เรื่องที่ ๑๓ ฝึกแยกหน้าที่ของจิต รับ จำ คิด รู้ แยกเป็นกองๆ ให้ได้ กองสังขาร - กองอารมณ์ – กองจิต
ชุดคำสอนวิถีจิต
ชื่อเรื่อง ฝึกแยกหน้าที่ของจิต รับ จำ คิด รู้ แยกเป็นกองๆ ให้ได้ กองสังขาร - กองอารมณ์ – กองจิต
แสดงธรรมวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๕.๑๐ น. ณ.ศาลาวัดอ้อน้อย โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
สาระสังเขป
ฝึกขีดจิตโดยแยกหน้าที่ของจิตออกเป็นรู้ คิด รับ จำ อารมณ์ใดเกิดขึ้นก็ขีดลงในกระดาษในขณะรู้อารมณ์ คิดอารมณ์ รับอารมณ์ จำอารมณ์
เนื้อหา
เอ้า พอ
สังเกตเห็นถึงการเกิดอารมณ์ในจิตหรือยัง
เห็นหรือยัง เห็นกระบวนการเกิดอารมณ์ในจิตหรือยัง
ที่ให้ทำนี่ เพื่อให้สังเกตเห็นกระบวนการเกิดอารมณ์กับจิต อารมณ์มาปรุงแต่งจิต
จิตนี้ รับอารมณ์ – จำอารมณ์ – คิดในอารมณ์ - รู้ในอารมณ์ นั้นไว้
ถ้าทำแล้ว ไม่สังเกตเห็น… ยังใช้ไม่ได้
ทำแล้ว ต้องสังเกตเห็นว่า อารมณ์นี้เข้ามาสิงในจิตอย่างไร เข้ามาปรุงแต่งจิตอย่างไร
เข้ามาครอบงำจิตนี้อย่างไร เข้ามาเป็นอาหารของจิตนี้อย่างไร
เข้ามาบังคับบัญชาจิตนี้ ทำให้จิตนี้ต้องรับ ต้องจำ ต้องคิด ต้องรู้ ต้องสุข ต้องทุกข์ หรือ แม้แต่ เฉยๆ
เฉยๆ เป็นอารมณ์มั้ย (เป็น) เป็น แต่เราไม่ค่อยชอบขีด เพราะเราถือว่า เฉยๆ มันไม่มีมลภาวะ ใช่มั้ย
เฉยๆ มันดูแล้วเหมือนไม่มีมลภาวะ มันต่างอะไรกับคนหลับ มันไม่ได้แตกต่างกันเลย
มันน่ะ เป็นตัวมลภาวะเลยล่ะ
เพราะมันไม่ขวนขวาย ไม่สงสัย แล้วมันจะไปถึงคำว่า มโนวิญญาณธาตุได้ไง
เราต้องการจิตที่เป็น มโนวิญญาณธาตุ คือ รู้แจ่มชัดในสภาวะธรรมทั้งปวง สภาวะอารมณ์ทั้งสิ้น ทั้งหลาย
งั้น เอาใหม่ เริ่ม
.............
ใหม่ๆ ยังเก้ๆ กังๆ ยังไม่รู้อะไร ฝึกไปเรื่อยๆ
เหมือนกับคนลงเรือไม่เป็น นั่งเรือไม่เป็น ก็ยังเกร็งไปหมด ไม่รู้
พอเป็นแล้ว นั่งไปสักพักหนึ่ง ก็จะรู้ว่า มันเริ่มเบาขึ้น มันเริ่มสบายขึ้น มันเข้าใจ จับจุดได้ ตั้งหลักได้
...............
เรื่องในอดีตเกิดขึ้น ต้อง ขีดช่องไหน ...ขีดช่องไหน (จำ) “จำ” แล้วช่องไหน (รู้)
ช่อง”จำ” แล้วก็ ช่อง”คิด” สิ ...คิด หายไปไหน...จำ – คิด – รู้ เรื่องในอดีตที่ปรากฏขึ้น
เรื่องในปัจจุบันที่ปรากฏขึ้น ขีดช่องไหน...รับ – คิด – รู้
............
