เรื่องที่ ๑๒ วิถีจิตคืออะไร
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง วิถีจิตคืออะไร
แสดงธรรมวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๔.๐๕ น. ณ.ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
ทบทวนความหมายของการฝึกวิถีจิต อาการจิต ๑๐ การรู้ทางวิญญาณ ๖ หน้าที่แห่งจิต... รับ - จำ – คิด – รู้ การฝึกคิดและน้อมเข้ามาด้วยการเจริญมนตร์
เนื้อหา
(กราบ)
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชน คนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน
วันนี้ เป็นสัปดาห์ที่ ๒ ของพรรษา สัปดาห์ที่แล้วที่พวกเรามาเรียนรู้ ศึกษา จิตภาวนา เรียกว่า วิถีจิต กรรมฐานวิถีจิต ก็ได้ เรียกว่า จิตภาวนา ก็ได้
วิถีจิต ก็คือ หนทางแห่งการเดินไปแห่งจิต
จิตภาวนา ก็คือ การทำให้จิตนี้เจริญขึ้น หรือที่ พระพุทธเจ้า ทรงเรียกว่า เป็นปรมัตถธรรม
เพราะว่า จิต ถือว่า เป็นธรรมะชั้นปรมัตถ์ ที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ในอภิธรรม
ธรรมที่เป็นปรมัตถ์ ก็มีจิต มีเจตสิก มีรูป มีนิพพาน
งั้น จิต ก็เป็นเบื้องต้นของหนทางแห่งปรมัตถ์
คราวที่แล้ว เราคุยกันถึงเรื่อง อาการของจิต ๑๐ อย่างที่
รู้ เป็น จิต
น้อมไปในสิ่งที่รู้ เป็น มโน
เก็บไว้ เป็น หทัย
พอใจ เป็น มนัส
ยินดี เรียกว่า บัณฑระ
สืบต่อในอารมณ์นั้นๆ เรียกว่า มนายตนะ
เป็นใหญ่ในอารมณ์นั้น เรียกว่า มนินทรีย์
รู้อารมณ์ เรียกว่า วิญญาณ
รู้เป็นเรื่องๆ เป็นอย่างๆ เรียกว่า วิญญาณขันธ์
รู้แจ้งในอารมณ์ทั้งปวง เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ
เราทำความเข้าใจ เรื่อง มโนวิญญาณธาตุ เป็นเป้าหมายที่เราจะต้องทำให้จิตนี้พัฒนา - เข้าถึง
เรียกว่า ภาวนา จิตนี้ให้เข้าถึงคำว่า มโนวิญญาณธาตุ
มโน คือ เรื่องที่เราระลึก.. สิ่งที่เราน้อมเข้ามา หรือ น้อมไป
วิญญาณ คือ อาการที่รับรู้ มีด้วยกัน ๖ อย่าง เรียกว่า จักษุวิญญาณ – โสตวิญญาณ - ฆานวิญญาณ
จักษุ ก็คือ ตา – ความรับรู้ ทางตา
โสตะ คือ ความรับรู้ ทางหู
ฆานะ ก็คือ ความรับรู้ ทางจมูก
ชิวหาวิญญาณ ก็คือ ความรับรู้ ทางลิ้น
กายวิญญาณ คือ ความรับรู้ ทางกาย
และสุดท้าย ก็คือ มโนวิญญาณ - การรับรู้ทางใจ
ผู้ที่มีจิตอันเข้าถึง มโนวิญญาณ ก็ต้องรับรู้ วิญญาณทั้ง ๖ ให้ได้ครบ ต้องแจ่มชัด
แล้วมีคำว่า ธาตุ ....มโนวิญญาณ แล้วก็มีคำว่า ธาตุ อีก
ธาตุนี้ หมายถึง ธาตุทั้ง ๔ มีอะไรบ้าง ...ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ
แล้วเพิ่มเป็น อากาศธาตุ ขึ้นมาอีก เป็นธาตุที่ ๕
ผู้ที่มีจิตเข้าถึง มโนวิญญาณธาตุ ต้องรู้เรื่องพวกนี้ให้แจ่มชัด ได้ทั้งหมด
เมื่อรู้เรื่องนี้ได้แจ่มชัดทั้งหมดแล้ว จึงจะถือว่า เป็นผู้มี วิเสสจิต คือ จิตอันวิเศษ จิตอันสำเร็จประโยชน์...วิเศษ แปลว่า สำเร็จประโยชน์
