เรื่องที่ ๑๐ วิถีจิต-อาการจิต
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง วิถีจิต-อาการจิต
แสดงธรรมวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ.ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
ทบทวนอาการจิต ๑๐ เปรียบเทียบจิตขณะที่ขีดจิตกับจิตรู้ลมหายใจว่าจิตที่ขีดจิตมีความละเอียดกว่าจิตที่รู้ลมหายใจ จิตอยู่ได้เพราะอารมณ์ ไม่มีอารมณ์ ก็ไม่มีจิต ทำไมต้องขีด จิตรับ จิตจำ จิตรู้ จิตคิด ก็เพราะเราต้องการจะให้รู้ชัดว่า เมื่อใดที่จิตนี้รับอยู่ คือ รับอารมณ์มา เมื่อใดที่จิตนี้จำอยู่คือจำอารมณ์ไว้ เมื่อใดที่จิตนี้คิดอยู่คือ กำลังจะคิด ไม่ว่าจะคิดดี คิดชั่ว และ เมื่อใดที่จิตนี้รู้อยู่ ไม่ว่าจะรู้ดี - รู้ชั่ว เราจึงต้องรู้แจ้งในอารมณ์ ถ้ารู้จิตไม่ชัด ก็จะไปรู้อารมณ์ไม่ชัด เพราะว่า ตัวท่านผู้รู้ คือ ตัวจิต ไม่ใช่ตัวอารมณ์ อารมณ์ไม่มีสิทธิ์รู้ แต่จิตมีหน้าที่รู้ มีหน้าที่รับ มีหน้าที่จำ มีหน้าที่คิด ในขณะที่ฝึกตัว รับ – จำ - คิด - รู้ เราก็จะเห็นชัดว่า กายนี้แยกจากจิตเด็ดขาดแต่เมื่อใดที่เราจะมาดูอารมณ์ หรือ เวทนาที่เกิดกับกาย ก็สามารถดูได้.. ดูได้ แต่ไม่ได้ยืนอยู่ ไม่ได้ตั้งมั่น ไม่ได้ยึดติด ไม่ได้เป็นที่อยู่อาศัย ไม่งั้น จะกลายเป็นผู้รับทุกข์ตามเวทนาที่ปรากฏในกาย ไม่ได้ตั้งมั่น ไม่ได้ยึดติด ไม่ได้เป็นที่อยู่อาศัย ไม่งั้น จะกลายเป็นผู้รับทุกข์ตามเวทนาที่ปรากฏในกาย วิธีการฝึกจิตเอาไว้ ๓ ประการ คือ อินทรีย์สังวร สำรวม สังวร ระวัง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และใจรับรู้อารมณ์ วิเวก คือ ความสงบสงัดกาย - สงบสงัดวาจา และ สงบสงัดใจ ดำรงสติสัมปชัญญะ
เนื้อหา
(กราบ)
เรามาทบทวนสิ่งที่เรียน ศึกษาไป สอนไป จำได้ไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่จะเริ่มบทเรียนใหม่ ก็ต้องทบทวนของเก่าโดยธรรมเนียม
เมื่อวานนี้ได้ยกขึ้นมาใน อาการจิต ๑๐ อย่าง แล้วก็อธิบายถึงหน้าที่ของจิต ๔ อย่าง คือ รับ จำ คิด รู้
อาการของจิต ๑๐ อย่าง ก็มี
รู้อารมณ์ เป็น จิต
คิดในอารมณ์ เป็น มโน
เก็บไว้ เป็น หทัย
พอใจ เป็น มนัส
ยินดี หรือ แช่มชื่น เบิกบาน เป็น บัณฑระ
สืบต่อในอารมณ์นั้น เป็น มนายตนะ
เป็นใหญ่ในอารมณ์นั้นๆ เป็น มนินทรีย์
รับอารมณ์ เรียกว่า วิญญาณ
รู้เป็นเรื่องๆ เป็นอย่างๆ เรียกว่า วิญญาณขันธ์
รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ
สิ่งที่พวกเรามีเป้าประสงค์และต้องการ ก็คือ มโนวิญญาณธาตุ คือ การรู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง
ถามว่า ทำไมต้องรู้แจ้ง