อ่าน สิ อ่าน อ่านจิต อ่านจิต สงสัยในจิต เมื่อเฉยอยู่
บอกแล้วว่า มันต้อง ศึกษา - สงสัย - ขวนขวาย
มันมีหลักของมันอยู่ อย่าทิ้งหลัก
อ่านจิต ถ้าไม่อ่าน เดี๋ยวมัน พาไปโกสัชชะ พาไป ถีนมิทธะ
พอเฉยเข้าๆ พอหนักๆ เข้า ไม่ขวนขวายแล้วทีนี้ ไม่พัฒนา...อ่าน
.............
อ่านจิตให้ออก คนอ่านจิตไม่ออก ก็เหมือนกับคนอ่านหนังสือไม่ออก
.............
ไม่รับ – ไม่จำ – ไม่คิด... มีแต่ รู้ กับ เฉย... ก็ขีดในช่อง “รู้” ช่อง “เฉย”
อย่าเอาแต่ เสพอารมณ์ เฉย... รู้อยู่
ต้องทบทวนดูด้วยว่า มันมีอารมณ์อะไรปรากฏขึ้นกับจิตนี้บ้าง
ขณะที่เรา รู้ เฉย... รู้ เฉย มันมี “รับ” แวบเข้ามามั้ย...มันมี “จำ” แวบเข้ามามั้ย...มันมี “คิด” แวบเข้ามามั้ย ต้องทบทวน ต้องสำรวจ
.............
มันมีค้างมั้ย มันมีภาพค้างมั้ย มีใช่มั้ย ค้างอยู่ก็ต้องขีด
อย่างเช่น เราอาจจะ รับ อารมณ์ในปัจจุบัน ปรากฏขึ้น เราขีดในช่อง รับ จำ คิด รู้
แล้วมันยังค้างอยู่อีก มันยังไม่หมดไป
เราตาม รู้ ได้ว่า มันยังค้างอยู่..อารมณ์นั้นยังค้างอยู่
ต้องขีดจนกระทั่งอารมณ์นั้นมันหมดไป
ไม่ใช่ขีดครั้งเดียว แล้วค้าง ก็ปล่อยให้มันค้างอยู่อย่างนั้น
อารมณ์ นี่มันเหมือนกับภาพที่ปรากฏขึ้นในจิตเรา
แล้วพอมันเกิดขึ้นแล้ว มันมีอายุขัยของมัน บางทีมันก็แวบเดียว หาย
แต่บางที มันยาวนานมาก มันเหมือนกับค้างอยู่อย่างนั้น
เมื่อเรารู้แล้ว ก็ ขีด ขีด ขีด ขีด จนกระทั่งมันหมด ไม่ให้เหลือ
กำจัดมัน ด้วยการเอามาขีดใส่ช่องกระดาษ จนกระทั่งมันไม่ค้างอยู่
แล้วก็เฝ้าดูว่า อารมณ์ใดปรากฏขึ้นอีก ...มันเกิดช่องไหนก่อน ช่อง “รับ” ก่อน หรือ ช่อง “จำ” ก่อน
หรือ อยู่ดีๆ มันผุดขึ้นมาเอง... อดีตก็ไม่มี... ปัจจุบันก็ไม่ปรากฏ
แสดงว่า มันเกิดจากช่อง “คิด” อย่างนั้นก็ ขีดในช่อง “คิด” แล้วมันยังคิดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
คิด รู้ ...คิด รู้ ...คิด รู้... คิด รู้... รู้ คิด... คิด รู้
ขีดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันไม่ค้าง มันไม่เหลือ เข้าใจมั้ย
เฝ้าดู เฝ้าดู ยิ่งทำเข้าไป จิตยิ่งละเอียดขึ้นๆ มันจะรู้สึกเอง
คนทำจะรู้สึกเอง มันจะโล่ง โล่งอก -โล่งใจ มันจะเบาอก - เบาใจ มันเบาขึ้น
ถ้าไม่เกิดอาการอย่างนี้ ก็ทำต่อไป
..............
