วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

เรื่องที่ ๙ รู้จักมองโลกตามความเป็นจริงในเรื่องที่ยาก

ชุดคำสอนวิถีจิต

ชื่อเรื่อง รู้จักมองโลกตามความเป็นจริงในเรื่องที่ยาก

แสดงธรรมวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา  ๑๓.๔๐ ณ.ศาลา วัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ

สาระสังเขป

         รู้แล้ว ไม่ปรุง จะนำพาไปสู่คำว่า มโนวิญญาณธาตุได้อย่างไร ต้องรับ จำ คิด รู้ให้ไว วิถีแห่งการใช้ปัญญา มันไม่ต้องปีน มันฟันโคนเลย         เอากุศล เอาบุญ เอาคุณศีล คุณธรรม คุณทาน คุณงามความดีไว้ก่อน หลักคิด 8 ประการ เริ่มต้นจาก ความเห็นตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง การเรียนรู้วิถีจิต ต้องกล้า คุณสมบัติของผู้เรียนรู้ วิถีจิต อันดับต้นเลย .. ความอาจ – หาญกล้า กล้าหาต้นเหตุแห่งทุกข์ ต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง มันอยู่ที่ อุปาทาน-ความยึดถือซึ่งเป็นอารมณ์หนึ่งที่ประกอบในจิต แล้วเราก็สร้างภพ ต้องมองโลกตามความเป็นจริง

เนื้อหา

(กราบ)

เมื่อเช้า พูดถึงเรื่อง อาการจิต ๑๐ อย่าง ข้อที่ ๑ เทียบกับข้อสุดท้าย คือ ข้อที่ ๑๐ เรื่อง มโนวิญญาณธาตุ - ความรู้แจ้งในสรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งปวง

 

การรู้อารมณ์ เรียกว่า เป็นจิต.. รู้ สิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ตาเห็น – รู้อยู่ว่าสักแต่ว่าเห็น... รู้อยู่แต่ว่าเห็น

 

หรือ รู้อยู่ว่าตานี้เห็นอยู่... ปรุงหรือยัง รู้เฉยๆ ใช่มั้ย

 

ตาเห็น รู้อยู่ ..หูฟัง รู้อยู่..จมูกดม รู้อยู่..ลิ้นรับรส รู้อยู่..กายสัมผัส รู้อยู่

 

อารมณ์ที่ปรากฏขึ้นกับจิต รู้อยู่ ....รู้อยู่ ยังไม่ได้ปรุง

 

รู้แจ้งหรือยัง (ยัง) ยัง ยังไม่ได้รู้แจ้งด้วย..รู้ อยู่ เฉยๆ

 

รู้อยู่ ถามว่า เราจะทำปฏิกิริยาอย่างไร เมื่อ มันรู้ แล้ว มันยังไม่ได้ปรุง

 

มีคำถามต่อมาว่า รู้แล้ว ไม่ปรุง มันจะนำพาไปสู่คำว่า มโนวิญญาณธาตุได้อย่างไร

 

ก็จิตนี้ มันไม่ประกอบไปด้วยปัญญา มันไม่สัมปยุตไปด้วยปัญญา ไม่มีสัมมาสติ ไม่มีสัมปชัญญะ

 

มีแต่ ความระลึกได้ แต่ รู้ตัว ยังไม่ชัดเจน

 

พอระลึกได้ ระลึกได้เท่านั้น แต่ รู้ตัว โดยการพิจารณา ใคร่ครวญ มี นิสัมมะ กรณัง ยังไม่ชัดเจน

 

ยังไม่แจ่มชัด

 

ทีนี้ ถ้าเราจะทำให้ ตาที่เห็น รู้..หูฟังเสียง รู้ แล้วนำมา คิด ตามหน้าที่ของจิต รู้ รับ จำ คิด

 

รู้ รับ จำ คิด เราก็กลัว กลัวอะไร

 

นักปฏิบัติทั้งหลาย ก็จะบอกว่า กลัวทุกข์ คิดกับมันแล้ว เดี๋ยวกลัวทุกข์

 

เลยมีคำพูดว่า เพราะความกลัวทุกข์นี่แหละ มันเลยนำมาซึ่งคำว่า รู้แล้วละ ..รู้แล้วก็เฉยๆไว้

 