ทีนี้ กระบวนการจะเข้าถึงมโนวิญญาณธาตุ ก็ต้องศึกษา ต้องพัฒนา ต้องสงสัย ขวนขวาย แล้วก็ แสวงหา...ศึกษา – สงสัย – ขวนขวาย - แสวงหา
เรากำลังศึกษาเรื่องของ หน้าที่แห่งจิต... รับ - จำ – คิด - รู้ ...เอาเบื้องต้น หน้าที่
แล้วเราก็กำลังศึกษาเรื่อง คิดเป็นจิต
คราวที่แล้ว ตลอดระยะเวลา ๒ วัน เราก็ทำหน้าที่ศึกษาเรื่อง การคิด คิดอะไร
เราก็คิด วิเคราะห์ ใคร่ครวญ ดูว่า จิตนี้ รับอารมณ์ – จำอารมณ์ - รู้อารมณ์ - คิดอารมณ์ อยู่มั้ย
คราวที่แล้ว เราศึกษาเรื่องตรงนี้ ..ใช่มั้ย..ใช่มั้ย (ใช่)
รวมเรียกว่า เรากำลัง เรียนรู้ ศึกษาเรื่อง อาการคิด เรียกว่า คิดเป็นจิต
วันนี้จะขึ้นต้นบทเรียนบทใหม่ เมื่อ คิดเป็นจิต แล้วก็น้อมเข้ามา เรียกว่า มโน
มโน ก็คือ นึก หรือ สิ่งที่น้อมเข้ามาในใจ
ทุกคนวาง กระดาษ ปากกา
นั่งตัวตรง ให้สบายๆ
เราลองน้อมเอาบท นมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า มาไว้ในใจเรา เป็นจิตที่ ๒ คือ มโน
น้อม ให้เห็นถึงคำ นมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า
คำว่า นะ โม ตัส สะ ภะ คะ วะ โต อะ ระ หะ โต สัม มา สัม พุท ธัส สะ
น้อมเข้ามาในใจจนกระทั่งเห็นตัว นะโม ปรากฏขึ้นในใจ ไม่ใช่ที่สมอง
นะ โม ปรากฏขึ้นในใจ
ตัส สะ ปรากฏขึ้นในใจ
ภะ คะ วะ โต ปรากฏขึ้นในใจ
อะ ระ หะ โต ปรากฏขึ้นในใจ
สัม มา สัม พุท ธัส สะ ปรากฏขึ้นในใจ
.............
ทีนี้ ลุกขึ้น ยืน
น้อมเอา นะ โม ตัส สะ พร้อมคำแปล ขอนอบน้อมแด่องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เข้ามาด้วย นอกจาก คำ นะโม แล้ว ต้องมีคำแปลด้วย
พนมมือ บูชา พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า นะโม พร้อม คำแปล 3 จบ ในใจ
ต้องให้สัมผัสถึงคำว่า นะโม จริงๆ
ต้องเห็น นะโม ปรากฏขึ้นในใจ พร้อมคำแปล แล้ว ต้องให้ชัด ให้นิ่ง
ถ้าไม่ชัด ไม่นิ่ง ก็ต้องน้อมต่อไป จนชัด จนนิ่ง
เมื่อครบ ๓ จบ ชัด นิ่ง แล้ว จึงลงนั่ง
..............
ไม่ใช่สมอง นะโม ...แต่เป็นใจ นะโม
นะโม ในใจ ...ไม่ใช่ นะโม ในสมอง เรากำลังฝึก มโนจิต คือ น้อมเข้ามา
พวกที่นั่งลงไปแล้ว ก็ต่อด้วยบท อิติปิโส
น้อมบท อิติปิโส เข้ามาในใจ พร้อม คำแปล
...............
ให้ท่อง อิติปิโส ในใจ... ดันหลับซะแล้ว
ลุกขึ้นยืน
นั่งหลับ มันไม่ชัด....ยืน เผื่อจะชัด
...............
เอาใหม่
นะโม ๓ จบ พร้อมคำแปล
แล้ว อิติปิโส พร้อมคำแปล ....พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
...............
นะโม ในใจ..... ไม่ใช่ นะโม ในสมอง
นะโม ในสมอง จะหนักหัว....นะโม ในใจ จะ เบา โปร่ง โล่ง สบาย แจ่มชัด ตั้งมั่น
นะโม ในใจ ไม่มีภาระ... แต่ นะโม ในสมอง เป็นภาระ
อย่าใช้สมอง... ใช้ใจ
..............
