ที่ไล่ยาวอย่างนี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทำความเข้าใจถึงความยั่งยืนแห่งกรรม ความยั่งยืนแห่งภพ ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยด้วย
หลายคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้น ที่หลวงปู่ให้เขียนบทโศลกว่า อารมณ์ทำให้เกิดจิต จิตทำให้เกิดภพ.. ดับอารมณ์ ดับจิต ก็คือ ดับภพ นั่นแค่ขณะหนึ่งๆ เท่านั้นในภพ
แต่จิตไม่ได้ดับ อารมณ์ก็ไม่ได้ดับ อารมณ์หนึ่งในจิตนั้นที่เป็นตัวสร้างภพ คืออะไร.. อุปาทาน
และอุปาทานนี่แหละ เป็นหัวใจสำคัญในการทำให้จิตนี้สร้างภพ และอุปาทานนี้ เกิดจากหน้าที่ของจิต ที่มีหน้าที่ รับ แล้วก็ จำ.. เห็นมั้ย รับแล้วก็มาจำ ก็เลยมาสร้างอุปาทาน..รับแล้วจำ
จิตของพระอริยเจ้า ไม่รับ ไม่จำ เหมือนกับมีตุ่มใบหนึ่งแล้วน้ำเต็มตุ่มแล้ว น้ำเต็มแล้ว ปริ่มแล้ว ฝนตกลงมา จะต้องรับต่อไปมั้ย ..ไม่รับแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องรับ จิตของพระอริยเจ้า เป็นจิตที่เต็ม ไม่พร่อง
จิตของปุถุชน สามัญชน สามัญสัตว์ ผู้ไม่เข้าถึงอริยสัจ เป็นจิตที่พร่องเสมอ ให้เข้าใจสภาพอย่างนี้ไว้
เขียนไว้ :
จิตของพระอริยเจ้า เป็นจิตที่เต็มเปี่ยม อิ่ม ...เต็ม อิ่ม เต็ม อิ่มแล้วต้องรับมั้ย ไม่มีเหตุผลที่ต้องรับ
ไม่พร่อง ไม่ต้องการ ไม่แสวงหา
จิตของสามัญชน สามัญสัตว์ ผู้ไม่เข้าถึงอริยสัจ เป็นจิตของผู้พร่อง ผู้ต้องการ ผู้แสวงหา
ให้เข้าใจอย่างนี้
เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้ามีอารมณ์มั้ย เอ้า น่าคิดนะ ด้วยคำถามนี้ พระอริยเจ้ามีอารมณ์มั้ย
พระอริยเจ้ามีจิตมั้ย (มี) แล้วพระอริยเจ้ายังมีภพอยู่มั้ย.. ก็ต้องไปดูว่า พระอริยเจ้าระดับไหน
อย่าตอบส่งเดช ต้องไปดูว่า พระอริยเจ้าระดับไหนเจ้าค่ะ ระดับไหนครับ
ถ้าพระอริยเจ้าระดับพระโสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ ยังมีภพอยู่มั้ย .. ยังมีภพอยู่
แต่ถ้าเป็นพระอรหันตเจ้า ไม่มีภพแล้ว สิ้นแล้วซึ่งภพชาติ เมื่อสิ้นแล้วซึ่งภพชาติ อารมณ์มีมั้ย
อารมณ์ไม่มีแล้ว พระอรหันต์มีอารมณ์ที่ไหน
พระโสดาฯ มีอารมณ์มั้ย (มี) เออ ไม่มี จะมีลูกเป็นครอกเหรอ นางวิสาขามีลูกตั้ง ๘๐ คน
พระสกิทาคาฯ อนาคาฯ มีอารมณ์มั้ย ... ยังมีอยู่ แต่เบาบาง
พระโสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ มีจิตมั้ย .. มีอารมณ์อยู่ มีจิตอยู่ ยังสามารถสร้างภพ สร้างชาติได้อยู่
แล้วพระอรหันต์ มีอารมณ์มั้ย.. ไม่มีอารมณ์แล้ว
มีจิตอยู่มั้ย จิตยังมีอยู่ ถ้าพระอรหันต์องค์นั้นยังไม่ได้นิพพาน จิตยังมีอยู่... มีภพมั้ย ภพ ก็มีภพอยู่ในปัจจุบันที่พระอรหันต์องค์นั้นดำรงอยู๋ แต่ถ้านิพพานแล้ว ภพต่อไปจะมีมั้ย .. ไม่มีแล้ว ตัดแล้วซึ่งภพ-ชาติ และวาสนา เขาจึงบอกว่า พระอรหันต์ ตัดแล้วซึ่งภพ-ชาติ และวาสนา
เพราะฉะนั้น อารมณ์ของพระอริยเจ้ามีอยู่ อริยบุคคล ๓ ประเภทแรก ส่วนประเภทสุดท้าย มีอารมณ์มั้ย (ไม่มี) มีอุปาทานมั้ย (ไม่มี)
ทีนี้ มาดูลักษณะของจิต มาดูอาการของจิต
จิต ทั้งหมด โดยทั้งสามัญจิต และอริยชนทั้งหลาย ก็มีลักษณะไม่ต่างกัน คือ ๔ อย่าง รับอารมณ์ รู้
อารมณ์ คิดอารมณ์ จำอารมณ์ ...รับ จำ คิด รู้...คิด รับ จำ รู้ ...๔ อย่าง
ทีนี้ เรามาดูกันว่า จิตของพระโสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ รับอยู่มั้ย (รับ) จำอยู่มั้ย (จำ) รู้อยู่มั้ย (รู้) คิดอยู่มั้ย (คิด)
แต่จิตของพระอรหันตเจ้า รับอยู่มั้ย .. จิตของพระอรหันต์รับมั้ย .. ไม่รับ
รู้มั้ย .. รู้ ..ไม่รู้จะเป็นอรหันต์ได้ยังไงล่ะ พระอรหันต์โง่เหรอ ต้องรู้ ...รับ ..ไม่รับ แต่ต้องรู้
จำมั้ย.. จะจำไปทำไม จะจำไปทำอะไร มีอะไรจะต้องมาจำอีก
คิดมั้ย .. ก็ไม่เห็นจะต้องคิดอะไร มีอะไรต้องให้มึงคิดเหรอ
พระอรหันต์มีปัญหาเหรอ .. ถ้าจะมีปัญหา ก็ไอ้อรหอยนั่นแหละ.. นั่นแหละมีปัญหา
เพราะงั้น พระอรหันต์มีแค่ จิตรู้ อยู่ รู้อยู่ รู้อยู่ ก็เลยกลายเป็น มโนวิญญาณธาตุ หรือ มโนวิญญาณจิต ซึ่งรู้สรรพสิ่ง รู้ทุกเรื่อง เป็นจิตสูงสุดแล้ว เป็นขั้นตอนที่ ๑๐ ของวิถีจิตแล้ว
