วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ. กำแพงเสน จ.นครปฐม

เรื่องที่ ๑๑ ปุจฉาวิสัชนาวิถีจิต

ชุดคำสอนวิถีจิต

ชื่อเรื่อง ปุจฉาวิสัชนาวิถีจิต

แสดงธรรมวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๑๕๖๐ เวลา ๑๓.๓๔ น. ณ. ศาลา วัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ

สาระสังเขป

          ถามตอบเรื่องการเฝ้าดูอารมณ์ มายาของจิตที่เกิดระหว่างการฝึกขีดจิต ถ้าฝึกวิถีจิต แล้วเครียด หนัก จะบ้าแต่ถ้าฝึกแล้ว เบา จะสบาย วิถีจิต นี่จะไวมาก จะให้ผลไวมาก สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่จิตสะอาด สิ่งที่เราต้องการ ก็คือ ความไม่มีจิต ความรู้เท่าทัน กองแห่งอารมณ์ กองแห่งจิต ยิ่ง คิด รับ จำ รู้...รู้ รับ จำ คิด...จำ รับ คิด รู้...คิด รู้ รับ จำ หมุนวนกันไปมา เบาเรื่อย เบาขึ้นเบาเรื่อย แม้นเรื่องจะเยอะ แต่ชีวิตไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน

เนื้อหา

(กราบ)

มีใครจะถามอะไรบ้างมั้ย ก่อนที่จะเริ่ม ฝึกวิถีจิต หน้าที่ รับ ของจิต ใครอยากถามอะไรก่อน

ปุจฉา ๑ : ตามที่หลวงปู่สอนให้พิจารณา การเกิด อารมณ์ในจิต ปรากฏว่า ไม่สามารถเห็นอารมณ์ในจิตได้ชัดเจน เห็นเพียงความเฉย รู้เฉยๆ เกือบตลอดเวลา ซึ่งต่างกับในขณะที่หลวงปู่ให้ดูจิตในกาย จะเห็นการกระเพื่อมของจิตในกายอย่างชัดเจน หรือ แม้แต่ขณะให้ขีดลมหายใจเข้า–ออก ยังได้เห็นอาการของจิตกระเพื่อมออกมาให้เห็น ปุจฉาว่า ในขณะที่หลวงปู่ให้ดูจิตในจิต จะต้องทำอย่างไร จึงจะเห็นกระบวนการเกิดอารมณ์ในจิตอย่างชัดเจน

วิสัชนา : ธรรมชาติของอารมณ์ ถ้ามีคนเฝ้าดู อารมณ์ มันเหมือนโจร โจร เวลามีคนเฝ้าดูมัน มันออกปล้นมั้ย ... แสดงว่า อารมณ์ไม่ใช่เป็นของดี จะกลัว กลัวผู้ตรวจการ กลัวนายตำรวจ กลังผู้รับรู้ มันก็เลยไม่ปรากฏ แต่ถามว่า ยังมีอยู่มั้ย (มีอยู่) ดูต่อไป จบ (สาธุ)

ปุจฉา ๒ : ในการขีดจิต ตอนแรกรู้สึกง่วง... ขีด ตัวรู้ ว่า ง่วง

ง่วงหายไป แต่เกิดเป็นลมร้อน และเวียนศีรษะ ขีดดูจิต รู้ว่า ตามดู ขีด ตัวรู้

พอขีดต่อ เกิดเย็นที่ท้อง แล้วเกิดอาการ อกยกขึ้นช้าๆ แล้วหายใจทางท้อง เย็น โล่ง สบาย

ขอเมตตาคำแนะนำ เพื่อการปฏิบัติต่อไป

วิสัชนา : ไม่แนะนำอะไร แค่เป็นมายาการของจิตอย่างหนึ่ง ทำต่อไป ไม่มีอะไรพิศดาร

ดูจิต ไม่ได้ดูลม ถ้าไปสนใจลม จิตจะอยู่มั้ย ...อืม แสดงว่า เคลื่อนออกจากจิตแล้ว ไปดูลมแทน กลับมาดูจิตต่อ จบ (สาธุ)

ปุจฉา ๓ : เมื่อเช้า ขณะฝึก ดูอาการจิต รับรู้อารมณ์หาวตลอดเหมือนอยากจะหลับ แต่พอรู้มาก ก็จะมีอารมณ์ชื่นบาน แต่น้อยมาก ก็กลับมาหาวมาๆ อีก สลับไป – มากับอารมณ์ชื่นบาน ควรจะทำอย่างไร ให้หลุดจาก ๒ อาการนี้

วิสัชนา : นอน นอนเถอะ จบ (สาธุ)

พิธีกร หมดคำถามแล้วค่ะ…(ต่อด้วยปฏิบัติธรรม)

ดู รับอารมณ์ ขีด

จิตรับ__________________________________________________________________________

______________________________________________________________________________

..............