นะโม น้อมเข้ามาในใจ จนเกิดจินตภาพ
อิติปิโส น้อมเข้ามาในใจ จนเกิดจินตภาพ
เห็น ตัวอักษร ทุกตัว ชัดเจนในจินตภาพ ในใจ...ไม่ใช่สมอง
สวากขาโต น้อมเข้ามาในใจ จนเกิดจินตภาพ
เห็น ตัวอักษร ทุกตัว ชัดเจน ตั้งมั่น ไม่สัดส่าย
..............
ต้องสัมผัสให้ได้ถึงจินตภาพของอักษร
.............
นอกจากเราจะฝึก จิตจำ แล้ว ยังต้องฝึก จิตมโน คือ น้อมนึก... น้อมนึก รำลึก
จินตภาพ หรือ ที่ท่านเรียกว่า นิมิต หรือ อักษรปรากฏตรงหน้า แต่ไม่ใช่สมอง
...............
ต้องไม่ปวดหัว ...ต้องไม่มึน งง
จินตภาพ ยิ่งปรากฏในใจ ยิ่งโปร่ง เบา สบาย
..............
ใครสวดครบบท สังฆคุณ แล้วก็ เริ่ม ออกเดิน
เริ่ม นะโม ใหม่
.................
วันนี้ เราฝึกในข้อ มโนจิต และจินตภาพ
..............
เดิน ก็ต้องเห็น นะโม
เดินอยู่กับมนต์ – นั่งกับอยู่มนต์ – ยืนอยู่กับมนต์ - เดินอยู่กับมนต์ แล้วต้องปรากฏ จินตภาพ
...............
ถ้ามนต์เคลื่อน ไม่มีจินตภาพปรากฏ ...ต้องหยุด
..............
ทุกตัวอักษรที่ปรากฏในจินตภาพ ต้องชัดเจน อย่าคลุมเครือ
.............
นะ เป็น นะ...โม เป็น โม
............
ธรรม เป็น ธรรม... อย่ามั่ว
..........
จินตภาพในมโน น้อมเข้ามาในใจ... ไม่ใช่ในสมอง ....สมองต้องไม่หนัก
...............
เมื่อมีคำกล่าวว่า จินตภาพในใจ ...แล้ว ใจ ตั้งไว้ที่ไหน ..ก็ไม่ตั้งไว้ที่สมอง
ในที่นี้ ให้ลองตั้งไว้ ที่ลิ้นปี่ – ที่หน้าอกของตน
นะโม... มโน - จินตภาพ อักษร ตั้งไว้ ที่ลิ้นปี่ หรือ ที่หน้าอกของตน
ดูซิว่า จะบังคับ ได้มั้ย
................
เรียนรู้ - ศึกษา วิถีจิต ถ้าไม่ขวนขวาย ไม่สงสัย ไม่แสวงหา ไม่มีความเพียรตั้งมั่น ทำไม่ได้หรอก
นะโม หัวขาดๆ เกินๆ มั่ง...ชัดบ้าง -ไม่ชัดบ้าง...ทำๆ - หยุดๆ
มองไม่เห็น สัมผัสจินตภาพไม่ได้... เดี๋ยวก็เลิก
...........
พอ เข้าที่
.............
ยากมั้ย ...
