ธรรมะโดยหลวงปู่พุทธะอิสระ จากรวมธรรมชุดที่ 11

ที่นี่วุ่นวายแต่ต้องไม่ขัดข้อง ต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแปลงนิสัย แล้วก็แก้ไขพฤติกรรมของตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ ธรรมะและความศรัทธาในวิถีพุทธ ถ้าทำได้อย่างนั้น มันจะทำให้หลวงปู่อยู่อย่างมีความสุข แล้วก็อยู่อย่างชื่นบานที่เห็นลูกหลานรักใคร่กลมเกลียว ศรัทธาเลื่อมใสพระศาสดา เคารพพระศาสนา ปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพุทธบูชาอย่างจริงจัง ตั้งใจ จดจ่อแล้วก็จับจ้อง ฝากลูกหลานเอาไว้ตามนี้อย่างนี้
แล้วก็ขอบอกว่าหลวงปู่ไม่ใช่ผู้วิเศษ หลวงปู่ยังมีความชั่วที่เรายังหาไม่เห็น มองไม่เจอ หลวงปู่ก็ยังมองไม่เห็น ไม่เจอ แต่รู้ว่ายังชั่วอยู่ ยังไม่ดีอยู่ ก็อย่ามายึดติดในรูปกาย จงเข้าใจแต่พระธรรม หลวงปู่เชื่อมั่นในพระธรรมที่มีอยู่ในตัวเอง เชื่อมั่นในโพธิปัญญาที่ได้มาจากโพธิศรัทธาจากการปฏิบัติโพธิธรรมตลอดระยะเวลา 9 ชาติ 9 ภพที่รักษาพรหมจรรย์มา เชื่อมั่นในพรหมจรรย์ 9 ชาติของตน และเชื่อมั่นในพลังศรัทธาที่บูชาพระศาสดา และพระโพธิสัตว์เจ้า ที่มีอยู่ในวิญญาณและอายุขัยของตน
เพราะงั้น อย่าให้ใครมาก้าวก่าย หรือว่าโปรดอย่าได้มาทำลายทำร้ายมันด้วยความเข้าใจผิด คิดผิด เห็นผิด เป็นมิจฉาทิฐิด้วยความมีอวิชชาอยู่ในใจ มันจะเป็นบาปอันยิ่งใหญ่ เพราะว่า เค้าว่ากันว่า ทำร้ายพระอรหันต์ก็ได้แต่ว่าพระอรหันต์เหล่านั้นยังเป็นผู้ที่เอาตัวรอด แต่ถ้าทำร้ายพระโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งพระโพธิสัตว์เจ้านั้นไม่ได้เป็นอยู่เพื่อเอาตัวรอด แต่เป็นอยู่เพื่อขนสรรพสัตว์ให้รอด ถ้าหากเราทำร้ายท่าน เราจะมีบาปอันหนักมากกว่าฆ่าพระอรหันต์ ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะว่า เมื่อสัตว์หลุดพ้นจากการช่วยเหลือของพระโพธิสัตว์ หรือโพธิศรัทธา โพธิปัญญา โพธิจิตแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็จะต้องทุกข์ยาก ทนทุกข์ทรมานมาก แล้วใครจะไปช่วยเค้าได้ แล้วเราเป็นผู้ไปตัดเหตุปัจจัยที่จะช่วยเค้าแล้ว  เราจะเป็นผู้รับผลอันยิ่งใหญ่ อันทุกข์เดือดร้อนของสัตว์ทั้งหลาย มันจะถมเทเข้ามาใส่ตัวเรา ขอร้องว่าอย่าทำ มันเป็นบาป มันเป็นเรื่องไม่ดี
หลวงปู่พูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ แต่อยากบอกว่า ให้วิเคราะห์ให้ดี มุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องใช้ปัญญามอง อย่าใช้สายตาที่มากไปด้วยเสน่ห์ เล่ห์กล อวิชชา ครอบงำมามอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่ได้เรื่อง บอกเอาไว้ เอาล่ะ ลูก  ไปหาข้าวหาปลาทาน
ประเดี๋ยวสักครู่หนึ่งใหญ่ เราจะไปร่วมกันหล่อรูปภาพพุทธประวัติ 83 รูป ที่จะไปประดับไว้ที่เจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งรูปภาพพุทธประวัติเหล่านั้นก็เป็นรูปภาพที่หลวงปู่คิดว่า เวลานี้สังคมเริ่มหยาบกระด้างขึ้น ทุกคนในสังคมจะทำอะไรก็ต้องเนื้อเห็นน้ำเป็นรูปธรรม ถ้าราจะเดินแสดงธรรม ชี้แจง บรรยายธรรม บางครั้งก็ดูเหมือนไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็ต้องอาศัยสื่อการเรียนการสอน แล้วก็สื่อการเรียนการสอนเหล่านั้นที่เลือกกันได้ก็คือ ป้ายบทโศลกบ้าง ภาพปริศนาธรรมบ้าง รวมไปถึงภาพพุทธประวัติที่เราคิดจะทำแล้วกำลังทำ ทำไปแล้วประมาณ 30 ชิ้น เป็นเครื่องแสดงให้เราระลึกถึง น้อมถึง คิดถึงว่า  ครั้งหนึ่งมีพระมหาบุรุษสุดประเสริฐองค์หนึ่งได้อุบัติขึ้นในโลกนี้ แล้วก็ได้อนุเคราะห์ เกื้อกูล เมตตา อาทรต่อมหาสัตว์ มหาชนคนทั้งหลายอย่างไม่หวาดผวา สะดุ้งกลัว พระองค์ยอมสละชีวิต เลือดเนื้อทุกหยาดหยด เพียงเพื่อจะให้ถึงความหมายของคำตรัสรู้อริยธรรม คือ ธรรมอันยิ่งแห่งพระอริยเจ้า เพื่อนำเอาธรรมที่ตรัสรู้แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์