แล้วที่เหลือนอกนั้น จิตของสามัญชน จิตของพระอริยชนเบื้องต้น ๓ ประเภทแรก ยัง เป็นรับ เป็นจำ เป็นคิด เป็นรู้อยู่ แล้วถ้ามีเทียบกับอาการจิต ๑๐ อย่าง
คิด เป็น จิต
น้อมไปเป็น มโน
เก็บเอาไว้ ป็น หทัย
พอใจเป็น มนัส
ยินดีเป็น บัณฑระ
สืบต่อเป็น มนายตนะ
เป็นใหญ่ในอารมณ์นั้นเป็น มนินทรีย์
รู้อารมณ์เป็น วิญญาณ
รู้เป็นเรื่อง เป็นอย่างๆ เป็น วิญญาณขันธ์
รู้แจ้งในธาตุทั้งปวง อารมณ์ทั้งปวง เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ
ผู้เข้าถึงอารมณ์ของวิญญาณธาตุทั้งปวง รู้แจ้งชัดในอารมณ์วิญญาณธาตุทั้งปวง แล้วมีอุปาทานมั้ย.. ไม่มีเลย ไม่มีเลย
จบอาการจิต ๑๐ อย่าง (สาธุ)
สรุป ดับอารมณ์ ดับจิต ดับภพ ใช้กับใคร..พระอรหันต์
ดับจิต ในที่นี้ เพราะหน้าที่จิตมีอยู่ ๔ อย่าง ถูกมั้ย
ดับจิตในที่นี้ ต้องเข้าใจต่อมาอีกว่า ดับอะไร หน้าที่จิต ๔ อย่าง ดับอะไร ดับรับ ดับจำ ดับคิด
รู้ ยังอยู่ เพราะรู้ ก็เป็นตัวจิตตัวหนึ่ง
เพราะฉะนั้น คำว่า ดับอารมณ์ ดับจิต ดับภพ... ดับรู้ด้วยมั้ย ไม่ดับรู้
หลวงปู่พยายามจะวิจัยให้กระจ่าง เพื่อให้เราได้เข้าใจถึงวิถีจิตให้แจ่มชัด แล้วจะได้รู้ว่า ที่ผ่านๆ มา เครื่องอยู่ของเรา ทำให้จิตเราเศร้าหมองตลอด... เครื่องอยู่ของเรา ทำให้จิตเรา เปลี่ยนแปลง แต่งปรุง ปรับไปเรื่อย จูนไปเรื่อย ใส่สีตีไข่ให้มันเรื่อย
รู้ในอารมณ์ เป็น จิต...ตาเห็นรูป รู้ในอารมณ์ เป็นจิต
เมื่อเป็น จิต แล้วสร้าง ภพ ได้มั้ย… สร้างได้ทันทีเลย เพราะ :
รูป นั้นทำให้เกิด สุข ก็เป็น สุคติภพ
รูป นั้นทำให้เกิด ทุกข์ เป็น ทุคติภพ
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรา อินทรีย์สังวร – สำรวม สังวร ระวัง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และ ใจรับรู้อารมณ์ ...รู้จักสำรวม สังวร ระวัง
เพราะไม่สำรวม ไม่สังวร - ระวัง เราเป็นผู้สร้าง ทุคติภพ ในขณะที่ตาเห็น หรือ สุคติภพ ในขณะที่ตาเห็น ..ถ้า สำรวม สังวร ระวัง เราก็จะไม่สร้าง ทุคติภพ ในขณะที่ ตาเห็น หรือ หูฟังเสียง หรือ จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส
อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้รวม ทางจิตใจ สร้างให้เกิดภพอย่างนี้
หลายคนอาจจจะไม่เข้าใจว่า “เอ๊ จิต สร้างภพได้อย่างไร”
ก็ สร้าง ภพ ทาง อารมณ์ เช่น หูฟังเสียงด่า เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์ .. เป็นทุกข์
เป็นทุกข์อะไร ..ทุกข์ใจ ...ทุกข์ใจเป็นสุคติภพ หรือ ทุคติภพ ในขณะนั้น ..ในขณะที่ฟังเสียง ภพเกิดแล้วมั้ย .. เกิดแล้ว เรามีสุคติ ทุคติ อยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องรอตาย หมายถึง สุคติจิต และ ทุคติจิต นะ ไม่ใช่หมายถึง สุคติกาย ทุคติกาย นะ ก็บอกแล้วว่า ในที่นี้ เราจะไม่พูดเรื่องกายเลย ใช่มั้ย
ในขณะที่ ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สัมผัสนั้น เป็นสุข เราก็เกิดสุคติภพ ..สุคติภพในกายหรือในใจ ..ในใจ ก่อนเลย
แล้วถ้า ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส มันทุรนทุราย เร้าร้อน เกิดทุคติภพในใจ ต้องรอตายมั้ย ..ไม่ต้องรอตาย สุคติ ทุคติ เกิดตลอดเวลา ภพเกิดตลอดเวลา
เหนื่อยมั้ยล่ะ (เหนื่อย) ไบกอนสิ ลูก ไบกอน ใช้ไบกอน
เบื่อ - เหนื่อย กูจะต้องเผชิญกับความสุข ความทุกข์ ทั้งวันทั้งคืน ทั้งภพ ตลอดยันเช้ามืด หามรุ่งหามค่ำ กูจะอยู่ยังไงวะ เดี๋ยวก็ ลูกดีเข้ามา เป็นสุขใจ ...ลูกชั่วเข้ามา อ้าว เป็นทุกข์ใจ..เสียงดีเข้ามา ก็พองใจ เสียงชั่วเข้ามา ก็แฟบใจ..ใจกู ผลุบๆ พองๆ โป่งๆ แฟบๆ ..กูเหนื่อยไปมั้ยวะ.. เบื่อมั้ย..ขื่อสูงไป จะให้เอาเชือกพันก็
เห็นมั้ย ศึกษาวิถีจิตแล้ว ทำให้เรารู้เท่าทันสภาวธรรมอย่างนี้ จึงทำให้เราเข้าใจอย่างนี้
เมื่อเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงบอก จึงสอน วิธีพ้นจากบ่วงแห่งอารมณ์ ก็คือ อะไร
สำรวม สังวร ระวัง มีสติในกาย มีสติในเวทนา มีสติในจิต มีสติในธรรม แล้วก็มีคำว่า อินทรีย์สังวร คือ สำรวม สังวร ระวัง ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส ใจรับรู้อารมณ์