จิต นี่มันกลับกลอก
เวลาเราไม่เอาเรื่องเอาราว อยู่เฉยๆ นึกเหม่อ... นึกถึงหนังได้เป็นเรื่องๆ ....นึกถึงนิยายน้ำเน่าได้เป็นฉากๆ ใช่มั้ย ...นึกถึงคนที่ชอบ - คนที่รัก เห็นหน้าเห็นตามันชัดเจน ....นึกถึงคนที่เกลียด - คนที่ชัง ก็เห็นตัวเห็นตีนมันชัดเจน
แต่เวลาจะเอาเป็นเรื่องเป็นราว ให้ระลึก-นึกถึง นะโม...หัวขาดบ้าง หัวทิ่มบ้าง ตีลังกาบ้าง
นี่ไง มายาขจิต มารในจิต ...มันไม่ยอมให้เราพัฒนา
แต่เวลาเราไปนึก ไปวิเคราะห์เรื่องเลอะเทอะ ไร้สาระ มันร่วมมือ ให้ความสนับสนุน ส่งเสริม
แต่เอามาเป็นสาระ เป็นประโยชน์ เป็นกุศล เป็นบุญ เป็นคุณความดี มันเป็นเหมือนยาขม จะไม่ยอมให้ความร่วมมือ
พระพุทธเจ้าจึงต้องให้เราฝึก วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ – บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
มโน คือ น้อมเข้ามา จิตดวงนี้ เขาใช้สำหรับ ฝึกกสิน ฝึกสมถะ
คนที่เรียน ศึกษา สมถะ ต้องมีจิตดวงนี้ คือ น้อมเข้ามา แล้วก็ต้องทำให้เกิดจินตภาพ
เราไม่ไปสร้างเครื่องหมายอย่างอื่น เราไม่ไปทำให้เกิดจินตภาพอย่างอื่น
เราเอา บทสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า บทพระพุทธคุณ บทพระธรรมคุณ บทพระสังฆคุณ
เอามาให้เป็นจินตภาพ หมายถึง เราเอาคุณของพระรัตนตรัย น้อมเข้ามาเป็นคุณของจิต เป็นคุณของมโน คือ สิ่งที่น้อมเข้ามา ในขณะเดียวกัน ก็ต้องบังคับบัญชามันได้
ถ้าพวกท่านทั้งหลายจำได้ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลวงปู่สอนให้เพ่งปราณโอสถ ที่กระหม่อม ที่ฝ่ามือ ที่ทรวงอก ใช่มั้ย (ใช่)
นั่นก็คือ มโน กระบวนการของจินตภาพ ...การทำงานของจินตภาพ
เป็นหนึ่งในอาการจิต ๑๐ อย่าง...ไม่ได้หนีหายไปจาก ๑๐ อย่างนี้
ตลอดชีวิตที่สอนธรรมะ กรรมฐาน วิถีจิต มา ไม่เคยสอนนอกจากกรอบจิต ๑๐ อย่าง
เป็นแต่เพียงว่า เราจะทำความเข้าใจได้แค่ไหน
คิดเป็น จิต... น้อมเข้ามาเป็น มโน... เก็บไว้เป็น หทัย...พอใจเป็น มนัส
เมื่อ คิดเป็นจิต สัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็คิดมันตั้ง ๒ วันล่ะ.. คิดมั้ย (คิด)
สัปดาห์นี้ ก็จะ น้อมเข้ามาล่ะ... เข้าถึงขั้นที่ ๒
ต้องน้อมเข้ามา จนกลายเป็นจินตภาพ
แล้วต้องเป็นจินตภาพที่สัมผัสจับต้องได้ ต้องชัดเจน ไม่ใช่คลุมเครือ ไม่ใช่ขาดๆ เกินๆ
เพราะถ้าเมื่อใดที่คลุมเครือ มันขาดๆ เกินๆ พอขยับไปถึงขั้นขั้นที่ ๑๐ มโนวิญญาณธาตุ
เราจะไม่รู้เลยว่า วิญญาณทั้ง ๖ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แล้วดับลงเมื่อไหร่
วิญญาณทั้ง ๖ มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับจิตดวงนี้ เราจะไม่เข้าใจมัน
แล้วจะรวมถึง ไม่รู้ถึงรากเหง้าของธาตุทั้ง ๔ ต้องใช้คำว่า ธาตุทั้ง ๕ มี อากาศธาตุ เข้ามาอีก
คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ แล้วก็ อากาศ
ทั้งวิญญาณ ๖ ธาตุ ๕ เราจะไม่เข้าใจมันเลย จะไม่แจ่มชัดกับมันเลย
เมื่อไม่เข้าใจในวิญญาณ ไม่เข้าใจในธาตุ ก็เท่ากับว่า ไม่เข้าใจในเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ ....