แล้วอะไรคือ อริยธรรม อะไรคือธรรมะ จริงๆ แล้ว ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ธรรมะก็เป็นสภาวะธรรมที่มีอยู่แล้ว ธรรมะไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่ของพระมหาโพธิสัตว์เจ้า แต่ธรรมะมันเป็นของโลก ของจักรวาล มีสัตว์เกิดก็มีธรรมะ มีธาติทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็มีธรรมะแล้ว แต่ธรรมะเหล่านี้เป็นธรรมะที่ซ่อนเล้นแอบแฝงอยู่ในธรรมขาติรอบกายเรา หลวงปู่จึงเขียนบทโศลกสอนลูกหลานว่า
ลูกรัก สำหรับพ่อแล้วพระธรรมคำสอนที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่อยู่ในพระไตรปิฎก และในตำรา แต่มันอยู่ในศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญาของเจ้าที่มองสรรพสิ่ง สรรพชีวิต สรรพวัตถุ สรรพธรรมชาติให้ตรงตามความเป็นจริง
เมื่อใดที่เราเห็นสรรพสิ่ง สรรพวัตถุ สรรพชีวิต สรรพธรรมชาติ เป็นไปตามความเป็นจริงโดยที่เราไม่ตกเป็นทาส ไม่ลื่นถลา ไม่เหลวไหลไปกับมัน เราก็จะเป็นผู้รู้ธรรม เข้าใจธรรม ปฏิบัติธรรม เจริญธรรม แจ่มแจ้งในธรรม
แล้วอะไร คือสรรพสิ่ง สรรพชีวิต สรรพธรรมชาติ สรรพวัตถุ ที่เป็นตามความจริง หรือเป็นไปตามอาการที่เป็นจริง นั่นก็คือ ทุกอย่างในโลก ทุกชนิดที่มี ทุกชีวิตที่บังเกิด ทุกอย่าง ทุกชนิด ทุกชีวิต มีสภาพเหมือนกันหมด ก็คือ เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่แล้วก็แปรเปลี่ยนในท่ามกลาง สุดท้ายแตกสลายในที่สุด
คราใดที่เรามีศรัทธา คือความเชื่อแล้วมีปัญญาวิจารณ์ พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ เรามีธรรมะอันศักดิ์สิทธิ์ล่ะ วิถีงาน วิถีคิด วิถีชีวิต วิถีธรรมและวิถีจิตของเรา มันจะเป็นวิถีแห่งความปล่อยวาง สลัดหลุด ไม่ปล่อยให้อะไรมาฉุดเราอยู่ เราจะมีวิถีชีวิต วิถีงาน วิถีธรรม ซึ่งเป็นวิถีแห่งความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ต้องตกเป็นทาสของมัน ไม่ต้องทำให้มันจนกลายเป็นนายของเรา แต่เราเป็นผู้ใช้มัน ดั่งวลีประโยคที่ว่า
ใช้สมมุติ ให้เกียรติในสมมุติ ให้ประโยชน์กับสมมุติ ได้ประโยชน์จากสมมุติ สุดท้ายอย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมุติ
เหล่านี้ก็คือ ความเชื่อที่ประกอบไปด้วยปัญญาว่า สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงแค่สมมุติ สมมุติอย่างหนึ่งเท่านั้น ชนิดหนึ่งเท่านั้น มันไม่ใช่ของแท้ ถ้ารู้อย่างนี้ เชื่ออย่างนี้ แล้วใช้ปัญญาวิจารณ์ พิจารณาตามให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ ก็คือ เรามีพระธรรม เราเจริญธรรม เราปฏิบัติธรรม เราได้ประโยชน์สาระแห่งพระธรรมสูงสุด แทบไม่จำเป็นต้องรู้จักหน้าตาว่าพระไตรปิฎกหน้าตาเป็นอย่างไร
ชั่วชีวิตหลวงปู่ ก็ไม่ค่อยได้อ่านพระไตรปิฎก หรือตำราเล่มใดมากนัก มีแต่ว่า ถ้าจะคิดอ่าน จะคิดศึกษา ก็ต้องอ่าน ต้องศึกษาว่า วิถีแห่งพระพุทธะที่ท่านดำรงคงอยู่ได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย แล้วไม่ตกเป็นทาสของอะไร พระองค์มีชีวิตแบบไหน มันหมายถึงว่า หลวงปู่ศึกษาพระไตรปิฎกด้วยมีเจตน์จำนงค์ หรือมีเจตนาเพื่อจะรู้ว่า วิถีพุทธะเป็นอย่างไร เราจะได้ทำชีวิตจิตวิญญาณให้ซื่อตรง ถูกต้องตามครรลองแห่งวิถีพุทธนั้นอย่างไม่คัดค้าน  แล้วก็ไม่ให้ใครมาหวาดระแวงสงสัยเราได้