ฟัง ก็ สักแต่ว่าฟัง เฉยๆไว้..ดมกลิ่น ก็สักแต่ว่าดม เฉยๆไว้...สัมผัส ก็สักแต่ว่าสัมผัส ก็เฉยๆไว้ เพราะกลัวทุกข์ กลัวว่า ถ้าเกิดไปปรุงมัน - ไปคิดมัน “เอ๊ะ กูสัมผัสอะไรหว่า” เอ๊ะ ทำไมผ้านี้มันเป็น

 

ผ้า” “เอ๊ ทำไมมันประกอบไปด้วยเหตุปัจจัยอะไร ทำไมมันถึงเป็นผ้า มันมีเส้นใยธรรมชาติ เส้นใยไฟเบอร์ที่เกิดจากความไม่เป็นธรรมชาติ”

 

มันจะยุ่ง มันจะเยอะ มันจะ เอ๊ะ แล้วยังไงต่อ แล้วทำไมมันจึงเรียกว่า เป็นผ้า เพราะเรามีสมมติบัญญัติจาก ปุคคลบัญญัติ สมมติบัญญัติว่า นี่เป็นผ้า สำเร็จประโยชน์จากการใช้สอย

 

โดยแท้จริงแล้ว ผ้าแท้ๆ ผืนนี้ ไม่ได้เป็นผ้า อันประกอบไปด้วยเส้นใยธรรมชาติกับเส้นใยไฟเบอร์ที่ไม่ใช่เป็นธรรมชาติ ผ่านกระบวนการ ถัก-ทอ แล้วกว่าจะมาถึงกระบวนการ ถัก-ทอ มันต้องผ่านกระบวนการปั่น ย้อม อู๊ย อีกเยอะแยะมากมาย

 

ทุกข์มั้ย คิดแบบนี้แล้วกลัวทุกข์ พอคิดแบบนี้แล้วกลัวทุกข์ แล้วทำไง

 

เลย “เอาหวะ ไม่คิด”..ไม่คิด ใช่มั้ย เพราะคิดแล้ว กลัวทุกข์... เฮอะ ไม่เอา เอาแค่ผ้าเฉยๆ พอ

 

ยึดถือแกว่า เป็นสักแต่ว่าผ้า ...สมมติว่า นี่คือ ผ้า

 

บรรพบุรุษเราก็เรียกมันว่า ผ้า แล้วมาถึงเรา เราจะเรียกมันว่า เส้นด้าย ก็ไม่ใช่ มาถึงเรา เราจะเรียกมันว่า มันเส้นใยธรรมชาติ เส้นใยไฟเบอร์ที่ไม่ธรรมชาติ ถัก-ทอกันเป็นผ้า ก็ไม่ใช่

 

เพราะมันสำเร็จประโยชน์ ก็คือ เรานุ่งห่ม เราใช้สอยมาตามเหตุตามปัจจัย

 

แล้วมันจะเรียกเป็นอย่างอื่น มันก็จะไม่ใช่ ปุคคลบัญญัติ ก็คือ บรรพบุรุษบัญญัติมาจนกระทั่งถึงเราเป็นบุคคล ก็ต้องเป็นบุคคลบัญญัติกันต่อๆมา มันจะผิดแผกแตกต่างไปจากเขา เอ้า ผ้าก็ผ้าวะ ก็ยอมๆ กันมาแบบนี้ไง

 

พอยอมๆ กันมาแบบนี้ จิตมันก็เลยกลายเป็น จิตรู้.. รู้แบบชนิดที่ไม่คิด ใช่มั้ย..รู้แบบชนิดที่ไม่วิจัย..รู้แบบชนิดที่ไม่วิจารณ์ ไม่พินิจ พิจารณา

 

แล้วมันจะพัฒนามาสู่คำว่า มโนวิญญาณธาตุ ได้มั้ย (ไม่ได้) เอ่อ

 

งั้น นักศึกษา สงสัย - ขวนขวาย - แสวงหา นี่มันจะเป็นเผ่าพันธุ์เฉพาะเลย ที่มันไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่มาจาก เฉยๆ นิ่งๆ แล้วก็ปล่อยให้ความเฉย ความนิ่ง มันอยู่กับเราเนิ่นนาน นานเท่านานๆ แล้วเราก็คิดว่า ข่มมันได้ด้วยหลักคำว่า วิขัมกหาปณะ คือ การข่ม

 

เราจะทำอย่างนั้น แล้วเราก็จะไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง

 