ยังไม่พอ พระองค์ยังทรงสอนอีกว่า ถ้าไม่ไหว มันสังวรไม่ไหว มีสติไม่ได้ อย่างนั้น สุดท้ายก็ วิเวก สิ ลูก...วิเวก คือ อะไร ปลีกตัวออกมาซะ...มึงมาวิเวกหรือเปล่าเนี่ย วิเวกมั้ย ... เอ้อ อย่างนี้ เขาเรียก มาวิเวก..จน กู วังเวง วิโหวง เหวง ...พอเห็นหน้าพวกมึงแล้ว กูวังเวง
เมื่อครู่นี้ มึงรู้มั้ย กูออกมาจากห้อง ไอ้กุดเขาบอกว่า “เห็นสภาพแล้ว มี นา ๑๐ไร่ ไม่ต้องทำครบ ๑๐ ไร่ก็ได้ เอาสักไร่เดียวก็พอ” ไอ้กุด พี่กุดเขาแนะนำอาตมา เดี๋ยวนี้เขาสอนสังฆราช
อาตมาก็เลยหันไปมองหน้ามัน “แล้วถ้ากูทำไร่เดียว แล้วเหลืออีก ๙ ไร่ กูไม่ทำ แล้วมึงจะแดกอะไร”
“อ้าว ถ้าอย่างนั้น ก็ทำต่อไปเถอะครับ” นึกว่าจะแนะนำอะไร ไอ้ที่แนะนำ ทำต่อไป ก็คือ กลัวอด...” ทำต่อไปเถิดครับ”
รวมๆ สรุปแล้ว อยากบอกว่า เราท่านทั้งหลาย หาเครื่องอยู่แห่งจิตนี้ไม่ดีเลย..ไม่ดีเลย
เราเอาจิตไปอยู่กับตา ให้จิตไปอยู่กับตา แล้วก็ไปสอดส่าย มองดูรูปนู่นนี่นั่นเยอะแยะมากมาย
อ้าว ถ้าพูดอย่างนี้ แล้ว คนตาบอดล่ะ ..คนตาบอด ไม่ได้อยู่กับตาแล้ว อยู่กับอะไร..อยู่กับหู
หูหนวกล่ะ อยู่กับสัมผัส...สัมผัสทำให้เกิดอารมณ์ได้มั้ย .. ทำให้เกิดจิตได้มั้ย .. ทำให้เกิดสุข-ทุกข์ได้มั้ย .. ทำให้เกิดภพได้มั้ย .. ได๊ เห็นมั้ย หูหนวก ตาบอด ก็ไม่วาย ใครบอกว่า ควักลูกตาทิ้งตัดประสาทหูทิ้ง
จมูกดมกลิ่น อ้าว เหลือจมูกไว้ดมกลิ่น...กลิ่นดี-ไม่ดี กลิ่นชอบ-ไม่ชอบ เกิดอารมณ์ เกิดสุคติจิต –ทุคติจิต เกิดภพปรากฏทันที
ภพ แดนเกิด ในที่นี้ ไม่ได้มีข้อจำกัดเฉพาะแค่แผ่นดินที่เหยียบยืนนะ ท่านหมายรวมไปถึง การจุติ จิตแห่งดวงหนึ่งๆ ...จิตดวงหนึ่งๆ ที่จุติ หรือ ปรากฏขึ้น ด้วย ท่านหมายรวมไปถึงนั่นด้วย ก็คือ การได้รับรู้สัมผัสสภาวะอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต แล้วทำให้จิตนั้น เกิด-ดับ ..เกิด-ดับ.. เกิด-ดับ ด้วย นั่นหมายถึง ภพหนึ่งๆ
เมื่อใดที่ จิตนี้ เสวย อารมณ์ ก็จะตามมาด้วยการ สร้าง ภพ ทันที
แล้วถ้า จิตนี้ ไม่เสวย อารมณ์ ต้องวิจัย ต้องตั้งคำถาม ก็บอกแล้วว่า ผู้ศึกษาวิถีแห่งจิต ต้องตั้ง ข้อสงสัย ขวนขวาย แสวงหา...ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา
แล้วถ้าเราท่านทั้งหลาย เกิด ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส แล้วไม่เอามาสร้างเป็นอารมณ์ จะเกิดภพมั้ย ... ไม่เอามาสร้างเป็นอารมณ์ จะเกิดภพจิตมั้ย
ภพในจิตไม่มี แต่ภพทางกายยังดำรงอยู่ ใช่มั้ย (ใช่) ภพทางกายยังดำรงอยู่
แล้วถ้าไม่สร้างเป็นอารมณ์ ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส ไม่สร้างเป็นอารมณ์ มีแต่ จิตรู้ อย่างเดียว ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ..รู้ เฉย.. รู้ ละ.. รู้ วาง..รู้ ว่าง..รู้ เว้น..รู้ ปล่อย...รู้ วาง รู้ ว่าง..รู้ เว้น...ไม่ปรุง ไม่จำ ไม่คิด...ไม่รับ ไม่จำ ไม่คิด...รู้ละ รู้วาง รู้ว่าง รู้เว้น รู้ปล่อย
รู้ อยู่อย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งเรามั่นใจว่า เรารู้ทุกเรื่องแล้ว ...เรารู้ เข้าใจ สภาวะธรรมที่ปรากฏชัดเจนแล้วพัฒนาเข้าไปสู่กระบวนการที่ใช้คำว่า มโนวิญญาณธาตุ แล้ว เป็นอะไรทีนี้ ..พระอรหันต์
มโนวิญญาณธาตุ ก็คือ จิตรับรู้สภาวะที่ปรากฏอยู่ตามธรรมชาติโดยความเป็นจริง แล้วไม่สร้างอารมณ์ ไม่จำ ไม่คิด ไม่มีอุปาทาน...มีภพมั้ย... ภพจิตไม่มี แต่ภพทางกาย ยังดำรงอยู่ เข้าใจหรือยัง
ไล่ให้ฟังให้รอบด้าน ตีลังกาไล่ โก้งโค้งไล่ วิ่งไล่ ยืนไล่ เดินไล่ ก็เพื่อให้เห็นกระบวนการของจิตว่า มันแยบคาย แยบยล มันเป็นไปสารพัดเป็น แล้วมันก็ไม่เป็นไปตามสารพัดที่มันจะไม่อยากเป็นถ้าเราให้โอกาสมันที่จะไม่เป็น เราฝึกปรือมันที่จะไม่เป็น
ลองหลับตานึกดู ตั้งข้อสงสัยต่อมา จิตที่มาฝึกปรือ กับ จิตที่เสพ ก็เกิดจากคนๆ เดียวกัน
จิตที่รู้ กับ จิตที่ไม่รู้ ก็คือ เกิดจากนาย ก.เหมือนกัน.. นาง ก. เหมือนกัน แล้วทำไมมันแตกต่างกันอย่างนั้นล่ะครับ ..มันแตกต่างกันอย่างนั้นล่ะคะ
ก็เมื่อใดที่จิตรู้ รับอารมณ์ เกิดจิต มันก็สร้างภพ สุคติ-ทุคติ