หลายคนมักจะพูดบอกหลวงปู่ว่า พักบ้างเถอะ  ป่วยก็รู้จักพัก รักษาสุขภาพกายเพื่อวันข้างหน้าจะได้มีกำลังทำงานมากขึ้น หลวงปู่บอกกับเค้าว่า ประโยชน์อันใดที่จะปล่อยฟองน้ำที่ลอยอยู่ในแม่น้ำให้มันได้มีโอกาสพักบ้าง เพราะฟองน้ำที่มันลอยอยู่ในแม่น้ำ หรือลอยอยู่ตามห้วยหนองคลองบึง มันมีชีวิตไม่นาน เดี๋ยวมันก็แตกสลาย ถ้าเรามัวแต่คิดว่า รอแต่จะพักเสียบ้าง สุดท้ายเราอาจจะตายก่อนทำก็ได้ หลวงปู่ก็เลยไม่ยอมพัก แล้วก็ไม่อยากที่จะพัก เพราะมีความคิดว่า ชีวิตไม่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ ต้องตาย อาการแห่งความตายไม่แน่นอน ไม่ใช่สาธารณะ เพราะบางคนตายโหง บางคนตายห่า บางคนตายกระเทียม สารพัดตาย แต่ที่แน่ก็คือ ทุกคนต้องตาย ความตายเป็นสาธารณะ เขียนอยู่ในคัมภีร์มรณะ เรื่องความตาย 3 อย่าง
ทุกคนทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ ผ่านความตายมาแล้วทั้งนั้น หลวงปู่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ตายก็จะไม่โต เราลองหลับตานึกซิ สมัยเด็กๆ ออกจากท้องแม่ รูปร่างมันซักกี่กิโล หน้าตามันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ผิวหนังมันหนา หยาบกร้านแบบนี้ไม๊ อวัยวะในร่างกายเรามันใหญ่โตเหมือนอย่างนี้ไม๊เมื่อออกจากท้องแม่มาได้แผล็บเดียว มันเป็นอย่างนี้เลยหรือ จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ ออกจากท้องแม่ ผิวหนังก็บอบบาง อวัยวะทั้งหลายก็ยังอ่อนเยาว์อยู่ แม้แต่เส้นผมก็บอบบาง สีก็ไม่ใช่ดำขลับ แล้วเมื่อทนต่อกระแสความบีบคั้นทางโลก ทางเหตุปัจจัยไม่ได้ ผิวหนังก็ตาย เซลล์ผิวหนังตัวใหม่ก็สร้างขึ้นๆ พร้อมกับขยายตัวไปในทีด้วย เซลล์แรกตายใหม่ๆ หรือเซลล์เก่าที่มีอยู่มันอาจจะกว้างแค่นิ้วเดียว แต่พอนิ้วเดียวมันตายไป พอสร้างเซลล์ใหม่ กลายเป็นนิ้วครึ่ง เซลล์นิ้วครึ่งตายไป สร้างเซลล์นิ้วใหม่ ชนิดใหม่ขึ้นมาอีก กลายเป็น 2 นิ้ว  2 ½ นิ้ว  3 นิ้ว  3 ½ นิ้ว  4 นิ้ว อะไรอย่างนี้ เราก็เลยมีการโตไง
เพราะฉะนั้น เราผ่านความตายมาเป็นปกติ เส้นผมบนหัวเราก็ผ่านความตายมาแล้วทั้งนั้น เส้นผมเส้นแรกที่ออกจากท้องแม่มันตายไปแล้ว ที่ยังอยู่บนหัวเราปัจจุบัน ไม่ใช่เส้นนั้น มันอีกคนละเส้น เพราะเซลล์ชิ้นใหม่ชนิดใหม่ของเส้นผมหนึ่งเส้น มันมีเซลล์ชีวิตตั้งเป็นพัน แล้วเซลล์ชีวิตเหล่านี้ก็จะทำหน้าที่สืบทอด เรียกว่า ใช้ระบบสันสติ คือความสืบเนื่อง เป็นเครื่องสืบต่อ ทำให้มองเห็นว่ามันไม่ตาย แต่จริงๆ แล้วมันตาย แล้วมันเปลี่ยนแปลงตลอด หนังเราเริ่มเหี่ยวลง ตาเราเริ่มฟางลง  ใหม่ๆ อายุเจริญวัย เจริญพันธุ์ มันก็สดใสไหวปิ๊งไปหมด สวยงามไปหมด แต่พอเริ่มเลยเวลา เลยอายุขัยแห่งการเจริญพันธุ์ เข้าใกล้สูญพันธุ์ แล้วอะไร ๆ ก็เสื่อมโทรมไปหมด ถ้าจะว่ามันเสื่อม เพิ่งจะตอนสูญพันธุ์หรือ ไม่ใช่ มันก็เริ่มเสื่อมตั้งแต่ออกจากท้องแม่ใหม่ๆ แต่ที่เราไม่สังเกตุ เพราะเซลล์ที่มันสร้างขึ้นมาอย่างดีปะติดปะต่อและปราณีต แต่ตอนนี้อายุมากขึ้น เซลล์เหล่านี้ก็ชักไม่ค่อยดี ร่างกายชักเริ่มขาดฮอร์โมน ขาดสารอาหาร มีมลพิษสะสมไว้เลยทำให้เซลล์ที่มีอยู่และสร้างขึ้นมาใหม่กลายเป็นเซลล์ที่ไม่สดใสเหมือนเดิม เราก็จึงมีแก่ ความแก่ก็เป็นเรื่องปกติ ความเจ็บก็เป็นเรื่องปกติ เหล่านั้นเค้าเรียกว่า ขณิกมรณะ คือความตายเล็กๆ น้อยๆ แค่มีศรัทธา ความเชื่อว่า เราต้องตาย และมีปัญญาใคร่ครวญถึงความตายอย่างนี้ ลูกหลานก็จะมีธรรมะขั้นสูงล่ะ