ตะคิวกินขา นี่ รับ หรือ จำ (...) รับสิ ...ตะคิวกินขา รับหรือ จำ (รับ) เออ รับ จำ...คิดมั้ย ...คิด ...รู้
.........
ท่านว่าเอาไว้ว่า ทำจนให้อารมณ์มันขยาด คือ มันกลัวเรา มันไม่กล้าที่จะเกิดขึ้นกับเรา
“เฮ้ย เกิดไม่ได้เว้ย เดี๋ยวมันจับกูไปใส่ เดี๋ยวมันจับกูไปฆ่า เดี๋ยวมันจับกูไปขีด” ประมาณนั้น
ทำจนอารมณ์มันขยาด
..............
ปกติ ปุถุชน คนทั่วไป เขากลัวอารมณ์
แต่พวกฝึกวิถีจิต อารมณ์จะกลัวเรา ทำจนอารมณ์มันกลัวเรา
อารมณ์มันค้าง อารมณ์มันขยาด อารมณ์มันผีดิบ ผีอยู่ในมุมมืด พอเกิดแสงสว่าง มันกลัว
ต้องทำอบ่างนั้น
.............
ทำใหม่ๆ เราอาจจะแยก กาย กับ จิต ไม่ได้
แต่ทำไปๆ เราจะรู้สึกว่า กาย กับ จิต มันคนละเรื่องกัน
แต่ถ้าเมื่อใดที่ กาย มันปรากฏอาการ.. จิตก็จะไป รับอารมณ์ มา ก็ขีดในช่อง “รับ”
ทำไปๆ เรื่อยๆ เราจะเห็นว่า อารมณ์ – กาย – จิต มันคนละเรื่องกันเลย
แต่ถ้ามันรวมกันได้ มันมารวมกัน เพราะเราไม่รู้
แต่ถ้าสร้าง ตัวรู้ แล้ว มันคนละเรื่องกัน อารมณ์ส่วนหนึ่ง กายส่วนหนึ่ง จิตส่วนหนึ่ง
มันแยกจากกันเด็ดขาด
พอ อาการกาย ปรากฏ จิตก็จะไปตามดู ...ตามดู ก็แสดงว่า รับมา ใช่มั้ย
รับมา คิดอยู่ รู้ ...รับ คิด รู้ ..ขีด
ถ้าไม่มีอาการทางกายปรากฏ จิตก็เฝ้าดูอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต ...กายก็จะไม่รู้เรื่องอะไร
คือ เราจะไม่ไปยุ่งกับกายเลย... กายเหมือนกับแยกไปจากจิตเด็ดขาดเลย
แต่ถ้าเมื่อใดที่ อาการทางกาย ปรากฏ ...แมลงหวี่ตอม ยกมือโบก อย่างนี้ ทำไมไม่ขีด
..............
เกาหน้า กระดิกขา กระดกหาง หูตูบ... ขีดหมด
............