แล้วเมื่อใดที่จิตมันรู้ แต่ไม่รับ แล้วก็ไม่สร้างจิต ไม่สร้างภพ มันไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร มันก็คือ เกิดจากนาย ก.เหมือนกัน แล้วทำไมเกิดข้อแตกต่าง
ข้อแตกต่างที่ทำให้จิตของนาย ก.ในเวลาหนึ่งกับของนาย ก. อีกเวลาหนึ่ง แตกต่างกันคืออะไร เมื่อวาน มึงเป็นควาย วันนี้ มึงเป็นคน มันคืออะไร คืออะไร ...ยังเป็นควายอยู่นี่ ยังไม่ใช่คน
สติ สัมปชัญญะไง ลูก โอ้โห ทำไมโง่อย่างนี้วะ
ไอ้ควายมีสติ สัมปชัญญะมั้ย..ไม่มี๊
คนมีสติ สัมปชัญญะมั้ย ..มี ต้องมี ถ้าไม่มี เป็นควาย
เพราะฉะนั้น ข้อแตกต่างของจิตนาย ก. เมื่อชั่วโมงที่แล้ว กับ นาทีนี้ แตกต่างกันทั้งที่เกิดในคนเดียวกัน เช่น ชั่วโมงที่แล้ว มันโง่ งี่เง่า เลอะเทอะ เยอะแยะ มันยุ่งยาก หยุมหยิม แต่ชั่วโมงนี้ ทำไมเนียบ เรียบร้อย ชาญฉลาด เข้าใจ
เพราะอะไรทำให้เกิดความแตกต่าง ..สติ ระลึกได้...สัมปชัญญะ รู้ตัว เท่านั้นแหละ
พระสารีบุตรจึงต้องยืนยัน บอกว่า สติและสัมปชัญญะ เป็นธรรม เครื่องอุปการะต่อธรรมทั้งปวง แม้ต่อจิตทั้งปวงด้วย
เช่นนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราต้อง เอาล่ะ อินทรีย์สังวรไม่พอ เอาไม่อยู่ อินทรีย์สังวร ตา หู
จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เอาไม่อยู่...ออกถือวิเวก กายวิเวก จิตวิเวก ก็เอาไม่อยู่ ถ้าอย่างนั้น ฝึก ศึกษา สั่งสม อบรม สติ ความระลึกได้ ...สัมปชัญญะ ความรู้ตัว
ระลึกได้ รู้ตัว... ระลึกได้ รู้ตัว ขณะ ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส ระลึกได้ รู้ตัว... ระลึกได้ รู้ตัว อยู่ตลอดๆ มันก็เลยสร้างให้เกิดข้อแตกต่างระหว่าง เราเมื่อวานนี้กับเราวันนี้...เรานาทีที่แล้วกับเรานาทีนี้ เพราะนาทีที่แล้ว เราไม่ระลึกได้ เราไม่รู้ตัว แต่นาทีนี้ เราระลึกได้ เรารู้ตัว จึงเกิดข้อแตกต่าง
ข้อแตกต่างทางกาย - ข้อแตกต่างทางวาจา และ - ข้อแตกต่างทางจิตใจ
เพราะพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ผู้มีสติในกาย กายไม่ลำบาก ...ผู้มีสติในวาจา วาจาไม่ลำบาก ...ผู้มีสติในใจ ใจนี้ก็ไม่ลำบาก เลย นี่คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้ายืนยันอย่างชัดเจน
คนฝึก ศึกษา วิถีจิต ต้อง รู้รอบ รู้ทุกเรื่อง ที่จิตนี้ รับ จำ คิด
ถ้าไม่รู้รอบ ไม่รู้ทุกเรื่องที่จิตนี้ทำหน้าที่ รับเข้ามา จำเข้ามา คิดเข้ามา แล้วเราบอกว่า เราไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ สุดท้าย เราจะกลายเป็นสร้างภพ สร้างชาติ สร้างชรา มรณะ พยาธิ ทุกขโทมนัส วนกันอยู่อย่างนี้ไม่จบ ไม่สิ้น
ประโยชน์ของการศึกษา เรียนรู้ วิถีจิต คือ การตัดวงจรของการสืบเนื่อง ทางอารมณ์ ทางจิต ทางภพ ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ ได้อย่างตรงชัด และก็ ไม่เยิ่นเย้อ ไม่ยืดยาด ไม่ต้องโอ้โลม ปฏิโลม ไม่ต้องโอ้เอ้ เจอหน้าก็ ชัวะๆๆ ตัดให้ขาดทันที ไม่ต้องอารัมภบทเยอะแยะมากมาย
ที่พูดนี่ มีอารัมภบทมั้ย...มีแต่รำมะนา
ให้ทำความเข้าใจเบื้องต้นอย่างนี้ เข้าใจหรือยัง อันนี้เพียงแค่เบื้องต้นนะ เข้าใจมั้ย เบื้องต้นนะ
ยังมีท่ามกลาง และที่สุดอีก
กว่ามึงจะถึง มโนวิญญาณธาตุ มึงจะต้องโดนรีด โดนขย้ำขยี้ เพื่อสร้างให้เกิดความสิ้นสงสัย
ความสิ้นสงสัย ต้องปรากฏขึ้นกับคนเรียนรู้วิถีจิต
ความสงสัยต้องไม่มีสำหรับคนเรียนรู้วิถีจิต
ต้องทำให้สิ้นสงสัยให้ได้
เอ้า ทีนี้ เขียนไว้หัวกระดาษ
อาการของจิต ๑๐ อย่าง
รู้อารมณ์ เป็น จิต
คิด เป็น มโน
รับ เป็น หทัย
พอใจ เป็น มนัส
ยินดี เป็น บัณฑระ
สืบต่อในอารมณ์นั้น เรียกว่า มนายตนะ
เป็นใหญ่ในอารมณ์นั้น เรียกว่า มนินทรีย์
รับรู้ในอารมณ์ เป็น วิญญาณ
รับรู้อารมณ์เป็นเรื่องๆ เป็นอย่างๆ เรียกว่า วิญญาณขันธ์
รู้แจ้งในสรรพอารมณ์ทั้งปวง เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ อยากได้มั้ย...อยากได้เหรอ
รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ
ที่จริง ก็ฝึกไม่ยากนะ ลูก แค่ทำตามกระบวนการ
1. อินทรีย์สังวร
2. วิเวก
3. ดำรง สติ ตั้งมั่น
ทำ ๓ อย่างนี้ให้เกิดทุกขณะ...สักวันหนึ่ง มึง ก็ อาจ จะ ถึง ซึ่ง มโน วิญ ญาณ ธาตุ ไป เอง