เค้าว่ากันว่า คนที่เจริญมรณานุสติ คือ ความตายเป็นนิจ จะเป็นผู้ที่เลือกแดนเกิดของตนได้ ใครอยากจะเลือกเกิดเป็นอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร ที่ไหน ตระกูลวงศ์อย่างใดก็เจริญมรณานุสติ แล้วการเจริญมรณานุสติทำอย่างไร  ก็ระลึกถึงความตายเป็นปกติมีอยู่กับเราหนอ ร่างกายของคนเราหนีความตายไปไม่พ้นหนอ  เราต้องตาย คนที่เรารักก็ตาย คนที่เราเกลียดเค้า เค้าก็ตาย คนที่เค้าเกลียดเราก็ตาย เมื่อต่างคนต่างตาย ประโยชน์อันใดที่จะต้องมาจิงเวร อาฆาตพยาบาท พระพุทธเจ้าจึงกล่าวเป็นปริศนาธรรมว่า ยาวให้บั่น สั้นให้ต่อ
ยาวให้บั่น คืออย่าไปจองเวรกัน บั่นให้มันสั้นลง
สั้นให้ต่อ ก็คือ ปัญญาของเราที่มันสั้น ก็ต่อให้มันยาวเสียบ้าง
ยาวให้บั่น สั้นให้ต่อ ไม่จองเวร แต่ต่อปัญญาทำให้ปัญญาเรารู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง รู้อย่างนี้แล้วลูกหลานก็จะไม่เมา ไม่ตกเป็นทาส ไม่ว่าตาเห็นรูปสวย ลิ้นรับรสอร่อย จมูกได้กลิ่นหอม กายสัมผัสนุ่ม และอารมณ์ที่เกิดจากใจ หูฟังเสียงเพราะ เพราะสิ่งเหล่านี้ มันก็มีความตายของมันอยู่อีกล่ะ ก็มีขณิกะมรณะเหมือนกัน
คนที่เจริญความตายเป็นนิจ หรือเจริญมรณานุสติเป็นประจำ เค้าจะไม่เศร้าโศกเมื่อคนอื่นเศร้า และเสีย เค้าจะมีแต่ได้และไม่ขาดทุน คนที่เจริญมรณานุสติหรือความตายเป็นนิจ เค้าจะจิตไม่กระเพื่อมตามกระบวนการของตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัสอารมณ์เค้าจะตั้งมั่น องอาจ สง่างาม ยืนหยัดอย่างมั่นคง และดำรงค์ไว้ซึ่งความสันติสุข และร่มเย็น
เพราะงั้นจึงอยากฝากลูกหลานท่านที่รักทั้งหลายว่า  อย่ามัวเมา ประมาท อย่ามีชีวิตแบบขาดสติ  ปล่อยให้มันหมดทิ้งไปวันๆ นึง อยู่เพื่อรอวันตาย มันเป็นความเป็นอยู่ที่อันตราย แต่ถ้าอยู่เพื่อเตรียมตัวตาย ถือว่าเป็นความเป็นอยู่ที่เบาสบาย ตายแล้วก็ยิ่งสบายใหญ่ เพราะภาระทั้งหลายเราได้วางหมดแล้ว ปลงหมดแล้ว ชำระล้างกรรมแล้ว ก็ถือว่าเป็นความตายที่เด็ดขาด ไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกหลายรอบ
จึงอยากฝากลูกหลานว่า ธรรมะที่ยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่อยู่ที่ไหน ไม่ใช่อยู่กับใคร ไม่ใช่อยู่ใกล้ ไม่ใช่อยู่ไกล แต่มันอยู่ในหัวใจที่เรามีศรัทธาและปัญญาหรือไม่ ตัวศรัทธากับตัวปัญญาเป็นส่วนกุศลมูลจิต มันเป็นเจตสิกธรรมในส่วนที่เป็นกุศล ทำหน้าที่ปรุงจิตให้เรามีความเชื่อ เชื่อในทางที่ถูกต้อง และใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา 
งั้นจึงอยากเตือนลูกหลานด้วยความอาทรว่า อย่าปล่อยชีวิตจิตวิญญาณไปกับสิ่งที่ไร้สาระ ทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด หน้าที่ของพ่อต้องทำให้ดี หน้าที่ของผัว เป็นผู้นำครอบครัว ก็ต้องซื่อตรง ดำรงค์ไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีน้ำใจ โอบอ้อมอารี คนที่ตามเราเค้าจะได้ยอมรับว่าเราเป็นผู้นำที่ดี เมียอยู่กับเรา แม่อยู่กับเรา ลูกอยู่กับเรา เป็นผัวดี ผู้นำครอบครัวดี สังคมในบ้านนั้นก็จะมีแต่คนดี ร่มเย็น เพราะมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ยิ่งจะดีมากขึ้นก็ต่อเมื่อ เมียนั้น แม่นั้น ลูกเหล่านั้นต้องไม่บกพร่องในหน้าที่ ครอบครัวนั้นก็ยิ่งดีเพิ่มพูนทวีมากขึ้น
จึงอยากฝากลูกหลานท่านที่รักทั้งหลายว่า การเจริญความดี เป็นสิ่งที่ไม่อัปรีย์ ใครๆ ก็แย่งดีเราไม่ได้ ขออย่ามีชีวิตอยู่เพื่อรอวันตาย จงมีชีวิตอยู่เพื่อเตรียมตัวและพร้อมที่จะเผชิญกับความตาย  แล้วชีวิตหลังความตายมันจะปลอดภัย