เห็น กองแห่งกาย... กองแห่งอารมณ์... กองแห่งจิต แยกกันชัดเจนหรือยัง
เห็นมั้ย ไม่ใช่เห็น จากการนึกว่า เห็น นะ
แต่ เห็น จากการที่เรา สัมผัส ได้ว่า กองแห่งกาย เช่น เวลาที่เราปวดเมื่อย จิตเรา รับ คิด รู้
ปวดเมื่อยทางกาย ...จิตเรา ไปรับ ไปคิด ไปรู้
ไปรับเวทนาของกาย ไปคิด แล้วก็ไปรู้... ก็จับมันขีด
แรกๆ เราจะรู้สึกว่า กายกับอารมณ์ จิต มันรวมกัน
พอจับมันขีดแล้ว มันจะแยกออกจากกัน... แยกออกจากกัน... แยกออกจากกัน
เพราะงั้น อาการที่เกิดทางกาย แม้กระทั่งกระพริบตา
กระพริบตา ก็ต้องถือว่า เรารับ - เราจำ - เราคิด - เรารู้ ...ขีด
กระพริบตากี่ครั้ง ..ขีด
แต่ถ้าไปยุ่งกับกายมากไป มันจะกลายเป็นการไปเฝ้าดูอาการทางกาย..อารมณ์เกิดจากกาย
แต่ที่ต้องการฝึก ..อารมณ์เกิดจากจิต.. เกิดภายใน มันละเอียดกว่า ไม่ใช่เกิดแค่ภายในกาย
ยุ่งกัด เมื่อย ปวด เจ็บ มันเป็นอาการทางกาย จิตเราก็จะไปรับรู้ ก็เอามาขีดใส่ รับ จำ คิด รู้
แต่ถ้าบ่อยเข้าๆ มันก็จะไปยุ่ง เป็นกาย ไปหมด ทีนี้ จิตมันจะหยาบขึ้นๆ
แต่ถ้ามันเกิดแล้ว ทำไง
เกิดแล้วมันเป็นอารมณ์ของจิต มันก็ต้องเอามา รับ จำ คิด รู้ ..ใส่เข้าไปๆ
แล้วก็ พยายามดึงมันออกมา อย่าไปสนใจกาย
ให้มาอยู่ในจิต ว่า ตอนนี้อารมณ์ใดเกิดแต่จิต เกิดภายในจิต เกิดขึ้นจากจิต
เข้ามาปรุงแต่งจิต มาหล่อเลี้ยงจิต
เท่านั้นแหละ เอาตรงนี้ พอ
แต่มันก็ห้ามไม่ได้ เดี๋ยวกายมันกระพริบตาอีก มันคันตรงนู้นตรงนี้
อ้าว รับ คิด รู้...รับ จำ คิด รู้... รับ จำ คิด รู้ จนกระทั่งอาการทางกายมันหมด
ขีดจนกระทั่งมันหมด
มันไม่หมด จิตยังรู้อยู่ เป็นอารมณ์ของจิต ก็ขีดมันไป ขีดต่อไปเรื่อยๆ ...เข้าใจมั้ย
ฝึกไป ฝึกไป มันจะเบา และเพลิน มันจะเบาแล้วไม่หนักนะ เพลินแล้วไม่ใช่งานมันเยอะนะ ไม่ใช่
มันจะเบา มันเกิด ลหุตา คือ ความเบา
แล้วมันจะแยกได้ชัดว่า กายนี้เป็นของหยาบ จิตนี้เป็นของละเอียด อารมณ์เป็นของหยาบ
มันจะแยกให้เห็น ชัด
..............