เขาให้กูอมหมาก เพราะเขาไม่อยากให้กูพูดอะไร

เขาไม่อยากให้กูพูดอะไร มึงจะได้มีเวลาขีดจิต ...กูพูดแล้ว เดี๋ยวไม่ได้ขีด

เอ้า ขีดไป

............

ตอนนี้ ไม่อยากพูดอะไร อมหมากแล้ว

..............

อย่าไปสนใจประสบการณ์ และมายาขจิต มารยาการ

ซื่อตรงต่อหน้าที่ ........ขีด ตัวรับ ก็ รับ อย่างเดียว

มันจะรู้ - มันจะจำ - มันจะคิด อย่าไปสนใจ

ไม่งั้น จะกลายเป็น ขี้ก็กำไม่ได้ ตดก็กำไม่ได้ ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ถึงเวลาแล้ว มึงมีลม มีหาว มีง่วง อะไร ยุ่งไปหมด

เรากำลังดูว่า อารมณ์อะไรมาทำให้จิตนี้กระเพื่อมจากผลแห่งการรับ ก็ขีด ก็จบ หน้าที่เรามีแค่นั้น

อย่าไปเยอะกับมัน ตรงไป - ตรงมา ชัดเจน... ฝึกจิตไม่อ้อมค้อม

คนที่เยอะกับจิต เยอะทุกเรื่อง แล้วจะกลายเป็นมายาของจิตไปหมด

ทีนี้ ทำอะไรก็จะเยอะไปหมด ไม่ตรง อ้อมค้อม เยิ่นเย้อ ยืดยาด อ้างสารพัด

คำสั่งก็คือ ให้ขีดสิ่งที่ รับเข้ามา แล้วทำให้จิตกระเพื่อม ..ไม่เห็นความกระเพื่อม ก็ต้องดูให้เห็น

ที่ไม่กระเพื่อม ก็อย่าคิดว่า มันไม่มี ..ที่ไม่แสดงตนออก ก็เพราะมันกลัว

ธรรมชาติของโจร อารมณ์ไม่มีอะไรดี ..อารมณ์ ก็คือ เข้ามาปล้น เป็นโจรที่เข้าปล้นสะดมจิต

เวลาเราเฝ้ามองมัน มันก็เลย หลบๆ แอบๆ

.............

เดี๋ยวเราเผลอ มันก็เข้ามาครอบอีก..มึงอย่าเผลอ

“ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา” ใช้ สติ ปัญญา ส่องดู

...............

ระวัง อย่าลืม ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา ...ห้ามเฉย เดี๋ยวจะลืมซะ

..............

ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมจิตไม่กระเพื่อม

.............

สำรวจดู ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป

...............

นั่งเขย่าปากกาเล่นน่ะ รู้มั้ย มันทำได้ยังไง ถ้าจิตไม่สั่ง มือจะขยับปากกามั้ย

............

จิตสั่ง - สมองบังคับ - มือทำ

..............

เรากำลังจะฝึกจิต มือไปทำอีกอย่างหนึ่ง กายไปทำอีกเรื่องหนึ่ง แล้วจิตจะฝีกได้ยังไง

แสดงว่า จิตไปสั่งกายแล้ว ไปคุมกายให้ทำ นู่น นี่ นั่น แต่เราตามรู้ไม่ทัน

แม้นกระทั่ง การกลืนน้ำลาย กระพริบตา

..............

จิตแว็บออกไป ให้หันหน้า มองซ้าย มองขวา กระพริบตา กลืนน้ำลาย กระดิกตัว ขยับตีน กระดกมือ จิตสั่งงานทั้งนั้น แต่เราตามรู้ไม่ทัน

ต้องตามรู้ให้ทัน ไม่งั้น จะเป็น มโนวิญญาณธาตุได้ยังไง รู้แจ้งในสรรพอารมณ์ทั้งปวง

เรื่องเล็กน้อย ก็ห้ามหลุด วันนี้ หลุดเล็ก พรุ่งนี้ก็จะกลายเป็น หลุดใหญ่ สะสมไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

ทีนี้ ก็เหมือนกับสากกะเบือไม่รู้รสแกง ไม่รู้รสพริก...ไม่ใช่ทัพพีนะ สากกะเบือ

............