พวกเราไม่รู้หรอกว่า โลกหลังความตายที่ไม่ได้เตรียมตัวตาย มันอันตรายขนาดไหน ที่หลวงปู่ต้องใส่บาตรทุกวันพระ 15 ค่ำ ก็เพราะเห็นชีวิตหลังความตายที่เค้าทุกข์ระทม อดอยาก ลำบากแร้นแค้น ไม่มีใครที่จะให้บุญสุนทานกับพวกเค้า วันทั้งวัน คืนทั้งคืน ก็มาร้องขอบุญ อยากให้อุทิศผลบุญให้ ไม่มีอาหารกิน ไม่มีน้ำดื่ม ไม่มีผ้าใส่ หนาวก็หาผ้าห่มไม่ได้ ร้อนก็หาที่มุงบังไม่ได้ ต้องเดินระเห็จ เร่ร่อนอยู่อย่างนั้น นั่นคือโลกของคนที่ไม่เตรียมตัวตาย  มีอันตรายต่อชีวิตหลังความตายที่น่าเศร้า
งั้นอยากบอกฝากท่านที่รักว่า อย่าเมากันมากนัก อีกไม่กี่วันก็ถึงงานรื่นเริงมหรสพเถิดเทิงบันเทิง อะไรก็แล้วแต่  มีการละเล่นตามศิลปะวัฒนธรรมประเพณี ลอยกระทง ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เหล่านี้ถือว่า เป็นวิถีแห่งความประมาททั้งนั้น แต่โดยปุถุชนคนสามัญแล้วก็ปฏิสธมันไม่ได้ เพราะเรายังอยู่ในสังคม แต่ก็อยากจะบอกว่า คบหาสมาคมกับมัน มีชีวิตอยู่กับมันด้วยความสำนึกว่า มันเป็นเพียงแค่สมมุติ ไม่ใช่ของจริง มันเป็นของเล่นอย่างหนึ่งเท่านั้นที่จะเข้ามาแล้วก็ต้องจากไป อย่าไปยึดอะไรกับมันจนกลายเป็นความทุกข์เดือดร้อนมากเกินไปนัก
ชั่วชีวิตหลวงปู่ ไม่เคยอยากได้อะไร อาจจะเป็นเพราะไม่มีใครรู้จักอะไรหลวงปู่มากเกินไป เลยไม่รู้ว่าจะอยากได้อะไร ถามว่าทำไม ก็เพราะว่า ถ้เราคิดว่าเราอยากได้อะไร ก็ต้องอยากได้กับคนที่เราไว้ใจ แต่ในชีวิตหลวงปู่ เป็นคนค่อนข้างจะไม่ค่อยไว้ใจใคร แล้วก็ไม่ได้ไว้ใจตัวเอง ต้องระแวง คือระวังอยู่ว่า เราจะทำผิด พูดผิด หรือเปล่า แล้วก็คิดผิดไม๊ การได้มีโอกาสอยู่ร่วมกัน หลวงปู่เขียนบทโศลกสอนลูกหลานไว้บทว่า
ลูกรัก ถ้าจะให้พ่อเลือกระหว่างมิตรกับศัตรู พ่อเลือกจะอยู่กับศัตรูมากกว่ามิตร เพราะอยู่กับมิตร มันจะทำให้ชีวิตพ่อสั้น แต่ถ้าอยู่กับศัตรู มันจะทำให้พ่อรู้ตื่น และเบิกบาน เพราะพ่อต้องระวังมัน ต้องมีสติตั้งมั่น พร้อมที่จะรับ รุกรับ และตอบโต้ได้ทุกกาลทุกสมัย
เพราะฉะนั้น การที่อยากจะได้อะไรจากใคร ในชีวิตไม่เคยคิด คิดแต่เพียงว่า จะให้อะไรกับใคร เพราะเราคิดว่า  เราให้จะเป็นสุขมากกว่ารับ แก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดาที่ท่านเอามาถวายมาบูชา บางทีหลวงปู่ก็วางทิ้งส่ง ไม่ได้ใส่ใจเก็บรักษา พระเณรเห็นก็เก็บเอามากองๆ ไว้ ก็ถือว่า มันเป็นของสมมุตินอกกาย เราก็ไม่ใช่ไปใช้มันสุรุ่ยสุร่าย
หลวงปู่นี่จะโกรธมากๆ กับการที่พระเณรใช้ของชาวบ้านโดยไม่รู้จักประหยัด ได้ประโยชน์ แก้วแหวนเงินทอง ทรัพย์สินสฤงคารที่ชาวบ้านเค้าถวาย เค้าไม่ได้ถวายให้ลูกชาวบ้านใช้ แต่เค้าเอามาให้เพื่อบำรุงพระธรรมวินัย และพระศาสนาให้อยู่ได้ แสดงว่าเอามาให้ชาวศากยะ คือลูกของพระพุทธเจ้าใช้ แล้วลูกพระพุทธเจ้าต้องมีคุณธรรม คุณสมบัติอะไร มีเมตตา ซื่อตรง ถูกต้อง ทำเรื่องดีๆ ไม่ให้บกพร่อง นั่นคือลูกพระพุทธเจ้า ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้
ถ้าลูกพระพุทธเจ้ามีคุณสมบัติอย่างนี้แล้ว วิถีแห่งพุทธะก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ใครเอาอะไรมาให้ใช้ ก็จะเป็นประโยชน์สูง ประหยัดสุด ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่เลอะเทอะ ไม่ทอดทิ้ง ทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกสำนึกบุญคุณของข้าวแดงแกงร้อนของคนที่เข้ามากราบไหว้เคารพบูชา ไม่ใช่ทำด้วยความรู้สึกว่า เราใหญ่กว่าคนอื่น เราดีกว่าคนอื่น เราสูงกว่าคนอื่น คนอื่นต่ำเตี้ยกว่าเรา อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นความเลวร้ายเสียหาย ความผิดพลาด บกพร่องไม่ถูกต้อง