สังเกตดู มึงไม่ค่อยขีด.. ขี้เกียจขีด หรือ 1.ขี้เกียจขีด 2. รู้ไม่เท่าทันอารมณ์ที่ปรากฏตามความเป็นจริง ตามรู้ไม่เท่าทัน
ขี้เกียจขีด ตามรู้ไม่เท่าทัน แล้วก็ เสพติดอารมณ์เฉย
พอเห็นอารมณ์มันเฉย ก็เฉยอยู่อย่างนั้น... ระวังมันเป็น ภวังคจิต
ภวังคจิต คือ จิตตกอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ไม่ขยับเขยื้อน
กี่ปี – กี่ชาติก็อยู่ตรนั้น... กี่ภพ – กี่ชาติก็อยู่ตรงนั้น.. เฉยอยู่อย่างนั้น เขาเรียก ภวังคจิต
จิตกำลังสร้าง ภวังคภพ คือ ภพที่มันไม่เกิด ไม่ตาย ไม่โต เป็นลูกฟัก
ตายตรงนั้น ก็เป็น พรหมลูกฟัก ไม่เป็นหู - เป็นตา ไม่เป็นหน้า – เป็นตัว
มีแต่ กินอารมณ์เฉย อยู่อย่างนั้น มือ-ตีน ก็ไม่มี
ขีด ...กูนี่ ขีดไม่หยุด ...อารมณ์ปรากฏ ขีด ขีด ขีด.. ตามรู้ คิดอยู่ ขีด... จำ ขีด ...รับมา ขีด
คิด จำ รับ รู้ ขีด...รู้ เฉย ขีด...จิต รู้ เฉย ขีด
บางคนไม่ขีดเลย นั่งเหม่อ เฉย เอ๋อ เอ๋อ โรคเอ๋อเข้า เอ๋อ ปัญญาอ่อน
บอกแล้วว่า ศึกษา – สงสัย – ขวนขวาย – สั่งสม – เพียร
จิตเกิดกับกาย
จิตเกิดกับอารมณ์
หรือ อารมณ์เกิดกับกาย ปรากฏจิต
อารมณ์เกิดกับจิต ก็ปรากฏจิต คือ จิต รู้ - รับ - จำ - คิด
เอามาแจกออก แยกออก
รู้อยู่ - รับอยู่ - คิดอยู่ - จำอยู่
..........
ทำจนกระทั่งมันแยกออกมาเป็นกองๆ ให้ได้ กองสังขาร – กองอารมณ์ - กองจิต
.............
พอเรายังแยกอารมณ์จากจิตไม่ได้ฉันใด เราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปฝึกขั้นต่อๆ ไป
เช่น เราจะไม่รู้เลยว่า เวลานี้ จิตเราเป็นมโนวิญญาณธาตุ หรือ เป็นวิญญาณขันธ์ – รู้เป็นเรื่องๆ เป็นอย่างๆ หรือ วิญญาณ - การรับรู้อารมณ์
เพราะ รู้ก็เป็นจิต.. รับรู้อารมณ์ ก็เป็นจิต แต่เรียกอีกอย่างว่า เป็นวิญญาณ มันต่างกันยังไง
รู้อารมณ์ก็เป็นจิต รับรู้อารมณ์เป็นวิญญาณ มันแตกต่างกันยังไง เราจะแยกไม่ได้เลย ถ้าตราบใดที่ยังแยกหน้าที่ของจิต 4 อย่างนี้ รับ จำ คิด รู้ ยังไม่ได้
พูดง่ายๆ คือ ของหยาบยังแยกไม่ได้ ระหว่าง กองแห่งสังขาร - กองแห่งอารมณ์ – กองแห่งจิต
............
ถ้ายังแยกไม่ได้ แล้วจะไปแยกของละเอียดที่ลึกเข้าไปๆ
ข้อแรก รู้ เป็นจิต
ข้อที่ 8 รับรู้ในอารมณ์ เป็นวิญญาณ
รู้เป็นจิต กระโดดมาอีกข้อหนึ่ง รับรู้อารมณ์เป็นวิญญาณ เราจะแยกกันยังไง
ถ้าวันนี้ เรายังแยก กองแห่งสังขาร – กองแห่งอารมณ์ - กองแห่งจิต หยาบๆ แค่นี้ยังแยกไม่ได้
แล้วจะมาแยกของละเอียดที่ลึกซิ้งกว่านั้นได้ยังไง
ฝึก เขียน ขีด
..........
ไหวมั้ย ไหวมั้ย...ไม่ กูอ่ะ... กูเห็นมึงแล้ว
ยากไปมั้ย
.............
ข้อแรก อะไร
รู้อารมณ์เป็นจิต แล้วรับรู้ในอารมณ์เป็นอะไร ข้อที่ 8 รับรู้ในอารมณ์เป็นอะไร (วิญญาณ)
มึงจะรู้ได้ยังไงเมื่อมึงไม่รู้จักคำว่า รับ – จำ – คิด - รู้ มาก่อน
..............