ก็เพราะว่า เพราะอารมณ์ทำให้เกิดจิต ...อารมณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิต ...อารมณ์เป็นตัวกำหนดจิตให้ เป็นดี – เป็นชั่ว.. เป็นบุญ – เป็นบาป.. เป็นกุศล – อกุศลจิต แล้วอารมณ์ นอกจากจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงแล้ว ยังเป็นเครื่องตั้งอยู่แห่งจิต จิตนี้ไม่มีอารมณ์ อยู่ไม่ได้ ต้องอาศัยอารมณ์
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องการ คือ มโนวิญญาณธาตุ คือ การรู้แจ้งในอารมณ์
เมื่อรู้แจ้งในอารมณ์แล้ว เราก็จะได้รู้ว่า เหตุปัจจัยใดที่ทำให้จิตนี้เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นมหากุศล
เป็นอัพยากตจิต คือ วางเฉย
แล้วเมื่อเข้าใจถึงเหตุปัจจัยแห่งการเกิดของอารมณ์ และก็ เหตุปัจจัยที่ทำให้จิตมีอันเป็นไปตามอารมณ์ที่เข้ามาซึมสิง เข้ามาครอบงำ จิตนี้ก็จะได้ไม่สร้างทุคติภพ หรือ ดีที่สุด ก็คือ ไม่ต้องสร้างภพ เพราะอารมณ์เป็นปัจจัยให้จิตนี้สร้างภพ แล้วหนึ่งในอารมณ์ที่เป็นปัจจัยให้จิตนี้สร้างภพ เมื่อวานบอกไปแล้ว คือ อารมณ์อะไร… อารมณ์อุปาทาน ความยึดถือ
อารมณ์ความยึดถือ นี่แหละ ทำให้จิตนี้สร้างภพ เมื่อวานพูดไป สาธยายไป
เป้าประสงค์ของเราชัดเจนยิ่ง ก็คือ ทำให้เกิดมโนวิญญาณธาตุจิต หรือว่า จิตที่ประกอบไปด้วยมโนวิญญาณธาตุ คือ รู้แจ้งชัดในอารมณ์ทั้งปวง
ทีนี้ เมิ่อวานก็บอก ก็สอน ถึงวิธีการที่จะ แยกอารมณ์ แยกจิต แยกกาย โดยมานั่ง ขีดจิต
ใช้คำว่า ขีดจิต...รู้ รับ จำ คิด เฉย
ขีดได้มั้ย เข้าใจมั้ย... รู้สึกมั้ยว่า เมื่อวาน นอกจากสอน เรื่อง รู้ รับ จำ คิด แล้วก็ลองให้หัดฝึกเทียบระหว่าง ขีดลมหายใจ ขีดจิต... ระหว่างที่ “จิตขีดลมหายใจ” กับ “จิต ที่ขีดจิต”
จิตอันไหนละเอียดกว่า ...จิต ที่ขีดจิต ละเอียดว่า
จิตที่รับรู้ลมหายใจ หยาบและหนัก ไม่เบาบาง
แม้ท่านทั้งหลายสังเกตว่า จิต ที่ขีดจิต จะดูแล้วเยอะ เรื่องมาก...เรื่องมากมั้ย ดูวุ่นวาย ดูสัดส่าย แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านจะได้ก็คือ เบา แม้นเรื่องมาก แต่เบา เบามั้ย ...เบาอก เบาใจ ทั้งที่เรื่องมาก แต่ทำไมเบาอก เบาใจ
ในมุมกลับกัน ขีดลมหายใจ แค่ลมเข้ากับลมออก เรื่องน้อยมาก แต่ทำไมมันแน่น หนัก หยาบ..มันแน่นหน้าอก หนักอกหนักใจ หยาบกระด้าง
เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า เราอยู่กับรูปธรรม รูปย่อมครอบงำเรา ลมหายใจนี่ถือว่า เป็นรูปธรรม
ถ้าเมื่อใดที่เราอยู่กับนามธรรม มันก็เบา เบาสบาย
สรุปบทเรียนเมื่อวานนี้ ก็คือ ผู้ชาญฉลาดจะต้องหาเครื่องอยู่ของจิตที่เบาสบาย มากเรื่อง
ถามว่า มากเรื่อง แล้วไม่เป็นทุกข์เหรอ ..เป็นทุกข์มั้ยล่ะ ตอน ขีดจิตรับ... ขีดจิตรู้... ขีดจิตจำ... จิตคิด
เป็นทุกข์มั้ย ทุกข์มั้ย เป็นทุกข์มั้ย ..ไม่ได้เป็นทุกข์ มันเบา แล้วทีนี้ ตอนขีดลมหายใจ แม้นไม่เป็นทุกข์ มันหนักมั้ย.. มันเหมือนกับคนละเรื่องกัน