เพราะงั้นจึงอยากฝากลูกหลานท่านที่รักทั้งหลายว่า อย่าปล่อยชีวิตจิตวิญญาณให้ตกเป็นทาสอะไรมากเกินไป ต้องใส่ใจ เข้าใจความหมายของการดำเนินชีวิตที่ตรง เวลานี้เราจะหวังพึ่งคนอื่นคงไม่ได้แล้ว เราต้องรู้จักพึ่งตัวอง
ชั่วชีวิตหลวงปู่ ไม่เคยคิดจะพึ่งคนอื่นเลย ไม่เคย พูดบ่อยๆ แล้วก็บอกอยู่เสมอว่า เมื่อถึงคราวที่หลวงปู่จะระลึกถึงฟ้าดิน ระลึกถึงเพื่อนเก่า ก็จะต้องบอกกับเพื่อนเก่า และฟ้าดินว่า
ขอเพียงสองขาข้ายืนได้ สองมือข้าทำได้ หนึ่งตัวข้าตั้งมั่น หนึ่งหัวข้าคิดออก ไม่มีเรื่องอะไรที่ข้าบอกไม่ได้ นั่นคือพรอันยิ่งใหญ่ที่หลวงปู่ปรารถนาจากสวรรค์และฟ้าดิน เพราะงั้นหลวงปู่กลับมีความรู้สึกว่า คราครั้งใดที่หลวงปู่ทำงานไม่ได้ สองขายืนไม่ได้ สองมือทำไม่ได้ หนึ่งหัวคิดออกไม๊ ถ้าคิดออก ก็คิด แต่ถ้าคิดไม่ออก เราจะบอกตัวเองว่า เรากำลังจะไร้ค่า เรากำลังจะไม่มีสาระในการดำรงค์ชีวิต มันควรจะเป็นคนสิ้นชีวิตหรือก้อนหินเดินได้
เพราะงั้นตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่หลวงปู่สร้างวัดนี้ มันก็เลยเป็น 10 กว่าปีที่มากไปด้วยสาระราคาค่างวด ทุกอย่างมันร่มรื่นร่มเย็น ใครมาเข้าใกล้ก็สบายใจ ไปไกลก็คิดถึง มีความรู้สึกลึกๆ สำนึกอยู่เสมอว่า ผู้คนชนทั้งหลายที่มาที่นี่ ถ้าเค้าได้สิ่งดีๆ กลับไป ชีวิตเค้าก็จะดี คิดดี แค่นี้ก็ได้ดีจากพวกเค้าเหมือนกัน หลวงปู่จะเป็นคนที่ถือเอามากๆ กับการที่จะสอนให้คนเป็นคนโง่ ถ้าเมื่อใดที่ทำให้เค้าโง่ เราต้องโง่มากกว่าเค้าเป็น 10 เท่า
เพราะงั้นพระที่แจกไปหรือรูปพระโพธิสัตว์ทั้ง 8 ที่แจก มันมีความหมาย พระที่แจกให้ก็สร้างจากเนื้อผงว่านยาที่หลวงปู่ใช้หุงน้ำมัน พระเค้าก็เอามาตากแดด เอาไปบด แล้วก็ไปปั๊มออกมาเป็นพระ ที่จริงแล้ว เจตนาจะทำไว้บรรจุไว้ใต้โคนต้นศรีมหาโพธิ์ สืบต่ออายุขัยพระศาสนา แต่มีลูกหลานหลายคนที่อยากได้ ก็เอามาแจกฟรี โดยไม่ได้คิดราคาค่างวด เพราะคิดว่า ถ้าเราให้จะสบายใจกว่า  งั้นก็ขอให้เอาไป แล้วก็รู้สำนึกถึงความหมายรูปพระที่ห้อยคออยู่นั้นก็เป็นพระโพธิสัตว์ แม้แต่หลวงปู่ทวดท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 300-400 ปีที่แล้ว แล้วท่านก็ทำหน้าที่สืบทอด ชี้แจง แสดงอุดมการณ์ของโพธิญาณ โพธิธรรม โพธิปัญญา และโพธิศรัทธาได้มากมายมหาศาล งั้นขอท่านที่รักทั้งหลายจงสำเนียกสำนึกรู้สึกว่า เรามีพระโพธิสัตว์อยู่ในตัว
คุณธรรมของพระโพธิสัตว์มีอะไรบ้าง
- ธรรมข้อใดที่พระพุทธเจ้ารู้แล้ว เราต้องรู้ให้ได้เท่ากับธรรมข้อนั้น
- สัตว์ใดที่ตกทุกข์ได้ยาก เราต้องช่วยสัตว์นั้น แม้แต่คนสุดท้ายของจักรวาลให้พ้นจากทุกข์ยาก
- ปัญญาอันใดที่พระพุทธเจ้าบรรลุแล้ว ปัญญานั้นเราต้องทำให้ถึง ให้มีในตัว
- แล้วก็เห็นความทุกข์ของคนอื่น เหมือนกับความทุกข์ของตนเอง
เราจะเห็นว่า ความหมายของพระโพธิสัตว์ คือ ความหมายของความอาทร เมตตา ซื่อตรง แล้วก็การุณต่อกัน  ลูกหลานได้พระโพธิสัตว์ไป ก็ต้องทำความเมตตา อาทรให้เกิดขึ้นในจิตวิญญาณ ในสันดาน ถือว่า คุณ ท่าน เธอทั้งหลายก็มีพระโพธิสัตว์ มีโพธิจิต โพธิศรัทธา โพธิปัญญา และรักษาโพธิธรรม
ต้นศรีมหาโพธิ์หรือ โพธิสัตว์ มีความหมายอะไร มันก็มีความหมายแห่งชัยชนะไง พระพุทธเจ้านั่งอยู่โคนต้นศรีมหาโพธิ์โดยการตั้งสัจจะอธิษฐานว่า แม้เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งไป ลมหายใจและชีวิตเราจะหมดสิ้นไป ถ้าเรายังไม่บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด เราจะไม่ลุกจากโคนต้นศรีมหาโพธิ์ตราบนั้น แล้วพระองค์ก็ทรงนั่งเจริญสติ ทำให้องค์ปฐมฌาณปรากฏขึ้น แล้วก็บรรลุธรรมในยามสุดท้ายของราตรี เป็น อรหัง สัมมาสัมพุทธโธ ภควา แสดงว่า ต้นศรีมหาโพธิ์ ก็เป็นสถานที่แห่งความสำเร็จ