สัก วัน หนึ่ง ใน สัก ชาติ หนึ่ง หรือ จะ หลายๆ ชาติ ก็ สุด แท้ แต่ บุญ แต่ กรรม (สาธุ)
ทีนี้ เราจะมาแจกกัน เป็นข้อๆ เป็นเรื่องๆ
ก่อนจะแจก เข้าสู่กระบวนการ อาการของจิต ๑๐ อย่าง ให้ตั้งคำถามก่อน ใครอยากถามอะไร เชิญ
ที่เกริ่นมาทั้งหมด เริ่มต้นมาทั้งหมด มีอะไรสงสัย ไม่เข้าใจในวิถีจิต มีมั้ย
โอ้โห มโนวิญญาณธาตุทันทีเลย มึงบรรลุกันหมดแล้วนี่ กูก็ไปแล้วสิ มึงเกิดมโนวิญญาณธาตุ สิ้นสงสัยทันทีเลย
ยินดี เรียกว่า บัณฑระ
สืบต่อ มนายตนะ เอาสั้นๆ
ยินดี ก็คือ ความแช่มชื่น เบิกบาน นั่นแหละ
มีใครถามอะไรอีกมั้ย
ถามเรื่องที่บรรยายผ่านมา ยังไม่ต้องถามอาการจิต ๑๐ อย่าง เพราะอาการจิต ๑๐ อย่าง ยังไม่ได้สอน
สอนเรื่อง อารมณ์สร้างจิต...จิตสร้างภพ...ภพสร้างชาติ... ชาติทำให้เกิด ชรา มรณะ พยาธิ
พระอริยเจ้า มีอารมณ์มั้ย ..๓ ประเภทแรก ยังเป็นผู้มีอารมณ์ ประเภทสุดท้าย คือ พระอรหันตเจ้าไม่มีอารมณ์
หน้าที่ของจิต รับ จำ คิด รู้
พระอริยเจ้าประเภทไหนที่ตัดอารมณ์รับ อารมณ์จำ อารมณ์คิด แต่ยังรู้ …เป็นพระอรหันต์
พระอรหันต์สามารถตัด รับ จำ คิด แต่มี ตัวรู้ จึงจะเป็น มโนวิญญาณธาตุ -รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง
ทีนี้ เริ่ม กระบวนการ รู้เป็นจิต มีอยู่ในหน้าที่ของจิต ๔ อย่างมั้ย
สงสัยกันมั้ยว่า ระหว่าง รู้เป็นจิต ก็มี ตัวรู้ อยู่ในจิต แล้วทำไมจึงจะมีคำว่า มโนวิญญาณธาตุ ทั้งๆ ที่มันก็จิตดวงเดียวกัน ไม่ใช่เหรอ.. ดวงเดียวกันมั้ย ...ดวงเดียวกันที่ไหน
ถ้าดวงเดียวกัน นาย ก.เมื่อชั่วโมงที่แล้ว มันงี่เง่าเหลือเกิน แล้วทำไมนาย ก. ชั่วโมงนี้ ถึงได้พัฒนามาจนกระทั่งถึงมีอะไรต่ออะไรเยอะแยะ ดวงเดียวกันมั้ย .. จิตคนละดวง แต่มันเกิด-ดับเฉพาะ มีอะไรเป็นตัวผูกพันธนาการในสายของการเกิด-ดับนี้ คือ อะไร ...อุปาทาน ความยึดถือ
การเกิด-ดับของจิต เหมือนกับเส้นทางรถไฟ กระบวนการของมันเหมือนเส้นทางรถไฟที่ต้องไปตามราง จะหลุดออกนอกราง ก็คือ ตกราง ไม่ได้ หลุดออกมาไม่ได้ แล้วเส้นทางรถไฟ มีอะไร ..มีไม้หมอนแต่ละขั้น นั่นคือ อาการทำงานของจิตแต่ละช่องๆ ในช่องไม้หมอน
กูก็ไม่รู้จะเปรียบอะไรให้มึงฟังแล้ว ก็ยกเอาแบบนี้
แต่ละช่องของจิต ที่เกิด-ดับ อยู่ในช่องไม้หมอน เช่น ช่องนั้นเป็นกุศลจิต ก็ทำหน้าที่ในส่วนกุศล
กระโดดข้ามไปอีกช่องหนึ่ง ไม้หมอนรถไฟตรงกลางมีช่องมั้ย .. มีมั้ย .. ใครไม่เคยขึ้นรถไฟ ..ไม่
มีนะ แล้วตรงกลางมีช่องมั้ย (มี) ทุคติจิตเกิด ก็เกิดในช่องนั้น
พอข้ามไปอีก ทุคติจะตามไปมั้ย .. อาจตามก็ได้ อาจไม่ตามก็ได้ เพราะว่า มันยังอยู่ในกรอบของรางรถไฟอยู่ แต่อะไรเป็นตัวกำหนด สุคติ ทุคติ ..อะไร ...กลับไปดูสิว่า อารมณ์ทำให้เกิดจิต
อะไรเป็นตัวกำหนดทำให้เกิดสุคติ ทุคติ ไม่ต้องนึกถึงอวิชชา ไม่ต้องนึกถึงอะไร เอาแค่อารมณ์ จิต ภพ
อะไรเป็นตัวกำหนดให้เกิดสุคติ ทุคติ ...อารมณ์
เพราะฉะนั้น รถไฟที่วิ่งไปตามราง มีไม้หมอนรอง นั่นคือ กระบวนการจิตยังดำรงอยู่แต่ละไม้ๆ
แล้วก็ทำให้รถนี้วิ่งไปตามราง คือ การถือกำเนิดของเรายังไปอยู่ คือ บังคับ มึงไปสุดแค่นี้นะ จากนี่ไปหัวลำโพง อายุขัยมึงมี ๗๐
ทีนี้ มึงก็จะต้องผ่านช่องแต่ละช่องว่า ระหว่าง ๗๐ ปีนี้ มึงมีสุข มีทุกข์ มีกุศล มีอกุศล มีบุญ มีบาป ขึ้นอยู่กับช่องว่างระหว่างไม้หมอน มันก็สลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ด้วยเหตุผลว่า อุปาทานในอดีต อารมณ์ในอดีต และเหตุปัจจัยในปัจจุบัน สร้างให้เป็นเช่นนั้นตามเหตุตามปัจจัย
เมื่อใดที่เรายังไม่มีคำว่า ผู้ขับรถไฟที่ชำนาญ หรือไม่มี ตัวสติ สัมปชัญญะ ควบคุม เราก็จะต้องตกอยู่ในช่องของไม้หมอนแต่ละช่องๆ รถไฟวิ่งเรียบที่ไหน มันก็ไปของมัน ขลุกขลักๆ ไปเรื่อยๆ แล้วยังไงต่อ
กระบวนการเกิด-ดับๆ ของจิต อายุขัยของจิต ก็คือ เทียบเท่ากับช่องของไม้หมอนแต่ละช่อง
กุศลจิตเกิด กุศลจิตช่องต่อไปก็ดับ... อกุศลจิตเกิด ช่องต่อไปก็อกุศลจิตดับ อย่างนี้เป็นต้น จะสลับกันอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