สรุป อย่าเพิ่งรู้เรื่องอื่น เอาแค่รู้เรื่องนี้ก่อน
แยก กองสังขาร - กองอารมณ์ – กองจิต ออกจากกันให้ได้แด็ดขาดก่อน
ที่กูพูด เพื่อเปรียบให้ฟังว่า ถ้าเรายังไม่รู้ของหยาบอย่างนี้ เราจะไปรู้ของละเอียดที่ลึกกว่านี้ได้อย่างไรในอาการจิต 10 อย่าง
มันน่าจะยากไปจริงๆ มึงตามรู้ไม่ทัน ใช่มั้ย ตามไม่ทัน
กลับกระดาษ เปลี่ยนหัวกระดาษ เขียน หัวกระดาษ
ลมเข้า ลมออก
________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________
ดูจิตไม่ได้... มา ดูลม ก็ได้
หยาบกว่าเก่าอีก แต่ดูว่า มึงจะทำได้มั้ย
ถ้าลมเข้าจมูก ดูยังไม่รู้ ...ดูลมตดก็แล้วกัน เผื่อมันจะจับได้ เพราะนานๆ ตดที
เอ้า เข้า ขีด...ออก ขีด
...............
หยาบขึ้นมั้ย
.............
ง่ายมั้ย (ง่าย) ...ง่ายเน้อ
ถ้าลมหายใจยังจับไม่ได้ อย่างที่ว่าล่ะ ลมตดเถอะ ลูก
ขั้นต่อไป
เริ่มเข้า เริ่มขีด....เข้าสุด หยุดขีด
เริ่มออก เริ่มขีด ....ออกหมด หยุดขีด แสดงว่า ขีดจะต้องสั้นหรือยาว (ยาว)
ยาว ตามลมหายใจที่ เข้า และ ออก
เริ่ม
................
วาง ดินสอ
ดูซิว่า จิตหนักขึ้นมั้ย หนักขึ้น ใช่มั้ย เออ ของง่าย มันก็หนักอย่างนี้แหละ ลูก
ของง่ายมันก็หนักอย่างนี้... หยาบมั้ย (หยาบ) หยาบขึ้น....ง่ายแต่หยาบ
หลวงปู่ถึงได้บอกว่า เหมือนกับคนปลูกต้นตาล
แล้วจะทำให้ตาลตาย ก็ต้องปีนขึ้นไปยอดตาล ใช้เวลานาน
เอ้า กลับ พลิกกระดาษ ไปที่เก่า
กูให้ ฝึก เพื่อ เปรียบ
เฝ้า ดูจิต ทิ้ง ลมหายใจ
..............
เราทิ้ง ลมหายใจ แล้ว ใช่มั้ย ...จะเปรียบให้ดูเป็นขั้นๆ
เฝ้าดู อารมณ์ที่ปรากฏกับกาย
ดู อารมณ์ใดที่ปรากฏกับกาย คือ กายร้อน กายหนาว กายเย็น กายแข็ง กายปวด กายเมื่อย
แม้ที่สุด กระพริบตา
รู้อยู่ จับลงไป... รับ จำ คิด รู้ ขีดลงไป
ดูอารมณ์ที่ปรากฏกับกาย
.............