เกาหน้า กระดิกขา ขยับมือ กระพริบตา

จริงแหละ แม้เราจะเฝ้าดูจิต แต่อาการทางกายเกิดขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่จิตจะไม่สั่งงาน จิตต้องไปสั่งงาน

มันต้อง มีรับ มีจำ มีคิด มีรู้

.............

ขยับแขน ขยับขา เป็นไปไม่ได้หรอก จิตไม่กระพื่อม

............

แม้แต่ รับรู้ ลมหายใจ เข้า-ออก ก็จิตกระเพื่อมแล้ว ยกเว้นมึงจะไม่หายใจ

..........

ขีด จนกว่าจะตัดวงจรแห่งการสืบต่อ หรือ เชื่อมต่อ ของกระบวนการรับที่เกิด จากตา จากหู จากจมูก จากลิ้น จากกาย

...........

หูเราฟังเสียง จิตไปรับเข้ามา...จมูกได้กลิ่น จิตรับมา....ลิ้นรับรส จิตรับมา.... กายสัมผัส จิตรับมา

ต้องตัดออก เพราะการรับเข้ามา ทำให้จิตเรากระเพื่อม

............

ไม่ได้ให้เพ่ง ความไม่กระเพื่อม...ไม่ได้ให้เพ่ง ความเฉย

แต่ให้ตามดู อารมณ์ที่รับเข้ามา แล้วทำให้จิตกระเพื่อม..กำจัดมัน

อารมณ์ที่ปรากฏ แล้วทำให้จิตกระเพื่อม จับใส่เข้าไปในกระดาษ..ขีดมัน อย่าไปอยู่กับ ความเฉย

............

ต้อง รู้ ให้ได้ว่า จิตนี้กระเพื่อม เพราะเกิดจากเหตุอะไร

เกิดมาจากทางตา ...ทางหู ...ทางจมูก ...ทางลิ้น ...ทางกาย หรือ เกิดจากภายในใจตัวเอง ภายในจิตตัวเอง ไม่ได้ให้อยู่กับความนิ่ง ไม่ได้ให้อยู่กับความเฉย

.............

ถ้าความกระเพื่อม เกิดขึ้นจากจิต ก็ต้องตามดูต่อไปว่า มาจากจิตดวงไหน

จิต ดวงรับ ดวงจำ หรือ ดวงคิด แล้ว รู้มั้ย ...ตั้งข้อสงสัยตลอด สืบ ค้นหา ต้นตอ

...............

เพิ่มเข้าไปอีกตัว เขียนหัวกระดาษ ใส่ ความจำ เข้าไป …จิตจำ

จิตรับ______________________________________________________________________

จิตจำ_______________________________________________________________________

รับ จำ ทำให้จิตนี้ กระเพื่อม ขีด เหมือนเดิม ค้นหา

ความกระเพื่อมเกิดจากความจำ ก็ขีด ตัวจำ

ความกระเพื่อมเกิดจากการรับ ก็ขีด ตัวรับ

ถ้าเกิดทั้งจำ ทั้งรับ หรือ ทั้งรับ ทั้งจำ ก็ขีด ๒ ตัว

..............

คนที่ ไม่ศึกษา ไม่สงสัย ไม่ค่อยขวนขวาย ไม่แสวงหา

บางที บางครั้ง ยากกับการจำแนกว่า จิตสกปรก กับ จิตสะอาด แตกต่างกันอย่างไร

บางที เราคุ้นเคยกับความตรึก นึก คิด เสพอารมณ์ไปเรื่อย เราก็คิดว่า การตรึก นึก คิด เสพอารมณ์

นี่ก็เป็นจิตสะอาดอย่างหนึ่ง

จิตที่สะอาด ก็คือ จิตที่ไม่มีอารมณ์ จิตที่ปราศจากอารมณ์

บางคนก็เฝ้าสังเกตว่า จิตสะอาด ก็หลงระเริง เพลินไปกับอารมณ์ปรุงแต่งจิตไป

วูบหนึ่ง พักหนึ่ง ขณะหนึ่ง ไปเรื่อย เป็นความคุ้นเคย เขาเรียก ไฟสุมขอน ซึมสิงไปเรื่อย

ไม่ค่อยเห็นข้อแตกต่าง

ให้ทำความเข้าใจว่า จิตที่ปราศจากอารมณ์ นั่นแหละ คือ จิตที่สะอาด

..............