ไม่เข้าใจเหตุปัจจัยแห่งเหตุที่เกิดทุกข์ ทีนี้ เราก็จะต้องเป็นผู้ ยืนอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ มีชีวิต มีลมหายใจ ก็แบกทุข์ เป็นผู้บรรทุก เพราะจิตนี้ ไม่สามารถเปลื้องทุกข์ได้
ทุกข์ มีอยู่ ๒ อย่าง...ทุกข์กาย กับ ทุกข์อะไร (ใจ)
ทุกข์กายน่ะ มีโอกาสหาย เป็นโรค ป่วยไข้ ไม่สบาย ก็ใช้ยารักษา เป็นแผลก็ใส่ยาหาย
ถ้า ทุกข์ใจ นี่ จะเอาอะไรไปล้าง - รักษาถ้าไม่ใช้ปัญญา ไม่ใช้ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า
มันไม่มีสิทธิ์หาย อย่างดีก็เปลี่ยนๆ ไปเรื่อยๆ
อยู่ตรงนี้เป็นทุกข์ใจ ก็คิดว่า ออกไปข้งนอก ก็น่าจะสุขใจ ...พอออกไป เดี๋ยวก็ทุกข์อีก
ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราก็ต้องแสวงภพที่เกิด ...ชาติ – การเกิด ต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
วิถีแห่งจิตทั้ง ๑๐ อย่าง ต้องเรียนรู้ ศึกษาให้ช่ำชอง เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอน มโน ปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา การทั้งหลาย มีใจเป็นนาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ
ถ้าเราคุมใจนี้ไม่ได้ เราก็จะคุมการทั้งหลายไม่ได้ เราก็จะเป็นหัวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้
เราก็จะกลายเป็นคนอ่อนแอ พ่ายแพ้ ยอดแย่ แล้วก็โดนกระทำตลอดเวลา
กระบวนการเรียนรู้ ศึกษา วิถีจิตทั้ง ๑๐ อย่างนี้ แต่ละขั้นตอน ต้องชัดเจน
คิด ก็ต้องให้คิดจนกระทั่งให้ชัด... ให้เห็น จิตคิด ให้ชัดเจน
น้อมเข้ามา นึก ตรึก อยู่ ...ก็ต้องให้เห็นจิตที่น้อม ที่นึก ที่ตรึก อยู่ ชัดเจน
เก็บเอาไว้ ....ก็ต้องรู้ว่า เก็บดี เก็บชั่ว เก็บสิ่งที่เป็นกุศล หรือ อกุศล ชัดเจน
จะดีใจในเรื่องอะไร ....ก็ต้องรู้ว่า ดีใจเพราะเบญจพิษกามคุณ คือ ได้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
หรือ เราดีใจเพราะ วาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้ ต้องชัดเจน
รวมความแล้ว เราจะมีความยินดีใดๆ ก็ต้องแยกแยะชัดเจน ...อะไรควรยินดี และอะไรไม่ควรยินดี
และส่วนไหนที่ควรจะสืบต่อ แล้วทำให้เป็นใหญ่ เราจะเลือกสรรได้
ใครที่บอกว่า มนุษย์เลือกเกิดไม่ได้..ไม่ใช่ ไอ้นั่นมนุษย์หน้าโง่ มนุษย์ที่ไม่มีปัญญา
มนุษย์ฉลาด มนุษย์มีปัญญา เขาเลือกเกิดได้ เลือกภพ เลือกชาติตัวแองได้ และก็ เลือกที่จะไม่เกิดก็ได้...ไม่เลือกภพ ไม่เลือกชาติตัวเองก็ได้ สำคัญอยู่ที่ไหน ...อยู่ที่ใจอย่างเดียว
เพราะงั้น ต้องฝึก ฝึกใจให้แกร่ง ให้แข็งแรง ให้เข้าใจถึงกระบวนการทั้ง ๑๐ อย่างให้แจ่มชัด
ไม่งั้น เราจะไม่รู้ มายาการของจิต
เมื่อกี้ เห็นหลายคน นะโมยังไม่ครบ ๓ จบ ก็หัวทิ่ม
อุตส่าห์ให้ยืน อิติปิโส ก็หลุดๆวิ่นๆ..ขาดๆเกินๆ..แปลได้บ้างแปลไม่ได้บ้าง ...หาวว๊อดๆ ว๊อดๆ