ในขณะที่เฝ้าดู มันรับ มันคิด มันรู้ ก็ขีด ช่องรับ ช่องคิด ช่องรู้
ขณะที่เฝ้าดูอารมณ์ที่ปรากฏกับกาย จิตมันแวบ ไปดูอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต ก็ต้องขีด
อารมณ์ที่ปรากฏกับจิตส่วนใหญ่ในขณะที่ดูกาย มันจะเกิดใน ช่องจำ เสียมากกว่า
เป็นอดีตของอารมณ์ เรียกว่า อตีตารมณ์ มันจะปรากฏ ก็ขีดไปในช่องจำ
อารมณ์ที่ปรากฏกับกายส่วนใหญ่จะไม่มีช่องจำ มันจะรับ มันจะคิด มันจะรู้
แต่ถ้าเมื่อใดที่อารมณ์ปรากฏขึ้นกับจิตในขณะที่กำลังเฝ้าดูกาย ส่วนใหญ่มันจะเป็นอตีตารมณ์ หรือไม่ก็ อนาคตารมณ์ คือ อนาคต เพราะปัจจุบัน เราดูกายอยู่
อารมณ์ปัจจุบันที่ปรากฏกับจิตก็ไม่มี มีแต่อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดกับกาย แล้วน้อมเข้ามาในจิต เข้ามาปรุงแต่งจิต เข้าใจมั้ย
เฝ้าดู
............
วางกระดาษ ปากกา
ดูซิ ระหว่างรู้ลมหายใจ กับ รู้อารมณ์ที่ปรากฏกับกาย อันไหนหยาบกว่ากัน...รู้ลมหายใจหยาบ
ขนาด รู้ลมหายใจ ก็หยาบแล้ว ลมหายใจก็ว่าละเอียดที่สุดแล้ว ยิ่งไปรู้อิริยาบถ รู้สัมปชัญญบรรพ
รู้การเคลื่อนไหวกาย รู้การเดิน ยืน นั่ง นอน ยิ่งหยาบใหญ่
เพราะงั้น เมื่อฝึกถึงขั้นวิถีจิตแล้ว มันอะไรที่มันไม่มีรูปลักษณ์แล้วที่จะกำหนดรู้ นอกจากสภาวะอารมณ์ที่ปรากฏ ซึ่งมันเป็นนามธรรมล้วนๆ มันไม่มีรูปธรรมเลย ลมหายใจ ก็ยังมีรูปธรรม
เมื่อเราฝึกถึงขั้นนามธรรมแล้ว กระโดดลงไปหารูปธรรม เราก็จะรู้สึกว่า มันอึดอัด มันหนักหน้าอก มันต้องแบก ต้องหาม ต้องเป็นภาระ
ทีนี้ ถามว่า แล้วยังไง
ก็เทียบให้ดูว่า ของง่ายๆที่เราบอกว่า มันง่ายๆ น่ะ มันหนัก
ของยากๆ ทำแล้วมันเบา...เบา ชัดเจน รู้เท่าทันสภาวะธรรมที่ปรากฏ
เป้าของเรา ต้องการ มโน วิญญาณ ธาตุ คือ จิตที่รับรู้แจ่มชัดตามความเป็นจริงในสภาวะอารมณ์ทั้งปวง เราไม่ต้องการของหยาบ เราต้องการจิตที่ละเอียด และละเอียดยิ่งๆ ขึ้น จนกระทั่งสภาวะธรรมทั้งปวงรู้ชัดตามความเป็นจริง
.............