ก่อนที่จะบรรลุอรหันต์สัมมาสัมโพธิญาณ พญามารก็ยกทัพมาปราบมาขับไล่พระพุทธเจ้าให้ลุกจากโคนต้นศรีมหาโพธิ์ที่ปูลาดด้วยรัตนบัลลังก์ที่แม้แต่พญามารก็อิจฉาว่า บัลลังก์นี้ได้มาอย่างไร พระศาสดาจริงๆ แล้ว จะมีเทวดา พรหมแล้วก็ท้าวจาตุมมหาราช คือ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 คอยอภิบาลรักษา แต่ด้วยอำนาจฤทธิ์ของพญามารสุรัสวดีกับมหาหมู่มุคมนตรีมารทั้งปวง มีอำนาจมากกว่า พรหม เทวดา และผู้พิทักษ์รักษาทิศทั้ง 4 จึงต้องหนีหายไป ปล่อยให้พระศาสดาอยู่องค์เดียว ณ. โคนต้นศรีมหาโพธิ์
ในยามสุดท้ายของคืนนั้น มารก็มายั่วยุให้พระพุทธเจ้าลุก อย่านั่งอยู่ บัลลังก์ของใคร ท่านเอามาจากไหน พระศาสดาก็ทักมารว่า ดูก่อน พระสุรัสวดีมารและเสนาทั้งปวง รัตนบัลังก์นี้ เราสร้างด้วยบารมีทั้ง 10 ทัศ เริ่มต้นด้วย สีลบารมี แล้วก็จบลงที่ปัญญาบารมี เพราะงั้น บารมีทั้ง 10 ทัศ นี่เป็นเครื่องประกอบของรัตนบัลลังก์นี้ มารบอกไม่เชื่อ พูดเอง เออเอง ก็พูดได้ ใครจะพูดยังไงก็สามารถพูดได้ องค์สมเด็จพระจอมไตรไม่รู้จะเรียกใครให้มาเป็นพยาน ก็ทรงชี้มือไปยังแผ่นดิน มีอยู่ที่จะเป็นพยานให้เราได้ นั่นคือ พระธรณี องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ชี้มือไปที่ธรณี พระนางธรณีพอรู้ว่าพระศาสดาอ้างตนเป็นพยานในการบำเพ็ญบารมีมาตั้ง 4 อสงไขย กับแสนมหากัปล์เพื่อรัตนบัลลังก์ และรักษาโพธิญาณ เพื่อบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วทุกครั้งที่พระมหาโพธิศัตว์เกิดใน 4 อสงไขย กับแสนมหากัปล์ ก็กรวดน้ำแบ่งบุญแผ่เมตตาอ้างพระธรณี และฟ้าดินเป็นพยานเสมอ นางธรณีนิ่งอยู่ไม่ได้ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ปรารถให้พระนางแสดงตนเป็นสักขีพยาน นางก็ปรากฏกายเฉพาะหน้าพญามารกับพระศาสดา แล้วนางก็กล่าวคำเป็นสัจจะวาจาว่า เราขอยืนยันต่อพญามารสุรัสวดีว่า องค์สมเด็จพระชินสีห์ได้ทรงสร้างสมบารมีมาเป็นเวลา 4 อสงไขย กับแสนมหากัปล์ ทุกภพทุกชาติพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี 10 ทัศอย่างไม่ขาดตกหล่นเลย แล้วทุกครั้งที่พระองค์บำเพ็ญบารมี พระองค์ก็ทรงกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตาบารมีเหล่านี้ให้แก่สัตว์ทั้งปวง ซึ่งเราก็รับรู้ได้ด้วยน้ำทักษิโณทกที่พระองค์ทรงหลั่งลงมาสู่มวยผมแห่งเรา กายของเรา ตัวเรา ถ้าท่านไม่เชื่อ เราจะบีบหรือว่าจะกลั่น หรือว่าจะเอาน้ำทักษิโณทกที่พระองค์ทรงหลั่งมา 4 อสงไขย กับแสนมหากัปล์นั้น ให้ปรากฏต่อหน้าท่านดู ว่าแล้วพระนางธรณีก็บีบมวยผมของนาง  น้ำทักษิโณทกที่องค์สมเด็จพระศาสดาได้บำเพ็ญบารมีเป็นพระมหาโพธิสัตว์ ถึง 4 อสงไขย กับแสนมหากัปล์ก็ไหลท่วมท้นพรั่งพรูออกมาจากมวยผมของนางธรณี มีปริมาณสูงกว่าลำตาล สามารถขับไล่ทัพมารให้พินาศแล้วก็ไม่มีอันตั้งมั่นอยู่ได้เลย พญามารสู้บุญบารมี 10 ประการของพระศาสดาที่เป็นน้ำทักษิโณทกไม่ได้
