27 มี ค. 2554  13.10 น.  ธรรมะอาทิตย์ที่ 4  โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ

เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนดีที่รักทุกท่าน รวมทั้งท่านผู้รับชมรายการอาทิตย์สดใส 
ท่านผู้ชมที่รับชมรายการที่บ้านด้วย พิธีกรไม่มา แล้วมาอัดอะไร
สมัยปีที่แล้ว เค้ามาอยู่กับหลวงปู่ ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่ รู้สึกกูจะปั้นคนนะ
พิธีกรจัดรายการวิทยุ อังคารกับศุกร์ ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ได้ข่าวว่าจะปลดออก ให้ทำการบ้านให้เยอะหน่อย พิธีกรต้องหูกว้าง ตายาว จมูกโต
พระพุทธเจ้าปกติสอนอะไรพวกเรา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ธรรมกายเค้าเขียน.... อนิจจัง ทุกขัง อัตตา มันก็เลยกลายเป็นศาสนาใหม่ เป็นข้อมูลที่พิธีกรเค้าให้ หลวงปู่ยังไม่ได้ข่าว เพราะพึ่งออกจากป่า ไปเก็บสมุนไพร..ว่า เชิญนักวิชากร
ธรรมกายเค้าสอนใหม่ จะให้เขียน อนิจจัง ทุกขัง และก็มีอัตตา  ต้องถามว่าสาวกธรรมกายยอมรับได้ไม๊ ถ้าเค้ายอมรับได้ ก็ต้องปล่อยเค้า เค้าจะตั้งศาสนาใหม่ ธรรมกายเค้าทำมานานแล้ว ใช้เงินสนับสนุนให้คนเข้ามาเป็น ส.ส. ส.ว. เป็นอะไรที่เค้ามีตังค์ มีปัญญาทำ
หลวงปู่บอกว่า เดี๋ยววัดอ้อน้อยเอามั่ง ถามว่าเอาทุนที่ไหน ก็ทุนจากหอมจัง
หลวงปู่บอกว่า ถ้าเชื่อว่า อนิจจัง ทุกขัง อัตตา อย่าตาย ถ้าตาย ต้องเอาเยี่ยวรด เพราะสิ่งที่สอนกับความเป็นจริง ไม่ตรงกัน ถ้าเป็นอัตตาจริง ต้องไม่แก่ ตายไม่ได้ สาวกทุกคนตายไม่ได้ ถ้าตายแสดงว่า สิ่งที่สอนไม่ถูกต้อง ไม่เห็นมหาเถรฯใส่ใจอะไร บางครั้งมหาเถรฯ ก็ยังรับนิมนต์บ่อยๆ
น่ากลัว น่าอันตราย นักบวชสมัยนี้ก็อยู่แบบไม่ใส่ใจ เอาตัวรอด หลวงปู่ไปต่างจังหวัด เออ
มาหลายวัด บางวัดยอมรับผ้าป่า โดยแบ่ง 60/40......พระผู้ใหญ่ก็สนใจแต่ว่าปีนี้จะได้เท่าไหร่
วันนี้ต้องคุยเรื่องนี้ให้เข้าใจ เราจะวางตัวอย่างไรที่ขณะนี้มีความแตกแยกในวิถีคิด ศาสนา
เมื่อวานอ่านในหนังสือพิมพ์ วัดต่างจังหวัดเลย โลกจะแตกแล้ว ใครอยากอยู่รอด ต้องไป
สร้างบ้านที่วัดนี้   เพราะว่าวัดนี้ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้  คนเชื่อก็ไม่ใช่คน เป็นควาย
เหมือนสมัยก่อน มีคนมาถามหลวงปู่ หลวงปู่เตรียมหรือยัง  ปี 2529 เตรียมอะไร
เตรียมของเครื่องใช้ จักรยาน ไฟฉาย เอาไปไหน อ้าว โลกจะแตกแล้ว กูถามหน่อย โลก
แตกแล้วมึงจะไปปั่นจักรยานโลกไหน เออ มันก็ตอบไม่ได้ คนมันปัญญาอ่อนหรือเปล่า
ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยนะ เชื่ออะไรโดยไม่คิด ไม่มีสติปัญญา