ให้เดิน ก็เลื่อนลอยไปเรื่อย
แล้วหลายคนก็ นะโม ที่สมอง ....นะโมที่สมอง ก็คือ มันปวดหัว มันเครียด
ก็สอนให้เอาจินตภาพ เอาจิตตั้งไว้ที่หน้าอก หรือ ลิ้นปี่ตัวเอง อย่าไปตั้งไว้ที่สมอง
ให้ตั้งไว้ที่สมอง นี่เป็นสัญชาตญาณ เป็นความคุ้นเคย หรือ เคยชิน เพราะเราคิดว่า ทุกเรื่องที่เราคิด ต้องเกิดจากสมอง เราก็ใช้แต่สมอง
ทีนี้ เราลืมไปว่า กระบวนการคิดของจิต มีอยู่มั้ย.. มีมั้ย ..ไม่มีมันจะมีคำว่า คิด ได้ไง รับ จำ คิด รู้
เมื่อจิตมีหน้าที่ คิด ได้ แล้วทำไมต้องให้ไป คิด ที่สมองด้วย
เมื่อจิตมีหน้าที่ รับ ทำไมต้องให้ไป รับ ที่สมองด้วย
เมื่อจิตมีหน้าที่ จำ ทำไมต้องให้ไป จำ ที่สมอง... พอไป จำ ที่สมอง ทีนี้ก็ใช้แต่สมอง ไม่ใช้จิต พอสมองป่วย ก็คิดว่า ตายแล้ว
คนสมองป่วย สมองบวม สมองฝ่อ สมองเป็นโรค ...จิตตายมั้ย .. ไม่ตาย
ตัวคิดก็ไม่ได้ตาย...ตัวรับก็ไม่ได้ตาย...ตัวจำก็ไม่ได้ตาย...ตัวรู้ก็ไม่ได้ตาย
เพราะรับ จำ คิด รู้ อยู่ที่จิต แต่เราแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ไปให้สมองทำ เพราะว่า เราเป็นผู้บังคับบัญชามัน เราเป็นผู้สั่งการมัน
งั้น พอให้น้อมเอา นะโม เข้ามาไว้ในจิต... ก็ดันใช้สมองคิดซะ
ให้เห็นจินตภาพ... เห็นอักษร นะโม ให้ชัดเจน... ก็ให้สมองเห็นซะนี่ ทีนี้ ก็จะปวดหัว จะมึน จะตึ๊บ
ที่จริงแล้ว ใช้ จิต นี่จะเบามาก
นะโม ในจิต - เป็นจินตภาพในจิต มันเบามาก ...ไม่มึนหัว ไม่ปวดหัว ไม่คลื่นไส้ ไม่วิงเวียนศีรษะ ผ่อนคลาย แล้วจิตอยู่ที่ไหน ...ก็ตั้งไว้ตรงไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่สมอง ก็เคยสอนไปแล้วนี่
จิตอยู่ที่บ่าได้มั้ย (ได้)... ที่ฝ่ามือได้มั้ย (ได้)... ที่สะดือได้มั้ย (ได้) เอ๊อ มันได้หมด
ในที่นี้ ก็ให้เอา จิต ไว้ ที่หน้าอก
นะโมที่หน้าอก คือ นะโมที่จิต...จินตภาพอยู่ที่หน้าอก ไม่ใช่อยู่ที่สมอง
เอ้า ลองดูซิ
นะโม อยู่ที่หน้าอก
..............
เห็นตัว นะโม ชัดเจน ...นะคือนะ ...โมคือโม...ตัสคือตัส...สะคือสะ อย่าให้ขาดๆ เกินๆ
..............
เก็บลึกเกินไปหรือเปล่า สัปหงกแล้ว
............
พอ
เทียบอารมณ์ดูระหว่าง จิตคิด กับ จิตน้อม ...คิด เป็นจิต ...น้อมเข้ามา เป็นมโน
ระหว่าง จิตคิด กับ จิตน้อม...จิตไหนเบากว่า ... ..น้อม ยังเบากว่าอีกเหรอ
ผลที่ได้ ระหว่าง จิตคิด กับ จิตน้อม ผลที่ได้ จิตไหนเบากว่า (...) แสดงว่า ยังใช้ไม่ได้
ฝึกต่อ
...............
จิตคิด กับ จิตน้อม
ลองหลับตานึกไปถึงจิตในอดีต เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กับ จิตในปัจจุบันที่ปรากฏอยู่
จิตคิด ในอดีต เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กับ จิตในปัจจุบันที่ปรากฏอยู่ที่เรียกว่า จิตน้อม
ดูซิให้ดีซิ
..............