มันเหมือนนุ่นกับหิน
ถามว่า แล้วทำไมต้องขีด จิตรับ จิตจำ จิตรู้ จิตคิด
ก็เพราะเราต้องการจะให้รู้ชัดว่า
เมื่อใดที่จิตนี้รับอยู่... รับอารมณ์มา
เมื่อใดที่จิตนี้จำอยู่... จำอารมณ์ไว้
เมื่อใดที่จิตนี้คิดอยู่... กำลังจะคิด ไม่ว่าจะคิดดี คิดชั่ว
และ เมื่อใดที่จิตนี้รู้อยู่ ...ไม่ว่าจะรู้ดี - รู้ชั่ว
รู้ให้ชัด ถ้ารู้จิตไม่ชัด ก็จะไปรู้อารมณ์ไม่ชัด ก็จะไม่เป็น มโนวิญญาณธาตุ – รู้แจ่มชัดในอารมณ์ได้เลย เพราะว่า ตัวท่านผู้รู้ คือ ตัวจิต ไม่ใช่ตัวอารมณ์
อารมณ์นี่ มีสิทธิ์รู้ได้มั้ย.. อารมณ์ไม่มีสิทธิ์รู้ แต่จิตมีหน้าที่รู้ มีหน้าที่รับ มีหน้าที่จำ มีหน้าที่คิด
ฝึก “ท่านผู้รู้” ให้แจ่มชัด... จะรับก็ตาม – จะจำก็ตาม - จะคิดก็ตาม
ในขณะที่ฝึกตัว รับ – จำ - คิด - รู้ เราก็จะเห็นชัดว่า กายนี้แยกจากจิตเด็ดขาด เห็นมั้ยว่า กายแยกกับจิตได้ เห็นมั้ย มันคนละเรื่อง
แต่เมื่อใดที่เราจะมาดูอารมณ์ หรือ เวทนาที่เกิดกับกาย ก็สามารถดูได้.. ดูได้ แต่ไม่ได้ยืนอยู่ ไม่ได้ตั้งมั่น ไม่ได้ยึดติด ไม่ได้เป็นที่อยู่อาศัย ไม่งั้น จะกลายเป็นผู้รับทุกข์ตามเวทนาที่ปรากฏในกาย
ฝึกอย่างนี้ จะเป็นคำตอบให้เราอย่างชัดแจ้งว่า เมื่อใดที่เราสงสัยว่า เมื่อทุกข์นั้นมีอยู่ แล้วผู้รับทุกข์มีอยู่ด้วยหรือไม่ จะได้คำตอบเลยว่า ผู้รับทุกข์นั่นหามีไม่
เช่น ในขณะที่กายนี้เป็นทุกข์.. ทุกข์เพราะจิตไปรับรู้ว่า เป็นทุกข์
แต่เมื่อใดที่ จิตนี้ไม่ไปรับรู้ ทุกข์นั้นจะเกิดกับจิตมั้ย ...เกิดแต่เฉพาะ.. กาย
แล้ว กาย มีตัวตนมั้ย .. ไม่มีตัวตน
เพราะหลายสิ่งรวมเป็นหนึ่งสิ่ง เลยเรียกหนึ่งสิ่งนั้นว่า เป็นกาย ก็จะเป็นคำตอบให้ชัดเจนถึงหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา – ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของกาย
แล้วเราก็ต้องเรียนรู้ ศึกษาต่อไปว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีเฉพาะในกายอย่างเดียวเหรอ.... ไม่มีอยู่ในอารมณ์ด้วยเหรอ... ไม่ได้มีอยู่ในจิตด้วยเหรอ
เราต้องเรียนต่อไป ต้องตั้งข้อสงสัยต่อไป ต้องศึกษาต่อไป ต้องขวนขวายต่อไป ไม่หยุดอยู่กับที่
ด้วยเหตุผลว่า เราเชื่อในพระธรรม คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อวานนี้ บอกไปแล้วว่า มโน ปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา - การทั้งหลาย มีใจเป็นนาย ..สุข ทุกข์ มีใจเป็นนายมั้ย .. สุข ทุกข์ ก็มีใจเป็นนาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ
แล้วอะไรเป็นเครื่องอยู่ของใจ กระโดดกลับไป ก็คือ อารมณ์.. อารมณ์เป็นเครื่องอยู่ของใจ