เราต้องทำความเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่จิตสะอาด สิ่งที่เราต้องการ ก็คือ ความไม่มีจิต

ความรู้เท่าทัน กองแห่งอารมณ์ กองแห่งจิต

อย่าไปยึดถือ จิตที่สะอาด เป็นสรณะ

................

แล้วถามว่า ต้องผ่านมั้ย ...ต้องผ่านกระบวนการจิตสะอาด

.........

จิตสะอาด แล้วมันอยู่ได้ยังไง ในเมื่อจิตอยู่ได้เพราะอารมณ์ อารมณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิต

จิตจะตั้งมั่นได้เพราะอารมณ์

อารมณ์นี่ถ้าศึกษาให้ดี มันมีลำดับขั้นของมัน

อารมณ์หยาบ อารมณ์ปานกลาง อารมณ์ละเอียด แล้วก็ อารมณ์ละเอียดที่สุด

แม้เราจะเห็นว่า จิตนี้ไม่มีอารมณ์... ถ้าไม่มีอารมณ์ มันอยู่ไม่ได้

แต่ที่อยู่ได้ แสดงว่า มันต้องมีอารมณ์ แต่เป็นอารมณ์ที่เรายังเข้าไม่ถึงมันเท่านั้นเอง

แต่เราก็เข้าใจว่า จิตนี้ สะอาด เพราะเราไม่มีอารมณ์ที่เราจับต้องได้

อารมณ์ที่มีมาแล้วในอดีต เรายังกำจัดไม่หมด เรามีแต่การกำจัดอารมณ์ที่มีมาแล้วในปัจจุบัน

เราไม่ได้สั่งสมอารมณ์เอาไว้เพียงแค่วันนี้ หรือ ปีที่แล้ว แม้นภพชาติที่แล้ว เราก็สั่งสมเอาไว้

แล้วหน้าที่ของจิต ก็เก็บข้อมูลของอารมณ์เหล่านั้นไว้ เก็บไว้ตรงไหนก็ไม่รู้ แต่รู้ว่า เยอะมาก มันเป็นเชื้อในการหล่อเลี้ยงให้จิตนี้ดำรงอยู่ แล้วข้ามภพข้ามชาติมา

งั้น ที่เราเห็นว่า มันสะอาดในปัจจุบัน ก็อย่าเข้าใจว่า ไม่มีอารมณ์ แต่ก็ให้มันสะอาดเถอะ

ขอให้ถึงคำว่า สะอาดเถอะ แล้วต้องสะอาดต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับปอกหัวหอมนั่นแหละ

ปอกกลีบหัวหอม สะอาดเป็นชั้นๆๆ ปอกออกเป็นชั้นๆ ลอกออกเป็นชั้นๆ

...............

ถ้าเราไม่ขีด แล้วนั่งดูมันเฉยๆ มันจะเห็นหลังมันไหวๆ เห็นอารมณ์วิ่งไปไหวๆ

แต่ถ้าขีดนี่ พอเห็นหัวมัน ก็จับขีดแล้ว มันจะแตกต่างกัน

...............

เพิ่มเข้าไปอีกตัวหนึ่ง หัวกระดาษ รู้อารมณ์

คิด___________________________________________________________________

รับ___________________________________________________________________

จำ____________________________________________________________________

รู้อารมณ์_____________________________________________________________________

.............

อารมณ์เกิดจากช่องรับ ก็ขีดช่องรับ.... เกิดจากช่องจำ ก็ขีด ช่องจำ.... เกิดจากจิตที่จำ ก็ขีดในช่องที่จำ.....เกิดจากการคิด ก็ขีดในช่องที่คิด เกิดในช่องรู้ ก็ขีดในช่องรู้

มีความสำรวม สังวร ระวังมั้ย ...มีวิเวกมั้ย .. ความสงบระงับแห่งกาย ..มีสติ สัมปชัญญะมั้ย...มีลหุตา คือ ความเบา เบาอกเบาใจ มีมั้ย ...ไม่มี ไม่เบา เครียด เหรอ.. เครียดเหรอ...เครียดถึงบ้าเชียวนะ มึง... บ้าเลยเหรอ

