Print
Hits: 930

lp1

อรรถกถา เนมิราชชาดก
ว่าด้วย พระเจ้าเนมิราชทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระราชอุทยานอัมพวันของพระเจ้ามฆเทวราช ทรงอาศัยกรุงมิถิลา เป็นที่ภิกษาจาร

ทรงปรารภการทำความแย้มพระพระโอษฐ์ ให้ปรากฏ แล้วทรงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อจฺเฉรํวตโลกสฺมึ ดังนี้เป็นต้น

เรื่องย่อมีอยู่ว่า วันหนึ่ง พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จจาริกไปในอัมพวันนั้น ในเวลาเย็น ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศแห่งหนึ่งเป็นรมณียสถาน
ทรงใคร่จะตรัสบุรพจริยาของพระองค์ จึงทรงแย้มพระโอษฐ์

ท่านพระอานนทเถระกราบทูลถาม เหตุที่ทรงแย้มพระโอฐ
จึงมีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ภูมิประเทศนี้ เราเคยอาศัยอยู่ เจริญฌาน ในกาลที่เราเสวยชาติเป็นมฆเทวราชา

ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอนเพื่อให้ทรงแสดง จึงประทับนั่ง ณ บวรพุทธาสนะที่ปูลาดไว้ ทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ณ กรุงมิถิลา แคว้นวิเทหรัฐ ได้มีพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า มฆเทวราช

พระองค์ทรงเที่ยวเล่นอย่างราชกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ครองไอศวรรย์ ๘๔,๐๐๐ ปี
เมื่อเสวยราชย์เป็นพระราชาธิราชได้ ๘๔,๐๐๐ ปี จึงมีพระราชดำรัสกะเจ้าพนักงานภูษามาลาว่า เมื่อใดเจ้าเห็นผมหงอกในศีรษะเรา เจ้าจงบอกแก่เราเมื่อนั้น

ครั้นกาลต่อมา เจ้าพนักงานภูษามาลาได้เห็นเส้นพระศกหงอก จึงกราบทูลแด่พระราชา พระองค์ตรัสสั่งให้ถอนด้วยแหนบทองคำ ให้วางไว้ในพระหัตถ์
ทอดพระเนตรพระศกหงอก ทรงพิจารณาเห็นความคร่ำคร่า ชรา มรณะ เป็นประหนึ่งว่ามาอยู่ที่พระนลาต(หน้าผาก) มีพระดำริว่า

บัดนี้เป็นกาลที่จะผนวช จึงพระราชทานบ้านและทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานภูษามาลา
แล้วตรัสเรียกพระเชษฐโอรสมา มีพระดำรัสว่า เจ้าจงรับครองราชสมบัติ พ่อจักบวช
พระราชโอรสทูลถามถึงเหตุที่จะทรงผนวช เมื่อจะตรัสบอกเหตุแก่พระราชโอรส จึงตรัสคาถานี้ว่า

ผมหงอกที่งอกบนศีรษะของพ่อนี้ นำความหนุ่มไปเสียแล้ว บัดนี้เทวทูตได้ปรากฏแล้วแก่พ่อ คราวนี้จึงเป็นคราวที่พ่อควรจะบวช

ครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงยกราชสมบัติให้แก่พระราชโอรส แล้วพระราชทานพระโอวาทว่า

แม้ตัวเธอเห็นผมหงอกอย่างนี้แล้ว ก็พึงบวช ตรัสเช่นนี้แล้ว เสด็จออกจากพระนคร ทรงผนวชเป็นฤาษี เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี บังเกิดในพรหมโลก
แม้พระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวราช ก็ทรงผนวชโดยอุบายนั้นแหละ
ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปเป็นเบื้องหน้า

กษัตริย์ผู้เป็นพระราชโอรสของพระราชาเป็นลำดับมานับได้ ๘๔,๐๐๐ องค์ หย่อน ๒ องค์ ทอดพระเนตรเห็นเส้นพระศกหงอกบนพระเศียร แล้วทรงผนวชในพระราชอุทยานอัมพวันนี้ เจริญพรหมวิหาร ๔ บังเกิดในพรหมโลก

บรรดากษัตริย์เหล่านั้น กษัตริย์มีพระนามว่า มฆเทวะ บังเกิดในพรหมโลกก่อนกว่ากษัตริย์ทั้งปวง สถิตอยู่ในพรหมโลกนั่นแหละ ตรวจดูพระวงศ์ของพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ หย่อน ๒ องค์ ผู้บวชแล้ว
ก็มีพระมนัสยินดี ทรงพิจารณาว่า เบื้องหน้าแต่นี้ วงศ์ของเราจักเป็นไป หรือจักไม่เป็นไปหนอ

ก็ทรงทราบว่าจักไม่เป็นไป จึงทรงคิดว่า เรานี่แหละจักสืบต่อวงศ์ของเรา
ก็จุติจากพรหมโลกนั้น ลงมาถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชาในกรุงมิถิลา

กาลล่วงไป ๑๐ เดือน ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา

พระราชาตรัสเรียกพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้ทำนาย มาถามเหตุการณ์ ในวันขนานพระนามพระราชกุมาร พราหมณ์ทั้งหลายตรวจดูพระลักษณะแล้ว กราบทูลว่า พระราชกุมารนี้สืบต่อวงศ์ของพระองค์เกิดแล้ว ด้วยว่าวงศ์ของพระองค์เป็นวงศ์บรรพชิต
นับแต่พระกุมารนี้ไปเบื้องหน้า จักไม่มีผู้สืบสกุล

พระราชาทรงสดับดังนั้น มีพระดำริว่า พระราชโอรสนี้สืบต่อวงศ์ของเรามาเกิด ดุจวงล้อรถ ฉะนั้น เราจักขนานนามพระโอรสนั้นว่า เนมิกุมาร ทรงดำริฉะนี้แล้ว จึงพระราชทานพระนามพระโอรสว่า เนมิกุมาร

พระเนมิกุมารนั้นเป็นผู้ทรงยินดีในการบำเพ็ญรักษาศีลและอุโบสถกรรม จำเดิมแต่ยังทรงพระเยาว์ ลำดับนั้น พระราชาผู้พระชนกของเนมิราชกุมารนั้น ทอดพระเนตรเห็นเส้นพระศกบนพระเศียรหงอก ก็พระราชทานบ้านและทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานภูษามาลา แล้วมอบราชสมบัติให้พระราชโอรส

ทรงเสด็จออกผนวชในพระราชอุทยานอัมพวันนั่นเอง ทรงบำเพ็ญสมาธิภาวนา ทำฌาณโลกีย์ให้เกิด เมื่อสิ้นอายุขัยไปเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก

ฝ่ายพระเจ้าเนมิราชโปรดให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ยังมหาทานให้เป็นไปด้วยความเป็นผู้มีพระอัธยาศัยในทาน พระราชทานทรัพย์ที่โรงทานแห่งละ ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ทรงบริจาคทรัพย์วันละ ๕๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ทุกๆ วัน ทรงเบญจศีลเป็นนิจ

ทรงสมาทานอุโบสถทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ทรงชักชวนมหาชนในการบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น

ทรงแสดงธรรมสอนให้ทราบทางสวรรค์ ทำให้ประชุมชนให้เกรงกลัวนรก ประชุมชนตั้งอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ บำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น
จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก

ขณะนั้นเทวโลกล้วนเต็มไปด้วยเทวบุตร เทวธิดา ส่วนนรกนั้นกลับว่างเปล่า

กาลนั้นหมู่เทวดาในดาวดึงสพิภพ ประชุมกัน ณ เทวสถานชื่อ สุธรรมา
กล่าวสรรเสริญคุณของพระมหาสัตว์ว่า โอ พระเจ้าเนมิราช เป็นพระอาจารย์ของพวกเรา ชาวเราทั้งหลายอาศัยพระองค์ จึงได้เสวยทิพยสมบัตินี้ แม้พระพุทธญาณก็มิได้กำหนด แม้ในมนุษยโลก มหาชนก็สรรเสริญคุณของพระมหาสัตว์
คุณกถาแผ่ทั่วไป ราวกะน้ำมันที่เทราดลงบนหลังมหาสมุทร ฉะนั้น

พระศาสดา เมื่อตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ ทรงทำเนื้อความนั้นให้แจ้งชัด จึงตรัสว่า
เมื่อใด พระเจ้าเนมิราชผู้เป็นบัณฑิต มีพระประสงค์ด้วยกุศล เป็นพระราชาผู้ปราบข้าศึก ทรงบริจาคทานแก่ชาววิเทหะทั้งปวง

เมื่อนั้น บุคคลผู้ฉลาดก็ย่อมเกิดขึ้นในโลก ความเกิดขึ้นของท่านเหล่านั้น น่าอัศจรรย์หนอ

เมื่อพระเจ้าเนมิราชทรงบำเพ็ญทานนั้นอยู่ ก็เกิดพระราชดำริขึ้นว่า ทาน หรือการรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์ อย่างไหนมีผลานิสงส์มาก

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทาอหุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด พระเจ้าเนมิราชผู้เป็นบัณฑิต

บทว่า กตมํ สุ มีความสงสัยว่า บรรดาทานกับศีลพรหมจรรย์สองอย่างนี้ อย่างไหนหนอมีผลมาก

ได้ยินว่า พระเจ้าเนมิราชนั้นทรงสมาทานอุโบสถศีล ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ทรงเปลื้องราชาภรณ์ทั้งปวง บรรทมบนพระยี่ภู่มีสิริ หยั่งลงสู่นิทรารมณ์ตลอดสองยาม ตื่นบรรทมในปัจฉิมยาม ทรงคู้บัลลังก์ขัดสมาธิ ทรงดำริว่า