พอ ตอนนี้ เอาแค่นี้ กูควันเริ่มขึ้น ให้ถามปัญหา
30.02
พอ เอาแค่นี้ กูควันขึ้นล่ะ แยกได้หรือยัง กองแห่งสังขารกองแห่งอารมณ์ กองแห่งจิต
พอมองเห็นมั้ย มองเห็นริ้วรอยมั้ย เห็นรอยแยกของมันมั้ย
ที่ผ่านมาตอลดระยะเวลาหลายสิบปี ชั่วชีวิตเรา เราคิดว่า มันรวมกันหมด มันเป็นหนึ่งเดียวกับเรา เราเป็นหนึ่งเดียวกับมัน... อารมณ์ก็คือเวทนา เวทนาก็คืออารมณ์... อารมณ์ก็คือกาย กายก็คือเวทนา
เวทนาก็คืออารมณ์...อารมณ์ก็คือจิต จิตก็คือเวทนา เวทนาก็คืออารมณ์
3 กลุ่มนี้ มันรวมกันหมดจนเราคิดว่า มันเป็นของเรา มันเป็นตัว - เป็นตน เป็นสังขาร เป็นสิ่งที่เราต้องบังคับบัญชา ต้องได้ - ต้องเสีย ต้องมี - ต้องดี
จุดเริ่มต้นของเรา ใน หลักคิด ที่เราเริ่มตั้งข้อศึกษา แล้วก็ตั้งข้อสงสัยว่า ระหว่างอารมณ์มันหล่อเลี้ยงจิต..อารมณ์เป็นตัวพ่อแม่กำเนิดเกิดจิต จิตเป็นตัวกำเนิดเกิดสร้างภพ เราต้องการจะรูให้ได้ว่า อารมณ์มันเกิดจากไหน อารมณ์มันเกิดจากอะไร เกิดจากไหน เกิดจากจุดไหน
ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันได้คำตอบเอง
หลายคนก็อาจจะเริ่มแวบๆ ว่า เอ่อ อารมณ์นี่นะ ถ้าเราไม่มีความปรุงแต่ง เรียกว่า ไม่มีอุปาทาน
เริ่มจะแวบๆ ว่า เออ ถ้าเราไม่มีคำว่า ทรงจำ ว่า สังขารนี้เป็นของเรา ความปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น
ไม่มีอุปาทาน ความไม่ยึดถือ อารมณ์นี้มันก็ตั้งอยู่ไม่ได้เหมือนกันนะ
แวบๆ มั้ย กูรู้ มึงยังไม่แวบๆหรอก ยัง
แต่กูเล่าให้ฟัง หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า มันประมาณนี้
ทำไป แล้วเดี๋ยวจะเจอประมาณนี้
เราจะตั้งข้อสงสัยต่อไปว่า เออ อารมณ์มันตั้งอยู่ได้ยังไงล่ะ
เออ มันเกิดขึ้นแล้ว เรารู้ช่องของการเกิดแล้ว ตอนนี้อาจจะยังไม่รู้ แต่รู้ว่า เออ มันเกิดกับกาย
อารมณ์ นี่มันเกิดขึ้นในที่ 2 ชนิด ก็คือ กายกับจิต แล้วที่มาแห่งอารมณ์ คือ มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ
อาหารแห่งอารมณ์ ก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหล่านี้เป็นอาหารแห่งอารมณ์
อุปาทาน ก็เข้าไปควบกล้ำระหว่าง รูป อุปาทาน... อารมณ์ อุปาทาน แล้วก็ จิต
ตัวอุปาทาน มันเหมือนกับข้อโซ่ที่เป็นห่วงร้อยรัดเรา ระหว่าง อารมณ์ กับจิต เอาไว้
ตาเห็นรูป อารมณ์มันก็ปรากฏ อุปาทานมันก็ไปยึดถือในรูป ในอารมณ์ และในจิต
ฝึกไปแล้วมันจะเห็น เห็นอย่างนี้ เห็นแบบนี้เป็นเรื่อยๆๆๆ
ทีนี้ เราก็จะค่อยตัดข้อมันออก ตัดข้อมันออก
มึนมั้ย กูเริ่มมึนแล้ว พอกูดูหน้าพวกมึงแล้ว กูเริ่มสงสัย มึงเข้าใจอย่างที่กูเข้าใจมั้ย (พยายาม)
พยายามๆ หน่อยแล้วกัน ลูก ช่วยๆกันหน่อย ทำมาหากิน ช่วยๆ กันหน่อย ช่วยๆ เข้าใจหน่อย
มีใครถามอะไรมั้ย
(ต่อด้วยปุจฉา – วิสัชนา)
แหล่งข้อมูล
หลวงปู่พุทธะอิสระ แสดงธรรม บ่าย ณ ศาลาปฎิบัติธรรม วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐, สืบค้นวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ จาก https://www.youtube.com/watch?v=AAki1vRYsJI&list=PLJmPSYMcXHqdqEVLaVeSbP3FGA2ZiQLb3&t=305s