วิถีจิต นี่ ถ้าฝึกแล้วเครียด ฝึกแล้วหนัก จะบ้า... แต่ถ้าฝึกแล้ว เบา สบาย

วิถีจิต นี่จะไวมาก จะให้ผลไวมาก คนเรียนรู้ ศึกษาวิถีจิต

ถ้าเครียด บ้าเลย ....แต่ถ้าเบา สบายเลย

สรุปแล้ว มึงเครียด หรือ มึงเบา ... เอ่อ ให้กูทำความเข้าใจเบื้องต้นว่า เวลามึงจะบ้าวันไหนแล้วมึงบอกกูด้วย กูจะได้ไม่เข้ามาศาลา เดี๋ยวมาเจอคนบ้า

สรุปแล้ว เบา หรือว่า เครียด... เอ่อ ฝึกแล้วต้องเบา วิถีจิต

ถ้าฝึกแล้วหนัก ฝึกแล้วเรื่องเยอะ ฝึกแล้วชีวิตยุ่งยาก บ้าแน่

เพราะเรื่องของวิถีจิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีเรื่องต้องจำ - ต้องรับ – ต้องคิด - ต้องรู้...ต้องรับ – ต้องจำ – ต้องคิด - ต้องรู้...ต้องคิด – ต้องจำ – ต้องรับ – ต้องรู้

มีเรื่องต้องรู้ ต้องคิด ต้องจำ แล้วก็ ต้องรับ สลับสับเปลี่ยนกันอยู่อย่างนี้เยอะแยะมากมาย

ทุกเรื่องที่เข้ามา ไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันเรื่อง เรานั่งมาประมาณชั่วโมงกว่าๆ นี่ เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง

ถ้าขืน - เครียด – แบก - ยึดถือ ....บ้า... ให้ผล เดี๋ยวให้ผล เดี๋ยวก็สมองเบลอ เดี๋ยวก็ ตาลาย เดี๋ยวก็ปวดต้นคอ ปวดกล้ามเนื้อ เดี๋ยวก็ลำบาก

แต่ถ้ายิ่ง คิด รับ จำ รู้...รู้ รับ จำ คิด...จำ รับ คิด รู้...คิด รู้ รับ จำ หมุนวนกันไปมา

เบาเรื่อย เบาขึ้น....เบาเรื่อย เบาขึ้น... แม้นเรื่องจะเยอะ แต่ชีวิตไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน

พิจารณาแล้ว ไม่ซับซ้อน... รู้ละ รู้วาง รู้ว่าง รู้เว้น รู้จด รู้ขีด รู้บันทึก มันไม่สะสม

มันทำให้เรา วาง ว่าง...วาง ว่าง...วาง ว่าง ไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องแบก ไม่เป็นภาระ ไม่ต้องยึดถือ

ซึ่งจะแตกต่างจากการมาขีด แล้วรู้ลมหายใจ หรือ ถ้าเราไม่จับมาขีด เราอาจจะไม่ทันสภาวะเจตสิก

หรือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิต เราไม่รู้ มันเกิดมาจากช่องไหน อยู่ดีๆ มันก็โผล่ขึ้นมา

รับหรือเปล่า หรือจำ หรือคิด หรือรู้ แล้วถ้าไม่ขีด

บางทีบางครั้งก็อม ซึมสิงอยู่กับอารมณ์ แล้วคิดว่า นี่มันคือใช่ แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่ มันเป็นศัตรู

เพราะอารมณ์ นี่มีระดับ หยาบ ปานกลาง ละเอียด แล้วก็ถึง ละเอียดที่สุด

อารมณ์ละเอียดที่สุด ก็คือ เป็นอารมณ์มหากุศล นั่นคือ อารมณ์ที่ละเอียดที่สุด

ที่ยังมีจิตอยู่ ก็เพราะว่า มีอารมณ์อยู่ ถ้าเมื่อใดที่ดับจิตได้ แสดงว่า มึงดับอารมณ์ได้หมดแล้ว

แม้นเราบอกว่า ราคะไม่มี โทสะไม่มี โมหะไม่มี

ตอนที่เราขีดจิต มีราคะมั้ย (ไม่มี) มีโทสะมั้ย (ไม่มี) มีโมหะมั้ย (ไม่มี)