ชาวบ้านก็ตัวร้ายตัวดี ถามพระ พระก็ใจดี มาถามก็ตอบให้สบายใจ ชอบถามในคำอะไรที่ไม่ควรพูด
คนชอบให้พระอวดอุตริมนุษยธรรม  โลกจะแตก พระรู้ พระไปก่อนแล้ว  ใครพูดแล้ว มันเป็นเรื่องของคนบ้า ทั้งหมดมาจากเหตุปัจจัย เหมือนปัจจุบัน มนุษย์เป็นผู้สร้างเหตุปัจจัยอันเลวร้ายให้แก่โลก สัตว์ร่วมโลก เราจะแก้ ก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง รัฐบาลไม่ทำเป็นนโยบายแห่งชาติ เรื่องไฟฟ้า ...แถมยังช่วยออกเงินให้อีก มันก็เลยเสียนิสัย
ไม่ใช่ว่ารัฐบาลชุดนี้ชุดเดียว แต่ทุกรัฐบาลไม่สนใจ ใช้ทรัพยากรตะบี้ตะบัน
บ้าเราตอนนี้ วันหนึ่งมี 3 ฤดู เช้าฝนตก กลางวันร้อน เย็นหนาว มันเป็นเรื่องที่ธรรมชาติกำลังทวงคืน
อย่าถือมงคลตื่นข่าว อย่าเป็นกระต่ายตื่นตูม อยากบอกลูกหลานว่า ใช้ปัญญาเยอะๆ
หลวงปู่จะประกาศ  2 ทุ่มปุ๊บ ปิดไฟ ยกเว้นโรงยา บางที 3-4 ทุ่ม ยังไม่เลิก เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้  2 ทุ่ม ปิดไฟ เตรียมไฟฉาย เทียนแล้วเตรียมเต็นท์ด้วย เผื่อไฟไหม้ สมัยก่อน ไม่มีไฟ หลวงปู่ก็อยู่ได้ อยู่ต่างจังหวัดก็ใช้ไฟน้อย ตาไม่เจ็บ ไม่ระคายเคือง อยู่กับไฟ ตาเสื่อมเร็ว
ต้องสอนลูกสอนหลาน รู้จักฝึก 
คิดมานานแล้ว แต่พวกเราไม่มีใครเป็นผู้นำคิดทำ
เวลาทำดี ไม่ต้องไปมองใคร เราทำดี เราก็ได้ ...พลังงานก็จะยืนหยัดอยู่ยาวนานให้เรา
ได้ใช้ ต้องทุกคนช่วยกันทำ โดยเฉพาะพฤติกรรมส่วนตัวที่เอาเปรียบ คับแคบ เห็นแก่ตัวน่ารังเกียจ
มนุษย์นี่เป็นต้นเหตุของความฉิบหาย ความล่มสลาย แล้วมันก็เป็นไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
โลกเราไม่ได้หนามากที่จะไปรับอะไรรุนแรง แล้วใต้โลกก็เป็นของเหลว
งั้นอยากบอกว่า ไม่ต้องกลัว ไม่ตายคนเดียว ถ้าโลกแตก วัดไหนก็ไม่พ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะพูด เป็นสิ่งที่ต้องพูด ประเทศญี่ปุ่นประสบภัย หลายจังหวัด แต่เราจะ
เห็นพฤติกรรมของเค้าไม่กระต่ายตื่นตูม ..นี่เรายังไม่เกิดคลื่นอะไรเลย แย่ง ตบกันแย่งน้ำมันพืช
แสดงถึงวัฒนธรรมคนไทย ยังไม่ได้พัฒนา  เรียกว่า ตามใจเป็นไทยแท้
เรายังเทียบกับเค้าไม่ได้ เป็นร้อยปี เพราะเรายังพัฒนาตัวเองไม่ได้
ฝึกอย่างนี้ มันเป็นเอกลักษณ์และสัญญลักษณ์ของผู้ดี คนดีที่พัฒนาแล้ว
หลวงปู่ก็ไม่ชอบอะไรที่วุ่นวาย จะไปเยอะแยะ แต่มันทำให้รู้ว่า รากเง้าบรรพบุรุษสั่งสอนมาอย่างไร
แสดงว่าธรรมะของคนบ้านเรา อยู่ในตำรา อยู่ในตู้ อยู่ที่ปากครูบาอาจารย์ แต่ไม่ได้อยู่ในสันดานของคน