คงไม่เป็น มโนวิญญาณธาตุ ไปได้แน่

 

มันก็มีคำถามต่อมาอีกว่า พระอริยบุคคล ยังมีหลายประเภทเลย มีพระอริยบุคคลระดับ สุกขวิปัสสโก...เตวิชโช...ฉฬภิญโญ...จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต ซึ่งพระอริยบุคคลเหล่านี้ ก็มีวิธีสำเร็จที่แตกต่างกัน มีวิธีเรียนรู้ ศึกษาที่แตกต่างกัน มีวิธีบรรลุธรรม พ้นจากสภาพแห่งความทุกข์ ก็แตกต่างกัน

 

แล้วทำไมเราจะเป็นหลายๆ ประเภทนั้นบ้าง ไม่ได้เหรอ

 

ทำไมต้องมานั่งเพียงแค่ใช้ปัญญาวิเคราะห์ จนถึงคำว่า มโนวิญญาณธาตุ อยู่อย่างเดียว

 

มันอาจจะเป็น ฝึกจาก สมาธิ มาก่อน นิ่งๆ มาก่อน เป็นสมถะ แล้วก็ใช้ สมถะ มาข่มกิเลส จนกระทั่งกิเลสมันเบาบาง ค่อยมาเจริญวิปัสสนา แล้วก็มาตัดเอาตอนปลาย

 

ปืนขึ้นไปก่อน แล้วค่อยตัดยอดตาล ทำไมต้องมานั่งตัดโคนตาลตั้งแต่ยังไม่ได้ปีน

 

เอางั้นมั้ย จะปีนขึ้นไปก่อน แล้วค่อยมาตัดยอดตาล หรือ จะยอมตัดโคนตาลก่อนที่ยังไม่ได้ปีน

 

คำว่า ตัดโคนตาลก่อน ก็คือ ต้องศึกษา ต้องสงสัย ต้องขวนขวาย ต้องแสวงหา

 

แต่ถ้าขอให้ปีนก่อนแล้วมาตัดยอดตาล ก็... เอาน่า มองเห็นทุกอย่างแล้วก็ วาง เฉยๆ

 

เห็น ก็สักแต่ว่าเห็น..ดม ก็สักแต่ว่าดม.. ดู ก็สักแต่ว่าดู..รู้ ก็สักแต่ว่ารู้..เฉยๆ เฉยๆ เฉยๆ ไปเรื่อย

 

ฝึกมันให้มันเฉยไปเรื่อย อย่างนี้ เขาเรียก ปีนขึ้นไปก่อน แล้วก็ไปตัดยอดตาลที่หลัง

 

แล้วก็ปีนลงมา แล้วก็ดูว่า ตาลตายหรือยัง มะพร้าวตายหรือยัง

 

แต่ว่า วิถีแห่งการใช้ปัญญา มันไม่ต้องปีน มันฟันโคนเลย มึงโผล่มาเหรอ ชัวะ...โผล่มาเหรอ ชัวะ..โผล่มาเหรอ ชัวะ มันใช้แรงมากมั้ย.. ไม่มากนะ วิถีแห่งปัญญา นี่มันไม่มาก

 

เพราะว่า เราต้องฟันมันก่อนที่ตาลมันจะกลายเป็นไต คือ มันแข็ง พอรู้ว่ามันโผล่ก็ชัวะ โผล่ก็ชัวะ

 

มีใครโง่บ้าง จะมานั่งตัดตาลตอนที่มันโต เพราะเราไม่อยากได้ตาลอยู่แล้ว พอเห็นมันโผล่หน่อออกมา ก็จัดการเลย ...เห็นโผล่หน่อ ก็จัดการเลย

 

อันนี้ คือ วิถีแห่งผู้ใช้ปัญญา

 

แต่วิถีแห่งผู้ใช้สมถะ ก็ปล่อยให้มันขึ้นมาตามอำเภอน้ำใจ ถามว่า เพราะอะไร

 

อย่างน้อยมันก็ได้ร่มเงา สุกๆ ดิบๆ เค็มๆ มันๆ หอมหวานตามเหตุตามปัจจัย

 

หนักเข้าๆ ชักไม่ไหว ลมพายุมันชักแรงเข้าๆ เดี๋ยวต้นตาลมันล้มทับบ้าน.. ตัดยังไงล่ะ มีดมันก็อันเล็กนิดเดียว แล้วเราก็ยอมรับมันเสียแล้ว ขึ้นไปแล้วกัน ตัดยอด มันจะได้ยืนแห้งตายไปเฉยๆ