เอ้อ ก็ไม่มีอารมณ์แล้วไง ก็ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ แล้วทำไมยังมีจิตอยู่

ก็เพราะยังมีอารมณ์ที่เหนือ ละเอียดยิ่งกว่า ราคะ โทสะ โมหะ

แล้วก็จัดการ กำจัดมันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งอุปาทาน ...อุปาทานเป็นอารมณ์มั้ย (เป็น)

ความไม่รู้เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น) ต้องไม่มี

พอไม่มีอารมณ์ส่วนที่เป็นฝ่ายอกุศล แล้วอารมณ์ฝ่ายกุศลล่ะ ยังเป็นอารมณ์อยู่มั้ย...ฝ่ายเป็นกุศล ก็เป็นอารมณ์ ก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตได้อีก

งั้น ยังอีกเยอะ อย่าเพิ่งบ้า อย่าเพิ่งบ้า

แต่ถ้าถามว่า ทำแล้วไม่บ้า คือ ทำแล้วไม่หนัก ไม่เครียด ไม่แบก ไม่ต้องเป็นภาระ ชีวิตไม่ยุ่งยาก แสดงว่า มาถูกทาง

แต่ถ้า ทำแล้วเครียด ทำแล้วเป็นภาระ หนัก ชีวิตยุ่งยาก แสดงว่า ผิดทางแล้ว ไม่ไช่

ปวดหัว ปวดเมื่อย ปวดบ่า ปวดกล้ามเนิ้อ มือไม้เกร็ง ปากคอบิดเบี้ยว อย่างนี้ไม่ใช่แล้ว บ้าแล้ว

ทางใครทางมัน ขืนสอนไป เดี๋ยวเป็นเรื่อง เดี๋ยวแก้ผ้า วิ่งรอบวัด

มีใครจะเป็นอย่างนี้บ้างมั้ย มีแววมั้ย มีแววเหรอ (ไม่มี)

พวกมึงแก้ผ้า ก็หมาตาบอดแหละ กูก็ต้องเลิกสอน ..ก็บ้า วิ่งแก้ผ้าอย่างนี้ล่ะก็

วิถีจิต นี่จะเป็นอะไรที่มันพิศดารในตัวมัน แล้วสำคัญที่สุด ก็คือ ถ้าเข้าไปในครรลองทำนองของจิต

ก็คือ วิถีแห่งจิตอย่างชัดเจนแล้ว เราจะเพลิน เราจะรุกไป ลุยไป เดินหน้าไป จัดการมันไป เหมือนกับรถไฟที่อยู่บนราง มันจะวิ่งของมันไปเรื่อย จนถึงที่สุดแห่งสถานีสุดท้าย

แต่ถ้ายังไม่เข้า ก็เหมือนกับเรายังงมอยู่ มะงุมมะงาหรา เหมือนกับลูกบอลล์กลมๆ ที่เราเจาะเข้าไปไม่ได้เสียทีหนึ่ง ไม่รู้กูจะเข้าทางไหน

เดี๋ยว อ้าว ลมหายใจโผล่อีกแล้ว ..อ้าว เดี๋ยว แสงมายังไงวะนี่ ..เอ้า เดี๋ยว ปวดขาอีกแล้ว ..เดี๋ยว เอ้า ปวดหัว มันไม่เข้าไปสู่ วิถีจิต เสียที...มันเจาะเข้าไปไม่ได้ นั่นเป็นเครื่องบอกอะไรเรา

ถ้าอย่างนี้ ก็แสดงว่า สติเรายังไม่มั่นคง... ปัญญา ก็คือ สัมปชัญญะเรายังไม่มั่นคง

ต้องฝึก สติ สัมปชัญญะให้มากขึ้นอีก ไม่งั้น มันเจาะเข้าไปในวิถีจิตไม่ได้ คือ มันแยกไม่ได้

มันแยกไม่ได้ ว่าอารมณ์นี้เกิดจากกาย หรืออารมณ์นี้เกิดจากจิต พอแยกไม่ได้ มันก็มั่วไปหมด

งั้น สติ เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการฝึกวิถีจิต

ถ้ามีสติ ก็จะแยกได้ นี่กองแห่งสังขาร กองแห่งอารมณ์ กองแห่งจิต พอแยกได้แล้ว มันก็จะง่ายขึ้น