ที่พูดนี้ไม่ได้ดูถูกคนไทย แต่หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ต้องซ้อมฝึกให้มีสติมากกว่า... มีพฤติกรรมพร้อมเผชิญเหตุ เอาเป็นว่า ประเทศไทยจะเจริญ ต้องเหมือนกู เห็นทุกอย่างเป็นปัญหา แล้วหาวิธีแก้
สังคม...อยู่แบบตัวใครตัวมัน มีแต่กอบโกย
หลวงปู่พูดเรื่อง สังคมสงเคราะห์ สงเคราะห์สังคมมาเป็น 20-30 ปีแล้ว
เราพร้อมที่จะเผชิญเหตุเพทภัยมากน้อยแค่ไหน
มันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่โลกมันจะแตก พวกมึงตายไปแล้ว แต่ที่น่ากลัว เรายังไม่พร้อมที่จะเผชิญ
ให้ถามคำถาม 5 ข้อ
ปุจฉา  มีสมุนไพรตัวไหนป้องกันสารกัมมันตภาพรังสี
วิสัชนา  กะปิ ลูก หรือไม่ก็ปลาร้า ขี้  ไม่มีอะไรหรอก ลูก
ปุจฉา  การเดินจงกรม สวดมนต์ใต้คานบ้าน ใต้ถุนบ้าน เป็นอะไรไม๊
วิสัชนา  ไม่เป็นไง มึงยืดตัวได้ ก็เดินไปเถอะ ตรงไหนเดินแล้วสะดวก ก็เดินไปเถอะ
ปุจฉา  เดินปราณ แต่ยังไม่มีปราณร้อน ปราณเย็น
วิสัชนา  ทำจนกระทั่งเห็นพระพุทธเจ้านั่งที่ฝ่ามือ  จริงๆ  ทำจนกระทั่งเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ตามจุดต่างๆ  เมื่อคืนกูยังเห็นพระพุทธเจ้าอยู่บนหัว ต้องทำให้ได้ขนาดนี้ ที่หลวงปู่ไม่ได้พูดออกมา เพราะอยากให้ประสบเอง แต่เมื่อมีคำถาม ก็ตอบได้
ปุจฉา
วิสัชนา   เตรียมตัวตายได้แล้ว
ปุจฉา
วิสัชนา   นี่คือว่า ทำไมหลวงปู่สอนลูกหลานให้มีสติปัญญา เพราะเมื่อมีสติปัญญา ก็จะหยุดอยาก การฝึกสติปัญญา จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ทำให้พ้นจากนรกทุกขุมได้ ปัญญาเหล่านี้เกิดกับสัตว์นรก สัตว์นรกก็จะพ้นจากนรก  ปัญญาต้องสั่งสมอบรมอยู่เนื่องๆ ให้เป็นนิสัย สันดาน
หลังปฏิบัติกรรมฐาน รู้ไม๊ ทำไมหลวงปู่สอนว่า ..พระพุทธเจ้าอยู่กลางกระหม่อม หลายคนอาจคิดว่า
พระพุทธเจ้ายังอยู่อีกหรือ ที่จริง พระพุทธเจ้า หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มีอยู่ในพระสุตตันตปิฎก
หลวงปู่ไม่ได้พูดเลยจากความเป็นจริง เพราะว่าจิตนี้ศักดิ์สิทธิ์  สำเร็จประโยชน์ จิตของผู้มีอานุภาพ
อยากเล่าให้ฟังว่า ตอนหลวงปู่อยู่วัดคลองเตยใน ลูกศิษย์รุ่นแรก เค้าจะมาเรียนวิชาปราณโอสถ หมอพินิจ.......   หมอรัชดา วันศุกร์ตอนเย็นก็เริ่มมากัน หลวงปู่ก็ทำอาหารเลี้ยงบ้าง อุ่นกับข้าวที่บิณทบาตจากตอนเช้า   ...ปิดห้องปฏิบัติธรรม ไม่สนใจใครก็สอนอยู่พอสมควร เค้าตั้งข้อสังเกตุว่า วิชาปราณโอสถบังคับไม่ได้ หลวงปู่ก็บอกว่า วันนี้จะพิสูจน์ให้ได้ ที่บอกเล่าเรื่องนี้เพราะต้องการให้ไปทดลองพิสูจน์ตัวเอง ใช้จิตบังคับเปลวเทียนให้ไหม้ไปทิศไหนก็ได้ แสดงว่า สำเร็จขั้นที่ 1 ของวิชาปราณโอสถ ถ้ายังบังคับเทียนไม่ได้ อย่าไปบังคับ...