แต่เกิดแล้ว ไม่ใช่ดับอยู่ตรงนั้นเลย เกิดแล้วทำกรรม จึงได้ที่อยู่ของมันช่องหนึ่ง แล้วกระโดดข้ามไปอีกช่องหนึ่งก็ดับ มันก็มีที่อยู่ของมันอีกช่องหนึ่ง แล้วเกิดใหม่ก็อีกช่องหนึ่ง มันก็ส่งไม้ต่อกันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ อย่างนี้ นั่นคือ กระบวนการ เกิด- ดับๆ ของจิต
เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นกุศล กับ จิตที่เป็นอกุศล ดวงเดียวกันมั้ย (ไม่) ก็มันคนละดวง คนละช่อง แล้วคนละดวงคนละช่อง มันเกิดจากเหตุปัจจัยอะไร ก็ไปดูอารมณ์สิ ทีนี้
อารมณ์อะไร ..อารมณ์กุศล ก็ทำให้จิตนี้เป็นกุศล ..อารมณ์อกุศล ก็ทำให้จิตนี้เป็นอกุศล
อารมณ์จึงเป็นตัวสร้างจิต และอารมณ์เป็นตัวทำให้จิตนี้สร้างภพ
ทีนี้ กลับมาย้อนดู อาการจิตข้อที่ ๑... รู้เป็นจิต จะเป็นจิตได้ไง ต้องทดสอบตัวเอง
จิตรู้ ตัวรู้ ....ตาเห็น..รู้มั้ย เป็นจิตเลยมั้ย ลองสังเกตดู
ส่งความรู้สึก... ตาเห็น รู้มั้ย..รู้ทางตา จึงเรียกว่า จักษุวิญญาณ
รู้ทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ
รู้ทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ
ทีนี้ จะมีคำว่า วิญญาณ เข้ามา วิญญาณ ก็คือการรับรู้ รับรู้แต่ยังไม่รับอารมณ์นะ แค่รู้เฉยๆ ยังไม่ได้มีการปรุงแต่งจนกลายเป็นอารมณ์
ตาเห็น - รู้ ....พระอริยเจ้าระดับพระอรหันต์ จึง ตาเห็นได้มั้ย ..ได้ รู้มั้ย..รู้ เป็นอารมณ์มั้ย ไม่เป็น
พวกมึงก็เป็นอรหันต์กันบ่อย เป็นบ่อยมั้ย สังเกตสิ นึกๆๆ มึงเคยเห็นมั้ย แบบประมาณมองแล้ว อือ..มองแล้ว อือ คือ อะไร ..เฉยๆ ไง เคยมองแล้ววางเฉย มีมั้ย (มี)
เพราะฉะนั้น คำว่า รู้เป็นจิต จึงเชื่อมสัมพันธ์มาสุดท้ายของจิต ก็คือ มโนวิญญาณธาตุ –รู้แจ้งในอารมณ์ คำว่า รู้แจ้ง สุดท้าย กับ รู้เป็นจิต จิต แตกต่างกันมั้ย ..แตกต่างกัน
รู้เป็นจิต นี่ รู้เฉยๆ ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการใช้ปัญญา ใช่มั้ย ใช่มั้ย (ใช่)
แต่มโนวิญญาณธาตุ นี่ผ่านอะไรมา... รู้แจ้ง ใช้ปัญญาใคร่ครวญแล้ว มึงไม่มีอะไรให้กูรู้แล้ว กูสิ้นสงสัย
แต่ รู้เฉยๆ นี่ยังสงสัยอยู่มั้ย ยังไม่สิ้นสงสัย กูรู้พวกมึงไม่สงสัยหรอก มึงรู้เฉยๆ มึงไม่ได้สงสัย แต่สิ้นสงสัยมั้ย.. ไม่สิ้น ไม่ได้สิ้นสงสัย
แต่มโนวิญญาณธาตุ รู้แจ้งชัดในอารมณ์ทั้งปวง สงสัยมั้ย.. ไม่สงสัยแล้ว
เหตุที่ไม่สงสัย เพราะ รู้แจ้งหมดแล้ว เห็นมั้ย แตกต่างกันมั้ย
แล้วจิตดวงที่ รู้เป็นจิต กับ จิตที่เป็นมโนวิญญาณธาตุ จิตดวงเดียวกันมั้ย .. คนละดวงเลย
แล้วเกิดในคนๆ เดียวกันมั้ย ... คนๆ เดียวกัน แต่เกิดในต่างสภาวะจิตกัน เข้าใจมั้ย
เกิดต่างสภาวะจิต แต่เกิดในนาย ก.คนเดียวกัน... จากนาย ก.ก็มาเป็นพระอริยเจ้า ก.
พวกเราเคยมองแล้วเฉยๆมั้ย (เคย) เมื่อใดที่เรา มองทางตา เฉย ..หูฟังเสียง เฉย ..จมูกดมกลิ่น เฉย ..ลิ้นรับรส เฉย ..กายสัมผัส เฉย เมื่อนั้นแสดงว่า ใจเราเป็นจิตแล้ว เป็นการอะไร รู้อารมณ์ ข้อแรก รู้ในอะไร..รู้ในอารมณ์ใช่มั้ย.. รู้เป็นจิต
ในที่นี้ ท่านไม่ได้แจกไว้ว่า เป็นอารมณ์ แต่ทุกเรื่องที่เข้ามา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ท่านแจกเอาไว้ในหลักอภิธรรมว่า ล้วนเป็นอารมณ์ทั้งหมด เป็นความรู้แล้วทำให้เกิดอารมณ์ได้ทั้งหมด แต่ในที่นี้ ข้อแรก มีอารมณ์อยู่มั้ย ยังไม่มีอารมณ์ ไม่มีแม้แต่กระทั่งปัญญา ไม่มีแม้กระทั่งคำว่า สงสัย เรียกว่า รู้เฉยๆ พวกมึงมีอยู่มั้ย (มี)
คนบ้า มีมั้ย..มี๊ คนเอ๋อๆ มองอะไร เอ๋อๆ มีมั้ย มี เขาถึงบอกว่า จิตบ้ามีอยู่ ทุกคนมีจิตบ้าอยู่มั้ย
ไอ้ที่คนบ้า มันบ้าก็เพราะจิตดวงนี้ มันเกิดมาก
ไอ้ที่คนโง่ มันโง่ก็เพราะจิตดวงนี้ มันเกิดมาก
ไอ้ที่คนไม่รู้จักสงสัย แล้วไม่คิด รู้ไม่จริง รู้ไม่เท่าทัน ก็เพราะจิตดวงนี้ มันเกิดขึ้นมาก
รวมความแล้ว จิตนี้ดีมั้ย ไม่ดีเลย จิตดวงนี้ไม่ดี เพราะรู้เฉยๆ รู้ทางตาก็เฉยๆ รู้ทางหูก็เฉยๆ
ถ้าใครไปพูดและสอนกรรมฐาน บอกว่า ให้รู้เฉยๆ แสดงว่า สอนให้เราเป็นบ้า สอนให้เราโง่ เอามาเทียบกับคำสอนที่ว่า รู้แล้วเฉยๆ ทำเฉยๆ จะได้วางได้ เทียบกับคำว่า มโนวิญญาณธาตุ มันใช่มั้ย... มันคนละเรื่อง มันไม่ใช่จิตที่เป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้ได้เลย