แต่ถ้าแยกไม่ได้ ยังเป็นเหมือนกับก้อนเนื้อกลมๆ อยู่ แล้วข้างในมีพลัง เราก็เจาะเข้าไปในก้อนเนื้อไม่ได้ ไปเจอพลังก็ไม่ได้ มันเหมือนประมาณนั้น

เหมือนกับเราเจาะเข้าหาใจกลางลูกโป่ง หรือ ใจกลางก้อนเนื้อ ซึ่งมีขุมพลังอยู่ แล้วขุมพลังนี้ก็มีหลายแสงมาก หลายสีมาก หลายเรื่องราวมาก ที่เราต้องศึกษามัน

สัปดาห์แรกของพรรษานี้ ใช่มั้ย ได้มั้ย ถือว่าได้มั้ย .. ได้อะไร ... ได้นอน ได้หลับๆ ตื่นๆ

กูเห็นมึงนั่งหลังขดหลังแข็ง เดี๋ยวเที่ยวหน้า จะพยายามหาเก้าอี้ lecture เก้าอี้ที่เด็กนักเรียนเขาใช้นั่งเรียน ดีมั้ย ... จะหลับมั้ย ... หลับ เอ้อ จะได้ไม่ปวดขา เดี๋ยวให้มูลนิธิฯ ขอไอ้วิชัย

บอกไอ้วิชัย บอก เอาเก้าอี้มาหน่อย ...บอก เจ้าพ่อขอ... กี่ตัว มากี่คน.. ๒๐๐ เอ้อ เอามาสัก ๒๕๐ ตัว

มีเก้าอี้ มันก็จะง่ายขึ้น นั่งห้อยขาได้ ก็ไม่เมื่อย ปวดขา

แต่ก็ได้ประโยชน์อย่างหนึ่ง ก็คือ ทำให้เราจิตกระเพื่อมเร็ว ทำให้เรารู้เวทนาของจิตได้ดี เวทนาของกายได้มาก แล้วก็ทำให้เราตามเฝ้าดูมันง่ายขึ้น

บางคนบอกว่า มองไม่เห็นเวทนา มองไม่เห็นอารมณ์ มันสบายมากไป พอขึ้นไปนั่งข้างบน เห็นอย่างเดียว กูง่วง หลับ

สรุปแล้ว สัปดาห์แรก ได้มั้ย ..สัปดาห์หน้า ก็ต้องมาต่อ ย้ำให้กระจ่างชัดในเรื่อง รับ จำ คิด รู้ ต่อ

จนเรามั่นใจว่า เราแยกอารมณ์ รู้ ชัด ว่า เจตสิกที่เข้ามาครอบจิต นี่มาจากการรับ หรือ มาจากการจำ หรือมาจากการคิด... รู้น่ะ มันรู้อยู่แหละ

รู้ นี่ไม่ได้เป็นทางเข้าของเจตสิกหรือของอารมณ์นะ

รู้ คือ ตัว เข้าไปรู้... รู้ที่เกิดจากการรับ รู้ที่เกิดจากการจำ รู้ที่เกิดจากการคิด

แต่ รู้ นี่ไม่ได้เป็นทางมาของอารมณ์ แต่เป็นการที่ ตัวรู้ หรือ จิตรู้ ไป รับรู้ เจตสิก ที่มาจาก รับ จำ คิด

งั้น สภาพรู้ ดีมั้ย...สภาพรู้ ดีสิ ...เพราะเหตุผลว่า ไอ้ที่เราทุกข์อยู่ทุกวันนี้เพราะเราไม่รู้

แล้วการที่ไป รู้รับ รู้จำ รู้คิด... ก็ทำให้ “ตัวรู้” เราคล่องแคล้ว มีพลังมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น

แล้วก็ ฉับไวได้มากขึ้น เฝ้าสังเกตได้ชัดเจนมากขึ้น

เพราะฉะนั้น ตัวรู้ ไม่ใช่หนทางแห่งที่มาของเจตสิก หรือ ไม่ใช่หนทางที่มาแห่งอารมณ์นะ

ไม่ใช่ปากประตูแห่งอารมณ์ เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ “รู้” เท่านั้น เหมือนกับครูที่คอยทำหน้าที่ แสดงจด lecture... เข้ามาก็๑. ๒. ๓. ๔. ๕.

ตัวรู้ นี่เหมือนกับคนที่ไปยืนปากประตู เล้าวัว วัวสีดำวิ่งเข้ามา ขีด... วัวสีขาววิ่งออกไป ขีด...