เพราะฉะนั้น สำคัญที่ใจ หรือ สำคัญที่อารมณ์ .. สำคัญทั้ง ๒ อย่าง
ก็บอกแล้ว ว่า ใจนี้ หรือจิตนี้ ตั้งอยู่ได้ เพราะมีอารมณ์หล่อเลี้ยง
แล้วเมื่อมีอารมณ์หล่อเลี้ยง ถ้าอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์กุศล จิตนี้ก็จะไปสร้างกุศลภพ หรือว่า สุคติภพ แล้วถ้าอารมณ์นี้เกิดขึ้นหล่อเลี้ยงจิต เป็นอารมณ์อกุศล จิตนี้ก็จะไปสร้าง ทุคติภพ หรือ ทุคติจิต ทำให้เกิดทุคติจิตขึ้นมาอีก
รวมๆ แล้ว อารมณ์สำคัญเท่ากับจิต ก็บอกแล้วว่า จิตอยู่ได้เพราะอารมณ์ ไม่มีอารมณ์ ก็ไม่มีจิต
เราจึงต้องรู้แจ้งในอารมณ์ เลยต้องมีคำว่า มโนวิญญาณธาตุ อาการของจิต ข้อที่ ๑๐ เป็นข้อสุดท้าย
แล้วถามว่า เมื่อวานได้อธิบายความ (อาการของจิต) ในข้อแรกว่า รู้อะไร .. จดไว้หรือเปล่า
ข้อแรกว่า ... พูดอย่างกับเหมือนจะหมดลม กูชักเริ่มจะหมดลมแล้ว เสียงให้ดังๆ หน่อยสิ
รู้อารมณ์ เรียกว่า จิต หรือ เป็นจิต
รู้อารมณ์หรือรู้ในอารมณ์ เรียกว่า จิต หรือ เป็นจิต
ทีนี้ พอ รู้ในอารมณ์ เมื่อวาน มีอธิบายแถมนิดหนึ่งว่า รู้อารมณ์เป็นจิต แล้ว รับในอารมณ์ ทำไมจึงเรียกว่า วิญญาณ ข้อที่ ๘ ใช่มั้ย ใช่มั้ย
รู้อารมณ์เป็นจิต แล้ว รับในอารมณ์ ทำไมจึงเรียกว่า วิญญาณ ก็เพราะ รู้อารมณ์ ปรุงแต่งหรือยัง (ยัง)
เมื่อวานบอกไปแล้ว ใช่มั้ย ขณะที่รู้อารมณ์ ปรุงแต่งหรือยัง (ยัง)
ถ้า รับอารมณ์ มานี่ ปรุงแต่งหรือยัง ... ปรุงแต่งแล้ว จึงเรียกว่า วิญญาณ
เอ้า เมื่อวานนี้ จบลงตรงนี้
แล้วเมื่อเย็นวานนี้ ก็สอน ลีลา การเข้ากรรมฐานของจิต เริ่มต้นจาก จิตนี้อยู่กับอะไร..จิตนี้อยู่กับกาย
อ้อ เดี๋ยวก่อน
เมื่อวานนี้ ได้ให้คำนิยาม วิธีการฝึกจิตเอาไว้ ๓ ประการ คือ
- อินทรีย์สังวร สำรวม สังวร ระวัง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส และใจรับรู้อารมณ์
- วิเวก คือ ความสงบสงัดกาย - สงบสงัดวาจา และ – สงบสงัดใจ
- ดำรง สติ – สัมปชัญญะ
ยังไม่ได้สรุปบทนี้ว่า ในขณะที่เรา รู้จิตรับ – รู้จิตจำ - รู้จิตคิด และ มีจิตรู้ เราสำรวมมั้ย
สำรวมตามั้ย สำรวมหู สำรวมจมูก สำรวมปาก สำรวมกาย สำรวมมั้ย... สำรวมใจมั้ย...สำรวมสิ ไม่สำรวมแล้วมึงจะรู้ได้ยังไงว่า อะไรเกิดขึ้นในใจ
สำรวม ก็คือ ความระมัดระวัง เฝ้าดู เฝ้าสังเกต เป็นการสำรวมอินทรีย์
ในขณะที่เราขีดจิตนั่นน่ะ คือ การสำรวมสังวรระวังอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แล้วมีวิเวกมั้ย.. สงบกายมั้ย .. สงบกาย....สงบจิตมั้ย ...สงบวาจามั้ย เอ้อ มี วิเวก ๓ ในตัวเสร็จ
แล้วมี สติ สัมปชัญญะมั้ย .. สมบูรณ์ รับรู้ชัดเจน แยกแยะอะไรเป็นกองแห่งสังขาร... อะไรเป็นกองแห่งอารมณ์... อะไรเป็นกองแห่งจิต