อะไรที่กูผ่านวิตกวิจารณ์แล้ว จะไม่ทำ เหมือนวิชาฝังเข็ม เมื่อมีคนวิจารณ์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ทำ
เพราะเค้าวิตกวิจารณ์ว่า จะไปใช้ในการแพทย์ได้อย่างไร สอนเพื่อให้หมอนำไปใช้ ไม่ได้
ตั้งใจ.... แต่สอนไปแล้ว วิตก วิจารณ์  ....ก็เลิก รำคาญ
เมื่อกี้ กูก็คิดว่า กูจะสอนให้พวกมึงได้ครบ 10 ขั้นหรือเปล่า ขั้นที่ 1 ยังไม่สามารถเดิน
ตามรูขุมขนได้ แสดงว่า ยังไม่จบ เมื่อกี้ กูก็วิตกว่า สอนได้ 10 ขั้นไม๊ อ้ายที่สอนไปน่ะ
เปลือก นี่แค่ขั้นที่ 1 ยังวนไปเวียนมา เท้าขวามีปราณ เท้าซ้ายหุบ หุบ ๆ ก้าว 2 เท้า
ปราณไม่เท่ากัน เท้าขวาจิตตก เท้าซ้ายจิตโผล่  ไม่ได้
ถามว่า ทำไมไม่สอนนั่ง กูไม่ชอบให้ใครหลับ พระพุทธเจ้าสอนว่า เดินจงกรมแล้วสติตั้งมั่น
เป็นยอดของสติ เข้าถึงองค์ฌาณได้เร็ว ปัญญาก็เกิดขึ้นรวดเร็ว อารมณ์ ฌาณขณะเกิดก็มี
อำนาจแก่กล้าเลื่อนลั่นถึงชั้นพรหม ไปถึงชั้นพรหมโดยไม่ต้องผ่านสวรรค์ชั้นใดๆ ได้
หวังว่าจะให้เอาสติไปใช้ชีวิต ให้สติมีชีวิตรักษาเราไม่ให้เราทำ พูด คิด ไม่ผิด ฝึกจนเป็นนิสัย
เป็นสันดาน เหมือนคนญี่ปุ่น ของพวกนี้ฝึกได้ แล้วจะเป็นอุปการะคุณต่อการทำ พูด คิด คนที่มีสติทำ พูด คิด...ฝึกสติจนเป็นสันดาน แม้ตกนรก มีสติแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ก็สามารถพ้นจากขุมนรกได้
กูสอนแล้วไม่อยากเลิก แต่กูเห็นพวกมึงลมตก เหมือนว่าวตก
ธรรมที่เป็นกำลังของพวกมึงยังไม่แก่กล้า ต้องโด๊บบ่อยๆ ยาโด๊บพวกมึงก็ไม่มีอะไร มี ด่า บ่น ไม่โด๊บก็ไม่ไป อืดเป็นเรือเกลือ นี่คือ ข้อเสีย เราไม่เป็นปัจเจก เป็นสาวก ไม่เหมือนหลวงปู่คิด 2 หัว  2 ขา แต่พวกมึง ฝึกมาแบบตามเค้าไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นต้องฝึก ต้องปรับให้ได้ อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งตนเองให้ได้  พอจะหมดแรง ก็หันไปมองพระพุทธเจ้า มองครู มองคนที่เค้ามีกำลัง ความเพียรก็จะมากขึ้น เพราะสมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิต ใช้ปัญญาเข้าไปแถมหน่อย เมื่อครู่จึงอธิบายว่า
อย่าเดินแข็งเป็นหุ่นยนต์ ประสาทส่วนใดตึงเครียด เข้าไปผ่อนคลาย เป็นกรรมฐาน เป็นกายานุสติกรรมฐาน แม้เราจะบอกว่า เรากำลังเพ่งปราณ รักษาปราณ พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ปฏิบัติกรรมฐาน ก็ต้องใช้ปัญญา ไม่ใช้แต่สัญญา
ทำแล้ว ไม่เกิดปัญญา เสียเวลาเปล่า
การตรึกเป็นองค์ฌาณ เป็นปฐมฌาณ
ต้องฝึก ฝึกไปเรื่อยๆ ขยัน ไม่ใช่มารออยู่ตรงนี้