 

อย่างนี้ ท่านเปรียบเอาไว้เหมือนกับผู้ที่ใช้ วิขัมกหาปณะ คือ การข่มด้วยอำนาจ

 

หวังพึ่งมัน ไม่ขวนขวาย ไม่กระตือรือล้น ไม่แสวงหา ไม่ตั้งข้อสงสัย แล้วก็เสพมันไปเรื่อยๆ อาศัยมันไปเรื่อยๆ

 

ใช้คำว่า เห็น ก็สักแต่ว่าเห็น...ดู ก็สักแต่ว่าดู...ดม ก็สักแต่ว่าดม วางไปเรื่อยๆ วาง วาง ...ละวาง...

 

ละวาง ...ละวาง.. ละไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่คิดจะตัด

 

จะมาตัดอีกทีก็ เราแก่แล้ว ไม่ไหวแล้ว ...ตัดได้มั้ย

 

หลวงปู่สังเกตดูย่า เวลาไปเฝ้าดูแก สังเกตวิถีจิตของย่า บางทีแกก็ตัดได้ บางทีแกก็ตัดไม่ได้

 

เพราะแกอยู่กับการเลี้ยงต้นตาลจนโตมา

 

เราก็เป็นกังวล เป็นห่วงมากว่า ถ้าขืนเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ วันนั้นเลยถามแก ว่า “แม่ กลัวตายมั้ย” แกตอบครั้งแรกว่า “ไม่กลัว แม่ไม่กลัวตาย” เราก็ป้อนข้าวไป คุยไป นวดไป “แม่ แน่ใจเหรอ ไม่กลัวตาย” “ใครบอก ไม่กลัว” แกก็คงจะคิดไปล่ะนะ

 

“เอ้า แม่ต้องคิดนะ แม่ต้องไม่กลัว ถ้าแม่กลัว แม่ก็จะไม่ได้ไปนิพพาน เพราะนิพพาน มันต้องดับแล้วเย็น แม่ต้อง วาง ว่าง ดับ เย็น ทำใจผ่อนคลาย โปร่ง เบาสบาย พิจารณาเห็นธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป”

 

แกก็ตอบขึ้นมาทันทีเลย “จะรู้รึ ว่า จะได้ไปนิพพาน ถึงวันนั้น จะรู้หรือว่า จะได้ไปนิพพาน”

 

“แล้วแม่จะทำยังไงล่ะ”

 

“ตอนนี้มันก็เอาที่ใกล้ๆ ตัวไว้ก่อน” คืออะไร ที่ใกล้ๆ ตัวไว้ก่อน ก็ เอากุศล เอาบุญ เอาคุณศีล คุณธรรม คุณทาน คุณงามความดีไว้ก่อน

 

ไม่ต่างอะไรกับคนยอมให้ต้นตาลมันโต พอถึงเวลา อล้วก็ไม่รู้หรอกว่า ต้นโพธิ์มันมีอยู่ข้างหน้า อาศัยต้นตาลไปก่อนก็แล้วกัน วันดีคืนดี ถ้าลมพัดมา ลูกตาลมันหลนใส่ ก็ต้องยอมรับกันได้ เพราะเราอาศัยร่มเงามัน นั่นหมายถึงว่า วันดีคืนดี แล้วเราต้องตกทุกข์ได้ยาก ตกนรกหมกไหม้ ตกระกำลำบาก เราก็อาศัยต้นตาลต้นนี้อยู่ต่อไป เราไม่สามารถจะกำจัดตัดให้มันหลุดออกไปได้

 

เพราะงั้น เล่ามาทั้งหมด เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เห็นว่า วิถีแห่งปัญญา วิถีแห่งจิต เขาไม่ลูบคลำกับสภาวะธรรม เขาจะไม่หยอกล้อกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาจะจริงๆ จังๆ กับมัน เขาจะชนกับทุกอย่างที่มี.ทุกข์ ก็ต้องวิ่งไปชนมัน ไม่ใช่ให้หนีมัน

 

พระพุทธเจ้าสอนเป็นครั้งแรก ปฐมเทศนาเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้หนีทุกข์เลยนะ

 

สอนให้ชนทุกข์ ตามไปรู้ มันเกิดจากเหตุอะไร ค้นหามันให้ได้

 