เพราะฉะนั้น อินทรีย์สังวร วิเวก และ สติ สัมปชัญญะ มีอยู่ในวิถีแห่งการฝึกจิต เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เราบังคับให้เกิดมั้ย ..มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หลักการธรรมชาติ... มันไม่ออกไปจากหลักนี้
ถ้าไม่มีหลักนี้ในขณะที่เราบอกว่ าเรากำลังศึกษาวิถีจิต อันนั้นไม่ใช่
เวลาเราคุยกับใคร เขามาคุยอวด ว่า เขาเรียนรู้ ศึกษาจิต ฉลาดในจิต
ต้องถามเขากลับไปว่า ตอนที่คุณศึกษาในจิต คุณสำรวมสังวรระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มั้ย
ถ้าเขาตอบว่า ไม่ เพราะไม่มีเวลา หรือ ไม่ว่าง ...ก็บอกว่า ไม่ใช่
เขามีความวิเวก คือ ความสงบกาย สงบวาจา สงบใจมั้ย เขาตอบว่า ไม่ใช่ ...ก็ ไม่ใช่ แสดงว่า นั่นไม่ถูก
หรือไม่ก็ ลองถามเขาดูว่า มีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์มั้ย ในขณะที่ ฝึกวิถีจิต
๓ อย่างนี้ เป็นคุณ เป็นมาตรฐาน เป็นเครื่องวัด ที่จะวัดดูว่า คนผู้ นั้น ฝึกวิถีจิต อยู่หรือเปล่า
ต่อมา ตอนเย็น สอนกรรมฐาน ... ลีลา ในการเข้ากรรมฐานจิต
อันดับต้น จิตนี้อยู่กับอะไร ...จิตนี้อยู่กับกาย
หลังจากอยู่กับกาย ตั้งมั่นแล้ว มาอยู่กับอะไร...เวทนา หรือ อารมณ์ในกาย
เวทนา ก็คือ สุข- ทุกข์ที่เกิดขึ้นในกายนั่นแหละ ก็เป็นอารมณ์
เวทนาก็เป็นอารมณ์มั้ย ... เป็นอารมณ์
อยู่กับเวทนาหรืออารมณ์ในกายอย่างตั้งมั่นแล้ว
ต่อมา ขยับขึ้นมาอยู่ที่ เวทนาของจิต หรือ อารมณ์แห่งของจิต
ต้องใช้เครื่องมือมั้ย .. ไม่ต้องใช้ดินสอ ไม่ต้องใช้ปากกา ไม่ต้องใช้เครื่องมือ ใช้ท่านผู้รู้ ตัวรู้พร้อมรับรู้ หน้าที่ของจิตมีอยู่ ใช้ให้สมบูรณ์
จาก อยู่ – ดู – ยืน - นั่ง มั่นคง ตั้งอยู่ในเวทนาของจิตแล้ว แล้วหยุดมั้ย เมื่อวาน (ไม่หยุด)
มาอยู่ที่ไหน สุดท้าย อยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ที่จิตเหรอ (ใช่) แล้วอะไร ตอบอะไรเยอะขนาดนั้น
จากเวทนาของจิต อารมณ์ของจิต ก็มาอยู่ที่ จิต... ตั้งมั่นอยู่กับจิต
วันนี้ มาต่อ
(ต่อ ด้วยช่วงปฏิบัติ – รับอารมณ์)
เขียนไว้ หัวกระดาษ
เมื่อวานนี้ ลองให้ฝึกรวม หน้าที่ของจิต ...รับ – จำ – คิด - รู้ แล้ว ดูยังไม่แจ่มชัด
ทีนี้ เอาให้ลึก ละเอียดลงไป เป็นขั้นต่อไปอีก ให้แจ่มชัด เขียนไว้ว่า
รับอารมณ์__________________________________________
___________________________________________________
เฝ้าดูจิต
เมื่อใดที่จิตนี้รับอารมณ์เข้ามา ขีดลงไป
ถ้าไม่รับ ไม่ต้องขีด
เอาทีละหน้าที่
รับ ขีด ...ไม่รับ ไม่ต้องขีด เข้าใจมั้ย
เมื่อวานนี้ เราขีด ๔ ข้อ ใช่มั้ย… ๔ หน้าที่ (รับ จำ คิด รู้)
วันนี้เราลดเหลือ หน้าที่เดียว เพราะว่า เก่งเกิน ฉลาด ขยัน ชำนาญ เกิน
บางคน กูขีดได้เป็นร้อยแล้ว มันเพิ่งขีดได้ ๒ ขีด..ขี้เกียจขีดไง
..............