วัวสีเขียววิ่งเข้ามา ขีด อย่างนี้

เพราะงั้น ตัวรู้ ไม่ใช่ ตัววัว... ไม่ใช่ตัววิ่งเข้า วิ่งออก

ต้องฝึก ...ฝึกไปเรื่อยๆ ฝึก จนกระทั่งมองเห็นว่า ไม่มีอะไรจะให้สงสัยแล้ว ในเรื่องรับ เรื่องจำ เรื่องคิด... เรารู้แล้วล่ะใช้คำว่า “เรารู้แล้วล่ะ”

ทีนี้ ก็ขยับมา ในอาการจิต ๑๐ อย่าง

ขยับไปเรื่อยๆ ก็คงจะปู๊นนู่นแหละ ดูท่าแล้ว...ปู๊นมั้ย (ปู๊น)

เอ้า ไปเอาหนังสือสวดมนต์มา เดี๋ยวฝึก จิตจำ กันหน่อย

(ต่อด้วยการเจริญพระพุทธมนต์)

เริ่มด้วย บทชุมนุมเทวดา

ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ

คันธัพพานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส

.............

ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก

ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง

............

สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ

จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะ

.................

บท นะโม ตัสสะ ....พร้อมคำแปล (๓ จบ)

บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พร้อมคำแปล

(ผู้นำ) อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

(รับ) วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู

................ (กราบ)

หลวงปู่ : อย่าลืมว่า เรากำลัง ฝึก จิตจำ นะ

หลับตา เห็น อักษร ลอยอยู่ข้างหน้า แล้วจึงจะสาธยาย สวด

บทสรรเสริญพระธรรมคุณ พร้อมคำแปล

(ผู้นำ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

(รับ) สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก

..............(กราบ)

บทสรรเสริญพระสังฆคุณ พร้อมคำแปล

(ผู้นำ) สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

(รับ) อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

..............(กราบ)

หลวงปู่ : ชัดขึ้นมั้ย .... ชัดที่สมอง หรือ ชัดที่ใจ

ต้องระวัง อย่าไปเค้นความจำจากสมองนะ เดี๋ยวจะกลายเป็น เครียด ปวดหัว

ชัดที่จิต ตัวอักษรทุกตัว ต้องปรากฏที่จิต เพราะจิตมี ตัวรับ - ตัวจำ อยู่ล่ะ

ใครไป”ชัด” ที่สมอง ไปเค้นจนปวดหัว ต้องไปเสียเวลานึก หรือ ต้องไปนึกค้นหาตัว “สงฆ์ใด…”

มันกลายเป็นความเครียดไปล่ะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของจิตล่ะ เป็นเรื่องของสมองล่ะ

บทชยสิทธิคาถา พร้อม คำแปล

(ผู้นำ) พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง

(รับ) ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

................

บทสรรเสริญคุณบิดามารดา พร้อมคำแปล

(ผู้นำ) อะนันตะคุณะสัมปันนา

(รับ) ชะเนติชะนะกา อุโภ, มัยหัง มาตาปิตูนัง วะ,

............(กราบ)

บทสรรเสริญคุณครูอาจารย์ พร้อมคำแปล

(ผู้นำ) ปาเจราจะริยา โหนติ

(รับ) คุณุตตะรานุสาสะกา, ปัญญาวุฑฒิ กะเร เต เต,

............(กราบ)

สัพพะปัตติทานะคาถา

ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม

เตสัญจะภาคิโน โหนตุ สัตตานัน ตาปปะมาณะกา

.....................

คำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเทอญ

.................

พระพุทธเจ้าทรงพระคุณอันประเสริฐ..........

พระธรรมทรงพระคุณอันประเสริฐ.......

พระสงฆ์ทรงพระคุณอันประเสริฐ..........

...................

(กราบ)

ถวายทาน ว่า นะโม ๓ จบ

..............

(สาธุ) กราบ

ตั้งใจรับพร ลูก กรวดน้ำไปแล้ว รับพร

.................

ธรรมะรักษาลูก ให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ปลอดภัย (สาธุ)

 

แหล่งข้อมูล

หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรม บ่าย ณ ศาลาปฎิบัติธรรม วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560 , สืบค้นวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ จาก https://www.youtube.com/watch?v=ZXeFjHy4eJs&t=5153s

 

485 | 1 ตุลาคม 2025, 20:52
บทความอื่นๆ