แล้วก็ ต้องค้นให้ถึงก้นบึ้ง มันมาจากอะไรแน่ พอถึงก้นบึ้งแล้วก็จัดการถอนรากถอนโคนมันเสีย

 

ด้วยหลักคิด 8 ประการ เริ่มต้นจาก ความเห็นตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง

 

ทีนี้ ความเห็นตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง นี่มันพูดง่ายนะ พูดง่ายมั้ย (ง่าย) แต่ทำยากมั้ย (ยาก) ยากมาก เพราะว่า เรา ก็ยังไงมันก็เป็นผ้า นี่ เห็นตรงถูกต้องยังไง มันก็ผ้า เพราะว่า อะไร

 

เราจะมองให้มันเป็นเส้นใย ทอ-ถัก ซึ่งแตกต่างจากปุคคลบัญญัติ

 

ตามความเป็นจริง จริงๆ ของมันก็คือ เส้นใย ทอ-ถัก ใช่มั้ย (ใช่) แต่ปุคคลบัญญัติว่า นี่คือ ผ้า แล้วเราจะมองให้เป็นเส้นใย ทอ-ถัก มันยากมาก มันยากมาก “ไหน ไปหยิบเส้นใย ทอ-ถัก มาให้หน่อย” “ยากมั้ย” ยาก

 

“เส้นใย ทอ-ถัก” คนรับฟังคำสั่ง งง “อะไร แม่” “ยาย ยาย อะไร เมาเหรอ”

 

คนเมาน่ะ คือ คนถาม แต่คนไม่เมา คือ คนใช้ “ไปหยิบเส้นใย ทอ-ถัก มาให้หน่อย”

 

ไม่งั้นก็ “ไปตามก้อนเนื้อกับท่อนกระดูกมาให้หน่อย” “เฮ้ย ใครไปตามก้อนเนื้อกับท่อนกระดูก” หรือไม่ก็ “ไปจูงมือ ก้อนเนื้อกับท่อนกระดูกมาให้หน่อย” งงอีกเหมือนกัน

 

เพราะอย่างนี้แหละ เราจึงหลอกตัวเรามาตลอด เหมือนกับที่เรากลัวทุกข์ แล้วเราไม่กล้าที่จะไปตัดรากถอนโคนมัน ไม่กล้าที่จะไปตามหามัน ว่าเส้นใย ทอ-ถักผืนนี้ คือ ผ้าผืนนี้ มันเกิดจากอะไร

 

เราไม่กล้าคิด เพราะคิดแล้ว เดี๋ยวมันจะเป็นทุกข์

 

หลวงปู่อยากบอกอะไร

 

การเรียนรู้วิถีจิต ต้องกล้า คุณสมบัติของผู้เรียนรู้ วิถีจิต อันดับต้นเลย .. ความอาจ - หาญกล้า

 

อาจ ก็คือ ความองอาจ...หาญกล้า ก็คือ กล้าที่จะเผชิญต่อความทุกข์ เผชิญต่อความเป็นจริง

 

ถ้าเราไม่อาจ - หาญกล้า เราก็จะโดนมันหลอก ครอบงำไป เหมือนอย่างผ้าผืนนี้ทั้งที่มันเป็นเส้นใย ทอ-ถัก

 

แล้วเราจะทำความเข้าใจยังไง ก็ทำความเข้าใจเฉพาะตน

 

ทีนี้ มันก็จะกลับมาอยู่กับคำว่า อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน

 

เราอาจจะไม่ต้องแปรสภาพไปเป็นคำพูด บอกกับเขาว่า “ลูกก้อนเนื้อ ท่อนกระดูกมาหาแม่หน่อยซิ” “แม่ ว่าไง แม่ก้อนเนื้อ ท่อนกระดูก” กลายเป็นว่า ทุกคนเป็นแค่ก้อนเนื้อ ท่อนกระดูก

 

เรื่องนี้ มีเรื่องเล่าในพระชาดก เรื่อง นางภิกษุณีเลี้ยงนกแขกเต้า นางได้นกแขกเต้าตกน้ำมาตัวหนึ่ง บิณฑบาต ไปเจอลูกนก ก็มานำเลี้ยง สอนให้พูด แล้วสิ่งที่นางสอนแขกเต้าพูด ก็คือ เรื่องพิจารณากระดูกว่า ทั้งหมด เป็นแค่ก้อนเนื้อ หนัง หุ้มโครงกระดูกอยู่