รับ ขีด ...ไม่รับ ไม่ต้องขีด
แยก ตัวรับ จิตรับ เหมือนกับเมื่อวาน ตอนที่หลวงปู่สอน ตอนเจริญพระพุทธมนต์ ใช่มั้ย
สอนว่า ให้หลับตา ใช้จิตจำ ระลึกถึง อักษรบทสวดมนต์ ใช่มั้ย (ใช่)
นั่นคือ ฝึกจิตอะไร...จิตจำ...ฝึกจิตจำ... จำ เราฝึกได้ ...แล้วทำไม รับ จะฝึกไม่ได้
ฝึกได้หมดแหละ..รับก็ฝึกได้ จำก็ฝึกได้ คิดก็ฝึกได้ รู้ก็ฝึกได้
รับ.. รับเข้ามาทางไหนบ้าง
หูฟังเสียง รับเข้ามา เป็นอารมณ์ ขีด
จมูกดมกลิ่น รับเข้ามา ขีด
ลิ้นรับรส รับเข้ามา ขีด
ตาเห็น รับเข้ามา ขีด
เห็นแล้วรับเข้ามานะ ไม่ใช่เห็นแล้วเฉยๆ อันนั้น ไม่ใช่นะ
เห็นแล้ว ต้องรับเข้ามา นะ
รับ เข้ามาในใจ มันกระเพื่อม ทำให้ใจนี้กระเพื่อม เข้าใจหรือเปล่า
ถ้ามึงเดินไปแล้วเห็น แล้วเฉยๆ เหมือนกับเดินผ่านต้นไม้ เห็นแล้วเฉยๆ
แต่ถ้าเดิน “เอ๊ะ ไอ้นี่ ดอกอะไร สวยเหลือเกิน” อย่างนี้ รับเข้ามามั้ย (รับ)
แต่ถ้าเดินไป ต้นไม้ก็มีตลอดทาง อย่างนี้ รับ มั้ย ...ไม่รับ... ตาเห็นมั้ย - เห็น
แต่ “เอ๊อ ไอ้นี่ลูกอะไรวะ” อย่างนี้รับมั้ย .. รับ
ใครยังไม่เข้าใจ คำว่า “รับเข้ามา” อีก
.................
รับ เข้ามา นี่ไม่ใช่ไปเฝ้าดู ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย นะ
เฝ้าดูที่ไหน .. ดูที่จิต - ดูที่ใจ นะ ไม่ใช่ไปยืนอยู่ปากปล่อง ปากถ้ำ
เข้ามาดูที่จิต ว่า จิตนี้กระเพื่อมตามที่ ตาเห็น หูฟัง จมูกได้ ลิ้นรับ กายสัมผัส หรือไม่
ถ้ากระเพื่อม ขีด ....ถ้าไม่กระเพื่อม ไม่ต้องขีด
..............
ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เราก็จะไม่มีคำว่า มโนวิญญาณธาตุ คือ ไม่รู้แจ้งในอารมณ์ และ ธาตุทั้งปวง
มันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราแยกการทำงานของจิตไม่ชัดเจน แยกไม่ได้ ... เมื่อไหร่เรารับ เมื่อไหร่จำ เมื่อไหร่เรารู้ เมื่อไหร่เราคิด
แน่นอนล่ะ กระบวนการของการเกิด- ดับแห่งจิต กว่าจะเป็นอารมณ์ ๑ อย่าง ต้องมีทั้ง รับ จำ คิด รู้ แต่มีอะไรเป็นประธานในขณะนั้น มีอะไรเป็นประธาน....มีรับเป็นประธาน หรือ มีจำเป็นประธาน
ในขณะที่เราอ่านหนังสือ มีอะไรเป็นประธาน...มีจิตจำ เป็นประธาน
ในขณะที่หลับตา แล้วเห็นตัวหนังสือปรากฎตรงหน้า มีจิตอะไรเป็นประธาน ...จำ เป็นประธาน ตามมาด้วย รู้ แล้วก็ คิด ก็คือ อ่าน เราต้องแยกให้ได้ว่า อะไรเป็นประธาน
หลายคนอาจจะค้านในใจว่า จะเป็นไปได้ยังไงคะ ก็เมื่อหลวงปู่บอกว่า ทุกอย่างเกิดตามกระบวนการวงรอบ ต้องมี รับ จำ คิด รู้ ตลอด แล้วจะไปเอาแต่ จิตรับ อย่างเดียว มันจะไม่ครบวงรอบ จะได้หรือ
ได้สิ ก็เราต้องการจะฝึก จิตรับ อย่างเดียว... เราต้องการให้ ตัวรับ มันชัดเจน แล้วก็สามารถควบคุม ตัวรับ ได้ว่า ต่อไปอะไรควรรับ กับ อะไรไม่ควรจะรับ เราจึงต้องฝึกมัน
ไม่งั้น เราจะรู้แจ้งในวิญญาณธาตุ ได้อย่างไร เราจึงจำเป็นต้องฝึก ไอ้นี่ควรรับ ไอ้นี่ไม่ควรรับ
แล้งองค์ประกอบของ การรับ ต้องประกอบไปด้วย จำ – คิด - รู้ อันนั้นก็ไม่ใช่ประธาน
เราต้องการ ฝึก จิตประธาน
...............