รู้เฉยๆ นี่ตรัสรู้ได้มั้ย ... ก็โง่ไง ..ว่างแบบคนโง่ ว่างแบบไม่มีสติปัญญา ว่างแบบไม่รู้แจ้ง ว่างแบบไม่เห็นจริง ว่างแบบไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ว่างแบบไม่รู้ทางดับทุกข์นั้นมีอยู่ ว่างแบบไม่รู้ข้อปฏิบัติของความดับทุกข์อยู่ตรงไหน
เพราะฉะนั้น สัญชัยปริพาชก จึงบอกว่า สมณโคดมจงสอนคนฉลาด
คนฉลาดในที่นี้ หมายถึงคนที่มี จิตมโนวิญญาณธาตุ
ส่วนจิตที่เป็น จิตรู้เฉยๆ เราจะเป็นคนสอนเอง เพราะมีมากกว่า
รู้เฉยๆอยู่มั้ย..พอเฮอะ กูก็เลิกแล้ว
ไม่ใช่เปลี่ยน ไม่ใช่เสีย ที่เคยทำมา หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น ไม่ใช่ หยิบแล้ววาง วางแล้ว
ว่าง ดับแล้วเย็นแล้วไม่ใช้ปัญญาพิจารณาเมื่อไหร่
กูเคยสอนไม่ให้พิจารณาเหรอ หลวงปู่เคยสอนไม่ให้พิจารณาเหรอ
ถ้าที่นี่ พูดว่า ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา...เรียนรู้ชีวิต ศึกษาวิชชา ลุถึงปัญญา นำพาชีวิต ที่นี่สอนแบบนี้
ไอ้แบบเฉยๆ เวทนาปวดก็ ปวดหนอ ปวดหนอ เฉยๆ เฉยๆ เจ็บหนอ เจ็บหนอ เฉยๆ เฉยๆ..ควาย
มันจะขัดกับคำสอนพระพุทธเจ้าทันที มโนวิญญาณธาตุ คือ คำว่า รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง
แล้ว เฉยๆ มันจะแจ้งมั้ย (ไม่)
พระพุทธศาสนานี้ จึงมีคำสอนที่ไม่เหมือนกับศาสนาอื่น ตรงที่สอนให้มีปัญญา
เห็นมั้ย เป็นบทพิสูจน์ว่า ศาสนาพุทธสอนให้ทุกคนมีปัญญา ถ้าเมื่อใดที่บอกว่า เฉย ต่อทุกเรื่อง
แล้วไม่มีปัญญาเลย เป็นศาสนาพุทธมั้ย ...ไม่ใช่ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
การเรียนรู้วิถีจิต อาการจิต พระพุทธเจ้าจึงยืนยันว่า ผู้ฉลาดในจิต คือ ฉลาดในโลก
และไอ้ประเภทมีคำสอนบอกว่า ตาเห็น เฉย ...หูฟังเสียง เฉย... จมูกดม เฉย.. เฉยไว้ ขันติ - อดทน ใช่มั้ย (ไม่ใช่) มันคนละเรื่องเลย จบ
พอแล้ว กูเหนื่อยกู ข้อแรก กูก็แย่แล้ว ๑๑ โมงแล้ว
เข้าใจหรือยังว่า ทำไมหลวงปู่จึงสอนอาการจิต ๑๐ อย่าง แล้วจึงเน้นเอาข้อที่ ๑๐ ในการเปรียบแต่ละขั้นของจิต เพราะอยากให้รู้ว่า ที่เราเรียนมา ศึกษากันมาหลากหลายสำนักนั้น สามารถทำให้จิตของเรานี้ มีมโนวิญญาณธาตุมั้ย
ถ้าไม่รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง อย่ามาบอกว่า นั่นคือ วิธีที่ถูกต้อง ไม่ใช่
ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง แล้วจะดับเหตุแห่งทุกข์ได้มั้ย ดับได้มั้ย .. ไม่ได้
ก็ทุกข์เกิดจากอารมณ์ ใช่มั้ย... เกิดจากจิต... เกิดจากภพ ใช่มั้ย
แล้ว อารมณ์เป็นตัวสร้างจิต.. จิตเป็นตัวสร้างภพ.. ภพสร้างชาติ ชรา มรณะ พยาธิ
แล้วถ้าเรา ดับอารมณ์ ดับจิตไม่ได้ ดับภพไม่ได้ แล้วไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงของการเกิดอารมณ์ เกิดจิต เกิดภพ... เรารู้เฉยๆ รู้เฉยๆ รู้เฉยๆ ...ควายอย่างเดียว
ไม่ได้ด่าพวกมึง ควาย แต่เกิดมาเป็นควายอย่างเดียว ชาติต่อๆ ไปก็ต้องเป็นควายไปเรื่อยๆๆๆๆ
ไม่มีอะไรรู้ชัดตามความเป็นจริงเลย ต้องให้เขาสนตะพายจมูกดึงไปตลอดเวลา ไม่รู้แจ้งชัดในอารมณ์ทั้งปวง แล้วไปชาติไหนถึงจะดับทุกข์ได้ เราต้องการดับทุกข์ไม่ใช่เหรอ ศึกษาพุทธธรรม หรือ ศึกษาไปเพื่อให้เฉยๆ รู้เฉยๆ
รู้เฉยๆ มึงก็ไปนั่งหลับตา ใส ปิ๊ง หรือไม่ก็ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อะไรว่าไป ก็จบแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมาก
อย่างนี้มีอยู่มั้ยก่อนพระพุทธเจ้าเกิด (มี) โอ้โห เยอะแยะมากมาย ตั้ง ๖๐๐ กว่าลัทธิ เขาทำได้กันจนถึงสมาบัติ ๘ ทำไมพระพุทธเจ้าถึงไม่เอา ก็เพราะมันไม่พ้น
คนมาเข้านับถือพุทธธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อหวังพ้นทุกข์ ไม่ใช่หวังเฉยๆ เข้าใจเสียใหม่ ถ้าอยากอยู่เฉยๆ ไม่ต้องมานับถือศาสนาพุทธ ศาสนาไหนก็อยู่ได้
ศาสนานี้ เฉยไม่ได้ ต้อง เรียนรู้ สงสัย ขวนขวาย แสวงหา จน สิ้นสงสัย
นั่นคือ ข้อจำกัดของศาสนานี้
การเรียนรู้อาการจิต ๑๐ อย่างและวิถีจิต ทำให้เราสามารถตีความได้ว่า คำสอนใดถูก คำสอนใดผิด เพราะเอามาเทียบได้กับอาการจิตเหล่านี้
วิถีใด ที่เป็นทางเดินไปแห่งจิต เหมือนกับทางรถไฟ สุดท้าย ไปสิ้นสงสัยได้เมื่อปลายอุโมงค์ หรือ ปลายทาง นั่นถือว่า ใช่ ศาสนาพุทธ คำสอนพุทธธรรม