ถามว่าเมื่อน้ำสูงขนาดลำตาลแล้วพระพุทธเจ้าจะอยู่อย่างไร ก็รัตนบัลลังก์นั้นเป็นของคู่กายสิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ภัยพิบัติสูงแค่ไหน รัตนบัลลังก์ก็จะสูงเทียมทันมากกว่าภัยพิบัติเป็น 10 เท่า รวมความบัลลังก์ของพระพุทธเจ้ายืดได้ ยืดหนีน้ำได้ แต่ตัวของมารยืดหนีน้ำไม่ได้ เพราะมีฤทธิ์จำกัด สุดท้ายก็ต้องโดนกระแสทักษิโณทกพัดกระเด็นกระดอนหายไปจนหมด เหลือไว้แต่มาราธิราชเจ้าที่ยืนอยู่บนนช้าง แล้วก็กล่าวอมิสวาจาว่า ดูก่อน มหาบุรุษผู้ประเสริฐ บัดนี้เราไม่สามารถขับท่านออกจากรัตนบัลลังก์อันแกล้วกล้า และมีเดชพร้อมด้วยศักดาได้ เรายอมรับความพ่ายแพ้โดยดุษฎี เราเห็นคุณประโยชน์ของการบำเพ็ญบารมี สิ่งดีๆ ที่ท่านได้ทำมาแต่อดีตชาติ เราขอตั้งจิตปรารถนาได้เป็นเจ้าของรัตนบัลลังก์นี้ด้วยในภพชาติดอกาสต่อไป
พระศาสดาก็ทรงยืนยันวิจารณ์แล้วก็ให้คำทำนายว่า พญามาราธิราชเจ้าสุรัสวดีนี่มีโอกาสจะกลับชาติมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเพราะปรารถนารัตนบัลลังก์ของพระศาสดา
ที่เล่ามานี้ให้ท่านทั้งหลายฟัง ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นคนประมาท พระโพธิสัตว์ประมาท วันนี้เราไม่รู้จักพระพุทธเจ้า พวกเราไม่รู้จักพระศาสนา แต่เพราะพระพุทธเจ้าไม่ประมาท พระองค์ใช้ชีวิตทุกชนิดของพระองค์ แม้กระทั่งเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานตัวน้อยๆ เป็นเหี้ย เป็นจิ้งจก ท่านก็บำเพ็ญบารมี พระพุทธเจ้าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานสมัยเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นหอยทาก เป็นเหี้ย เป็นจิ้งจก ตั้งแต่สัตว์เล็กจนกระทั่งกลายเป็นสัตว์ใหญ่
ทุกภพทุกชาติก็ไม่เคยย่อหย่อนท้อแท้ต่อการสร้างสมอบรมบารมีธรรมเลย คือไม่ประมาท นั่นคือ มีสัจจะบารมี เมตตาบารมี ทานบารมี ศีลบารมี ขันติบารมี อธิษฐานบารมี ปัญญาบารมี อุเบกขาบารมี และเนกขัมมะบารมี บารมีเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะทำโดยใช้เวลาทำมันตั้ง 4 อสงไขย กับแสนมหากัปล์ ไม่ง่ายเลย คนๆ หนึ่งที่ทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกว่า จริงจัง ตั้งใจ แล้วก็เต็มเปี่ยม หาได้ยาก
นี่แหละ จึงเป็นที่มาว่า พระพุทธเจ้าทำไมไม่มีเยอะ ก็เพราะว่า คนที่จะทำได้อย่างนี้ มีได้น้อยไง แม้แต่พระกัจจะยานะ พระมหากัจจะยานะเถอะ ท่านก็บำเพ็ญบารมี ท่านก็ใช้เวลาบำเพ็ยบารมีมาเป็นอสงไขย เหลืออีกชาติสุดท้ายจะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาเกิดในชาติปัจจุบันเป็นสาวกพระสมณโคดม คือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านเห็นทุกข์ มองเห็นทุกข์ความไม่สบายกายความไม่สบายใจ จนกลายเป็นความเบื่อหน่ายขนาดลาออกจากพุทธภูมิ บอกไม่เอาแล้ว กว่าจะรอมาเป็นพระพทธเจ้าในอนาคต ต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่เอา ไม่เอา เลิกล่ะ ขอลาพุทธภูมิมาเป็นสาวกภูมิ คือบรรลุธรรมในชาตินี้ แล้วจะได้ไม่ต้องเกิดอีก ก็เสียดาย แต่ก็ถือว่า นั่นเป็นวิถีของพระอริยเจ้าที่เห็นว่าทุกข์เป็นของทนได้ยาก และเป็นความเบื่อหน่าย
งั้นลูกหลานที่รักทั้งหลาย การทำดีไม่ใช่ทำง่าย  ทำดีต้องคนดีเท่านั้นถึงจะทำได้ ทำอัปรีย์มีอยู่แต่คนไม่ดีเท่านั้นถึงจะทำได้ง่าย เพราะฉะนั้นพวกเราท่านที่รักทั้งหลายที่เข้ามาสู่ที่นี่ ก็ถือว่าเป็นคนดี มาด้วยความดี มีจิตเป็นกุศลดีๆ ก็เพียรพยายามรักษาดี เจริญดี แล้วทำให้มันรุ่งเรืองแจ่มใส แล้วเราจะได้อาศัยดีนั้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติจากชาติ ชรา มรณะ และความเลวระยำตำบอน ความเสื่อมเสียทรัพย์ เสื่อมเสียปัญญา เสียลาภสักการะ เสีย สติ สมาธิ และชาติตระกูล ถ้าเราเป็นคนดี พูดดี คิดดี ทำดี อะไรๆ เราก็จะไม่เสียเลย ขอให้เป็นดีจริงๆ ที่มาจากใจ ไม่ใช่ดีเพราะความอยาก พอหมดอยาก มันก็เลิกดี ถ้าดีอย่างนี้ไม่ดี ไม่ใช่คนดี มันต้องดีที่ออกจากใจจริง