มึงฟังกูนี่ มึงรับหรือเปล่า ....รับแล้ว ทำไมไม่ขีด นั่งเฉย.... นี่ขนาดตัวเดียว ยังไม่ขีดเลย... หมอนมั้ย
อย่าว่าแต่ ๔ ตัวเลย ตัวเดียวก็ไม่ยอมขีด
.............
รับ... ไม่ใช่หูรับนะ ..เอ้อ จิตรับ จิตกระเพื่อม จึงขีด...ถ้าจิตไม่กระเพื่อม ไม่ขีด
.............
รับ จึงขีด ...ไม่รับ ไม่ต้องขีด
..............
พอ ไม่รับ ก็จะมี จิตรู้ - จิตคิด - จิตจำ
ต้องแยกให้ได้ ว่า ในขณะที่ รู้ ก็ตาม... คิด ก็ตาม...จำ ก็ตาม... รับเข้ามา หรือเปล่า
ต้องวินิจฉัย วิจัย วิจารณ์ ให้ได้
เราจะไปคำนึงนึกถึงแต่เพียงว่า ตาเห็น รับทางตา... หูฟัง รับทางหู...จมูกดม รับทางจมูก...ลิ้นสัมผัส รับทางลิ้น...กายสัมผัส รับทางกาย... แล้วใจล่ะ เอาเป็นว่า ถ้าใจกระเพื่อม ก็ รับ แหละ
รับ เอาอะไรมาบ้าง...รับเอา ความง่วง ความมึนตึง ความเครียด ความว้าวุ่น ความร้อนรุ่ม
แล้วมีข้อสงสัยต่อมา “เอ๊ะ แล้วจะ เป็นรับ หรือ เป็นรู้ วะ”
เรารู้สึก รู้ แต่ว่ารับ รับมาตอนไหน ไม่รู้ ...ก็นี่ไง ก็เพราะเราไม่รู้ว่า เรารับมาแล้ว
มารู้เอาตอนที่เกิดเรื่อง ว่า “อ้าว กูเป็นแผลแล้วหรือ” จึงต้องให้ฝึก จิตรับ ให้ช่ำชอง
..........
แม้น ธัมมารมณ์ ที่ปรากฏกับใจ ถ้าไม่รับ จะเกิดได้มั้ยล่ะ... เอ่อ ไม่ได้ ก็แสดงว่า รับมาแล้ว
..............
อย่าขี้เกียจที่จะขีด วิริเยน ทุกขมัจ เจติ ต้องฟังพระพุทธเจ้าสอน บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
..............
ทุกอย่างในโลกนี้ เกิดขึ้นมาได้ ล้วนมาจากความเพียรทั้งนั้น ตึกรามบ้านช่อง ปราสาทราชวัง วัดวา
อาราม แม้ที่สุด พระอริยเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสตว์ พระศาสดา
..............
อย่าไปดูที่ตา อย่าไปดูที่หู อย่าไปดูที่จมูก อย่าไปดูที่ลิ้น อย่าดูที่กาย... แต่ดูที่ใจ
.............
ท่านว่าเอาไว้ในพระคัมภีร์ว่า คนที่รับมาก จะหลงมาก
คนมีความหลงมาก จะมี จิตรับ มากกว่า จิตรู้ กับ จิตคิด
คนที่หลงน้อย จะรับน้อย...รู้มาก คิดมาก
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า รับมาก หลงมาก ก็ไม่มีสติ สัมปชัญญะที่จะแยกได้ว่า จิตนี้กำลังรับอยู่ เลยรู้ไม่เท่าทัน จิตรับ
คนมีความหลงน้อย หรือไม่มีความหลง หรือมีความหลงนิดหน่อย ก็จะ คิด กับ รู้ จะไม่ค่อยอยากรับ
จะ คิดกับรู้ ...คิดกับรู้ .... จิตคิดจึงเยอะ จิตจำจะตามมา
จริตของคน... ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต นี่เป็นตัวกำหนดจิต รับ จำ คิด รู้ นะ ว่า จิตชนิดไหนจะมาเป็นประธาน
อย่างพวก โมหะจริต รับอย่างเดียว...รับ จำ - รับ จำ - รับ จำ...คิดมีมั้ย - น้อย...รู้ มีมั้ย – น้อย
รับ จำ – รับ จำ โลภะจริต
โทสะจริต รับ จำ - รับ จำ ถึงกลายเป็นพยาบาท เป็นอาฆาต เป็นการผูกเวร
ศรัทธาจริต วิตกจริต โทสะจริต พวกนี้จะรับเยอะ
พวกพุทธิจริต ก็จะ คิด รู้ – คิด รู้ – คิด รู้ - คิด รู้... คิด รู้เยอะๆ...รับจะน้อย
..............