แต่ถ้าออกไปแล้ว ตกราง หรือ จอดอยู่เฉยๆ ไม่สิ้นสงสัย ไม่ไปถึงปลายทาง แล้วจะอยู่ยังไง จะเฉยๆ อย่างนั้นเหรอ ก็กระโดดไปตามช่อง เขาเรียก กระโดดจับกบ กระโดดซุกตามช่องไม้หมอนไปเรื่อยๆๆ เดี๋ยวก็กุศลจิตเกิด เดี๋ยวอกุศลจิตเกิด แล้วกว่าจะเกิด ก็ต้องดับอีกช่องหนึ่ง ดับแล้วก็ต้องเกิดใหม่อีกช่องหนึ่ง ไม่รู้ว่า ช่องต่อไปที่เกิดจะเป็นกุศล หรือ อกุศล อีก
อย่างนี้อะไร
ก็บอกแล้ว เมื่อใดที่ ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส อารมณ์ที่ปรากฏกับจิต นั่นคือ ความไม่แน่นอนในการอาศัยแห่งจิตนี้ เป็นเครื่องอาศัยที่ไม่ใช่มั่นคงเลย จิตนี้มีเครื่องอาศัยที่ไม่มั่นคงเลย
เมื่อไม่มั่นคง ก็ต้องเกิดอารมณ์หลากหลายขึ้นอีก แล้วก็ทำให้เกิดจิตซึ่งเป็นสุคติจิต ทุคติจิต แล้วทำให้เกิดสุคติภพ ทุคติภพ กูถึงได้ถามว่า เหนื่อยมั้ย เหนื่อยมั้ย กูอ่ะ เข้าใจหรือยัง
เสียเวลาไปทำไมตั้งเยอะแยะขนาดนี้ อยู่มาถึงวันนี้แล้วยังเสียเวลาไม่เลิก แล้วจะมีเวลาให้เสียอีกเท่าไหร่ ดูแต่ละคนสิ เหนียงยานกันทั้งนั้น ลองจับ ดึงดูซิ ไม่ต้องไปนั่งตบเหนียงหรอก ตบเหนียง
ตบแก้ม ไม่มีประโยชน์ แล้วไปนั่งเสียเวลาอยู่ คลำอะไรก็ไม่รู้ เลอะเทอะ
พอแค่นี้ก่อน เช้าวันนี้
เข้าใจมั้ย รู้เรื่องมั้ย
รู้เป้าประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้ามั้ยว่า ต้องการให้เรา เป็นอย่างไร ฝึกอะไร ศึกษาอะไร
ยกเอา อาการจิต ข้อสุดท้าย ขึ้นตั้ง
“รู้แจ้งในสรรพอารมณ์ทั้งปวง” เป็นต้นแบบ เพราะอาการจิตข้อสุดท้าย เหมือนกับสถานีสุดท้ายของรถไฟเที่ยวนี้ ไม่ว่ามึงจะมาทางทิศไหน มึงต้องไปสถานีสุดท้ายให้ได้ นานมั้ย.. ปู๊นนู่นแน่ะ ปู๊นนั่นเลย
ถ้าเมื่อใดที่ตกรถไฟ ตกเที่ยว ก็ไม่เป็นไร รอโบกขึ้นใหม่ แต่ตอนนี้ มึงจะมีแรงโบกมั้ย
รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง... รู้แจ้ง แล้วจะรู้เหตุได้มั้ย
มันก็คือ ต้นเหตุ... อารมณ์มันต้นเหตุมั้ย.. อารมณ์เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์มั้ย อารมณ์เป็นต้นเหตุแห่งชาติมั้ย อารมณ์เป็นต้นเหตุแห่งโทมนัส ความเศร้าโศก เสียใจ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มั้ย
แล้วเมื่อรู้แจ้งแล้ว ก็ถือว่า รู้แจ้งในเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง
พอรู้แจ้งในเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง เราก็จะดับ ..ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับเหตุแห่งธรรมนั้น เท่านั้น ก็จบ หมด ไม่มีอะไร ไม่ต้องสงสัยต่อไปแล้ว สิ้นสงสัยเสียแล้ว
พอ ๓ พอแล้วนะ ไป (สาธุ)
(กราบ)
เขาอัดเทปไว้หรือเปล่า อัดเทปไว้ แล้วถึงเวลา ถอดเป็นซีดี เอาไปฟังกันที่บ้าน จะได้เข้าใจ เวลาใครเขาหลงทาง ก็ให้เขาเปิดฟัง เขาจะได้รู้ หรือ ฟังไม่เข้าใจ ก็ให้มันไปต้มน้ำดื่ม ดื่มไม่พอ ก็ให้มันเคี้ยวไปเลย จะได้เข้าใจ คือ พูดกับคนที่ไม่เข้าใจ ไม่พยายามทำความเข้าใจ จะพูดยังไงก็ไม่เข้าใจ
เราก็ต้องยอมรับว่า เขาไม่ใช่มาอย่างนี้ชาติเดียว เขาต้องมาหลายภพหลายชาติมาก บางทีก็ยากกับการอธิบายนะ เหมือนกับไปสีซอให้ควายฟัง ประมาณนั้น
แต่คนที่เขาพยายามจะเข้าใจ เขาจะรู้ เขาจะขวนขวาย เขาจะแสวงหา เขาจะรู้ว่า นี่เป็นทาง อันไหนที่ไม่ใช่ทาง เขาก็จะแยกแยะได้
กราบลาพระ อะระหัง สัมมา
..........
เดี๋ยว เรามาทบทวนก่อนเลิก ที่จดเอาไว้ วิถีแห่งการดับอารมณ์ ดับจิต ดับภพ ๓ อย่างที่ให้เขียนไว้ อะไรบ้าง อ่านให้ฟัง
1. อินทรีย์สังวร
2. วิเวก
3. ดำรง สติ ตั้งมั่น
เรามาทำความตกลงกันว่า ช่วงเช้าของการเรียนศึกษา จะพูดถึงเรื่องทฤษฎี
ช่วงบ่าย จะเน้นเรื่องการปฏิบัติ ๓ อย่างนั้น เข้าใจมั้ย
๓ อย่างก็มี อินทรีย์สังวร วิเวก ดำรงสติตั้งมั่น
เดี๋ยวบ่าย ค่อยมาว่ากันว่า จะทำยังไง เดี๋ยวจะบอก (สาธุ)
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรม เช้า ณ ศาลาปฎิบัติธรรม วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ https://www.youtube.com/watch?v=_Nm1mUkTEdI&list=PLJmPSYMcXHqdqEVLaVeSbP3FGA2ZiQLb3&index=10&t=1214s