 

นกแขกเต้ามันฟังทุกวันๆ วันหนึ่ง เหยี่ยวบินมาโฉบนกแขกเต้าที่เกาะอยู่คอนไม้หน้ากุฎิไป

 

มันก็แหกปากร้อง “กระดูกท่อนใหญ่ พากระดูกน้อยลอยขึ้นไป”

 

นางภิกษุณี ได้ยินเข้า ก็เดินออกมาจากกุฎิ เห็นนกแขกเต้าโดนเหยี่ยวโฉบ นางก็โยนผ้าพาดบ่าขึ้นไป เหยี่ยวตกใจ มันนึกว่า มีนกตัวใหญ่กว่า ก็เลยคลายกรงเล็บ ปล่อยนกแขกเต้าลง

 

นางก็รับนกแขกเต้ามา แล้วก็ถามว่า “เดรัจฉาน ตอนเหยี่ยวใหญ่มาจับเจ้าไป เจ้าคิดว่ายังไง เจ้าระลึกถึงอะไร” “พระแม่เจ้า ฉันเห็นกระดูกท่อนใหญ่มาโฉบกระดูกท่อนน้อยลอยขึ้นไป เห็นกลุ่มเนื้อก้อนใหญ่มาโฉบกลุ่มเนื้อก้อนน้อยลอยขึ้นไป” “ดีแล้ว เดรัจฉาน ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเดรัจฉานเจ้า ชาติต่อไป เจ้าก็จะได้ไม่ต้องเป็นเดรัจฉาน”

 

ถ้าเราจะขืนไปบอก เกิดผัวเดินมา ว่า “ก้อนเนื้อกับท่อนกระดูกเดินมา” เกิดไอ้ข้างบ้านมันได้ยินเข้า มันอยากได้ผัวเรา “คุณขา ขอก้อนเนื้อกับท่อนกระดูกของคุณหน่อยได้มั้ยคะ” ให้มั้ย..(ไม่ให้) ไม่ให้

 

รวมสรุป การมองโลกตามความเป็นจริงในวิถีแห่งมรรคาปฏิปทา แม้เราจะดูว่า มันยากเย็นแสนเข็ญ ยุ่งยาก แต่ถ้าไม่ฝึกที่จะมองมันบ้างเลย เราจะกลายเป็นลูกหลานของซาตาน ลูกหลานของอวิชชายาวนาน ไม่จบสิ้น

 

เพราะงั้น รู้จักที่จะมองโลกตามความเป็นจริงในเรื่องที่มันยากๆ ยากแค้นแสนเข็ญ

 

ถ้าเรามองมันได้ มันจะเบาบางเหมือนปุยนุ่น เหมือนเมฆหมอก

 

เรื่องที่มันทุกข์ระทมจนเราทนอยู่ไม่ได้ แทบจะฆ่าตัวตาย ถ้าเรารู้จักมองโลกตามความเป็นจริง

 

ใช้ วิถีมองโลกตามความเป็นจริง แยกธาตุ แยกธรรมชาติ แยกสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งของ แยกออกจากกันซะให้หมด

 

เราก็จะเห็นชัดได้ว่า ต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง มันอยู่ที่ อุปาทาน-ความยึดถือซึ่งเป็นอารมณ์หนึ่งที่ประกอบในจิต แล้วเราก็สร้างภพ คือ ทุคติภพ ครอบงำเราในเวลานั้น

 

หลวงปู่ก็ใช้วิธีนี้แหละ กับการอยู่กับกลุ่มระเบิด ควันแก๊สน้ำตา สารพัดปัญหา เสียงก่นด่ารอบแผ่นดิน คำยกย่องสรรเสริญ คำเหยียบย่ำนินทา เมื่อใดที่มันเกิดเข้ามา ต้องมองโลกตามความเป็นจริง

 

พอมองไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ตัวเราก็จะแฟบลงๆ ปัญหาแม้ใหญ่ขนาดไหน เราก็ยังอยู่ได้

 

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรม บ่าย ณ ศาลาปฎิบัติธรรม วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐  https://www.youtube.com/watch?v=AAki1vRYsJI&list=PLJmPSYMcXHqdqEVLaVeSbP3FGA2ZiQLb3&t=1s

543 | 20 กันยายน 2025, 19:45
บทความอื่นๆ