เอ้า พอ เกิดหิวจริต ขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวตอนบ่าย ค่อยมาต่อ
รู้เรื่องมั้ย พอเห็นแววบ้างมั้ย
ฝึกจิตรับ – ฝึกจิตจำ – ฝึกจิตรู้ - ฝึกจิตคิด ถามว่า ทำไมต้องฝึก
ที่ผ่านมา อายุตั้งเยอะขนาดนี้แล้ว ก็ รับ จำ คิด รู้ มาตลอด ไม่เห็นต้องไปฝึกอะไร มันก็ทำหน้าที่ของมัน..ใช่ ก็เพราะ ไม่ฝึกมัน แล้วมันก็ทำหน้าที่แบบผิดๆ ถูกๆ เราก็เลยไปรับ เอาอกุศล เอาโทสะ เอาโมหะ เอาอวิชชา เอาตัณหา เอาอุปาทาน เข้ามาเยอะมากเกินไป
เพราะไม่ฝึกนี่แหละ เราจึงกลายเป็นทุกข์ ทั้งที่ มันรู้ มันรับ มันจำ มันคิด ของมันอยู่
แล้วต้องไปฝึกทำไม
ก็ฤทธิ์ที่ไม่ฝึกนี่แหละ ถึงได้ทุกข์อยู่ทุกวันนี้ไง... จึงจำเป็นต้องฝึก เพื่อให้รู้จักที่จะ รับ ....เรื่องที่ไม่ควรรับ อย่ารับ...อะไรที่ควรรับ จึงจะรับ.. จิตรับ ฝึกจนช่ำชอง เชี่ยวชาญ
ต่อไป ก็ฝึกจิตจำ
ท่านว่าเอาไว้ว่า ฝึกจิตจำ นี่จะทำให้ย้อนอดีตได้ ไปนั่ง Time machine หรือเปล่า กูไม่รู้
จำในปัจจุบัน จำเมื่อวาน จำสัปดาห์ที่แล้ว จำในเดือนที่แล้ว จำในปีที่แล้ว จำในชาติที่แล้ว จิตจำ ฝึก
แล้วก็ จิตคิด เมื่อใดที่จิตนี้คิด ขีด แต่กูว่า พวกมึงไม่ค่อย
เอ้า ไป กราบพระ ๑๑ โมงแล้ว
อะระหัง สัมมา....
.................
(กราบ)
พอฝึกวิถีจิต แล้ว สังเกตว่า มีอะไรมั้ย คือ ชีวิตง่ายขึ้นมั้ย รู้สึกว่า ชีวิตง่ายขึ้นมั้ย
อะไรล่ะ (คุณสุภาถวายเงินหลวงปู่) อืม สาธุ
เขาเอาเงินมาทำบุญหลังคาโบสถ์ รวบรวมมา หนึ่งแสนเท่าไหร่ล่ะ...7 หมื่นกว่าบาท (153,730 บาท)
เดี๋ยว ให้วัด (สาธุ)
สังเกตมั้ยว่า เวลาเราฝึก วิถีจิต ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ซับซ้อน แม้ซับซ้อน เราก็ทำให้มันง่ายมาก
เป็นกุญแจสำคัญแห่งปริศนาธรรม
ฝึก วิถีจิต แล้วไม่มีอะไรเป็นปริศนา... จะแก้ปริศนาธรรมได้
พยายาม อยู่ว่างๆ นั่ง ยืน เดิน นอน อย่าเอาแต่จิตไปอยู่ นู่น นี่ นั่น เอยะแยะมากมาย
ให้อยู่ภายใน ...ในกายก็ได้...ในอารมณ์ก็ได้...ในจิตก็ได้
เราจะได้ช่ำชองในการแยก กองแห่งสังขาร... กองแห่งอารมณ์...กองแห่งจิต ได้ชัดเจนมากขึ้น
ไป กินข้าว
(กราบ)
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรม เช้า ณ ศาลาปฎิบัติธรรม วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที่ ๓๐
กันยายน ๒๕๖๘ จาก https://www.youtube.com/watch?v=mbY2eJ9CHAc