เราให้ทานไม่มีปริมาณแก่ประชุมชนและรักษาศีล ผลแห่งทานบริจาคมีมาก หรือผลแห่งการรักษาศีล ประพฤติพรหมจริยามีมากกว่า ทรงดำริฉะนี้ ก็ไม่ทรงสามารถตัดความสงสัยของพระองค์ได้

ขณะนั้น พิภพแห่งท้าวสักกเทวราชก็แสดงอาการเร่าร้อน

ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการเหตุนั้น ก็ทรงเห็นพระเจ้าเนมิราชกำลังทรงปริวิตกอยู่อย่างนั้น จึงคิดว่า เราจักตัดความสงสัยของท้าวเธอเสีย จึงเสด็จมาโดยพลันแต่พระองค์เดียว ทำสกลราชนิเวศน์ให้มีรังสิโยภาสเป็นอันเดียวกัน เสด็จเข้าสู่ห้องบรรทมอันมีสิริ แผ่รัศมีสถิตอยู่ในอากาศ ทรงพยากรณ์ปัญหาที่พระเจ้าเนมิราชตรัสถาม ท้าวมฆวานเทพกุญชรสหัสสเนตรทรงทราบพระดำริของพระเจ้าเนมิราช ทรงกำจัดความมืดด้วยรัศมีปรากฏขึ้น

พระเจ้าเนมิราชจอมมนุษย์มีพระโลมชาติชูชัน ได้ตรัสกะท้าวสักกะเทวราชว่า
ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้ทานในก่อน รัศมีของท่านเช่นนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็น หรือไม่ได้ยินมาเลย ขอท่านจงแจ้งตัวท่าน แก่ข้าพเจ้า ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

ท้าววาสวะทรงทราบว่าพระเจ้าเนมิราชมีพระโลมชาติชูชัน ได้ตรัสตอบว่า

หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ มาสู่สำนักพระองค์ท่าน ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ พระองค์อย่าทรงสยดสยองเลย เชิญตรัสถามปัญหาที่ต้องพระประสงค์เถิด

พระเจ้าเนมิราชทรงได้โอกาสฉะนั้นแล้ว จึงตรัสถามท้าววาสวะว่า

ข้าแต่เทวราชผู้เป็นอิสระแห่งปวงภูต หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ท่าน ทานหรือการรักษาศีล ประพฤติพรหมจรรย์อย่างไหนมีผลานิสงส์มาก

อมรินทรเทพเจ้าอันนรเทพเนมิราชตรัสถามดังนี้ พระองค์ทรงทราบวิบากแห่งพรหมจรรย์ จึงตรัสบอกแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ยังไม่ทรงทราบว่า

บุคคลย่อมบังเกิดในขัตติยสกุล เพราะประพฤติพรหมจรรย์อย่างต่ำ

บุคคลได้เป็นเทพเจ้า เพราะประพฤติพรหมจรรย์ปานกลาง

บุคคลย่อมหมดจดวิเศษ เพราะประพฤติพรหมจรรย์สูงสุด

หมู่พรหมเหล่านั้น อันใครๆ จะพึงได้เป็น ด้วยการประพฤติวิงวอน ก็หาไม่ ต้องเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือนบำเพ็ญตบธรรม จึงจะได้บังเกิดในหมู่พรหม

แต่ในพระพุทธศาสนานี้ ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ปรารถนาเทพนิกายอย่างใดอย่างหนึ่ง พรหมจรรย์ของเธอชื่อว่าต่ำ เพราะเจตนาต่ำ

เธอย่อมบังเกิดในเทวโลกตามผลที่เธอปรารถนานั้น ก็การที่ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ยังสมาบัติแปดให้บังเกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างกลาง

เธอย่อมบังเกิดในพรหมโลก ด้วยพรหมจรรย์อย่างกลางนั้น

การที่ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ เจริญวิปัสสนา ยังอรหัตมรรคให้บังเกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างสูงสุด

เธอย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงสุด

ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญว่า ดูก่อนพระมหาราช การประพฤติพรหมจรรย์เป็นคุณมีผลมากกว่าทาน ร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า ด้วยประการฉะนี้

ครั้นทรงแสดง ความที่การอยู่พรหมจรรย์เป็นคุณมีผลมาก ด้วยคาถาแม้นี้แล้ว
.........................................................


ก่อนจะจบลาจากอยากจะฝากให้ท่านทั้งหลายได้สังเกตถึงคำถามที่พระเจ้าเนมิราชทรงถามต่อท้าวสักกะเทวราชว่า

การให้ทานกับการรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์ อันไหนมีผลมากกว่ากัน

และการถามตอบปัญหาของท้าวสักกะเทวราชโดยสรุปคือ

การรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์มีผลมาก มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทาน

โอกาสหน้าจะนำตอนต่อไปมาเขียนให้อ่านกันอีกนะจ๊ะ


พุทธะอิสระ