ต้องหัดสังเกต...หัดสังเกตทุกขณะจิตๆ
เราเก็บผลที่ได้อันประเสริฐในอดีต กับ ผลที่ได้ในปัจจุบัน เมื่อเทียบเคียงกันแล้ว
ก็จะเห็นชัดว่า มันแตกต่างกันหรือไม่
รวมสรุปแล้ว จิตคิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผลที่ได้ กับ จิตน้อมในขณะปัจจุบัน ผลที่ได้ แตกต่างกันมั้ย (...) หา หรือนึกไม่ได้แล้ว แตกต่างมั้ย .. แตกต่างอย่างไร
จิตคิดในอดีต หนักกว่าหรือเบากว่า กับจิตน้อมในปัจจุบัน หนักกว่าหรือเบากว่า
จิตน้อมในปัจจุบัน หนักกว่า จิตคิดในอดีต หรือว่า จิตน้อมในปัจจุบัน เบากว่า จิตคิดในอดีต
อืม เคยเขียนบทโศลกไว้บทหนึ่งว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนว่า
ลูกรัก เมื่อใดที่เจ้าคิด เรื่องที่มีให้คิดนั้นมากมาย แต่ถ้าเมื่อใดที่เจ้าหยุดคิด เรื่องที่เจ้าไม่คิด มันจะทำร้ายทำลาย งั้น จงคิดจนสิ้นสงสัย แล้วไม่มีเรื่องอะไรที่ทำร้ายทำลายเจ้าได้เลย
ด้วยเหตุผลว่า จิตคิดไม่ได้ยึดติด เพราะมีหลักอยู่ว่า คิด หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น
แต่จิตน้อมเข้ามา ต้องยึดมั้ย ยึดมั้ย ... เมื่อยึดแล้ว มันเบาหรือมันหนัก (หนัก)
เห็นมั้ย ถึงได้บอกว่า ยังใช้ไม่ได้ ยังไม่ฉลาดในจิต ยังไม่มีปัญญรู้สภาวธรรมที่ปรากฏกับจิต ยังแยกผลที่ดีที่สุดของจิตไม่ได้
อาการจิต ๑๐ อย่าง แต่ละขั้นๆ จะมีผลแตกต่างกัน แล้วผลที่แตกต่างกันนั้น เสมอกันหมด
ถ้าแต่ละคนทำได้ในแต่ละขั้น ก็จะมีผลอันเสมอกันหมด เพราะเป็นผู้เข้าถึงปรมัตถธรรมแล้ว
ก็ถือว่า มีผลอันเสมอกัน...เสมอกันในที่นี้ ก็คือ เดินเข้าไปสู่ มโนวิญญาณธาตุ คือ เป็นหนทางเดียวกัน ไม่มีทางที่สองแยกออกไป
จิตที่น้อมเข้ามา คือ จิตที่แบกภาระ
เอ้า ลองดูใหม่ว่า ใช่หรือไม่
ดู นะโม บนฝ่ามือ...นะโม อยู่ที่ฝ่ามือ
..............
หนักจิตมั้ย
ยังไม่รู้ชัด ย้อนกลับไป
เขียนกระดาษ
รับ จำ คิด รู้
__________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________
เฝ้าดูจิต
เมื่อใดที่รับ ขีด ช่องรับ.....เมื่อใดที่จำ ขีด ช่องจำ....เมื่อใดที่คิด ขีด ช่องคิด.....เมื่อใดที่รู้ ขีด ช่องรู้
...............
ดูที่ จิตตัวเอง
..................
อารมณ์ง่วงหงาว หาวนอน นี่ รับ หรือ จำ ... จำ แล้วก็ รับ...รู้มั้ย (รู้) ขีด
..............
ดูที่จิตนะ ไม่ใช่ดูที่กาย
..............
พอ
สำรวจดูซิว่า ผลที่ได้
คิดเป็นจิต กับ น้อมมาเป็นมโน ผลต่างกันมั้ย (ต่าง)
คิดเป็นจิต เบา หรือว่า น้อมมาเป็น มโน เบา (คิด เบา)
ทำไมถึงเบา รู้มั้ย ....เพราะมีปัญญาไง ...เพราะมันมีปัญญา มีสติ มีสัมปชัญญะ สมบูรณ์
แต่ น้อมมา จะหนักไปทางสัญญา - ความทรงจำ... จินตภาพ
เพราะงั้น จิตที่มีปัญญา ย่อมเบากว่า จิตรับ จิตจำ
คิด กับ รู้ ถือว่า เป็นจิตของผู้มีปัญญา
รับ กับ จำ ถือว่า เป็นจิตที่ขาดปัญญา
ถ้าจะแยกแบ่ง ก็ต้องเป็นฝ่ายกุศล กับ ฝ่ายอกุศล
รับ กับ จำ...รับ กับ จำ เพราะจะทำให้เรามีภาระ
แต่ คิด กับ รู้ ...คิด กับ รู้ ทำให้เราพิจารณา
รวมจิต
มี จิต ตั้งมั่น อยู่ ในกาย
จิต รู้อยู่ เฉพาะ ในกาย...รู้อยู่ในกาย
ขยับขึ้นมา รู้อยู่ในเวทนา ที่ปรากฏกับกาย
แล้วก็ รู้อยู่ในเวทนา ที่ปรากฏ กับจิต
จนยกระดับขึ้น รู้จิต... รู้เครื่องปรุงแต่งจิต
รู้เจตสิก ที่เข้ามาครอบงำจิต
รู้เป็นขั้น - เป็นตอน ทีละชั้น ทีละขั้น
เริ่มจากของหยาบไปก่อน คือ กาย
...........
ยกมือไหว้พระกรรมฐาน
............
(กราบ)
หลังปฏิบัติธรรม
อบรมกรรมฐานวิถีจิต เวลาเข้ากรรมฐาน เจริญจิตภาวนา ต้องเริ่มจากของหยาบ
เหมือนดั่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอบรมสั่งสอน เริ่มตั้งแต่ กาย – เวทนา - จิต แล้วจึงจะถึง ธรรม
เราอาจจะยังทำไม่ถึงธรรม แต่เรารู้จักกาย
จิตตั้งมั่นอยู่ในกาย..จิตตั้งมั่นอยู่ในเวทนาของกาย..จิตตั้งมั่นอยู่ในเวทนาของจิต และ จิตตั้งมั่นอยู่ในจิต
ในขณะที่กำลังจะพิจารณา กาย เวทนา และจิต ถ้าเผอิญเจอะเจอกับกรรมฐานกองใดกองหนึ่ง เช่น จิตนี้เจอลมหายใจ เราก็จับลมหายใจ เพราะอบรมวิถีจิต ไม่ได้มีอะไรแน่นอน อะไรที่ปรากฏ จับมาเป็นเครื่องไม้เครื่องมือได้หมด
จับ ลมหายใจ จนจิต นิ่ง ตั้งมั่น แล้ว
ก็ขยับขึ้นไปเป็น จับ เวทนาของกาย
สำรวจดู เวทนาของกาย ไม่ปรากฏ
ก็ขยับขึ้นไป สำรวดู เวทนาของจิต
สำรวจดู เวทนาของจิต แล้ว ไม่ปรากฏ
แล้วถ้า เผอิญเจอ ลมหายใจ ก็แสดงว่า ไม่ได้ล่ะ อย่างนั้น หยาบไป...จิตเราตกมาที่หยาบ... ต้องไม่ยอม ต้องฝืน ต้องพยายามตั้งมั่นอยู่ในเวทนาของจิต จนเห็นเวทนาชัดเจน
แล้วจึงจะขยับไปดูจิต
เวลา ขยับดูจิต ก็แยกออก เป็น ๒ คน... ถามคนหนึ่ง ....ตอบคนหนึ่ง
“จิตนี้ คิดอยู่ หรือว่า จำอยู่”
ตอบว่า “ไม่คิด ไม่จำ” หรือว่า “คิดอยู่ แต่ ไม่จำ”
“จิตนี้ รู้อยู่ หรือว่า คิดอยู่ หรือ รับมา”
อีกคนอาจจะเห็นแล้ว รู้ แต่ ไม่รับ มีแต่ ตัวรู้ เฉยๆ
นั่นคือ วิธีการดูจิต
อย่าไปดูอะไรที่เป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นตัว เป็นวัตถุ เป็นนิมิต เป็นภาพ
แม้แต่ เป็นแสง เป็นสี ก็ไม่ใช่จิต
จิต เป็น ตัวรู้ ตัวรับ ตัวจำ ตัวคิด เท่านั้น ต้องมาวิจัย ศึกษา สงสัย ขวนขวาย แสวงหา กับคำ รับ จำ คิด รู้ จึงจะเป็น ตัวจิต ที่แท้จริง
หลายคนยังหลงอยู่ นึกว่า เฉยๆ อยู่เฉยๆ...ไม่ได้ ถ้างั้น ก็ไม่ถูกต้อง
เรากำลังจะพัฒนาจิต ไม่ใช่อยู่กับ ความเฉย ...ถ้า เฉย เป็นสมถะ
ต้องหาวิธีที่จะพัฒนาให้สูงขึ้น มากขึ้นๆ ฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชำนาญเอง หาความรู้กับจิตตัวเองให้มาก
ผู้ฉลาดในจิต คือ ผู้ฉลาดในโลก คนที่โง่กับจิต โง่ที่สุดในโลก แสวงหาความรู้กับจิตให้ถ่องแท้
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรมอบรมวิถีจิต บ่าย วันเสาร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที่ ๑๑ ตุลาคม
๒๕๖๐ จาก https://www.youtube.com/watch?v=WWDj7ASciJo&list=PLJmPSYMcXHqdqEVLaVeSbP3FGA2ZiQLb3&index=1